November 06
บันทึกเล็กๆ หลังจากกลับมาจากงานลอยกระทงที่จุฬาฯ
ไปทุกปี และทุกปีก็เหมือนเดิม อะไรเคยอยู่ตรงไหน ก็ยังอยู่ตรงนั้น
ซุ้มเล่นเกมกี่แบบกี่แบบ ก็ไม่เปลี่ยนจากเดิม
เวทีแสดงดนตรีเคยอยู่ตรงไหน ก็ยังกึกก้องส่ายสะโพกโยกหัวกันที่เดิม
ขบวนแห่นางนพมาศ เคยแบกหามกันอย่างไร ก็ยังแบกกันอย่างนั้น
ภาพกระทงและซากกระทงเกลื่อนสระน้ำหน้าจุฬาฯ ไม่ต่างจากเดิมแม้แต่น้อย
เวลาผ่านเฉียดสิบปี…ทุกอย่างคงที่…มีแต่ตัวเราเองที่เปลี่ยน
บรรยากาศคลับคล้ายละม้ายเสมือนเมื่อสมัยวัยยังละอ่อน
มีแต่ตัวละครรุ่นใหม่ที่ผลัดขึ้นมารับบทบาทที่รุ่นพี่เคยเล่นไว้
ซึ่งก็เล่นได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่อง สนุกสนานมีสีสันเมามัน-พอกัน
เหมือนหยุดเวลาไว้
เมื่อแท็กซี่มาจอดหน้า จุฬาฯ ในงานวันลอยกระทง
ก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งไทม์แมชชีนของโดเรมอนมาโผล่ในอดีต
ต่างกันก็แค่สาวๆ ยุคนี้เค้าแต่งตัวกันชวนมองขึ้น
แฟชั่นกางเกงขาสั้นอวดเรียวขา รวมถึงเสื้ออวดหัวไหล่นั้น
ทำให้พระจันทร์นวลๆ เต็มดวงบนฟ้าหมองลงไปบ้างเหมือนกัน
(สังเกตดูแล้ว ไม่ค่อยมีหนุ่มไหนชม้ายชายตาไปแลจันทร์
เห็นแต่หันรีหันขวางมองหน้าน้องๆ ที่ลอยเด่นเต็มดวงตามทางเดินซะมากกว่า)
งานลอยกระทง น่าจะเป็นอีกโอกาสที่หนุ่ม-สาวได้เอาหน้ามาให้อีกฝ่ายมอง
แน่นอน-นั่นย่อมหมายถึง หลังจากได้สักการะรำลึกบุญคุณพระแม่คงคา
กันเป็นที่เรียบร้อย — รำลึกบุญคุณของน้ำ และแม่น้ำ
แต่คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตห่างไกลแม่น้ำกันมากขึ้นทุกที
เราเลิกเป็นลูกน้ำ และคงไม่ค่อยได้คิดว่าตัวเองมีแม่เป็นน้ำอีกต่อไป
ความเชื่อมโยงระหว่างเรากับแม่น้ำ
น่าจะต้องใช้เวลานั่งก่ายหน้าผากคิดกันนานพอดู
จึงสังเกตเห็นคนลอยกระทงเพื่อตัวเองเสียมากกว่า
ไม่ได้คิดถึงแม่น้ำอีกต่อไปแล้ว
บ้างลอยเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการลอยความทุกข์ในใจไปกับสายน้ำ
บ้างลอยเพื่ออธิษฐานขอพรจากพระแม่คงคา
(บางคนจรดกระทงเหนือศีรษะนานมาก!)
นอกจากนั้น เรายังสามารถดูคนจากกระทงที่ลอย และพฤติกรรมในการลอยได้อีกด้วย
ไม่ต้องนับหลักการพื้นฐานอย่างการเลือกโฟมหรือวัสดุธรรมชาติ (ต้นกล้วยและใบตอง)
ยุคนี้คงหาคนใช้โฟมได้ยากเต็มที และเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยของกระทงขนมปัง
(อันนี้น่าสนใจ เดี๋ยวเราจะมาว่ากันต่อ)
บางคนเลือกกระทงที่สวยงาม และราคาแพง
เพราะหวังว่ากระทงอย่างดี จะช่วยให้ชีวีเจิดจรัส
อันนี้น่าคิด ศิลปะในการทำกระทงเป็นเรื่องน่าศึกษาและน่ารักน่ารู้
เชื่อว่าคนไทยโบราณที่มีชีวิตความเป็นอยู่ผูกติดกับแม่น้ำ
(และมีเวลาว่างมากกว่าสมัยนี้)
นั่งประดิษฐ์กระทงสวยๆ ขึ้นจากดอกไม้ ใบไม้นานาชนิด
หนึ่งก็เพราะสนุกและมีความสุขที่ได้เห็นของสวยงามจากฝีมือตัวเอง
อีกหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะต้องการทำสุดฝีมือเพื่อแสดงความเคารพพระแม่คงคา
การทำเอง กับ ซื้อของที่คนอื่นทำ
น่าจะมีความต่างบางอย่างในวัตถุประสงค์
และยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อเห็นหลายคนให้ความสำคัญกับ
ระยะทางในการลอย (ใกล้-ไกล) ของกระทงของตัวเองเอามากๆ
ด้วยเชื่อว่า ระยะทางนั้นเป็นการบอกใบ้อนาคต
ยิ่งกระทงลอยไปไกล อนาคตยิ่งไกล
คล้ายๆ กับการลุ้นว่าเทียนในกระทงจะดับหรือไม่ดับ
ถ้าสุกไสว อนาคตก็คงโชติช่วง
(ระหว่างนั่งมอง หลายกระทงที่ไฟแรงก็ลุกไหม้อยู่กลางน้ำ)
ความเชื่อ(เกี่ยวกับตัวเอง)เหล่านี้
เชื่อเอาสนุก หรือ ลุ้นเทียนดับ ลุ้นกระทงลอยไกล กันหนุกๆ
ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร
แต่ถ้าลองนึกถึงคนที่เลือกที่จะเอาธูปเทียนปักลงบนต้นกล้วยเกลี้ยงๆ
หรือคนที่เลือกกระทงขนมปังมาลอย ก็น่าจะคิดอะไรต่อไปได้
คิดอะไรต่อไป ถึง ความหมายของกระทง
กระทงของคุณ คืออะไร?
กระทงของใครความหมายก็คงต่างกัน
ก่อนลอยกระทง เราเองก็น่าจะมีเหตุผลในการลอย
เพราะหากจะลอยกระทงยังไม่มีเหตุผล
ไอ้อนาคตที่ห่วงนักห่วงหนา ก็คงไม่มีทิศทางพอกัน!
เราค่อนข้างชอบคนที่เอากระทงขนมปังมาลอย
เพราะเราเห็นปลาในสระน้ำจุฬาฯ สวาปามกันอย่างเอร็ดอร่อย
ไม่ใช่แค่ว่ามันไม่มีซากให้รำคาญใจ
แต่เราเชื่อว่า คนที่เลือกกระทงขนมปัง-คิดก่อนซื้อ
(คิดอะไรคงเป็นเรื่องของเค้า เราไม่รู้หรอก)
แต่เดาว่ามีบางคนคิดแบบนี้…
คิดว่า การลอยกระทงคือการแบ่งปัน
ไม่ได้ลอยเพื่อตัวเองถ่ายเดียว แต่ลอยเพื่อผู้อื่น(ปลา)ด้วย
นอกจากนั้น ยังไม่คิดว่ากระทงของฉันจะต้องลอยเด่นเท้งเต้ง
อยู่ในน้ำตลอดคืน ตื่นมาดูพรุ่งนี้ก็ยังสวยงามอยู่
เปล่า-เขารู้ดีว่า เมื่อลอยแล้ว มันย่อมสลายและหายไป
เช่นกันกับเทียนอันสว่างไสว
หากทุกคนมีเวลามากพอที่จะนั่งดูต่อจนจบ
ย่อมจะได้เห็นว่า เทียนอันเปรียบเสมือนอนาคตของตัวเอง
สุดท้ายก็ดับสนิทไป เหมือนไม่เคยสว่าง
เป็นอย่างนี้ทุกกระทง – เป็นอย่างนี้ทุกราย
หากกระทงคือการใช้ชีวิต
สุดท้ายก็สลาย สุดท้ายก็ดับลง
เราคงอยากใช้ชีวิตแบบกระทงขนมปัง
เพราะก่อนจะหายตัวไปจากโลกและสายน้ำ
เรายังได้เห็นรอยยิ้มของปลา
และเผลอๆ อาจได้เห็นรอยยิ้มของพระแม่คงคา
เป็นของแถม.