Archive for พฤศจิกายน 13th, 2006

โลกของเรา

พฤศจิกายน 13, 2006

1.
ได้ยินชื่อและได้เห็นหน้าค่าตาอาจารย์ ปกป้อง จันวิทย์ มานานแล้ว
รู้ว่าเป็นคนเก่ง เคยอ่านผลงานผ่านตาไปบ้าง แต่ไม่จริงจังนัก

จนกระทั่งวันนั้น (ในงานหนังสือ ตุลาฯ 2549)
อาจารย์ปกป้องเดินผ่านซุ้มอะเดย์ เรายกมือไหว้
อาจารย์ยิ้มกว้าง (เป็นคนน่ารักและอารมณ์ดีมากๆ)
แล้วทักว่า “นี่คือนิ้วกลมใช่มั้ยครับ?”
ดีใจที่อาจารย์รู้จัก และเริ่มอยากรู้จักอาจารย์

เป็นอาการอยากรู้จักหลังจากได้พูดคุยกันหลายประโยค
รวมถึงได้พูดคุยผ่านสายโทรศัพท์ ก่อนที่อาจารย์จะเดินทางไปยุโรป
เป็นการคุยกันเรื่อง ‘คอลัมน์’ ใน www.onopen.com
อาจารย์เป็นคนง่ายๆ (แต่ไม่มักง่าย)
ตลกกับคำพูดของอาจารย์ที่บอกว่า
“ถ้าเอ๋ส่งมาวันนี้ ผมเอาขึ้นเว็บให้วันนี้เลย มาแข่งกันสิว่าใครจะไวกว่ากัน”
การส่งตัวหนังสือไปแปะไว้บนเว็บไซด์โอเพ่น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
และเป็นเรื่องน่าดีใจ สำหรับนักเขียนอ่อนหัดอย่างเรา

2.
ในงานแฟตฯ ที่ซุ้มโอเพ่น
เหลือบไปเห็นหนังสือที่จดจดจ้องจ้องมานานแล้ว
เห็นทีจะได้ฤกษ์ซื้อเสียที
บางครั้ง เราก็อยากอ่านหนังสือบางเล่ม
เพราะต้องการทำความรู้จักกับนักเขียนคนนั้น
เหมือนอย่างที่ตัวหนังสือช่างคิดในซุ้มของโซฟา
ในงานแฟตฯ ว่าไว้ “Read me, Read my book.”
และครั้งนี้นักเขียนที่อยากรู้จักก็คือ อาจารย์ ปกป้อง นั่นเอง
หนังสือ blog blog ถูกเล็งมานานแล้ว
สุดท้ายก็ได้อ่าน

อาจารย์เขียนบล็อกได้สนุกและมีเนื้อหาเข้มข้นมาก – อิจฉา!
อ่านมาจนถึงบท นักวิชาการในฝัน (1): กรอบความคิด
บางข้อความในนั้น ชวนให้คิดถึง ‘โลก’ ของตัวเอง

ด้านหนึ่ง ตัวตนของเราได้รับอิทธิพลจาก ‘โลก’ (สภาพสังคม กฎกติกาในสังคม
ภูมิหลัง ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยมของสังคม ฯลฯ) ที่เราเผชิญ
พูดง่ายๆ ว่า ‘โลก’ มีส่วนสร้างเราขึ้นมา แต่อีกด้านหนึ่งตัวเราก็มีส่วนย้อนกลับ
ไปสร้าง ‘โลก’ เช่นกัน

เป็นมุมมองที่น่าสนใจ และชวนให้เห็นด้วย
เรามักคิดว่า เราถูกหล่อหลอมขึ้นมาจาก ‘โลก’ ในยุคสมัยของเรา
เรามักคิดว่า เราตกเป็นฝ่าย ‘ถูกกระทำ’ แต่ฝ่ายเดียว
แต่แท้จริงแล้ว เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะปรับ+ปรุง ‘โลก’ ใบใหม่ในอนาคตได้!

หากมิใช่คนที่มีพลังเหลือเฟือ คงไม่กล้าคิดอะไรแบบนี้

3.
ตอนบ่ายนอนอ่าน มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับ 1369
คอลัมน์ ‘ดีไซน์ คัลเจอร์’ ของคุณ ประชา สุวีรานนท์
งวดนี้เขาเขียนถึง ฟิลิปป์ สตาร์ก
หนึ่งในดีไซเนอร์จำนวนไม่กี่คนที่เราจำหน้าและผลงานได้(บ้าง)

ไอ้เครื่องคั้นน้ำผลไม้รูปทรงเหมือนแมงมุมต่างดาวสามขาน่ะ เห็นมานานแล้ว
แต่เพิ่งได้มารู้วันนี้เองว่ามัน ไม่เวิร์ก!
และเพิ่งรู้ชื่อเต็มๆ ของมันว่ามันชื่อ Juicy Salif lemon squeezer
ไอ้เจ้าซาลีฟนี้มีปัญหาหลายด้าน

ซาลีฟอาจจะดูน่าใช้ แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อนำมาใช้จริง
ผลไม้ผ่าซีกที่ควรจะวางอยู่บนหัวและลำตัวจะลื่นไถลลงมาด้านข้าง
มือของเราจะเลอะเทอเปรอะเปื้อน ยิ่งไปกว่านั้น หลังการใช้ครั้งแรก
ซาลีฟจะทำปฏิกิริยาเคมีกับกรดในน้ำมะนาว ส่งผลให้ผิวมันวาว
ราวกับเครื่องเงินของมันกลายเป็นเทาดังเช่นอะลูมิเนียมทั่วไป

เพิ่งรู้ความสับปะรังเคของมันก็วันนี้เอง
สมัยเรียนก็ไม่เห็นอาจารย์จะบอกว่ามันห่วย!
แต่พอบรรทัดถัดมา ก็ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันเจ๋งนี่หว่า

แม้แต่สตาร์กเองก็เคยประกาศว่า
ซาลีฟไม่ได้มีไว้คั้นน้ำผลไม้ แต่เป็นเครื่องช่วยเปิดประเด็นการสนทนา
เช่น เมื่อลูกเขยคนใหม่ไม่รูจะพูดคุยอะไรกับแม่ยาย

หากบรรทัดบนคือ Design Concept ของไอ้แมงมุมสามขา
ต้องนับว่าเป็นแนวความคิดที่น่าสนใจและกวนอวัยวะที่ใช้เดินอย่างยิ่ง
เครื่องคั้นน้ำผลไม้ ที่มีไว้เปิดประเด็นสนทนา!

4.
สมัยเรียนที่ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม สถาปัตย์ จุฬาฯ
เราต่างรู้กันดีว่า แนวความคิดหลักประจำภาควิชาของพวกเรา
รับต่อมาจากโรงเรียนออกแบบบาวเฮ้าส์ ของเยอรมันอีกขั้นหนึ่ง
นั่นก็คือ Form Follows Function
แปลเป็นไทยก็ รูปทรงต้องเกิดจากประโยชน์ใช้สอย (เท่านั้น!)

เราสนุกกับแนวความคิดแบบนั้นมาสี่ปี แล้วเกิดการตั้งคำถามว่า
เราไม่สามารถออกแบบอะไรที่มันไม่มีประโยชน์ใช้สอยได้เลยหรือ?

หลังจากได้รู้ว่า โรเบิร์ต เวนจูรี่ สถาปนิกยียวนคนหนึ่ง
ออกแบบบ้านที่มีบันไดขึ้นไปชนผนัง ก็ยิ่งอยากทดลอง

ผลงานชิ้นหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของเพื่อนร่วมชั้นปี
คือ ที่ใส่กระดาษทิชชูในห้องน้ำ
เราดีไซน์มันเป็นรูปทรงแคปซูล พ่นสีเงินสลับกับสีฟ้าเมทัลลิก
เข้ายุคสมัยในเวลาใกล้มิลเลนเนียม (2000)
โดยเว้นช่องว่างข้างกระดาษทิชชูเอาไว้แบบไร้ประโยชน์ใช้สอย
สองข้างรวมกันก็น่าจะราวๆ สิบเซนติเมตร
Form ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มี Function แต่อย่างใด
แต่มีไว้เพื่อให้รูปร่างมันเป็น ‘แคปซูล’ อย่างที่อยากให้เป็น

พรีเซ้นต์งานหน้าห้อง
“งานออกแบบชิ้นนี้ ผมไม่ได้ใช้
แนวความคิด Form Follows Function
แต่ผมมีแนวความคิดว่า Form Follows Fantasy”
ยังจำได้ดีว่าเพื่อนๆ ทั้งห้องปล่อยก๊ากออกมา
และยังจำแววตาถลนถลึงของอาจารย์สุดที่รักได้

งานชิ้นนั้นได้ผลลัพธ์สองอย่าง
หนึ่ง, เกรด C
สอง, ความสะใจ

5.
สถาบันที่ดี…ไม่ใช่สถาบันที่มีโครงสร้างสิ่งจูงใจที่ตีเส้นทางเดิน
ไปสู่ความเป็นนักวิชาการในฝันแบบเดียวกัน แบบใดแบบหนึ่ง
แต่เป็นสถาบันที่ดีในความหมายที่ส่งเสริมเอื้ออำนวยให้นักวิชาการ
ในฝันแต่ละแบบ สามารถแสดงศักยภาพของตนได้อย่างเจิดจรัส
ตามวิถีแห่งตน

ข้อความในหนังสือ blog blog ชวนให้คิดถึงอดีตของตนเอง
ปะปนไปกับชีวิตของ ฟิลิปป์ สตาร์ก
ไม่ได้หมายความว่า จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบว่าเก่งกาจอะไร
แต่อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ถ้าวันนั้นได้เกรด A เราจะมุ่งคิด
แนวความคิดแปลกๆ ไปอีกได้ไกลแค่ไหน?

หากมีการสนับสนุน
ผลักดันให้แต่ละคนเดินหน้าไปในทางที่คิดและฝัน
ไปในทางที่แต่ละคนแตกต่าง ให้พัฒนาไปอย่างสวยงาม
พวกเราคงจบออกมาอย่างหลากหลาย และไม่เป็นพิมพ์เดียวกัน

เพราะเราล้วนถูกสร้างมาจาก ‘โลก’ คนละใบ
เราเติบโตมาแตกต่าง และเราต่างก็มีเสน่ห์และความยียวนในแบบตน
หากแต่ระบบการศึกษากลับเคาะเราให้เหลือเพียง ‘พิมพ์’ เดียว
แล้วมันจะสนุกตรงไหน?

‘โลก’ ใบที่พวกเราสร้างขึ้น เมื่อถึงยุคที่พวกเราต้องรับภาระสร้างโลก
จึงไม่ต่างอะไรไปจาก ‘โลก’ ในวันที่ครูบาอาจารย์อยู่อาศัย

หากการศึกษาและสังคมเปิด ‘โลก’ ของแต่ละคน
รวมทั้งขัดเกลาให้ ‘โลก’ ของแต่ละคนชัดเจนสุกใสและสนุกที่จะคิด
เราคงได้อยู่ใน ‘โลก’ ที่น่าตื่นเต้นและสวยงามกว่าที่เป็นอยู่

‘โลก’ แห่งความแตกต่างหลากหลายย่อมสวยงามกว่า
‘โลก’ แบบเดิมๆ แบบเดียว – ‘โลก’ ที่เหมือนกันไปหมด

เราชอบรู้จัก ‘โลก’ ของคนอื่น
ยิ่งแตกต่างยิ่งชอบ และสนุกที่จะได้เอาตัวลงไปคลุกเคล้า
ไม่จำเป็นต้องชอบ ‘โลก’ ใบนั้น
แต่อยากเข้าใจว่า ‘โลก’ ของเขาเป็นแบบไหน

และเราก็ชอบที่จะให้คนอื่นรู้จัก ‘โลก’ ของเรา
เพราะเมื่อรู้จักกัน มันก็มักจะนำไปสู่ส่วนผสมใหม่
และนำพาไปสู่ ‘โลก’ ใบอื่น ใบแล้วใบเล่า…
เพราะคนหนึ่งคนย่อมนำพาไปสู่คนอีกหนึ่งคนเสมอ

เมื่อถึงอายุหนึ่ง คนรุ่นเราคงจำเป็นต้องรับภาระสร้าง ‘โลก’
ตั้งใจไว้แล้วว่า เราจะไม่ปิดกั้นความเป็นไปได้ใน ‘โลก’ ของใคร
เพราะเราอยากเห็น ‘โลก’ ที่หลากหลายมากกว่า ‘โลก’ ที่เป็นแบบเดียว

คุณล่ะอยากเห็น ‘โลก’ แบบไหน?
ช่วยกันสร้างดีมั้ยครับ?