1.
ไปดู ‘โลมา’ มาครับ!
‘โลมา’ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บังเอิญยังอยู่ในทะเล
ก็เลยถูกเหมาว่าเป็น ‘ปลา’ แต่จริงๆ แล้วมิใช่ มิช่าย…
‘โลมา’ ก็คือ ‘โลมา’ อย่ามาหาว่าโลมาเป็นปลาเด็ดขาด
เพราะ ‘โลมา’ เป็นสัตว์น้ำเพื่อนๆ กับ ‘วาฬ’ และ ‘พยูน’
สังเกตได้จากครีบหาง ซึ่งจะไม่ได้ตั้งฉากกับผิวน้ำเหมือนบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ปลา’
แต่จะวางตัวขนานไปกับผิวน้ำ ทั้งนี้ก็เพราะสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้
หายใจด้วยจมูก หรือ รู ที่อยู่เหนือหัวมันนั่นเอง มันจึงต้องใช้ครีบหางสะบัดขึ้นลงเหมือนนักว่ายน้ำ
เวลาว่ายท่าผีเสื้อ (ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไม่ไม่เรียกท่านี้ว่า ‘ท่าพยูน’ มันเหมือนผีเสื้อตรงไหน?)
เพื่อที่จะทะลึ่งตัวขึ้นมาหายใจโดยใช้รู(จมูก)ที่อยู่เหนือกบาลมันสูดออกซิเจนเข้าไป
และพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
จริงๆ แล้วตามตำราเขาบอกว่า มันหายใจด้วยปอด
แต่เราคิดว่า ไอ้รูที่เจาะอยู่บนหัวของมันก็น่าจะอนุโลมเรียก ‘จมูก’ ได้
ไอ้ครั้นจะเรียกว่า ‘รูปอด’ ก็ฟังดูเหมือนเป็นโลมาขี้ยาปอดทะลุยังไงก็ไม่รู้
เอาเถอะ! จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ได้หายใจด้วย ‘เหงือก’
เหมือนบรรดาปลาๆ เป็นแน่
2.
โลมา อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เหลือเชื่อ!
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางไปถึง ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
บ้านของโลมาอยู่ที่นั่น-ที่ปากอ่าว บริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเล
ที่ที่ว่ากันว่า ปลาชุม!
3.
มีโอกาสไปเป็นส่วนหนึ่งในกองถ่ายรายการ TK Teen ทางช่องสิบเอ็ด
(รายการนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ TK Park-อุทยานการเรียนรู้)
ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่ไปกับรายการทีวี ทำให้มีโอกาสรับฟังข้อมูลดีดีจากคุณลุงคนขับเรือ
“เจ้าหน้าที่รัฐพยายามชักชวนให้ชาวบ้านรักโลมา และพยายามรักษาเค้าไว้
โดยให้เหตุผลว่า ถ้ามีโลมาเยอะๆ ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่เยอะ และจะได้
มีเงินไหลมาเทมายังชุมชนของพวกเรา”
ลุงหยุดหายใจ เหมือนโลมาโงหัวขึ้นมาสูดอากาศ
“แต่ชาวบ้านเค้าไม่สนกันหรอก โอย…นักท่องเที่ยวจะมีมากันซักกี่คน
เราไม่ได้รักพวกเค้า(โลมา)เพราะว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาดู แต่พวกเราชาวประมง
รู้ดีว่าพวกเค้า(โลมา)สำคัญกับพวกเรา ถ้าช่วงไหนไม่มีโลมา
พวกเราก็เตรียมตัวแย่ได้เลย เพราะถ้าไม่มีโลมาก็แปลว่าช่วงนั้นปลาไม่มี
แต่ถ้าช่วงไหนพวกเค้ามากันเยอะ ก็แปลว่าหน้านั้นปลาชุม”
“ถ้าไม่มีโลมา พวกเราออกหาปลากันยาก เพราะไม่รู้ว่าปลาไปอยู่กันที่ไหน
แต่ถ้ามีฝูงโลมาล่ะก็ไม่เคยพลาด ตรงไหนที่พวกเค้าว่ายวนกัน
วางแหไปล่ะก็ได้ปลาเยอะ ไม่เคยพลาดเลย”
“เพราะอย่างนี้ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครทำร้ายเค้าเลย ใครทำร้ายใครฆ่าโลมา
ต้องมีอันเป็นไป ไม่มีเจริญซักราย เคยมีคนนึงดักปลาไว้ได้เยอะเลย
แล้วไปทำร้ายเค้าเข้า ปรากฏว่าแหที่วางไว้โดนกัดเป็นรู ปลาออกไปหมดเลย
วันนั้นไม่ได้อะไรกลับบ้าน”
“หรือมีคนไปฆ่าโลมา ตอนนี้ชีวิตก็ไม่เจริญเลย”
“ปกติ โลมาไม่ดุร้าย ไม่เคยทำร้ายคน ก็แปลกดี เวลาคนทำร้ายเค้า เค้าก็เอาคืน”
คุณลุงเล่าเรื่องให้ฟังระหว่างที่เรือกำลังวิ่งขนานไปกับฝูงโลมาน่ารักน่าชัง
ที่กำลังกระโดดบ้าง ทะลึ่งตัวหายใจขึ้นมาบ้าง สลับกันไป
เสียงฟืดฟาดของลมหายใจแห่งชีวิตดังก้องเหนือผิวน้ำ
“ที่เห็นกระโดดตัวลอยนั่น แปลว่ากำลังจะผสมพันธุ์ ว่ายเฉยๆ ไม่ทันตัวเมีย
ก็เลยต้องอาศัยกระโดดไล่เอา” ลุงพูดแล้วยิ้มกว้าง
“วันนี้โชคดีนะ โลมาเยอะมากๆ ลุงไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้เลย”
คนในทีมงานพูดขึ้นมาว่า
“หรือโลมามันก็โผล่ขึ้นมาดูพวกเราเหมือนกัน เฮ้ย! คนเว้ย คนมา”
4.
เห็นน่ารักๆ แบบนี้ แต่ในระบบห่วงโซ่อาหาร โลมาถือเป็นผู้บริโภคระดับบน
กินปลา(ดุก)เป็นอาหาร ช่วยควบคุมประชากรปลาเล็กๆ และกำจัดปลาที่อ่อนแอ
ไม่ให้มีโอกาสสืบสายพันธุ์ต่อไป เหมือนเสือกินกวางเพื่อรักษาสมดุลป่า
โลมากินปลาเล็กๆ ก็เพื่อรักษาสมดุลให้กับท้องทะเล และมันก็ต้องพลีกาย
ตกเป็นอาหารของนักล่าที่ใหญ่และดุกว่าต่อไป อย่าง ฉลาม
เป็นการส่งถ่ายพลังงานกันเป็นทอดๆ (ไม่ได้หมายถึงโลมาทอด!)
5.
โลมา จึงไม่ได้ดำรงอยู่บนโลกเพื่ออวดความน่ารักของเรือนร่างให้คนมามุงดู
และเพื่อให้คนที่มามุงดูนั้น ขนเงินมาใช้ถมทะเลใสๆ ให้เอ่อล้นไปด้วย ‘รายได้’
แต่ความน่ารักของโลมาอยู่ตรงที่มัน(เค้า)เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ส่วนหนึ่งของชุมชน เป็นเพื่อนกับชาวบ้านชาวประมง และเป็นหนึ่งเดียวกับ
ชีวิตหลากหลายในท้องทะเล ที่ต่างทำหน้าที่ให้ทุกชีวิตเกิดความสมดุล
มิตินี้ต่างหากที่ทำให้โลมา น่า ‘รัก’ — น่าที่จะรัก
หลายครั้งหลายหน ที่ผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้รักการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เสียเต็มประดา พยายามส่งเสริมชุมชนให้พัฒนา หรือมีโครงการนำรายได้เข้าสู่ชุมชน
โดยมองการพัฒนาจากระยะไกล จากภายนอก เป็นมุมมองจากนอกสู่ใน
โดยไม่ได้ลงไปสัมผัสชีวิต ความคิด และความเชื่อของคนในชุมชน
และผลก็มักจะเป็นเช่นนี้ นี่ก็อีกหนึ่งโครงการที่พยายาม ‘แปลงโลมาให้เป็นทุน’
มองโลมาราวกับสิ่งไม่มีชีวิต และไม่มีการเชื่อมโยงกับชีวิตรอบๆ ตัวโลมา
ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างทุกชีวิตในโลกใบนี้ล้วนมีความหมายในการดำรงอยู่
มีความหมายตรงที่เราต่างดำรงอยู่เพื่อสิ่งอื่น เพื่อคนอื่น
ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราล้วนเชื่อมโยงกับชีวิตอื่นทั้งสิ้น
การไม่มีโลมา ย่อมกระทบกับอีกหลายชีวิต
และผลกระทบนั้นย่อมรุนแรงกว่าแค่การขาดรายได้!
โลมาจึงควรเป็นโลมา และไม่มีใครควรใช้อภินิหารไปแปลงโลมาให้เป็นทุน!
โดยปกติ เราไม่ได้พิสมัยโลมามากมายอะไรไปกว่าลูกหมาน่ารักๆ ตัวหนึ่ง
และหากเรามองโลมาจากจอทีวี หรือบนเวทีการแสดงในสวนสัตว์สมัยใหม่
ก็คงไม่ได้คลั่งไคล้อะไรมากไปกว่าการยิ้มหรือตบมือให้ในความแสนรู้ของมัน
แต่วันนี้ ที่ทะเล
เรากลับเห็นว่าโลมาน่ารักมาก
น่ารักกว่าคนอีกหลายคนที่หายใจด้วยปอดเหมือนมัน
แต่ดันหายใจเข้า-ออกเป็นเงิน.