Archive for พฤศจิกายน 18th, 2006

โลมา: เราไม่ได้รักกันที่เงิน

พฤศจิกายน 18, 2006

1.
ไปดู ‘โลมา’ มาครับ!
‘โลมา’ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่บังเอิญยังอยู่ในทะเล
ก็เลยถูกเหมาว่าเป็น ‘ปลา’ แต่จริงๆ แล้วมิใช่ มิช่าย…
‘โลมา’ ก็คือ ‘โลมา’ อย่ามาหาว่าโลมาเป็นปลาเด็ดขาด
เพราะ ‘โลมา’ เป็นสัตว์น้ำเพื่อนๆ กับ ‘วาฬ’ และ ‘พยูน’
สังเกตได้จากครีบหาง ซึ่งจะไม่ได้ตั้งฉากกับผิวน้ำเหมือนบรรดาสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ปลา’
แต่จะวางตัวขนานไปกับผิวน้ำ ทั้งนี้ก็เพราะสัตว์น้ำเลี้ยงลูกด้วยนมเหล่านี้
หายใจด้วยจมูก หรือ รู ที่อยู่เหนือหัวมันนั่นเอง มันจึงต้องใช้ครีบหางสะบัดขึ้นลงเหมือนนักว่ายน้ำ
เวลาว่ายท่าผีเสื้อ (ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไม่ไม่เรียกท่านี้ว่า ‘ท่าพยูน’ มันเหมือนผีเสื้อตรงไหน?)
เพื่อที่จะทะลึ่งตัวขึ้นมาหายใจโดยใช้รู(จมูก)ที่อยู่เหนือกบาลมันสูดออกซิเจนเข้าไป
และพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

จริงๆ แล้วตามตำราเขาบอกว่า มันหายใจด้วยปอด
แต่เราคิดว่า ไอ้รูที่เจาะอยู่บนหัวของมันก็น่าจะอนุโลมเรียก ‘จมูก’ ได้
ไอ้ครั้นจะเรียกว่า ‘รูปอด’ ก็ฟังดูเหมือนเป็นโลมาขี้ยาปอดทะลุยังไงก็ไม่รู้
เอาเถอะ! จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ได้หายใจด้วย ‘เหงือก’
เหมือนบรรดาปลาๆ เป็นแน่

2.
โลมา อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เหลือเชื่อ!
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางไปถึง ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
บ้านของโลมาอยู่ที่นั่น-ที่ปากอ่าว บริเวณรอยเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำกับทะเล
ที่ที่ว่ากันว่า ปลาชุม!

3.
มีโอกาสไปเป็นส่วนหนึ่งในกองถ่ายรายการ TK Teen ทางช่องสิบเอ็ด
(รายการนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ TK Park-อุทยานการเรียนรู้)
ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีที่ไปกับรายการทีวี ทำให้มีโอกาสรับฟังข้อมูลดีดีจากคุณลุงคนขับเรือ

“เจ้าหน้าที่รัฐพยายามชักชวนให้ชาวบ้านรักโลมา และพยายามรักษาเค้าไว้
โดยให้เหตุผลว่า ถ้ามีโลมาเยอะๆ ก็จะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่เยอะ และจะได้
มีเงินไหลมาเทมายังชุมชนของพวกเรา”

ลุงหยุดหายใจ เหมือนโลมาโงหัวขึ้นมาสูดอากาศ

“แต่ชาวบ้านเค้าไม่สนกันหรอก โอย…นักท่องเที่ยวจะมีมากันซักกี่คน
เราไม่ได้รักพวกเค้า(โลมา)เพราะว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาดู แต่พวกเราชาวประมง
รู้ดีว่าพวกเค้า(โลมา)สำคัญกับพวกเรา ถ้าช่วงไหนไม่มีโลมา
พวกเราก็เตรียมตัวแย่ได้เลย เพราะถ้าไม่มีโลมาก็แปลว่าช่วงนั้นปลาไม่มี
แต่ถ้าช่วงไหนพวกเค้ามากันเยอะ ก็แปลว่าหน้านั้นปลาชุม”

“ถ้าไม่มีโลมา พวกเราออกหาปลากันยาก เพราะไม่รู้ว่าปลาไปอยู่กันที่ไหน
แต่ถ้ามีฝูงโลมาล่ะก็ไม่เคยพลาด ตรงไหนที่พวกเค้าว่ายวนกัน
วางแหไปล่ะก็ได้ปลาเยอะ ไม่เคยพลาดเลย”

“เพราะอย่างนี้ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครทำร้ายเค้าเลย ใครทำร้ายใครฆ่าโลมา
ต้องมีอันเป็นไป ไม่มีเจริญซักราย เคยมีคนนึงดักปลาไว้ได้เยอะเลย
แล้วไปทำร้ายเค้าเข้า ปรากฏว่าแหที่วางไว้โดนกัดเป็นรู ปลาออกไปหมดเลย
วันนั้นไม่ได้อะไรกลับบ้าน”

“หรือมีคนไปฆ่าโลมา ตอนนี้ชีวิตก็ไม่เจริญเลย”

“ปกติ โลมาไม่ดุร้าย ไม่เคยทำร้ายคน ก็แปลกดี เวลาคนทำร้ายเค้า เค้าก็เอาคืน”

คุณลุงเล่าเรื่องให้ฟังระหว่างที่เรือกำลังวิ่งขนานไปกับฝูงโลมาน่ารักน่าชัง
ที่กำลังกระโดดบ้าง ทะลึ่งตัวหายใจขึ้นมาบ้าง สลับกันไป
เสียงฟืดฟาดของลมหายใจแห่งชีวิตดังก้องเหนือผิวน้ำ

“ที่เห็นกระโดดตัวลอยนั่น แปลว่ากำลังจะผสมพันธุ์ ว่ายเฉยๆ ไม่ทันตัวเมีย
ก็เลยต้องอาศัยกระโดดไล่เอา” ลุงพูดแล้วยิ้มกว้าง

“วันนี้โชคดีนะ โลมาเยอะมากๆ ลุงไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้เลย”

คนในทีมงานพูดขึ้นมาว่า
“หรือโลมามันก็โผล่ขึ้นมาดูพวกเราเหมือนกัน เฮ้ย! คนเว้ย คนมา”

4.
เห็นน่ารักๆ แบบนี้ แต่ในระบบห่วงโซ่อาหาร โลมาถือเป็นผู้บริโภคระดับบน
กินปลา(ดุก)เป็นอาหาร ช่วยควบคุมประชากรปลาเล็กๆ และกำจัดปลาที่อ่อนแอ
ไม่ให้มีโอกาสสืบสายพันธุ์ต่อไป เหมือนเสือกินกวางเพื่อรักษาสมดุลป่า
โลมากินปลาเล็กๆ ก็เพื่อรักษาสมดุลให้กับท้องทะเล และมันก็ต้องพลีกาย
ตกเป็นอาหารของนักล่าที่ใหญ่และดุกว่าต่อไป อย่าง ฉลาม
เป็นการส่งถ่ายพลังงานกันเป็นทอดๆ (ไม่ได้หมายถึงโลมาทอด!)

5.
โลมา จึงไม่ได้ดำรงอยู่บนโลกเพื่ออวดความน่ารักของเรือนร่างให้คนมามุงดู
และเพื่อให้คนที่มามุงดูนั้น ขนเงินมาใช้ถมทะเลใสๆ ให้เอ่อล้นไปด้วย ‘รายได้’
แต่ความน่ารักของโลมาอยู่ตรงที่มัน(เค้า)เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ส่วนหนึ่งของชุมชน เป็นเพื่อนกับชาวบ้านชาวประมง และเป็นหนึ่งเดียวกับ
ชีวิตหลากหลายในท้องทะเล ที่ต่างทำหน้าที่ให้ทุกชีวิตเกิดความสมดุล
มิตินี้ต่างหากที่ทำให้โลมา น่า ‘รัก’ — น่าที่จะรัก

หลายครั้งหลายหน ที่ผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐผู้รักการส่งเสริมการท่องเที่ยว
เสียเต็มประดา พยายามส่งเสริมชุมชนให้พัฒนา หรือมีโครงการนำรายได้เข้าสู่ชุมชน
โดยมองการพัฒนาจากระยะไกล จากภายนอก เป็นมุมมองจากนอกสู่ใน
โดยไม่ได้ลงไปสัมผัสชีวิต ความคิด และความเชื่อของคนในชุมชน
และผลก็มักจะเป็นเช่นนี้ นี่ก็อีกหนึ่งโครงการที่พยายาม ‘แปลงโลมาให้เป็นทุน’

มองโลมาราวกับสิ่งไม่มีชีวิต และไม่มีการเชื่อมโยงกับชีวิตรอบๆ ตัวโลมา
ทั้งๆ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างทุกชีวิตในโลกใบนี้ล้วนมีความหมายในการดำรงอยู่
มีความหมายตรงที่เราต่างดำรงอยู่เพื่อสิ่งอื่น เพื่อคนอื่น
ไม่มีใครอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราล้วนเชื่อมโยงกับชีวิตอื่นทั้งสิ้น

การไม่มีโลมา ย่อมกระทบกับอีกหลายชีวิต
และผลกระทบนั้นย่อมรุนแรงกว่าแค่การขาดรายได้!

โลมาจึงควรเป็นโลมา และไม่มีใครควรใช้อภินิหารไปแปลงโลมาให้เป็นทุน!

โดยปกติ เราไม่ได้พิสมัยโลมามากมายอะไรไปกว่าลูกหมาน่ารักๆ ตัวหนึ่ง
และหากเรามองโลมาจากจอทีวี หรือบนเวทีการแสดงในสวนสัตว์สมัยใหม่
ก็คงไม่ได้คลั่งไคล้อะไรมากไปกว่าการยิ้มหรือตบมือให้ในความแสนรู้ของมัน

แต่วันนี้ ที่ทะเล
เรากลับเห็นว่าโลมาน่ารักมาก
น่ารักกว่าคนอีกหลายคนที่หายใจด้วยปอดเหมือนมัน
แต่ดันหายใจเข้า-ออกเป็นเงิน.

คนข้างหลัง กับ รางวัลระหว่างทาง

พฤศจิกายน 18, 2006

ฤดู B.A.D. awards ใกล้เข้ามาแล้วครับ
BAD ไม่ได้แปลตรงตัวว่า เลว
ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงครับ แบดอะวอร์ดส์ จัดขึ้นมาเพื่อมอบรางวัลให้กับผู้มีผลงานยอดเยี่ยม
ในวงการโฆษณาเมืองไทย ในหลายๆ แขนง ทั้งหนังโฆษณา, สื่อสิ่งพิมพ์, สปอตวิทยุ, กราฟิกดีไซน์, ฯลฯ

B.A.D. ย่อมาจาก Bangkok Art Director หรือสมาคมผู้กำกับศิลป์แห่งบางกอกนั่นเอง
ยังไม่เคยเห็นงานจากขอนแก่น, แม่ฮ่องสอน, หรือยะลา ส่งมาประกวดประชันเหมือนกันครับ
ไม่รู้ว่าจะสามารถมาร่วมสนุกกับสมาคมนี้ได้รึเปล่า?

คนในวงการโฆษณาจะรู้กันครับว่า ฤดูแบดพวกเราจะต้องขยันให้มากขึ้น
ยิ่งเข้าสู่ช่วงใกล้ส่งรางวัล ก็ยิ่งต้องขยันและเหนื่อยกว่าปกติ
เพราะเราต้องเตรียมงานทั้งหลายเพื่อส่งเข้าประกวด
ขึ้นชื่อว่า ‘งานประกวด’ ไม่ว่าจะเป็นนางสาวไทยหรืองานโฆษณาก็ไม่ต่างกัน
ทุกคนก็ต้องขัดสีฉวีวรรณให้ผุดผ่องก่อนส่งขึ้นเวที ไม่ให้ขายหน้าประชาชี
และจะได้มีรางวัลติดไม้ติดมือกลับมาให้ภูมิใจเล่นกันบ้าง

หากจะแบ่งจำพวกมนุษย์ในงานโฆษณา(ช่วงประกวด)ออกเป็นสองประเภท
เราขออนุญาตแบ่งเป็น หนึ่ง, พวกที่ได้หน้า และสอง, พวกปิดทองหลังพระ
หรือเรียกให้ถูกควรจะเรียกว่าปิดทองหลังครีเอทีฟ!
เพราะมนุษย์จำพวกแรกย่อมเป็นครีเอทีฟและดีไซเนอร์เจ้าของชิ้นงาน
ที่จะมีโอกาสได้ขึ้นเวทีไปรับรางวัลท่ามกลางสปอตไลท์สาดส่อง
อย่างที่รู้กันดีว่า ยิ่งมีรางวัลประดับประวัติมากเท่าไหร่ ‘ค่าตัว’ ก็จะยิ่งสูงตาม
ไม่ต่างจากนักฟุตบอลหรือนักมวยที่ครองแชมป์มาหลายถ้วยหลายเข็มขัด

ส่วนพวกปิดทองหลังพระจะไปได้อะไร?
นอกจากความภูมิใจที่ได้ทำงานให้เสร็จลงได้ด้วยดี
มนุษย์จำพวกนี้อยู่ในตำแหน่ง โปรดิวเซอร์, ซาวน์เอ็นจิเนียร์, พี่ในห้องคอมฯ,
พี่ที่ช่วยพรินต์งาน, เลขาฯ ที่คอยส่งงาน, พี่ที่ช่วยติดต่อโรงพิมพ์, ฯลฯ
คนเหล่านี้ไม่มีชื่อในใบสมัครส่งประกวด ไม่มีโอกาสดัง และไม่มีโอกาสได้ค่าตัวเพิ่ม

ใบสมัครงานประกวดมีช่องให้กรอกเพียงชื่อเอเจนซี่, ครีเอทีฟ/ดีไซเนอร์,
ช่างภาพ/ผู้กำกับ, โปรดิวเซอร์(ที่ไม่ค่อยมีคนอ่าน), ผู้ตัดต่อ, ผู้ตกแต่งภาพ อะไรทำนองนี้
ไม่มีพื้นที่ให้คนที่อยู่เบื้องหลัง หากจะมีก็คงเป็นด้านหลังของใบสมัคร
ด้านหลัง-ที่ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครได้รับรู้!

ไม่เฉพาะในวงการโฆษณาหรอกกระมัง
โลกนี้หากแบ่งง่ายๆ ย่อมมีคนสองส่วน
เบื้องหน้า กับ เบื้องหลัง

เพิ่งกลับมาถึงบ้าน(เกือบตีสอง)เพราะไปรอดูปรู๊ฟงานที่จะส่งประกวด
นั่งรอนั่งสัปหงกอยู่กับอาร์ตไดเร็กเตอร์คู่ใจ ลำพังเราทั้งคู่นั้นไม่เป็นไร
เพราะเป็นหน้าที่ที่จำเป็นจะต้องไปอยู่แล้ว แต่พี่โปรดิวเซอร์อีกคนที่มานั่ง
หลังขดหลังแข็งอยู่ด้วยกันและช่วยติดต่อประสานงานต่างๆ นานาสารพัด
ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานชิ้นนี้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับมาดูแลให้เต็มที่
อะไรทำให้เค้าทำแบบนั้น?

“ความสนุกของโปรดิวเซอร์คืออะไรครับพี่?” เราถามเค้าขณะที่รองาน
“ได้แก้ปัญหาไง” เค้าตอบหน้าตาเฉย และวันนี้ปัญหาที่เราเจอก็มากมายเหลือเกิน
มากมายจนล้นเวลางานมาจนถึงห้วงยามนี้ แต่เค้าก็ยังนั่งแก้มันอยู่กับพวกเรา

หลายครั้งในวงการนี้ที่เราทำงานแล้วนึกภาพเห็นตัวเองบนเวที ไฟส่องสว่าง
อยากขึ้นไปรับรางวัล อยากมีชื่อในหนังสือรวบรวมรางวัลโฆษณา

สิ่งที่ครีเอทีฟทุกคน(ที่ส่งประกวด)ให้ความสนใจ คือ การใส่ ‘เครดิต’
เป็นเรื่องซีเรียส หากใครที่ทำงานมาด้วยกันแล้วลืมใส่ ‘ชื่อ’ เพื่อน
ลงไปในช่อง ‘เครดิต’ นั่นถือเป็นข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของชีวิต!
บางคนอาจโกรธขึ้นขั้นเลิกคบ!

‘เครดิต’ เป็นเรื่องซีเรียสมากๆ

แต่เหตุการณ์ในวันนี้ชวนให้คิดว่า จริงๆ แล้วข้างล่างเวที
ยังมีคนที่พร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจช่องใส่ ‘เครดิต’
พร้อมจะทำงานไปด้วยกันกับเรา โดยยินดีที่จะอยู่ข้างหลังของแผ่นรายชื่อทีมงาน
ไม่ต้องการให้ใครรู้ ไม่จำเป็นว่าใครต้องเห็นว่าเป็นผลงานของฉัน
ฉันทำมันผ่านไปได้ด้วยดี ฉันก็พอใจแล้ว

ผู้อยู่เบื้องหน้าทุกคนย่อมมีผู้อยู่เบื้องหลัง
เหตุการณ์วันนี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อผู้โด่งดังมีหน้ามีตาทั้งหลายที่เรารู้จัก
ว่า ‘คนข้างหลัง’ ของพวกเขาคือใครบ้าง?

ดีไม่ดี ในบางวงการ คนข้างหลัง อาจเป็นเนื้อเป็นหนังกว่า คนข้างหน้า ด้วยซ้ำ
แต่ก็นั่นแหละ เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่คนละอย่าง และคงไม่มีใครวิเศษกว่าใคร
เพียงแค่คิดถึงนิยามคำว่า ‘ทีม’ ว่ามันกินความกว้างไปถึงไหน
เรานับใครเป็น ‘ทีม’ กับเราบ้าง?

โดยไม่ต้องสนใจช่องใส่เครดิตในใบสมัครส่งรางวัล
เราเองนั่นแหละที่เคยใส่ ‘คนข้างหลัง’ เหล่านี้ลงในช่องเครดิตในใจบ้างรึเปล่า?

อาร์ตไดเร็กเตอร์คู่ใจที่ทำงานเหนื่อย(กว่าเรา)มาตลอดสองเดือน
บ่นอย่างปลงๆ ถึงชะตากรรมของชิ้นงานที่เต็มไปด้วยปัญหาชิ้นนี้
“ไม่รู้ว่าจะได้รางวัลรึเปล่าเนอะพี่ ทำแทบตาย”
ก็ได้แต่ยิ้มๆ กันไป ในใจคงคิดได้อยู่แล้วว่า ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกของการประกวด
การประกวดก็เป็นแค่ความเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง-คนที่เราคาดเดาไม่ได้!

หลายคนชอบพูดกันว่า รางวัลในงานประกวดโฆษณาเป็นของมายา
สร้างขึ้นมากันเอง ภูมิใจกันเอง แม่ค้าปาท่องโก๋เค้าก็ไม่ได้ร่วมชื่นชมด้วย
แต่เราชอบ และคิดว่ามันเป็นอุบายอันหนึ่งที่สร้างแรงขับเคลื่อนให้คนในวงการ
หมั่นพัฒนาความคิดและชิ้นงานอยู่เสมอ วงการโฆษณาเมืองไทยจึงไม่เคยหยุดนิ่ง

หากจัดการประกวดปาท่องโก๋กันบ้าง เราอาจได้ปาท่องโก๋ที่อร่อย
และหลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ได้อีกล้านแปด

ใช่-มันอาจจะเป็นมายา แต่ในนั้นก็มีอะไรที่เกิดขึ้นจริง
และสิ่งที่จริงยิ่งกว่านั้น คือความทุ่มเทของทุกฝ่ายเพื่อที่จะให้ผลงานออกมาดีที่สุด
แน่นอน-เรื่องประกวดประชัน ใครจะยอมกันง่ายๆ

และนั่นเองมิใช่หรือ คือ รางวัลของทีมที่ทำร่วมกัน
รางวัลที่อีกฝ่ายได้แสดงความเต็มที่เพื่ออีกฝ่าย
คนคนหนึ่งได้ทำทุกอย่างสุดฝีมือเพื่อประกอบร่างให้งานออกมาดีที่สุด
นั่นย่อมไม่ใช่มายาภาพ นั่นย่อมเป็นจริงยิ่งกว่าจริง

วันจันทร์เป็นวันตัดสิน B.A.D. awards
งานที่ทุ่มเทตั้งใจทำกันมาทุกชิ้นจะถูกคัดเหลือเพียงไม่กี่ชิ้นที่ได้รับรางวัล
มีคนไม่กี่คนที่จะได้เดินอาดๆ มาดเท่ขึ้นเวที ให้ไฟส่องหน้าเล่น
ในความมืดด้านล่างเวที ย่อมมีรอยยิ้มจากซี่ฟันขาวๆ ของ ‘คนข้างหลัง’
ร่วมภูมิใจอยู่ในสถานที่นั้นด้วย (โดยไม่จำเป็นต้องได้ยินชื่อตัวเองถูกประกาศออกลำโพง)

เราไม่ได้เอ่ยปากอะไรกับอาร์ตไดเร็กเตอร์คู่หู เรื่องได้หรือไม่ได้รางวัล
ทั้งที่ก็นึกกรุ้มกริ่มเอาไว้ในใจว่า ที่จริง, วันนี้เราได้รางวัลกันไปแล้ว
รางวัลที่ ‘คนข้างหลัง’ มอบให้แก่กัน สิ่งนั้นคือความทุ่มเทโดยไม่หวังอะไร
ก่อนขึ้นสู่ทุกเวทีย่อมมีรางวัลระหว่างทางเสมอ
เมื่อไหร่ที่เราเผลอ มันจะแสดงตัวให้เห็น.