Archive for มกราคม 9th, 2007

เปิดท้ายขายชาติ

มกราคม 9, 2007

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับห้าประเทศ จากหนังสือห้าเล่ม
ซึ่งผมพบว่ามันมีตะขอเกี่ยวเข้าด้วยกันโดยบังเอิญ
หนึ่งคือ มติชนสุดสัปดาห์
สองคือ 30วัน ของ พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
สามคือ ข้างหลังโปสการ์ด ของ หลานเสรีไทย (136)
สี่คือ เรื่องเล็กในเมืองใหญ่ ของ วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
ห้าคือ ศตวรรษจีน ของ อ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล
เรื่องราวทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง: ฝรั่งเศส
ผมได้ความรู้จากคอลัมน์ ‘โลกหมุนเร็ว’ ของคุณเพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง
ในมติชนสุดสัปดาห์ เรื่อง ‘ขายมรดก (ของชาติ) กิน’ เป็นความรู้ที่น่าตื่นตา—

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลฝรั่งเศสโดยกระทรวงการคลังได้เปิดแผนกขึ้นมาใหม่
ชื่อว่า Service France Domaines ตั้งขึ้นเพื่อขายอาคารบางแห่งของรัฐบาล
หากยังไม่ตกใจ กรุณาฟังอีกครั้งหนึ่ง ‘ขายอาคารบางแห่งของรัฐบาล’
ซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของอยู่ตั้งสองหมื่นแปดพันแห่ง!
มูลค่าของมันก็ประมาณสามหมื่นแปดพันล้านยูโร!
แม้จะมีลูกเล่นน่ารักๆ คือการตั้งราคาโบสถ์นอตรดามและพิพิธภัณฑ์ลูฟร์
ไว้ที่หนึ่งยูโร เพื่อที่จะบอกว่า ‘(ยัง)ไม่ขายนะเว้ย’
แต่ก็ใช่ว่าในอนาคต จะไม่เปลี่ยนราคา และไม่เปลี่ยนใจ

สามปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ขายอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วหนึ่งจุดสี่พันล้านยูโร
รวมทั้งอาคารเก่าอีกห้าร้อยล้านยูโร

โรงแรมมาเจสติกซึ่งเคยเป็นที่ตั้งกองบัญชาการนาซีสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ก็กำลังจะถูกขาย และคาดว่าจะทำรายได้ประมาณห้าร้อยล้านยูโร

ผู้ที่ควักเงินมหาศาลซื้อตึกเก่าเหล่านี้ คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญ
จากประเทศต่างๆ กองทุนของอเมริกันแห่งหนึ่งชื่อ เวสท์บรูค พาร์ทเนอร์
ได้ซื้อโบสถ์ยุคนีโอคลาสสิกในใจกลางเมืองปารีสไปแล้ว!
ส่วนเงินที่ได้จากการขายตึก(สมบัติชาติ)เหล่านี้นั้น รัฐบาลก็จะ
นำไปใช้หนี้ที่รัฐบาลติดคนอื่นเค้าอยู่ และส่วนหนึ่งก็จ่ายทดแทนให้คนที่เขาอยู่

สอง: อังกฤษ
ผมยังไม่เคยไปลอนดอน แต่ก็ได้เห็นหน้าค่าตาชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์
ที่สูงที่สุดในโลก (หนึ่งร้อยสามสิบห้าเมตร) หมุนรอบละสามสิบนาที
ที่มีชื่อว่า ลอนดอน อาย ตัวนี้มาบ้าง แต่ผมเพิ่งมารู้จาก หนังสือ30วัน
นี่เองว่าบริษัท มาดาม ทุสโซด์ เจ้าของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งอันเลื่องลือ
แห่งกรุงลอนดอนนั้นถือหุ้นอยู่หนึ่งในสามของลอนดอน อาย
หรือคิดเป็นเงินลงทุนถึงสามร้อยล้านปอนด์

แต่เรื่องไม่ได้จบอยู่แค่นั้น เมื่อเดือนมีนาคม สองห้าสี่แปด
บริษัท ดูไบ อินเตอร์เนชั่นแนล แคปิตอล บริษัทด้านการลงทุน
ของดูไบ โฮลดิ้ง ซึ่งเป็นของรัฐบาลดูไบอีกทอดหนึ่ง
(คล้ายกับเทมาเส็กของสิงคโปร์) ได้ใช้เงินแปดร้อยล้านปอนด์
เข้าซื้อหุ้นของบริษัทมาดาม ทุสโซด์ไปแล้วเรียบร้อย

นั่นหมายความว่าพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของชาวลอนดอน และจุดชมวิวเท่ๆ
อย่างลอนดอน อาย ได้ตกเป็นของเจ้าชายจากดูไบเรียบร้อยโรงเรียนแขก

ทั้งนี้ หากวันหนึ่งน้ำมันหมดดูไบ แต่ประเทศอดีตเศรษฐีน้ำมันก็ยัง
หากินได้จากเงินที่นำมาลงทุนข้ามชาติแบบนี้ได้

สาม: ไทย
ทางนี้ไม่ใช่ทางสาธารณะ
‘โรงแรมพระนางเพลซ’ เปิดเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว-
แต่สงวนสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่พึงปรารถนา
มาใช้เส้นทางนี้

ผมอ่านเจอข้อความนี้ในหนังสือ ‘ข้างหลังโปสการ์ด’ ในส่วนภาคที่สอง
‘กลับบ้าน’ หลานเสรีไทย (136) ได้แสดงความมุ่งมั่นในการต่อต้าน
การท่องเที่ยวแบบบุกรุกและกลืนกินวิถีชีวิตชาวบ้านแทบทุกบรรทัด

ผมพบข้อความในทำนองเดียวกันกับข้อความในหนังสือนี้บ่อยๆ
ตามสถานที่ท่องเที่ยว(เคย)ธรรมชาติทั้งหลาย

ล่าสุดก็ที่เกาะช้าง ขณะล่องเรือ ‘ตกหมึก’ กลางแสงจันทร์
เด็กในเรือก็พูดขึ้นมาว่า “โรงแรมนั้นสวยมากเลยนะพี่”
ลุงคนขับตะโกนเตือนเด็กน้อยว่า “อย่าไปเล่นแถวนั้นเลยเชียวนะ
เดี๋ยวเค้าเรียกตำรวจมาจับเอา” ผมถามลุงว่า-จริงหรือ?
ลุงตอบ “จริง เค้าถือว่าหาดนั้นเป็นของเค้า ให้เฉพาะแขกที่มาพัก
เข้าไปได้เท่านั้น ขนาดเรือนี่ก็ยังห้ามแล่นเข้าไปใกล้ๆ เลย”
ผมมองออกไปยังโรงแรมแห่งนั้น แสงสวยเหลือเกิน
แต่ฟ้าเหนือเกาะช้างมืดสนิท

สี่: จีน
ในหนังสือ ‘เรื่องเล็กในเมืองใหญ่’ ก็มี ‘เรื่องใหญ่’ อยู่เหมือนกัน
หลังจากจีนเป็นฝ่ายปราชัยให้กับอังกฤษในสงครามฝิ่น
ชาวอังกฤษจำนวนมากได้เข้ามาลงหลักปักฐานในเมืองเซี่ยงไฮ้
ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า เมื่อตั้งรกรากไปได้ซักพัก
ชาวอังกฤษก็เริ่มมีความคิดที่จะสร้างสวนสาธารณะเหมือนที่มีในอังกฤษ
ไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจบ้าง จึงได้สร้างสวนสาธารณะขึ้น
ในย่านเดอะบันด์ปัจจุบัน

แต่คำว่า สวน ‘สาธารณะ’ นั้น ไม่ได้มีความหมายรวมชาวจีนไปด้วย

คำสั่งชิ้นหนึ่งที่ลงนามโดย N. O. Liddell, Secretary Council Room
เมื่อวันที่สิบสาม กันยายน ค.ศ. หนึ่งพันเก้าร้อยสิบเจ็ด ระบุไว้ชัดเจนว่า

“สวนสาธารณะแห่งนี้เปิดตั้งแต่ช่วงเวลาหกโมงเช้าถึงเที่ยงคืนครึ่ง
มีไว้ให้เฉพาะชุมชนชาวต่างชาติเท่านั้น และห้ามจักรยาน สุนัข และคนจีนเข้า
ยกเว้นคนจีนที่เป็นคนรับใช้ของชาวต่างชาติ”

ห้า: อิตาลี
บทหนึ่งในหนังสือศตวรรษจีน พูดถึงหอเอนปิซ่าที่ประเทศอิตาลี
มีวิศวกรจีนผู้หนึ่งเสนอตัวกับรัฐบาลอิตาลีว่า ตนสามารถใช้ความรู้ความสามารถ
ทางด้านวิศวะของตะวันตกผสมผสานกับของจีนแต่โบราณมายกให้หอเอนแห่งนี้
‘ตั้งตรง’ ขึ้นได้

แต่ปรากฏว่ารัฐบาลอิตาลีในขณะนั้นปฏิเสธความหวังดีของวิศวกรจีนผู้นี้
เพราะตระหนักถึงความมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ในความเป็นอารยะของหอเอนปิซ่า
ว่ามันอยู่ตรงที่มัน ‘เอน’ โดยไม่ล้มมาเป็นเวลานับร้อยๆ ปี
ไม่ใช่การที่จะถูกทำให้มันตั้งตรงเด่ขึ้นมา

ซึ่งนับว่าเป็นการตัดสินใจที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ที่ผู้นำอิตาลี
(ในปี ค.ศ. สองพัน) มีต่อ ‘อารยธรรม’ ได้เป็นอย่างดี
เฮ้อ! บ้านเราน่าจะมีผู้นำทำนองนี้บ้าง

แต่ก็นั่นแหละ ในย่อหน้ารองสุดท้ายของคอลัมน์ ‘โลกหมุนเร็ว’
ก็บอกกับผมว่า นายกฯ ซิลวิโอ เบอร์ลุซโกนี่ ของอิตาลีก็เคย
เสนอความคิดตั้งหน่อยงานขึ้นมาขายสมบัติของชาติเหมือนกัน
ในปี ค.ศ. สองพันสอง แต่แล้วก็เงียบหายไป เพราะคนอิตาลีลุกฮือต่อต้าน

เห็นแฟชั่นการขายสมบัติชาติกินแบบนี้แล้วก็ชวนให้ระแวง

หลังจากไปเที่ยวท่องผ่านทางตัวหนังสือมาทั้งห้าประเทศ
ก็ได้แต่หวังว่า ในอนาคตผมจะยังสามารถจูงลูกอุ้มหลานเดินเข้าไป
ในวัดพระแก้วได้โดยที่ยังไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู

และได้แต่ภาวนาว่า
ขออย่าให้มีใครหน้าไหนได้รับเชิญให้เข้ามาปักป้ายใจร้ายแบบนั้น
ในบ้านเมืองเรา.