Archive for มกราคม 25th, 2007

คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สอง)

มกราคม 25, 2007

‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’ อยู่ห่างจากกันแค่ขนาดของหมอน
พอเราหลับ ความจริงตรงหน้าจะหายวับไปกับตา
และพื้นที่ของความฝันก็เปิดกว้างขึ้น

ความจริงที่หายไปนั้นรวมความไปถึงข้อจำกัด ความเป็นไปไม่ได้
และความจำเป็นต่างๆ นานา ที่เราต้องลืมตามองมันมาตลอดทั้งวัน
แต่เมื่อเราเดินทางเข้าสู่พื้นที่แห่งความฝัน มันจะหายตัวไป

ในอาณาบริเวณของความฝัน เราจะทำอะไรก็ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้!

เราว่าความฝันมีหลายขนาด
และฝันขนาดใหญ่ก็สามารถหั่นซอยออกเป็น ‘ฝันย่อย’ ได้

หากฝันใหญ่คือพิชิตเขาเอเวอร์เรสต์
ฝันย่อยก็เอาแค่พิชิตภูกระดึงไปก่อน
ฝันกลางก็อาจหาเวลาไปให้ถึงหัวเข่าหิมาลัย
ฝันไซส์แอลก็อาจลองเดินไปให้ถึงค่ายฐาน
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

หากฝันใหญ่คือรางวัลซีไรต์
ฝันย่อยอาจเป็นการได้ส่งผลงานไปลงในนิตยสารสักเล่ม
ฝันกลางก็อาจจะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กรวมงานจากคอลัมน์นั้น
ฝันไซส์แอลก็อาจจะเป็นผลงานที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งเล่ม
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

สำหรับความฝัน เราน่าจะพอหาเวลาและโอกาสให้มันได้
ฝันของใครก็ของมัน กรุณาเติมฝันในช่องว่างด้วยตนเอง

ตัวอย่างที่ยกมาบอกใบ้ว่า เราน่าจะฝันให้ใกล้แล้วไปให้ถึง
ค่อยๆ เขยิบสู่จุดหมายโดยไม่บ่ายหน้าหนีไปทางอื่น
จุดหมายอยู่ไหน ก็มุ่งหน้าไปในทางนั้น
มุ่งหน้าไป-โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่
หากแต่-ใช้เวลาที่เหลือ
เหลือจากเวลาในส่วนของความจริง

หากความจริงคือกลางวัน ความฝันอาจเป็นกลางคืน?

เผชิญหน้าความจริงที่ต้องอยู่กับมันให้ได้ดีที่สุดในตอนกลางวัน
และกระโจนเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันในเวลากลางคืน
หากเรารักสิ่งไหน เราน่าจะหาเวลาให้สิ่งนั้นได้

(ใครที่บอกว่ารักแฟนแต่ไม่มีเวลาให้แฟน
แบบนั้นแปลว่ารักแต่ปาก)

แบ่งปันและจัดสรรเวลามา ‘มุ่งหน้า’ ไปยังสิ่งที่ฝัน

มุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น
เพราะหากเดินไปทิศทางอื่นย่อมยากที่จะไปถึง
อยากขึ้นสู่ยอดเอเวอร์เรสต์
แต่ดันเดินดุ่มไปตามทะเลทรายซาฮาร่า จะไปถึงได้อย่างไร

อย่างน้อย หากไม่ได้มุ่งไปในทางนั้น
ก็น่าจะหาเวลาลงมือฝึกปรือในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ฝัน
ฝึกไต่เขาเตี้ย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น
เผื่อวันหนึ่งมีโอกาสได้ไต่เขาสูงจะได้พร้อม

ความสุขจากการพิชิตยอดภูกระดึงกับเอเวอร์เรสต์
เป็นความสุขประเภทเดียวกัน-เราเดาว่าอย่างนั้น
ค่อยๆ พิชิต ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ มีความสุข

ไม่ใช่ทุกคนที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุด
และความสุขก็อาจไม่ได้รออยู่ที่ยอดเขาแห่งนั้น
หากแต่มันเกิดขึ้นระหว่างเดินไต่ระดับขึ้นไปต่างหาก
เป็นความสุขที่มาพร้อมหยดเหงื่อ
สุขแต่เหนื่อย ก็เพราะเหนื่อยจึงสุข

หยดเหงื่อที่ไหลออกมาจากการมุ่งหน้าเข้าหาฝัน
หากลองแลบลิ้นไปเลียมันน่าจะมีรสหวาน

หากความฝันได้มาง่ายๆ เหมือนเดินไปซื้อกล้วยแขกปากซอย
ก็คงไม่มีค่า และไม่ชวนให้โหยหาถึงเพียงนี้

เราเดาว่าคนส่วนใหญ่แอบมีความฝันเก็บไว้ในใจ
บ้างบอกคนที่พอบอกได้ บ้างก็เก็บงำไว้คนเดียว

หากเรามีน้องชายหรือน้องสาวแล้วมันอยากทำในสิ่งที่ฝัน
แต่ดันต้องทำสิ่งอื่นที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีวิต
เราจะขอร้องให้มันหาเวลามาทำในสิ่งที่ฝัน แม้วันละไม่กี่นาที
เพราะสิ่งที่ฝันก็เป็น ‘สิ่งจำเป็น’ สำหรับชีวิตเช่นกัน

หากต้องเลือกระหว่าง ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กับ ‘สิ่งที่อยากทำ’
เราว่า ‘สิ่งที่อยากทำ’ นั่นแหละเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ ที่สุด

ทำแค่วันละไม่กี่นาที
แล้วเมื่อไหร่เราจะไปถึงฝันล่ะพี่? – น้องอาจถามเราแบบนี้
เราคงตอบว่า – กูจะไปรู้เหรอ มันขึ้นอยู่ที่ตัวมึง

แกล้งห้าวไปงั้นแหละ จริงๆ เราแอบคิดในใจแล้วว่า
ไม่กี่นาทีในแต่ละวันที่น้องได้ทำมันก็เหมือนกับ
ช่วงเวลาที่เราได้หลับตาหลบไปจากโลกแห่งความจริง
ทิ้งข้อจำกัด ความจำเป็น และความเป็นไปไม่ได้นานาไปชั่วขณะ

และช่วงเวลาเล็กๆ นั้นนั่นแหละ
ที่ความฝันได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว.