‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’ อยู่ห่างจากกันแค่ขนาดของหมอน
พอเราหลับ ความจริงตรงหน้าจะหายวับไปกับตา
และพื้นที่ของความฝันก็เปิดกว้างขึ้น
ความจริงที่หายไปนั้นรวมความไปถึงข้อจำกัด ความเป็นไปไม่ได้
และความจำเป็นต่างๆ นานา ที่เราต้องลืมตามองมันมาตลอดทั้งวัน
แต่เมื่อเราเดินทางเข้าสู่พื้นที่แห่งความฝัน มันจะหายตัวไป
ในอาณาบริเวณของความฝัน เราจะทำอะไรก็ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้!
เราว่าความฝันมีหลายขนาด
และฝันขนาดใหญ่ก็สามารถหั่นซอยออกเป็น ‘ฝันย่อย’ ได้
หากฝันใหญ่คือพิชิตเขาเอเวอร์เรสต์
ฝันย่อยก็เอาแค่พิชิตภูกระดึงไปก่อน
ฝันกลางก็อาจหาเวลาไปให้ถึงหัวเข่าหิมาลัย
ฝันไซส์แอลก็อาจลองเดินไปให้ถึงค่ายฐาน
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย
หากฝันใหญ่คือรางวัลซีไรต์
ฝันย่อยอาจเป็นการได้ส่งผลงานไปลงในนิตยสารสักเล่ม
ฝันกลางก็อาจจะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กรวมงานจากคอลัมน์นั้น
ฝันไซส์แอลก็อาจจะเป็นผลงานที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งเล่ม
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย
สำหรับความฝัน เราน่าจะพอหาเวลาและโอกาสให้มันได้
ฝันของใครก็ของมัน กรุณาเติมฝันในช่องว่างด้วยตนเอง
ตัวอย่างที่ยกมาบอกใบ้ว่า เราน่าจะฝันให้ใกล้แล้วไปให้ถึง
ค่อยๆ เขยิบสู่จุดหมายโดยไม่บ่ายหน้าหนีไปทางอื่น
จุดหมายอยู่ไหน ก็มุ่งหน้าไปในทางนั้น
มุ่งหน้าไป-โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่
หากแต่-ใช้เวลาที่เหลือ
เหลือจากเวลาในส่วนของความจริง
หากความจริงคือกลางวัน ความฝันอาจเป็นกลางคืน?
เผชิญหน้าความจริงที่ต้องอยู่กับมันให้ได้ดีที่สุดในตอนกลางวัน
และกระโจนเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันในเวลากลางคืน
หากเรารักสิ่งไหน เราน่าจะหาเวลาให้สิ่งนั้นได้
(ใครที่บอกว่ารักแฟนแต่ไม่มีเวลาให้แฟน
แบบนั้นแปลว่ารักแต่ปาก)
แบ่งปันและจัดสรรเวลามา ‘มุ่งหน้า’ ไปยังสิ่งที่ฝัน
มุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น
เพราะหากเดินไปทิศทางอื่นย่อมยากที่จะไปถึง
อยากขึ้นสู่ยอดเอเวอร์เรสต์
แต่ดันเดินดุ่มไปตามทะเลทรายซาฮาร่า จะไปถึงได้อย่างไร
อย่างน้อย หากไม่ได้มุ่งไปในทางนั้น
ก็น่าจะหาเวลาลงมือฝึกปรือในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ฝัน
ฝึกไต่เขาเตี้ย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น
เผื่อวันหนึ่งมีโอกาสได้ไต่เขาสูงจะได้พร้อม
ความสุขจากการพิชิตยอดภูกระดึงกับเอเวอร์เรสต์
เป็นความสุขประเภทเดียวกัน-เราเดาว่าอย่างนั้น
ค่อยๆ พิชิต ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ มีความสุข
ไม่ใช่ทุกคนที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุด
และความสุขก็อาจไม่ได้รออยู่ที่ยอดเขาแห่งนั้น
หากแต่มันเกิดขึ้นระหว่างเดินไต่ระดับขึ้นไปต่างหาก
เป็นความสุขที่มาพร้อมหยดเหงื่อ
สุขแต่เหนื่อย ก็เพราะเหนื่อยจึงสุข
หยดเหงื่อที่ไหลออกมาจากการมุ่งหน้าเข้าหาฝัน
หากลองแลบลิ้นไปเลียมันน่าจะมีรสหวาน
หากความฝันได้มาง่ายๆ เหมือนเดินไปซื้อกล้วยแขกปากซอย
ก็คงไม่มีค่า และไม่ชวนให้โหยหาถึงเพียงนี้
เราเดาว่าคนส่วนใหญ่แอบมีความฝันเก็บไว้ในใจ
บ้างบอกคนที่พอบอกได้ บ้างก็เก็บงำไว้คนเดียว
หากเรามีน้องชายหรือน้องสาวแล้วมันอยากทำในสิ่งที่ฝัน
แต่ดันต้องทำสิ่งอื่นที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีวิต
เราจะขอร้องให้มันหาเวลามาทำในสิ่งที่ฝัน แม้วันละไม่กี่นาที
เพราะสิ่งที่ฝันก็เป็น ‘สิ่งจำเป็น’ สำหรับชีวิตเช่นกัน
หากต้องเลือกระหว่าง ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กับ ‘สิ่งที่อยากทำ’
เราว่า ‘สิ่งที่อยากทำ’ นั่นแหละเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ ที่สุด
ทำแค่วันละไม่กี่นาที
แล้วเมื่อไหร่เราจะไปถึงฝันล่ะพี่? – น้องอาจถามเราแบบนี้
เราคงตอบว่า – กูจะไปรู้เหรอ มันขึ้นอยู่ที่ตัวมึง
แกล้งห้าวไปงั้นแหละ จริงๆ เราแอบคิดในใจแล้วว่า
ไม่กี่นาทีในแต่ละวันที่น้องได้ทำมันก็เหมือนกับ
ช่วงเวลาที่เราได้หลับตาหลบไปจากโลกแห่งความจริง
ทิ้งข้อจำกัด ความจำเป็น และความเป็นไปไม่ได้นานาไปชั่วขณะ
และช่วงเวลาเล็กๆ นั้นนั่นแหละ
ที่ความฝันได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว.