Archive for มกราคม 29th, 2007

เรื่องสั้น: ถ่าย

มกราคม 29, 2007

ชายหนุ่มชื่อ เพเตอร์ บิคเซล
เขาไม่ใช่นักเขียนชาวสวิสเซอร์แลนด์ เจ้าของผลงาน โต๊ะก็คือโต๊ะ
เขาเป็นเพียงตัวละครหนึ่งในเรื่องสั้นๆ ของวันนี้
ด้วยที่ผู้เขียน (เรื่องสั้นๆ ของวันนี้) เกิดหลงรักชื่อของชายหนุ่มคนนั้น
จึงขอยืมมาใช้ตั้งเป็นชื่อของเขา
เอาเป็นว่า เขาชื่อ เพเตอร์ บิคเซล

นายเพเตอร์ บิคเซล เป็นคนดัง
เมื่อเป็นคนดังนิตยสารจึงรุมล้อมถ่ายภาพ
พวกเขาต้องการภาพลงไปประดับหน้ากระดาษนิตยสารให้ไม่ว่างเปล่าเกินไปนัก
ยิ่งเป็นนิตยสารทุกวันนี้ที่ไม่ค่อยมี ‘เนื้อ’ ให้ ‘หา’ สักเท่าไหร่
ยิ่งต้องอาศัยภาพใหญ่ๆ เท่ๆ เก๋ๆ ฉูดๆ ฉาดๆ มาวางพาดลงไป
ภาพใหญ่ๆ ตัวหนังสือน้อยๆ
แม้ผู้สัมภาษณ์จะมานั่งคุยกับเขาเป็นเรื่องเป็นราวนานนับชั่วโมง
แต่สิ่งที่นิตยสารต้องการ ไม่มากขนาดนั้น

มิใช่ความผิดของผู้สัมภาษณ์-บิคเซลคิด
มิใช่ความผิดของใครทั้งนั้น เขาชอบนั่งคุยกับคนสัมภาษณ์
และค่อนข้างเขินอายกับการถ่ายรูป

รูปถ่ายในหน้านิตยสารสร้างคนได้และทำลายคนได้
รูปถ่ายเป็นเพียง ‘การเก็บชีวิต’ แค่หนึ่งวินาทีของมนุษย์คนนั้น
ย่อมไม่สามารถครอบ+คลุม ‘ความเป็นเขา’ ทั้งหมดได้
ใครกล้าตัดสินคนภายในเวลาหนึ่งวินาที?

จะตัดสินได้อย่างไร?
เป็นไปได้ว่าวินาทีนั้นอาจเป็นวินาทีที่เขาน่ารักที่สุด
เป็นไปได้ว่าวินาทีนั้นอาจเป็นวินาทีที่เขาน่าหมั่นไส้ที่สุด
เป็นไปได้ว่าวินาทีนั้นอาจเป็นวินาทีที่เขาดูโง่เง่าที่สุดในชีวิต
รูปถ่ายบันทึกได้เพียงหนึ่งวินาที

เพเตอร์ บิคเซล นักเขียนชาวสวิสเซอร์แลนด์
เขียนถึงการถ่ายรูปของช่างภาพนิตยสารเอาไว้
ในหนังสือ ‘เรื่องเล่าผิดเวลา’ เขาเล่าไว้ดังต่อไปนี้

เขาเดินไปรอบๆ ตัวผมพร้อมกับกล้อง ขอให้ผมทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องสนใจเขา
ผมพยายามอ่านหนังสือเล่มที่อ่านอยู่ก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าช่างภาพผู้นี้จะมา
แล้วก็พบว่าผมไม่ได้อ่านจริงๆ เพียงแต่ทำท่าเหมือนคนกำลังอ่านหนังสือ
พบว่าตัวเองอ่านประโยคเดียวซ้ำไปซ้ำมาอยู่สามเที่ยวแล้ว
โดยประโยคประโยคนั้นไม่เข้าหัวเลย

เพเตอร์ บิคเซล นั่งหัวเราะและพยักหน้ากับข้อความที่ เพเตอร์ บิคเซล เขียนไว้
เขาเองก็มักถูกขอร้องให้ทำอะไรตลกๆ ทำนองนี้เสมอ
ช่างภาพมักอยากได้ ‘ภาพลักษณ์ของเรา’ ในแบบที่เขาอยากให้เป็น
มากกว่าที่จะอยากได้ในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ-เขาคิด

เขาไม่สามารถทำท่าเขินใส่หน้ากล้องเพื่อเอาไปลงนิตยสารได้
ไม่มีใครต้องการดูภาพไร้พลังแลดูไม่มั่นใจแบบนั้น
คนอ่านต้องการเห็นผู้โด่งดังทั้งหลายมีความมั่นใจ แววตามุ่งมั่น
หรือไม่ก็ดูมีไฟ (สำหรับคนหนุ่มไฟแรง) ดูอารมณ์ดี (สำหรับนักดนตรีอารมณ์ขัน)
คนอ่านน่ะเหรอต้องการ? นิตยสารมากกว่ารึเปล่า? – เขาคิด

นิตยสารปั้นคนให้เป็นนั่นเป็นนี่ได้
ปั้นคนเรียบร้อยให้เซ็กซี่ ปั้นคนดีเป็นแบดบอย ปั้นคนจ๋อยให้มั่นใจ
ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อช่างภาพทั้งหลายใช้เวลา ‘บิลท์’ กันตั้งนาน
แถมยังล้างผลาญฟิลม์ไปตั้งสอง-สามม้วน

“เอาอย่างนี้ดีกว่า คุณเล่าอะไรให้ผมฟังก็ได้ อะไรก็ได้ คุณเป็นนักเขียนนี่
คุณต้องมีอะไรเล่าอยู่แล้ว” ช่างภาพคนนั้นพูดกับเพเตอร์ บิคเซล นักเขียนชาวสวิสฯ
บิคเซล เขียนเล่าไว้ในหนังสือว่า
ผมไม่ทำตามที่เขาบอก ผมไม่สามารถเล่าให้คนฟังเพียงเพื่อจะเล่าเท่านั้น
ผมไม่สามารถเล่าให้คนที่ไม่ตั้งใจฟัง คนที่เพียงอยากจะจ้องดูว่าผมเล่าอย่างไร

ผมเริ่มรับรู้ถึงอารมณ์ขุ่นมัวที่ปะทุขึ้นในตัว หมอนี่ใช้ศิลปะของตนดูหมิ่นดูแคลนผม
เขาต้องการถ่ายรูปอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถถ่ายได้: เขาต้องการถ่ายรูปการเล่า
–เลวร้ายจริงๆ ผมเม้มริมฝีปากเข้าหากัน อยากจะได้หัวของผมก็เชิญ
หัวที่เงียบงันของผม ผมจะไปยืนตรงโน้นตรงนี้ตามที่เขาต้องการ จะหันหัวไป
นิดหน่อยด้วย แต่เขาจะไม่มีวันได้ธรรมชาติที่แท้ของผม ไม่ได้รอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ
ไม่ได้อะไรเลย

เพเตอร์ บิคเซล ยิ้มทั้งน้ำตา เขารู้สึกกับตัวหนังสือของเพเตอร์ บิคเซล
อย่างเข้าอกเข้าใจ ทั้งขำในพฤติกรรมของช่างภาพ และหดหู่ตามไปกับ
ความรู้สึกของนักเขียนผู้ทรนง

บางวินาทีของเขาถูกแปะลงบนหน้านิตยสารบางฉบับ
บางวินาทีนั้น เขาจ้องมองมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาไม่อยากเชื่อสายตาว่านั่นคือตัวเขาจริงหรือ?

ในวินาทีนั้น ด้วยพลังอำนาจของผู้ถือกล้องถ่ายรูปตรงหน้าเขา
สามารถสะกดจิตให้เขาทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่ธรรมชาติของตัวเอง
และจังหวะนั้นนั่นเอง เป็นจังหวะโปรดของช่างภาพ

ช่างภาพมักจะเลือกภาพที่เขาชอบ
ภาพที่เขาอยากสื่อบุคคลคนนั้นออกไป
ภาพนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่บุคคลคนนั้นเป็นจริงๆ
และภาพที่ถูกเลือกมักจะเป็นภาพที่แปลกและออกจะพิสดารเสียหน่อย
แต่จะปฏิเสธได้อย่างไร นั่นมันก็หนึ่งวินาทีในชีวิตของคนคนนั้นจริงๆ

เพเตอร์ บิคเซล วางหนังสือ ‘เรื่องเล่าผิดเวลา’ ลงบนเตียง
เขาหัวเราะกับรูปถ่ายหลายรูป หัวเราะกับหลายวินาทีเหล่านั้น
บางทีเขาก็เป็นคนทะเล้น บางเวลาเขาก็เป็นคนเงียบขรึม
บางเวลาเขาก็ดูมุ่งมั่นจริงจัง บางเวลาเขาก็ดูโง่เง่า
บางเวลาก็ดูอยากเท่เสียเต็มประดา

และวินาทีเหล่านั้นนั่นเอง ที่ผู้พบเห็นต่างเหมาเอาว่านั่นคือตัวเขา
บ้างชอบ บ้างชัง บ้างหมั่นไส้ บ้างหลงใหล บ้างเอาเป็นแบบอย่าง
เพียงวินาทีเดียว

เขาฉวยนิตยสารเล่มล่าสุดที่เพิ่งซื้อมาเดินเข้าห้องน้ำ
นั่งลงบนโถชักโครก
ใครก็มีวินาทีที่ต้องขี้!

แฉคนไทย (หนึ่ง)

มกราคม 29, 2007

(ก่อนที่จะสำลักความฝันกันจนจุก ขออนุญาตพักไว้ก่อนครับ)

อ่านหนังสือจบไปสองเล่มครับ!
ต้องขอโม้สักหน่อย ถือเป็นความภูมิใจของช่วงเวลานี้
เพราะช่วงนี้อ่านหนังสือหลายเล่มเหมือนคนหลายใจ
แต่ก็ไม่ได้ลงเอยเสร็จสิ้นกับใครเลยจริงๆ สักราย
วันนี้ดีใจ สำเร็จไปตั้งสองเล่ม

เล่มหนึ่งค้างคามานาน ใช้เวลาอ่านอยู่ประมาณสองสัปดาห์
คือ บัลซัคกับสาวน้อยช่างเย็บผ้าชาวจีน ของ ไต๋ซื่อเจี๋ย
แปลโดย โตมร ศุขปรีชา

อีกเล่มเพิ่งซื้อมาวันนี้ครับ X-ray คนไทย 360 องศา
โดย พงษ์ ผาวิจิตร อ่านแล้วมันส์กระเด็น!

มีหลายแง่มุมในหนังสือเล่มนี้ที่รู้สึกว่า ‘โดน’
น่าจะเล่าได้หลายวันไม่แพ้ความฝันที่นั่งนึกก็ได้อีกหลายตอน
วันนี้ขอเอามาแบ่งสักส่วนหนึ่งก่อนก็แล้วกันครับ

ว่ากันด้วย…
การให้คุณค่ากับคนในสังคมไทย

อันดับแรก คือ ชาติตระกูล
จะไปขอลูกสาวใครเขา จะไปสมัครงาน สมัครเรียน
คนไทยมักดูกันที่ชาติตระกูลก่อน
ยิ่งถ้ามีตัวหนังสือ ‘ณ.เณร’ ห้อยปนอยู่ในนามสกุลด้วยแล้ว
ยิ่งมีโอกาสที่คนอื่นจะชื่นชมโดยที่ยังไม่ต้องทำอะไร
ผมเองก็เคยอยากเติมคำว่า ‘ณ มีนบุรี’ ต่อท้ายนามสกุลตัวเอง
อยู่เหมือนกัน

เราจึงมีสังคมอภิสิทธิ์ชนที่เรียกกันว่า ‘สังคมไฮโซ’
ลูกหลานของคนดังไม่ว่าเข้าวงการอะไรก็มักจะได้ ‘เส้นทางลัด’
ไปสู่ความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่นที่มีความสามารถเท่าๆ กัน

นิตยสารต่างๆ ก็นิยมซุบซิบคนในสังคมชั้นสูงเหล่านี้
แต่ไม่เห็นมีใครซุบซิบคนเก่งกันบ้างเลย
อืม เราน่าจะมี oops! ฉบับเด็กเคมีโอลิมปิกบ้างเนอะ

แฉ! น้องวิภาอ่านเคมีถึงตีสี่ไม่หลับไม่นอน
แม่บ่นอุบ อยากให้อ่านถึงตีห้า

อันดับสอง คือ ทรัพย์สมบัติ ความร่ำรวย
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ การหยิบยกข้อสังเกตในชีวิตจริงขึ้นมา
อย่าง ป้าย ‘บ้านนี้อยู่แล้วรวย’ มักจะขายดีกว่า ‘บ้านนี้อยู่เย็นเป็นสุข’
สำนวนไทยอย่าง ‘มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ ถ้ามีที่ทางดีๆ
ก็นับเป็นพ่อเลยแหละ’ หรือข้อสังเกตกับคนถูกหวยที่จะมีญาติโกโหติกา
เพิ่มมาจากไหนต่อไหนมากมาย

ซึ่งก็พอจะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า พี่ไทยเราชอบนับญาติกับคนรวย
ส่วนเงินที่รวยมานั้นมาจากไหน พี่ไทยไม่ค่อยสน

อันดับสาม คือ ความเป็นสากล
ใครที่ได้ไปหายใจสูดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เมืองนอกเมืองนามา
มักจะมีราศีผ่องอำไพมากกว่าพวกที่หมกตัวอยู่ในเมืองไทยตั้งแต่เกิด
‘เด็กจบนอก’ ไม่ว่าจบจากห้องแถวในซอกซอยไหนของเมืองนอก
กระทั่งว่าจะจบหรือไม่จบ ก็มักมีราศีดีกว่าชาวบ้าน
เพราะพี่ไทยมักเชื่อว่า เมืองฝรั่งมีดีกว่าบ้านเฮา

ในหนังสือเขียนไว้ด้วยว่า ทั้งที่บางคนที่ไปเรียนเมืองนอก
ก็เพราะสอบไม่ติดในเมืองไทย แต่ผมว่าข้อสังเกตนี้
ดูจะโหดร้ายไปสักนิด

อันดับสี่ คือ ดีกรีการศึกษา
บัณฑิตแม้มาขายขนมครก ก็ยังได้รับการยกย่องว่าเป็น
‘ขนมครกบัณฑิต’ ‘น้ำเต้าหู้ปริญญาโท’ หรือ ‘ไก่ย่างปัญญาชน’
ซึ่งอันนี้ผมยืนยันว่า ‘ขนมครกปริญญา’ ที่มีนบุรีขายดีมาก
แม้ว่าลูกชายคนขายจะไม่ได้จบปริญญาด้านขนมครกมาก็ตาม

แปลกดีที่เรามักรู้สึกว่า คนมีการศึกษาจะทำอะไรได้ดีกว่า
แม้ว่าจะขายเต้าฮวย เฉาก๊วย บ๊ะจ่าง ก็ดูน่าเชื่อถือกว่า
อาเจ๊ อาซ้อ ผู้ชำนาญการมานานกว่ายี่สิบปี

ในหนังสือเล่มนี้พูดถึงการให้ค่าของคนที่ลาออกก่อนเรียนจบอย่าง
ริชาร์ด แบรนด์สัน (เวอร์จิ้น), เดล (เจ้าพ่อคอมพิวเตอร์ขายตรง),
บิล เกต (ไมโครซอฟต์) ที่ได้รับเกียรติเชิญไปสอนนักศึกษา
ในมหาวิทยาลัยดังๆ ของโลก ก่อนตบท้ายว่า กฎของมหาวิทยาลัย
เมืองไทยบอกไว้ว่า ผู้ที่จะสอนคนอื่นได้ต้องจบการศึกษาสูงกว่าหนึ่งขั้น

แม้จะมีวิทยากรนอกมาสอนบ้าง แต่หัวข้อนี้ก็ดูท่าจะจริง
ในแง่ของการให้คุณค่าคนในสังคมส่วนใหญ่ ที่ยังคงวัดคน
จากใบปริญญามากกว่าความสามารถหรือประสบการณ์

อันดับห้า คือ หน้าที่การงาน
โดยเน้นไปที่ข้าราชการ ที่หลายคนยังมีความเชื่อว่าได้เป็นเจ้าคนนายคน

อันดับหก คือ การประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานที่ผ่านมา
พูดถึงความสำเร็จที่ต้องประโคมกันให้โด่งดัง

ซึ่งสองอันดับหลัง ผมค่อนข้างเห็นว่าเป็นเรื่องทั่วไป
ที่คนมักให้ค่ากันเป็นปกติ

พรุ่งนี้ (ถ้าไม่ง่วง) จะมาต่อกันที่เก้านิสัยของคนไทย
ที่อ่านแล้วเหมือนนั่งดูตัวเองยังไงยังงั้น
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ!