Archive for มกราคม 30th, 2007

แฉคนไทย (สอง)

มกราคม 30, 2007

(กลับมาต่อกันตามสัญญาครับ พอดีว่ายังไม่ง่วง)

นิสัยกว้างๆ เก้าอย่างของคนไทย

1.ความสนุก คือหลักชัยของชีวิต
อันนี้ที่จริงไม่ต้องการคำบรรยาย คำว่า ‘สนุก’ เป็นคำพูดยอดฮิต
ติดปากของเราชาวไทยทุกสาขาอาชีพ กระทั่งอาชีพที่เคร่งขรึม
ก็ยังหลุดคำว่า ‘สนุก’ ออกมาเสมอ

หนังสือหรืองานเขียนบางชิ้นดูจริงจัง แต่ก็มักได้รับคำชมว่า ‘อ่านสนุก’
เราจึงได้เห็นคำพูดอาทิ งานวิชาการอ่านสนุก, รายการสารคดีดูสนุก,
กระทั่งอุปกรณ์ก่อร่างความคิดสร้างสรรค์ อ่านสนุก! ก็มี

กระทั่งเรื่องเคร่งเครียดอย่างการรัฐประหาร
“เฮ้ย! เมื่อคืนติดตามข่าวปฏิวัติรึเปล่า?”
“เออ ตามตลอดเลย กว่าจะได้นอนตั้งตีสาม แม่งสนุกดีว่ะ”

หรือกระทั่งการกู้ชาติ
“เมื่อวานไปสวนลุมฯมาเปล่า? ได้ข่าวว่าสนุกมาก”
“โหย มึงพลาดไปแล้วล่ะ ไปร้องตะโกนไล่ ออกไปๆๆๆ โคตรหนุกเลย”

อะไรก็เป็นเรื่องสนุกได้ เหมือนความสนุกอยู่ในหัวใจพี่ไทยตลอดเวลา
เราจึงเป็นประเทศที่มีวันหยุดมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก

หนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า
หากท่านต้องการให้คนเยอรมันทำงาน ต้องบอกว่า “มันเป็นกฎ”
ถ้าเป็นชาวอังกฤษ ต้องบอกว่า “มันเป็นมารยาทของสุภาพบุรุษ”
ถ้าเป็นอเมริกันก็ต้องบอกว่า “แกทำได้แล้วจะเป็นฮีโร่”
ส่วนพี่ไทยเราก็ต้องบอกว่า “ทำดิ สนุกสุดๆ เลย”

2.ชอบการชี้นำ ฟันธง
เขาเขียนว่า พี่ไทยเราชอบอะไรขาวจัด-ดำจัด
ถ้ารักนักการเมืองคนไหน ก็จะฟันธงว่า เป็นคนดี
ถ้าเกลียดใครก็ชั่วไม่ได้ผุดได้เกิด

ละครไทยก็เลยมีตัวละครชี้นำแบบชั่วก็ชั่วชัดๆ
ดีก็ดีโคตรๆ จะได้ไม่ต้องดูไปแล้วงงๆ ต้องเก็บไปคิดต่อว่า
ตกลงไอ้คนนั้นชั่วหรือดีกันแน่ ขี้เกียจคิด บอกกันมาเลย

อย่างเหตุการณ์ในวันที่สิบเก้า กันยาฯ ที่ผ่านมาก็เช่นกัน
ทะเลาะกันไปมาสองฝ่าย ไม่รู้จะเชียร์ฝ่ายไหนดี
ฝ่ายไหนดี ฝ่ายไหนร้าย หรือชั่วทั้งสองฝ่าย ก็ตัดสินใจไม่ถูก
พอมีคนออกมา ‘ฟันธง’ พี่ไทยเราก็เอาข้าวเอาดอกไม้ไปให้กันเพียบ

หนังสือเขียนว่า
ปรัชญาการศึกษาจึงขัดแย้งกับนิสัยคนไทยอย่างมาก
เพราะปรัชญาการศึกษาคือการตั้งคำถาม กระตุ้นให้เกิดคำถามใหม่
ไม่ต้องสรุป ไม่ต้องฟันธง เพื่อที่คนเรียนจะได้ไปต่อยอด

นั่นแหละ-พี่ไทยเราขี้เกียจคิดมาก เดี๋ยวจะไม่มีเวลาสนุก
นิสัยนี้ไม่ต้องพลิกตำราหมอดูก็บอกกันได้ – - ฟันธง!
(เห็นมั้ยหมอดูฟันธงยังงานล้นมือขนาดนี้เลย)

3.ชอบเยอะๆ
ถ้าท่านจะเปิดข้าวแกง ต้องมีหม้อข้าวแกงเรียงโชว์เกินยี่สิบหม้อ
ยิ่งเป็นร้อยหม้อยิ่งดีใหญ่ คนไทยชอบอ่านเมนูเล่มหนาๆ
พอรู้สึกว่ามีของให้เลือกเยอะแล้วหัวใจจะพองโต ตื่นเต้น

แชมพูสระผมก็เลยมีร้อยรุ่นพันยี่ห้อ กระทั่งแชมพูหมาก็เยอะไม่แพ้กัน
เวลามีอะไรน้อยๆ จะตัดสินใจไม่ค่อยได้ รู้สึกว่ายังไม่หนำ

ทริปท่องเที่ยวก็ต้องใส่สถานที่ให้เยอะเข้าไว้
ไปสูดหายใจครึ่งเฮือกแล้วกระโดดขึ้นรถไปต่อ ก็ไม่เป็นไร
ขอให้ได้ไปเยอะๆ ทริปแบบเจ็ดวัน สิบสี่ประเทศ จึงเกิดขึ้น
ทัวร์ไหว้พระก็ต้องเก้าวัดถึงจะหนำ อีกไม่นานอาจทัวร์ไหว้พระ
เก้าสิบเก้าวัดก็ได้ ยิ่งเยอะยิ่งหนุก

พวกฟังก์ชั่นของโทรศัพท์มือถือก็เหมือนกัน
ขอเยอะๆ เข้าไว้ ใช้-ไม่ใช้ไม่เป็นไร มีเกินๆ ไว้อุ่นใจกว่า

4.เน้นรูปแบบมากกว่าสาระ
มนุษย์ในโลกนี้ชอบเน้นรูปแบบมากกว่าสาระอยู่แล้ว
แต่ในหนังสือเล่มนี้บอกว่า พี่ไทยเราเน้นหนักมาก
สังเกตได้จากพิธีเปิด พิธีปิด ประธานกล่าว ตัดริบบิ้น
อะไรต่อมิอะไรก็มักจะยืดยาวกว่าจะเข้ารายการเนื้อๆ

ผู้มีภูมิก็มักจะใช้คำพูดคำจาให้หะรูหะราเอาไว้ก่อน
ให้มันดูฟุ่มเฟือยฟังยากๆ เข้าไว้ สาระน้อยไม่เป็นไร
เพราะรูปแบบมันสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือได้

5.อยากเป็นมากกว่าอยากทำ
หนังสือเขียนว่า
หนทางได้บุญจึงเป็นการซื้อบุญ
อยากแข็งแรงแต่ไม่อยากออกกำลังกาย

จริงๆ แล้วคนไทยอยากเป็นนู่นเป็นนี่มากมาย
และมักมองหา ‘ทางลัด’ ไปสู่จุดหมายเหล่านั้น
อยากรวยก็เล่นหวยกันไป

6.ไม่เป็นไร ช่างเขาเถอะ
พี่ไทยเราชอบประนีประนอม ให้อภัยคนง่าย
เขาจะโกงชาติบ้านเมืองยังไงก็ไม่เป็นไร ช่างเขาเถอะน่า
ซึ่งข้อนี้บางทีก็ดี บางทีก็ร้าย
แต่จริงๆ แล้วก็ทุกข้อนั่นแหละที่มีมุมดีและร้ายต่างๆ กันไป
ในแต่ละเหตุการณ์และขนาดความสำคัญ

อีกสามข้อที่หนังสือเล่มนี้เขียนไว้คือ
7.ไม่มีความเท่าเทียมกันในปฏิสัมพันธ์ใดๆ
8.ทนแรงกดดันระยะยาวไม่ได้
9.ได้ทำ กับ ทำได้ (ขอแค่ได้ทำ ทำได้รึเปล่าไม่รู้)
ซึ่งผมยังนึกตัวอย่างที่ตัวเองเห็นด้วยมากๆ ไม่ออก
ใครนึกออกบอกกันด้วยครับ

แต่หลายเรื่องข้างบน ผมค่อนข้างเห็นด้วย
โดยยังไม่ได้คิดตัดสินดี-ร้าย
บางนิสัยก็ดีกับบางกรณี บางนิสัยก็ร้ายกับบางกรณี
แต่ผมว่า ดีออกครับ ที่เรา (พี่ไทย) จะได้ทบทวนตัวเองดูบ้าง
สนุกดีออก!