Archive for มกราคม 31st, 2007

สมการในสมอง: y = ax

มกราคม 31, 2007

ตื่นเช้ามานั่งอ่านหนังสือ กำแพงคนโง่
เขียนโดย ทาเคชิ โยโร่ แปลโดย โชว์เดียร์
แค่บทที่สองก็เริ่มสนุก

สนุกกับการคิด ‘สมการเชิงเส้นในสมอง’ ของผู้เขียน
จากข้อสังเกตที่ว่า “เราไม่สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่อยากรู้ได้”

หนังสือบอกว่า
ในระหว่างที่รับข้อมูลผ่านสัมผัสทั้งห้า และส่งข้อมูลออกไปจาก
การเคลื่อนไหวนั้น ในสมองจะทำการเคลื่อนไหวและหมุนเวียน
ข้อมูลที่ถูกใส่เข้าไป

ลองให้การรับข้อมูลที่ว่าคือ x และการส่งข้อมูลคือ y
ก็จะได้สมการเชิงเส้น y = ax
เมื่อมีข้อมูลค่า x อะไรก็ตามที่ใส่เข้าไป คูณเข้ากับ
สัมประสิทธิ์ a ผลหรือการตอบสนองที่ได้ก็คือค่าของ y

a คืออะไร?
a คือ ‘น้ำหนักที่เป็นความจริง’ ซึ่งจะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะให้น้ำหนักความจริงมาก-น้อยแค่ไหน

พูดง่ายๆ ก็คือ การตอบสนองของคนเราขึ้นอยู่กับ
ข้อมูลที่ใส่เข้าไปในตัวเราคูณเข้ากับการตัดสินของเราว่า
ข้อมูลนั้นจริงใจหรือไก่กา (จริงหรือไม่ จริงหรือเปล่า หว่าวๆๆๆ)

สมมุติว่า เราให้ค่าความจริงกับข้อมูล (a)
จากคุณสนธิ ลิ้มฯ (นามสมมุติ) ค่อนข้างมาก
การตอบสนองของเราก็จะมากด้วย เช่น
ไปร่วมเอาผ้ากู้ชาติผูกกบาลตะโกนตามหลังคุณ สนธิ ลิ้มฯ
แต่ถ้าเราให้ค่าความจริงกับข้อมูลนั้นน้อย
เราก็คงนอนอยู่บ้านเกาสะดือเล่นเฉยๆ
ถ้าหนักกว่านั้นคือให้ค่าเป็นติดลบ เราก็อาจหาทางออกอื่น
เช่นไปเย้วๆ กับม็อบคนรักทักษิณ หรืออื่นๆ ที่เป็นทางตรงข้าม
(ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเกลียดคนนี้แล้วต้องชอบอีกคนนึงเสมอไป)

ในหนังสือบอกว่า
โดยปกติแล้วถ้ามีข้อมูล x ที่รับเข้าไป ก็จะต้องมีปฏิกิริยา
สักอย่างเกิดขึ้น ก็เพราะเมื่อในเมื่อมีค่า y ปรากฏอยู่
a ก็จะไม่เป็นศูนย์

แต่มีกรณีพิเศษที่ a = 0 ในกรณีเช่นนี้ ถึงแม้จะมีข้อมูล
รับไว้มากเท่าไหร่ก็ตาม ก็จะไม่มีข้อมูลที่ส่งออกมา
ก็หมายความว่า ข้อมูลนั้นไม่ส่งผลไปที่การกระทำใดๆ

การที่ข้อมูลที่รับเข้าไปไม่ส่งผลใดๆ กับการกระทำนั้น
ก็หมายความว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ความจริงสำหรับคนคนนั้น

ในหนังสือยกตัวอย่าง คนอิสราเอลที่มีค่าสัมประสิทธิ์เป็นศูนย์
ต่อเรื่องที่ว่า คนอาหรับจะพูดถึงพวกเขาว่ายังไง
หรือโลกจะวิพากษ์วิจารณ์พวกเขายังไง เพราะฉะนั้น
มันจึงไม่มีผลต่อการกระทำของพวกเขาเลย

อีกตัวอย่าง
ถ้าเราเดินๆ อยู่แล้วมีหนอนไต่อยู่ที่เท้า
บางคนก็จะหยุดดู แต่คนที่ไม่สนใจก็จะไม่ใส่ใจหนอนตัวนั้น
เท่ากับว่าค่าสัมประสิทธิ์ของสมการที่มีต่อข้อมูลของหนอนตัวนั้น
สำหรับคนคนนั้นมีค่าเป็นศูนย์นั่นเอง

ในหนังสือยังยกตัวอย่างเวลาพ่อด่า
เมื่อเราไม่เชื่อข้อมูลที่พ่อด่าว่าเรา สมองเราจะรับเฉพาะ
ข้อมูลใบหน้าของพ่อที่กำลังโกรธว่าเป็นความจริง
แต่จะทิ้งคำด่า(อันเป็นประโยชน์)ไป
เพราะในตอนนั้นสำหรับเรา คำสั่งสอนของพ่อ ไม่ใช่ความจริง
(เพราะเราไม่เห็นด้วย)

แต่ถ้าพ่อชม เราคงรับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ
และค่า a ก็จะเป็นบวกทันที

ง่ายๆ ถ้าค่า a (น้ำหนักความจริง) ต่อ x (ข้อมูลที่ใส่เข้าไปในสมอง)
เป็นบวก ค่าของ y ซึ่งก็คือการกระทำตอบกลับก็จะเป็นบวกไปด้วย

คิดไปคิดมาก็เหมือนความรักเมื่อครั้งยังหวาน
น้องชี้นกแล้วบอกว่าไม้ พี่ก็ว่าไม้ไปตามวาจา
เห็นปูน้องบอกว่าปลา พี่ก็ว่าปลาไปตามดวงใจ

เราให้ค่าความจริงโดยตัดสินจากแหล่งข้อมูลนั้นด้วย

หนังสือยังบอกอีกว่า
การกระทำมีทั้งด้านลบและบวก ถ้า a เป็น บวก10a
ก็สามารถเป็น ลบ10a ได้เช่นกัน
อย่างนายโอซามะ บินลาดิน ที่ฝ่ายชังก็จะเกลียดมาก
ฝ่ายสนับสนุนก็จะชอบมาก a ของบินลาดิน
จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ก็มาจากความใหญ่ของข้อมูล
(การกระทำ) ของเขานั่นเอง

เหมือนเวลาเราลงมือจีบใครสักคน
ถ้าเขาเปิดรับ ‘ข้อมูลการจีบ’ ของเรา ว่ามันมีอยู่จริง
เราก็ย่อมจะได้ค่า a คูณเข้าไปใน x (การจีบ)
แต่ถ้าตื้อมากๆ เข้า ก็อาจจะได้ค่า a ที่เป็นลบ
แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าค่า a เป็นศูนย์
เพราะนั่นหมายความว่า เราไม่มีตัวตน
หรือเธอไม่เห็นหัวเราอยู่ในสายตาเลยนั่นเอง

การที่ค่า a เป็นลบมากๆ นั้นมีผลดีกว่าเป็นศูนย์
เพราะเมื่อเราไม่เชื่อมากๆ มันจะนำไปสู่การแสวงหา
ในหนังสือเปรียบเปรยกับเกมหมากกระดานโอเทโล่
ที่เมื่อเป็นลบมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นบวกได้ทันที

พระเอกกับนางเอกที่ทะเลาะกันจะเป็นจะตายในตอนต้นเรื่อง
จึงลงเอยด้วยการแต่งงานหอมแก้มฟอดๆ กันได้ในท้ายเรื่อง
ก็เพราะค่า a ที่เป็นลบมากๆ นั่นแหละ (ตบจูบ ตบจูบ!)

แต่ในอีกกรณี ถ้าค่า a ของใครคนหนึ่งพุ่งไปถึง infinity
ข้อมูลหรือความเชื่อนั้นๆ จะเริ่มกลายเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน
สำหรับคนคนนั้น และส่งผลต่อการกระทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เหมือนคนที่เชื่อในคำสอนใดมากๆ และสามารถทำทุกอย่างได้
ตามคำสอนของลัทธิเหล่านั้น

หนังสือบอกว่า
การที่ค่า a = 0 และ a = infinity นี่เองเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน
และหากสังคมเป็นแบบนั้น เราก็จะอยู่กันไม่ได้

เพราะเมื่อคนหนึ่งเชื่อในความจริงของตัวเองสุดกู่ (a = infinity)
และปิดประตูรับความจริงจากแหล่งข้อมูลอื่น (a = 0)
เราคงไม่สามารถพูดจาทำความเข้าใจอะไรกันได้

ผมมองว่า เราสามารถมีความเชื่อของเราได้
และไม่จำเป็นต้องแกล้งเห็นด้วยกับคนอื่นที่คิดต่างออกไป
แต่เรานั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเดียวกัน อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
พูดจาแลกเปลี่ยนกัน รับฟังกัน ทำความเข้าใจกัน ก็น่าจะดี

ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย.

เขียนหนังสือไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหนาหรอก

มกราคม 31, 2007

1.
วันนี้เป็นวันดี
เพราะเป็นวันที่ได้มีโอกาสเจอพี่ชายดีๆ ตั้งสามคน
คนที่เคารพ นับถือ และเคยเห็นอยู่ห่างๆ
แต่ได้มานั่งตรงกันข้ามและพูดคุยด้วย
แลกเปลี่ยนและรับฟัง
มีแต่สิ่งดีๆ ไหลเข้าสู่รูหู
รู้สึกดีจัง

2.
กลางวัน เราถามพี่ชายคนหนึ่งว่า
“มีจุดประสงค์ในการเขียนหนังสือหรือเปล่าครับ?”
“จุดประสงค์ของพี่คืออะไร?”
พี่ชายตอบเสียงเรียบ
“ไม่มีหรอก”
“พี่เคยคิดว่าการเขียนหนังสือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่
เปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่จริงๆ แล้วโลกไม่เคยเปลี่ยนแปลง
โลกยังคงเป็นแบบนั้นของมันอยู่ โลกจะมีเราหรือไม่มีเรา
มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่”

เราบอกกับเขาว่า
“ผมเคยฟังพี่พูด แล้วรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตต่อ”
พี่ชายหัวเราะ
“มีชีวิตก็ดี ยังอยู่น่ะดี แต่ตายก็ได้ ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไร”
“ทุกวันนี้ก็ยังเขียนหนังสือ เขียนเหมือนหายใจ
เขียนเป็นปกติ พี่ไม่ได้คิดว่าการเขียนหนังสือมันยิ่งใหญ่อะไรแล้ว
ก็แค่เขียนไป เพราะยังมีชีวิตอยู่ ก็ทำงานกันไป”

3.
ตอนค่ำ ได้เจอพี่ชายที่เคารพอีกคน
หน้าตาผ่องใส มีความสุข รอยยิ้มติดอยู่บนหน้าตลอดเวลา
พี่ชายคนนี้เคยทุ่มเทให้กับการทำหนังสืออย่างมุ่งมั่น
มาถึงวันนี้ เขาแลดูผ่อนคลายเอามากๆ

ผ่อนคลายเหมือนละวางหลายอย่างได้แล้ว
แววตาแห่งความสุข ประโยคคำพูดแบบเข้าอกเข้าใจโลก
ถูกส่งผ่านสายตาและรูหูของเรา

จากภาพตรงหน้า เราสงสัยว่าพี่เขายังอยากทำอะไรอีก
“พี่ยังสนุกกับการเขียนหนังสืออยู่รึเปล่าครับ?”
“เฉยๆ นะ เขียนก็ได้ ไม่เขียนก็ได้”
“เขียนก็เขียนไป ไม่ได้รู้สึกว่าการเขียนหนังสือมันยิ่งใหญ่อะไร”

4.
เย็นวันนั้น ได้คุยกับพี่ชายอีกคนผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น
เราถามไถ่ถึงทรรศนะเกี่ยวกับการเขียนในปริมาณมาก
“ถ้าสนุก มีแรงก็เขียนไป เขียนได้ ก็เขียนไปเถอะ”

5.
ดึกวันนี้ เดินสนทนากับพี่ชายอีกคน
เขาพูดลอยขึ้นกลางอากาศบนทางเดินรถไฟฟ้า
“ช่วงมีแรงเยอะก็เขียนไปเถอะ เดี๋ยวพอเขียนเยอะๆ เข้า
ก็จะอยากทำอย่างอื่น เดี๋ยวมันก็จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เอง”

เป็นพี่ชายที่เคารพนับถือทั้งสี่ท่าน
ขอบคุณมา ณ ที่นี้
ดีใจที่ได้พูดคุยและรับฟังคำของพี่ๆ

ยังสนุกกับการเขียน
และก็เป็นแค่คนหัดเขียนหนังสือคนหนึ่ง
ที่มีความสุขทุกครั้งที่ได้นั่งลงเขียนหนังสือ
เป็นแค่นั้นจริงๆ

อาจจะจริงอย่างที่ท่านพี่ทั้งสองได้บอกกล่าว
การเขียนหนังสือไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหนาหรอก
อย่าคาดหวังอะไรจากการเขียนหนังสือของเรามากนักเลย
เราเขียนเพราะมีความสุข-ก็แค่นั้น.