ตื่นเช้ามานั่งอ่านหนังสือ กำแพงคนโง่
เขียนโดย ทาเคชิ โยโร่ แปลโดย โชว์เดียร์
แค่บทที่สองก็เริ่มสนุก
สนุกกับการคิด ‘สมการเชิงเส้นในสมอง’ ของผู้เขียน
จากข้อสังเกตที่ว่า “เราไม่สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่อยากรู้ได้”
หนังสือบอกว่า
ในระหว่างที่รับข้อมูลผ่านสัมผัสทั้งห้า และส่งข้อมูลออกไปจาก
การเคลื่อนไหวนั้น ในสมองจะทำการเคลื่อนไหวและหมุนเวียน
ข้อมูลที่ถูกใส่เข้าไป
ลองให้การรับข้อมูลที่ว่าคือ x และการส่งข้อมูลคือ y
ก็จะได้สมการเชิงเส้น y = ax
เมื่อมีข้อมูลค่า x อะไรก็ตามที่ใส่เข้าไป คูณเข้ากับ
สัมประสิทธิ์ a ผลหรือการตอบสนองที่ได้ก็คือค่าของ y
a คืออะไร?
a คือ ‘น้ำหนักที่เป็นความจริง’ ซึ่งจะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะให้น้ำหนักความจริงมาก-น้อยแค่ไหน
พูดง่ายๆ ก็คือ การตอบสนองของคนเราขึ้นอยู่กับ
ข้อมูลที่ใส่เข้าไปในตัวเราคูณเข้ากับการตัดสินของเราว่า
ข้อมูลนั้นจริงใจหรือไก่กา (จริงหรือไม่ จริงหรือเปล่า หว่าวๆๆๆ)
สมมุติว่า เราให้ค่าความจริงกับข้อมูล (a)
จากคุณสนธิ ลิ้มฯ (นามสมมุติ) ค่อนข้างมาก
การตอบสนองของเราก็จะมากด้วย เช่น
ไปร่วมเอาผ้ากู้ชาติผูกกบาลตะโกนตามหลังคุณ สนธิ ลิ้มฯ
แต่ถ้าเราให้ค่าความจริงกับข้อมูลนั้นน้อย
เราก็คงนอนอยู่บ้านเกาสะดือเล่นเฉยๆ
ถ้าหนักกว่านั้นคือให้ค่าเป็นติดลบ เราก็อาจหาทางออกอื่น
เช่นไปเย้วๆ กับม็อบคนรักทักษิณ หรืออื่นๆ ที่เป็นทางตรงข้าม
(ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเกลียดคนนี้แล้วต้องชอบอีกคนนึงเสมอไป)
ในหนังสือบอกว่า
โดยปกติแล้วถ้ามีข้อมูล x ที่รับเข้าไป ก็จะต้องมีปฏิกิริยา
สักอย่างเกิดขึ้น ก็เพราะเมื่อในเมื่อมีค่า y ปรากฏอยู่
a ก็จะไม่เป็นศูนย์
แต่มีกรณีพิเศษที่ a = 0 ในกรณีเช่นนี้ ถึงแม้จะมีข้อมูล
รับไว้มากเท่าไหร่ก็ตาม ก็จะไม่มีข้อมูลที่ส่งออกมา
ก็หมายความว่า ข้อมูลนั้นไม่ส่งผลไปที่การกระทำใดๆ
การที่ข้อมูลที่รับเข้าไปไม่ส่งผลใดๆ กับการกระทำนั้น
ก็หมายความว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ความจริงสำหรับคนคนนั้น
ในหนังสือยกตัวอย่าง คนอิสราเอลที่มีค่าสัมประสิทธิ์เป็นศูนย์
ต่อเรื่องที่ว่า คนอาหรับจะพูดถึงพวกเขาว่ายังไง
หรือโลกจะวิพากษ์วิจารณ์พวกเขายังไง เพราะฉะนั้น
มันจึงไม่มีผลต่อการกระทำของพวกเขาเลย
อีกตัวอย่าง
ถ้าเราเดินๆ อยู่แล้วมีหนอนไต่อยู่ที่เท้า
บางคนก็จะหยุดดู แต่คนที่ไม่สนใจก็จะไม่ใส่ใจหนอนตัวนั้น
เท่ากับว่าค่าสัมประสิทธิ์ของสมการที่มีต่อข้อมูลของหนอนตัวนั้น
สำหรับคนคนนั้นมีค่าเป็นศูนย์นั่นเอง
ในหนังสือยังยกตัวอย่างเวลาพ่อด่า
เมื่อเราไม่เชื่อข้อมูลที่พ่อด่าว่าเรา สมองเราจะรับเฉพาะ
ข้อมูลใบหน้าของพ่อที่กำลังโกรธว่าเป็นความจริง
แต่จะทิ้งคำด่า(อันเป็นประโยชน์)ไป
เพราะในตอนนั้นสำหรับเรา คำสั่งสอนของพ่อ ไม่ใช่ความจริง
(เพราะเราไม่เห็นด้วย)
แต่ถ้าพ่อชม เราคงรับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ
และค่า a ก็จะเป็นบวกทันที
ง่ายๆ ถ้าค่า a (น้ำหนักความจริง) ต่อ x (ข้อมูลที่ใส่เข้าไปในสมอง)
เป็นบวก ค่าของ y ซึ่งก็คือการกระทำตอบกลับก็จะเป็นบวกไปด้วย
คิดไปคิดมาก็เหมือนความรักเมื่อครั้งยังหวาน
น้องชี้นกแล้วบอกว่าไม้ พี่ก็ว่าไม้ไปตามวาจา
เห็นปูน้องบอกว่าปลา พี่ก็ว่าปลาไปตามดวงใจ
เราให้ค่าความจริงโดยตัดสินจากแหล่งข้อมูลนั้นด้วย
หนังสือยังบอกอีกว่า
การกระทำมีทั้งด้านลบและบวก ถ้า a เป็น บวก10a
ก็สามารถเป็น ลบ10a ได้เช่นกัน
อย่างนายโอซามะ บินลาดิน ที่ฝ่ายชังก็จะเกลียดมาก
ฝ่ายสนับสนุนก็จะชอบมาก a ของบินลาดิน
จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ก็มาจากความใหญ่ของข้อมูล
(การกระทำ) ของเขานั่นเอง
เหมือนเวลาเราลงมือจีบใครสักคน
ถ้าเขาเปิดรับ ‘ข้อมูลการจีบ’ ของเรา ว่ามันมีอยู่จริง
เราก็ย่อมจะได้ค่า a คูณเข้าไปใน x (การจีบ)
แต่ถ้าตื้อมากๆ เข้า ก็อาจจะได้ค่า a ที่เป็นลบ
แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าค่า a เป็นศูนย์
เพราะนั่นหมายความว่า เราไม่มีตัวตน
หรือเธอไม่เห็นหัวเราอยู่ในสายตาเลยนั่นเอง
การที่ค่า a เป็นลบมากๆ นั้นมีผลดีกว่าเป็นศูนย์
เพราะเมื่อเราไม่เชื่อมากๆ มันจะนำไปสู่การแสวงหา
ในหนังสือเปรียบเปรยกับเกมหมากกระดานโอเทโล่
ที่เมื่อเป็นลบมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นบวกได้ทันที
พระเอกกับนางเอกที่ทะเลาะกันจะเป็นจะตายในตอนต้นเรื่อง
จึงลงเอยด้วยการแต่งงานหอมแก้มฟอดๆ กันได้ในท้ายเรื่อง
ก็เพราะค่า a ที่เป็นลบมากๆ นั่นแหละ (ตบจูบ ตบจูบ!)
แต่ในอีกกรณี ถ้าค่า a ของใครคนหนึ่งพุ่งไปถึง infinity
ข้อมูลหรือความเชื่อนั้นๆ จะเริ่มกลายเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน
สำหรับคนคนนั้น และส่งผลต่อการกระทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด
เหมือนคนที่เชื่อในคำสอนใดมากๆ และสามารถทำทุกอย่างได้
ตามคำสอนของลัทธิเหล่านั้น
หนังสือบอกว่า
การที่ค่า a = 0 และ a = infinity นี่เองเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน
และหากสังคมเป็นแบบนั้น เราก็จะอยู่กันไม่ได้
เพราะเมื่อคนหนึ่งเชื่อในความจริงของตัวเองสุดกู่ (a = infinity)
และปิดประตูรับความจริงจากแหล่งข้อมูลอื่น (a = 0)
เราคงไม่สามารถพูดจาทำความเข้าใจอะไรกันได้
ผมมองว่า เราสามารถมีความเชื่อของเราได้
และไม่จำเป็นต้องแกล้งเห็นด้วยกับคนอื่นที่คิดต่างออกไป
แต่เรานั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเดียวกัน อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
พูดจาแลกเปลี่ยนกัน รับฟังกัน ทำความเข้าใจกัน ก็น่าจะดี
ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย.
มกราคม 31, 2007 ที่ 9:56 am
หัวข้อนี้อ่านยาก เพราะต้องใช้สมาธิสูงเพื่อคิดไต่ไปตามเส้นสมการ
*อันนี้สำหรับคนที่ไม่มี mind map นะ
เพื่อการทำความเข้าใจเพิ่มเติม น่าจะมีกรณีศึกษามากกว่าเรื่องความรักนะคะ ^_^
ถ้าลองมาทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นใดๆ ในบล็อกนี้ มันจะเป็นยังไงน้อ??????
มกราคม 31, 2007 ที่ 11:14 am
สวัสดีครับนิ้วกลม ‘ เอ๋ ‘
ดีใจจังเลยคับ และแล้วผมกับนายก็ได้มีอีกหนึ่งหนทางที่จะติดต่อกันนะ
บังเอิญว่าผมได้เข้าไปอ่าน บล็อคของป๋าเต๋ด ยุทธนา บุญอ้อมแล้วเหนว่า
บล็อคเวปนี้น่าสนใจดีเลยของสมัครดู ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำความเข้าใจ
มันอยู่ เอาเป็นว่าว่างๆ จะแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ ละกันนะครับ
…
http://odigimon.wordpress.com
…
บล็อคผมว่างๆ แวะไปอ่านไปทักทายกันดูนะครับ
แล้วคุยกันคับ
มกราคม 31, 2007 ที่ 11:54 am
ชอบค่ะ
อ่านแล้วต้องคอยคิดตาม
ทำให้คิดถึงวิชาเลขที่เรียนสมัยมัธยม(กี่ปีแล้วนี่!!!!!!!)
x=y, y=x เท่านั้นไม่พอยังมีเลขยกกำลังอีก
โอ้ย…………………………ปวดเฮด
สมการจริงๆ มันตายตัวค่ะ
สมการ 1 สมการ จะมีค่าของคำตอบ ได้เพียง 1 ค่า
แต่ชีวิตจริงคงเป็นแบบที่คุณนิ้วกลมว่า
!!!!!ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย!!!!!
เราเลยได้ค่าคำตอบ หลายค่าจากสมการเดียวกันค่ะ
แต่ละคนมุมมองแตกต่างกันจริงๆแหละค่ะ
(คุณนิ้วกลมลองเขียนเรื่องเกี่ยวกับครูฝึกสอนบ้างสิค่ะพอดีเข้าไปเจอในhttp://www.katikala.com/ของคุณจุ้ย ศุ บุญเลี้บงนะค่ะ )
มกราคม 31, 2007 ที่ 12:03 pm
y=ax + b สิ่งที่สามารถรู้ได้โดยทันทีก็คือสมการนี้เป็นสมการเชิงเส้น และก็สามารถรู้ได้นี่คือสมการเส้นตรง…ทบทวนสำหรับคนที่ลืมคณิตศาสตร์ไปแล้ว ความชัน(m)=(y2-y1)/(x2-x1)
y=axเมื่อพลอตกราฟผ่านไปเรื่อยจึงจะรู้ว่า…ลักษณะเส้นตรงนี้จะเป็นอย่างไร
แต่เมื่อถึงใน พอ ศอ เมื่อสถาบันกวดวิชามากมายออกหากินเกี่ยวกับเด็ก ออกมาเยอะแยะยิ่งกว่านักร้องหน้าตากระเดียดไปทางฝรั่ง…หรือนักร้องไทยที่เสียงรบกวนโสตประสาทจนหมาต้องเอาหูลู่ลงมาปิด(แถมเสือกเรียกตัวเองอีกว่าเป็นศิลิปน)
สมการแค่นี้ถือว่าเป็นแค่ขนมไปเมื่อเด็ก มอ สอง… ค้อนมองพริบตาเดียวก็สามารถรู้ได้ว่ารูปทรงเป็นเช่นไรเมื่อรู้ค่าของเอ
กำลังนั่งคิดอยู่ว่าทำไมนาย ทาเคชิ โยโร่…จึงใช้สมการเส้นตรงมาใช้ในการเปรียบเทียบเรื่อง’สมการในสมอง’ ทั้งมีมีหลายสมการที่เด่นชัดกว่าใรการนำมาเป็นเทียบ(ถ้าอยากที่จะเปรียบเทียบ)
ความชันคือความลาดเอียงในเส้นสมการ…จะมีทิศทางที่สูงขึ้นหรือมีทิศทางที่ลาดลงขึ้นอยู่ที่สัมประสิทธิคือa
สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับสมการคือ…ไม่ว่าเป็นสมการใดเรากลับสามารถรู้รูปร่างของมัน โค้งหรือตรง กำลังสองก็โค้งน้อยหน่อย(เช่นพาราโบลาหรือไฮเปอร์โบลา) กำลังสามก็โค้งหลายโค้งหน่อย(หายาหหน่อยถ้าอยากหาจุดสูงสุดสัมพัทธ์หรือต่ำสุดสัมพัทธ์)
แต่อย่างไรก็ตาม สมการที่ไม่มีหัวใจเพียงแค่บอกชื่อก็จะรู้ที่มาที่ไป…ตัดแกนxที่ไหน ตัดแกนyที่ไหน สูงสุดเท่าไหร่ ต่ำสุดเท่าไหร่
เพียงขอแค่เห็นสมการ…ก็สามารถบอกได้ว่ามันเป็นแบบใด(แม้ผู้คนหาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนก็ตาม)
ต่างกับคน!!!…แม้รู้ชื่อหามีประโยชน์ไม่ แม้เห็นหน้าหามีประโยชน์ไม่ คำพูดแสนไพเราะมีค่าจริงหรือไม่
ชื่อบอกสิ่งใดได้…รอยยิ้มที่มีให้บอกสิ่งใดได้ในโลกทุกวันนี้ หรือคำพูดคนสามารถบ่งบอกสิ่งที่ซ่อนลึกในใจได้
สิ่งที่ยากเย็นที่สุดในจักรวาลอาจไม่ใช่คณิตศาสตร์…อาจเป็นคน!!!
ด้วยเหตุนี้…ผมจึงคิดว่าไม่น่าใช้คณิตศาสตร์มาเปรีบยเทียบความความนึกคิดของมนุษย์ที่เรียกว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสิรฐ แค่นั้นเอง
มกราคม 31, 2007 ที่ 12:30 pm
เเปะไว้ก่อนเด๋วกลับมาอ่าน
พี่เอ๋ขยันอัพบล็อกจิงๆเลย
อ่านไม่ทันเเล้วค๊าบ- -”เเปร่ว
มกราคม 31, 2007 ที่ 12:46 pm
อ่านแล้วมึนตื้บ
มกราคม 31, 2007 ที่ 12:51 pm
วันนี้ เข้ามาในบ้านพักฝากอากาศแล้ว เหมือนกับกำลังเดินขึ้นเขาอยู่เลยค่ะ เหนื่อย หายใจหอบ แต่รู้สึกว่า ชีวิตมีค่าขึ้น ยังไงไม่รู้นะ
คล้ายกับการทำความเข้าใจเรื่องยากๆ หรือต้องทำความเข้าใจ คน ไปด้วยในตัว
เข้มข้น จริงๆ!!!!
มกราคม 31, 2007 ที่ 12:55 pm
กำลังทำความเข้าใจอยู่ค่ะ
ยังบอกไม่ได้ว่าเห็นด้วยหรือเปล่า
จะค่อยๆละเลียดคิดตามละกันนะ
มกราคม 31, 2007 ที่ 12:57 pm
เห็นด้วยกับเอี้ยงจ้ะ
มกราคม 31, 2007 ที่ 1:12 pm
สวัสดีครับ โอดิจิมอน มาเยี่ยมได้เนืองๆ เน้อ!
ฤดูฝน…ไว้จะลองนั่งรำลึกถึงอาจารย์ฝึกสอนเล่นๆ ดูครับ
คุณสิบเดซิเบลครับ…ฮ่าฮ่า แปลว่า a ของคุณสิบฯ ต่อสมการของทาเคชิ
เป็นลบ ก็เลยนำมาซึ่งการแสวงหา ก็เลยได้อะไรใหม่ๆ ออกมา
ฮ่าฮ่า…ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนกันครับ.
มกราคม 31, 2007 ที่ 1:18 pm
อืมมมมมมม แอบงงๆค่ะ สิตกเลข 5555+
สงสัยหลังจากอ่านบลอคพี่เอ๋วันนี้แล้วจะต้องไปฟื้นฟูพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ใหม่
แล้วมาอ่านใหม่อีกรอบ -*-
มกราคม 31, 2007 ที่ 1:20 pm
เอ…สงสัยจะยากจริงๆ แฮะ
เราก็ไม่เก่งเลขเหมือนกันสิ
คุณหมอจุ๋มนาจะเก่งเลขนะครับ ใช่ไหม?
จริงๆ แล้วมันก็ง่ายๆ นะครับ
แต่รู้สึกสนุกตรงที่เค้าทำให้ยากนี่แหละ
คนเราชอบหา ‘ระเบียบ’ ในความกระจัดกระจาย
คนที่หาได้ ก็รู้สึกว่า เค้าคงสนุกดี (ตอนหา).
มกราคม 31, 2007 ที่ 1:27 pm
นี่ๆ ขยันอ่าน ขยันเขียนจังเลยท่านนิ้ว!
มกราคม 31, 2007 ที่ 1:37 pm
สมการจะอย่างไรก้อช่าง แต่ถ้าผลลัพธ์ที่ได้เป็นบวก
ทุกๆ อย่างก้อดีแหละเน๊อะ
ps. ขยันอัพ ขยันพิมพ์จริงๆๆ เราก้อจะขยันให้กำลังใจ โดยขยันเม้นท์น๊า 5555+
มกราคม 31, 2007 ที่ 1:40 pm
เห็นหัวข้อแล้ว ค่อยมาอ่านวันหลังน่ะพี่นิ้ว
ไม่มีอะไรหรอก แพ้เลข เห็นแล้วง่วง Z z z
มกราคม 31, 2007 ที่ 2:54 pm
โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าสมการในสมองของคนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถหาคำตอบของสมการที่ทำให้กราฟของสมการเชิงเส้นนี้ตัดกันได้ เพราะอย่างน้อยคำตอบนั้นจะทำให้สมการทั้งสองเป็นจริง และบอกเราได้ว่าแม้ความคิดเห็นจะต่างกัน แต่ก็ยังมีสักมุมนึงที่เราเห็นร่วมกันได้ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม…
ปล. ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็น คุณนิ้วกลม รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
มกราคม 31, 2007 ที่ 6:08 pm
ข้าน้อยตกเลขตลอดกาลขอรับ แต่ที่พี่เอ๋เหล่ามาก็เข้าใจไม่ยากเกินไปนะ…(น่าจะไปเป็นครูติวสอบเอนท์) และข้าน้อยเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าติดลบก็ยังดีกว่าเป็นศูนย์นะ…
มกราคม 31, 2007 ที่ 7:36 pm
กว่าจะตะกายกำแพงได้ต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์(กว่าจะอ่านจบ) พี่นิ้วคงตะกายได้เร็วกว่ามั้ง ถ้าไม่ติดพุง
บางทีคนไม่ฉลาดอาจมีโลกอยู่แค่ในกำแพงเท่านั้นและมองไม่เห็นข้างนอก หรือ อาจไม่ทราบเลยว่ามีโลกอยู่ข้างนอก แต่ถ้าเค้า(หรือเรา)กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะปีนข้ามไป เค้า(เรา)อาจไม่เป็นคนที่ ไม่ฉลาดก็ได้ (เข้าใจยากมั้ยเนี่ย)
มกราคม 31, 2007 ที่ 7:44 pm
ฮ๋าๆๆๆลุงเดซิเบล เพิ่งเห็นๆๆแอบมาเม้นให้นิ้วกลมซะงั้นฮ๋าๆ
มกราคม 31, 2007 ที่ 9:17 pm
จะผิดไหมเนี่ยถ้าจะบอกว่ายังไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร
เราว่าสมการสมองไม่เป็น ขึ้นกับ a หรือน้ำหนักความจริงตัวเดียวแน่ๆ เพราะสมองของมนุษย์ล้ำเลิศและซับซ้อนกว่านั้น มันต้องมีตัวแปรอื่นๆ แต่เรายังนึกสมการไม่ออกเพราะก็ไม่เก่งคณิตศาสตร์เหมือนกัน
อย่างเช่น สมมติว่า อ้วนให้น้ำหนักความจริงที่มีต่อนิ้วกลมเป็น +3 และวันนี้เราไปอ่านเรื่องก่อนๆบางเรื่องที่นิ้วกลมเขียนสักสามเรื่องและเรื่องนี้อีกหนึ่งเรื่อง มันก็จะต้องเป็นเส้นตรง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นก็จะต้องปลาบปลื้มและคล้อยตามทุกๆเรื่อง ไม่ว่าข้อมูลที่ใส่มาจะเป็นอย่างไร ยิ่งใส่ข้อมูลมากคืออ่านเรื่องของนิ้วกลมมากความปลื้มยิ่งเพิ่มมากเป็นเส้นชัน
แต่ในความจริงมันไม่ใช่ ทุกคนก็คงเหมือนกัน เมื่ออ่านเรื่องของนิ้วกลมบางเรื่องก็เห็นด้วย บางเรื่องก็มีความคิดเห็นแตกต่างออกไป ขึ้นกับหลายๆอย่างเช่นประสบการณ์ ความรู้เดิม ข้อมูลเดิมที่เคย input , memory , processing ความคาดหวัง ฯลฯ เช่น ถ้านิ้วกลมมาบอกว่าเราน่ารักเราให้ y=10x ยกกำลัง2 แต่ถ้านิ้วกลมบอกว่าเราแก่เราจะให้ y= x/o คือหาค่าไม่ได้ ตัวอย่างประมาณเนี้ย
มกราคม 31, 2007 ที่ 9:20 pm
แก้คำผิดค่ะ
“เราว่าสมการสมองไม่เป็น ขึ้นกับ a หรือน้ำหนักความจริงตัวเดียวแน่ๆ ”
เป็น
“เราว่าสมการสมองไม่ขึ้นกับ a หรือน้ำหนักความจริงตัวเดียวแน่ๆ”
มกราคม 31, 2007 ที่ 10:16 pm
โห คุณนิ้วกลมวางยาเหรอคะ???
ใครที่เข้าใจเรื่องตัวเลข (ที่ไม่ใช่หวย) ก็เม้นท์กันไว้ซะฉะฉาน ราวรายงานหน้าชั้นเรียนให้คุณครูเอ๋กับเพื่อนในชั้นฟัง
นักเรียนที่แพ้เลขอยู่เป็นนิจ ก็แอบหลับซะงั้น เช่นน้องหมีเป็นต้น ^^”
มกราคม 31, 2007 ที่ 10:19 pm
ว่าแต่พี่แขกไปไหนคะ มาเม้นท์หัวข้อนี้นิดเดียวเอง
หรือว่า แพ้เลข เหมียนกัลลลล!!!!
มกราคม 31, 2007 ที่ 10:30 pm
“เราไม่สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่อยากรู้ได้”
ตอนแรกที่อ่านก็ไม่ค่อยจะเชื่อนะ
แต่ตอนเย็นเพิ่งเจอมาสดๆร้อนๆ ในเรื่องของการงานพื้นฐานอาชีพ
คงไม่ใช่ ‘กำแพงคนโง่’ แต่เป็น ‘กำแพงที่แตกต่าง’
‘สิ่งที่เคยปฎิบัติมาช้านาน’ หากประสานงากับ ‘การเปลี่ยนแปลง’
แม้จะรับสาร แต่ก็มีกำแพงที่แตกต่างขวางกั้นอยู่แล้ว การสื่อสารก็จะไร้ผล
แต่อย่างที่ท่านนิ้วมีความเห็นไว้ท้ายสุด
‘ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย’
ตอนนี้ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจมุมมอง ‘สิ่งที่เคยปฎิบัติมาช้านาน’
แต่ก็จะค่อยๆแซะกำแพงทีละเล็กละน้อย พอให้เป็น ‘รู’
จะได้ปล่อย ‘การเปลี่ยนแปลง’ มุดเข้าไปได้
ปล.ไม่พูดถึงสมการเชิงเส้นนะ เฮามึนตึ้บ!
มกราคม 31, 2007 ที่ 10:40 pm
อืมม… เอี้ยง แพ้เลขมั่กๆ เรียนทีไรแพ้ทู้กที
ตอนแรกว่าจะหนีออกนอกชั้นเรียนไปแล้ว
แต่ขอแจมหน่อยก็ดี ฮ่า ฮ่า
มกราคม 31, 2007 ที่ 10:55 pm
และแล้ว ท่านอาจารย์ปู่แขก ก็ต้องใช้วรยุทธ์ นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว…
เราเขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะพันครั้ง!!!
โย่ๆๆๆ ‘จารย์แขกสู้ๆๆๆ!!!!!
แม้ว่าหลายคนจะแพ้เลข แต่พวกเราก็ยังเข้ามาสู้ เห็นมั้ย คุณครูเอ๋ ^^”
มกราคม 31, 2007 ที่ 11:02 pm
ดูหนังจีนมากปาย!
มกราคม 31, 2007 ที่ 11:22 pm
สมการบางอย่างก็ทำเอาเราคิ้วขมวดได้
และอะไรอะไรที่ราบๆเรียบๆ ก็เช่นกันจ้า
มกราคม 31, 2007 ที่ 11:55 pm
เอางี้นะ…ผมว่าบทความนี้นะ คนไม่ค่อยรู้เรื่องแต่อยากคุยเรื่องเลข
มีนักเขียนคนนึง(ที่เคยได้ซีไรต์)เคยเขียนงานประเภทที่มีตัวเลขเกี่ยวข้อง…คิดเลขผิดไปหกพันล้าน แล้วเอางานมาลงในนิตยสารด้วย ผมเคยเตือนไปครั้ง ถ้าไม่รู้แจ้งก็อย่าเขียน
พอดีเค้าเชื่อนะ…ต่อมาก็เลิกเลย
ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์และฟิสิกข์มาก่อน…ผมว่านิ้วกลมเอาเรื่องง่ายๆ ที่เข้าใจจริงมาเขียนให้เข้าใจง่ายๆดีกว่านะ
หัวข้อนี้…จุดบกพร่องเยอะมาก บอกตรงๆ
กุมภาพันธ์ 1, 2007 ที่ 12:37 am
ผมอยู่ที่ฟินแลนด์โดนอาจารย์ที่ปรึกษาบังคับให้เรียนเลขด้วยอ๊ะ เมื่อเทอมที่แล้วสอบเลขสมการเกือบตก มาเทอมนี้เจอตรีโกณ ไม่อยากจะพูดว่าตั้งควักตังค์ในกระเป๋า19ยูโรไปซื้อเครื่องคิดเลขเครื่องใหม่(ค่าขนมจากท่านพ่อสุด งก…) เครื่องคิดเลขมีฟังก์ชั่นคิดสมการเลขยกกำลังเสร็จสรรพ หาค่าตรีโกณไม่ต้องใช้กระดาษทดแต่ขอโทษ…ใช้ไม่ค่อยเป็นT_T (เข้าข่ายนิสัยคนไทยที่พี่เอ๋เอามาแฉเมื่อวานหรือเปล่าเนี่ย)
กุมภาพันธ์ 1, 2007 ที่ 12:51 am
พูดถึงเรื่องคณิตศาสตร์ เมื่อก่อนตอนเรียนชั้นมัธยมก็หลงคิดว่าข้านี่เก่งคณิตศาสตร์คนหนึ่งล่ะ ได้เกรด 4 เกือบตลอด
แต่พอเข้ามหาลัยปีหนึ่งต้องเรียนแคลคูลัส มีเรื่องพาราโบลา กับตรีโกณ นี่ล่ะ โง่กับตัวเลขไปเลย ฟิสิกข์ก็แย่ แถมเทอม 2 เจอวิชาสถิติอีกยิ่งกระจ่างว่าเรากับตัวเลขนี่ไปกันไม่ได้เลย
โชคดีที่บังคับเรียนแค่ปีเดียว และโชคดีที่เลือกเรียนคณะนี้จึงโดนเรียนแค่ปีเดียว ถ้าไปเรียกคณะวิทยาศาสตร์ หรือวิศวะ หรือบัญชี คงไม่รุ่งแน่เลย
ปัจจุบันก็ยังไม่ถูกกับตัวเลข เพราะนับเลขได้ไม่ถึงเจ็ดหลักซักที มีเงินเก็บเกินหกหลักเป็นต้องมีอันให้ต้องใช้ให้ตัวเลขในสมุดบัญชีมันน้อยๆลงมาทุกกกที
กุมภาพันธ์ 1, 2007 ที่ 11:56 am
ขอบคุณทุกความเห็นครับผม.
กุมภาพันธ์ 8, 2007 ที่ 11:21 pm
เอ๋ .. ทำไมไม่เคยได้ยิน/เห็นหนังสือชื่อนี้เลยล่ะ
น่าอ่านชะมัดเลย
เราพลาดไปแล้วรึนี่!
กุมภาพันธ์ 9, 2007 ที่ 12:08 pm
ขอบคุณที่เปิดห้องเล็กๆ ห้องนี้อีกครั้ง
สารกระตุ้นสมอง กำลังทำงานแล้วจ้า…
ว่าแต่ในห้องฟลาเนอร์ ไม่เปิดอีกเหรองับบบบ
^^”
ตุลาคม 2, 2007 ที่ 3:30 pm
อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
รอชมผลงานพี่สิบเด ดีกว่าครับ
กุมภาพันธ์ 26, 2008 ที่ 5:42 pm
กำแพงคนตามออกมาแล้วน้า ลองดูๆ ใกล้ตัวเรามากเลยทีเดียว