Archive for มกราคม, 2007

คำถามเกี่ยวกับความฝัน (หนึ่ง)

มกราคม 24, 2007

เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘ความฝัน’
ทั้งในความหมายหมอดูทำนายความฝัน
หรือในความหมายของผู้พิชิตความใฝ่ฝัน
แต่เรามีความฝัน
มีเสมอ ไม่มีวันไหนเลยที่เราจะไม่มีความฝัน

เราว่าความฝันจำเป็นกับชีวิตพอๆ กับออกซิเจน
ใช่! ความฝันหล่อเลี้ยงให้เรามีชีวิต
ถ้าไม่มีฝัน เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร
จะเดินหน้าไปสู่แห่งหนไหน

บนเส้นทางชีวิต อาจเดินเรื่อยเปื่อยได้บ้าง
แต่ให้เดินอย่างไร้จุดหมายตลอดไปก็คงหมดเรี่ยวแรงลงสักวัน
ฝันทำให้เรามีแรงพลังที่จะเดินไปข้างหน้า
อยากไปดูหน้าความฝันนั้นให้เห็นเต็มๆ ตาสักครั้งก่อนหยุดหายใจ

เคยเปรียบเทียบความฝันเป็นยอดเขา
เราเห็นมันอยู่ตรงนั้น และพยายามเดินเข้าไปให้ใกล้ขึ้น
ใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้น ใกล้ที่สุดเท่าที่จะเข้าใกล้ได้
บางความฝันดูอยู่ไกลๆ ก็สวยงามดี
แต่พอเข้าใกล้แล้วกลับกลายเป็นอีกอย่าง
แต่บางความฝันยิ่งใกล้ก็ยิ่งสวยงามมากเข้าไปใหญ่

เคยมีคนบอกว่า “ความฝันเป็นสิ่งประหลาด
เมื่อเราไปถึง มันก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”

เมื่อพิชิตฝันลงได้ มันก็กลายร่างเป็นความจริง

บางคนบอกว่า ไม่ควรทำความฝันให้เป็นชีวิตจริง
เพราะเมื่อฝันเป็นชีวิตจริงแล้วเราอาจไม่โหยหามันเท่าเดิม

อาจด้วยชอบขีดเขียนคำว่า ‘ความฝัน’
(แต่แน่ใจว่าไม่ถึงขนาดหมกมุ่น)
น้องนุ่งบางคนจึงส่งคำถามมาตามสายโทรศัพท์
เป็นสายโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อกับโมเด็ม
เป็นคำถามที่ส่งมาตามจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
เป็นคำถามเกี่ยวกับความฝัน

เป็นคำถามที่เราไม่รู้คำตอบ
เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้าน ‘ความฝัน’
แต่เรามีความฝัน-เหมือนกันกับใครๆ
และเราก็คิดว่า น่าจะได้ลองแลกเปลี่ยนกัน

เราชอบคุยกับคนอื่นเรื่องความฝัน
เราชอบฟังเขาเล่า ประกายตาเขาจะเป็นประกาย
เหมือนถูกดูดหายเข้าไปในโลกจินตนาการ
คำพูดคำจามักจะมีพลังกว่าในห้วงเวลาปกติ
ยิ่งพูด ยิ่งสนุก และมีชีวิตชีวา

คำถามของน้องบางคนมีอยู่ว่า
ระหว่าง ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กับ ‘สิ่งที่อยากทำ’
ระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’
ถ้ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้ามันเป็นสิ่งที่ต้องเลือก
เราจะเลือกอะไรดี?

ถ้าเราไม่มี ‘ความฝัน’ เราจะไปตามหามันที่ไหน?

เราตอบไม่ได้ เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ
แต่เราอยากคุยด้วย
เราชอบคุยเรื่องความฝัน.

เคที แอนน์ บราวน์: หลับตาสิ แล้วจะเห็นชัดขึ้น

มกราคม 23, 2007

1.
เคที แอนน์ บราวน์ ไม่ใช่คนตาบอด
แต่เธอทำตัวให้เหมือนคนตาบอดแล้ววาดรูป
เป็นการวาดรูปด้วยการสัมผัส เธอปิดตาตัวเอง
แล้วใช้นิ้วมือสัมผัสใบหน้าของผู้เป็นแบบ
แล้วเธอก็วาด

2.
เคที แอนน์ บราวน์ เป็นศิลปินที่ไม่ชอบวาดรูป
มีปัญหากับการวาดให้เหมือน
เธอวาดรูปไม่ค่อยเก่ง ก็เลยลองปิดตาวาดรูป
เธอให้เหตุผลว่า การปิดตาตัวเองทำให้เธอไม่จำเป็นต้องวาดให้เหมือนในสิ่งที่เห็น
ด้วยการสัมผัส การถ่ายทอดก็ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ
เมื่อเริ่มสนใจ เธอก็เริ่มไปทำงานเพื่อชุมชนคนตาบอด
ไปดูคนตาบอดใกล้ๆ ว่าเขารับรู้อย่างไร รู้สึกอย่างไร

3.
เคที แอนน์ บราวน์ เชิญคนรู้จัก เพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัย
และคนที่พบตามถนนในลอนดอนมาปิดตาตัวเอง
แล้ววาดรูปจากสัมผัสลงบนกระดาษรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสิบคูณสิบนิ้ว
รูปวาดเหล่านั้นเป็นเพียงผิวสัมผัสนูนๆ คล้ายอักษรเบรล
ดูเหมือนเกิดขึ้นจากการถูกเข็มจิ้ม (อยากลองวาดดูบ้าง)

เธอเคยทำนิตยสารแฟชั่นเป็นอักษรเบรล!
โดยใช้จักรเย็บผ้าวาดรูปชุดต่างๆ ให้มีรอยปรุลูบคลำได้
เธอคิดว่า ถึงแม้คนตาบอดมองไม่เห็น แต่ก็อยากแต่งตัวสวยงาม

เธอเคยตั้งคำถามว่า ถ้าใครคนหนึ่งไม่สามารถมองเห็น
เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรสวยงาม เธอตอบตัวเองว่า
สำหรับคนเหล่านั้น ความสวยงามอาจเป็นเสียงของดนตรี

4.
เราว่า เคที แอนน์ บราวน์ เป็นคนแปลก
เห็นโลกแต่พยายามทำตัวให้ไม่เห็นโลก
เอ…หรือควรพูดว่า เธอหาโอกาสมองโลกด้วย ‘ตา’ คู่อื่น
ซึ่งอาจเป็น ‘ตา’ ดวงเดียวกับ ‘คนตาบอด’
ในเพลง ‘ต้นชบากับคนตาบอด’ ของ ‘เฉลียง’

**ไม่อาจชมดอกชบาด้วยดวงตาสองตามีกรรมโลกจึงมืดมน
ไม่อาจพบเห็นเหมือนบางคน ว่าดอกผลนั้นมีสีสันรูปทรงอย่างไร

บอดก็เพียงสายตาเท่านั้น แต่จิตใจก็ยังผูกพันความงาม
อาจจะรับรู้ไปตามกลิ่นที่งาม ฟังเสียงวิไล ร่มไม้บังเงา

สิ่งจะงามอยู่กับใจ บอดที่ใจเห็นไปอย่างไรไม่มีวันงาม
โลกจะสวยนั้นสวยไปตามจิตที่งามมองโลกสดใสไปในทางดี**

5.
เรารับรู้ผ่านดวงตากันอย่างหนักหน่วง จนสัมผัสอื่นถูกลดทอน
ทั้งที่จริง ‘ความงาม’ ผ่านสัมผัสอื่นอาจต่างจากที่ผ่านการรับรู้ทางดวงตา

หากเรานิยมให้นิยาม ‘ความสวย’ ผ่านน้ำเสียง กลิ่นกาย และผิวสัมผัส
โลกอาจมีนางงามจักรวาลเป็นอีกคนหนึ่ง

สัมผัสที่นิ่มนวลละมุนละไม เสียงที่อ่อนหวาน ไม่เสแสร้ง
กระทั่งกลิ่นที่ไม่หอมฟุ้งจนฉุนเหมือนอาบน้ำหอมมาเมื่อเช้า
ก็มี ‘ความงาม’ อยู่ในนั้น

เราอาจไม่งามใน ‘สายตา’ ของผู้ที่มองด้วย ‘ตา’
หากแต่ยังมีความงามที่สัมผัสผ่านสิ่งอื่นได้

และดีไม่ดี ในโลกที่ทุกคนสนใจแต่การจ้องมอง
ต่างคนก็พยายามประดับประดาตัวเองเพื่อเรียกร้องดวงตาให้หันมาทางเดียว
ความงามที่มองเห็นด้วยตาอาจเป็นความงามที่ปั้นแต่งมากที่สุดอย่างหนึ่ง

บางที การหลับตามองใครสักคนหรืออะไรสักอย่าง
อาจทำให้เราเห็นอะไรชัดขึ้น
เห็นในส่วนที่เขาลืมประดับ.

*เรื่องราวของ เคที แอนน์ บราวน์ นำมาจากนิตยสารฟรีฟอร์ม เดือนพฤศจิกายน
**เนื้อเพลง ‘ต้นชบากับคนตาบอด’ ของ ‘เฉลียง’

ทำทุกวันให้เป็นงานศพ

มกราคม 19, 2007

1.
คุณมุกหอม วงษ์เทศ เคยให้ทรรศนะอันคมคายเกี่ยวกับ ‘คำนิยม’
ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากสำหรับหนังสือในยุคสมัยนี้ไว้ในหนังสือ
‘เล่นแร่แปรธาตุ’ ดังต่อไปนี้

วัฒนธรรมการเขียน “คำนิยม” นั้นดูจะไม่ปรากฏในหนังสือของฝรั่ง
ที่เราเอาอย่างซึ่งมีแต่ “คำนำ” อันเป็นชื่อที่ไม่ระบุ “คุณค่า”
…การชื่นชม ตำหนิ หรือวิพากษ์วิจารณ์ก็มักเขียนกันใน “คำนำ”
หรือ “บทนำ” ส่วนคำโปรยโฆษณามักจะคัดมาจากบทวิจารณ์หนังสือ
ที่ตีพิมพ์ไปแล้ว หรือคำชม/วิจารณ์ของ Readers ที่มีจรรยาบรรณ

ด้วยเหตุที่ไม่รู้กำพืดแน่ชัด ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐาน อนุมานและเสี่ยงทายว่า
ประเพณีประดิษฐ์ของ “คำนิยม” นี้น่าจะมี สปิริตทางวัฒนธรรม
ร่วมกับหนังสือประเภทหนึ่ง นั่นคือ “หนังสือ (อนุสรณ์) งานศพ”

ข้อสังเกตของคุณมุกหอมเกิดขึ้นเพราะเห็นว่า หนังสืองานศพทุกวันนี้
มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอภาพประทับว่าผู้ตายเป็นคนดีบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ปราศจากมลทิน ไร้เรื่องด่างพร้อย และเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดี
ที่น่าอาลัยยิ่ง

ย่อหน้านี้ยิ่งขำ–
ผู้เขียนที่นิยมเสาะแสวงหา “คำนิยม” อย่างจริงใจและจริงจัง
อาจไม่อยากรอ หรือไม่หวังไปถึงหนังสืองานศพของตัวเอง
ที่ตัวเองไม่ได้ทำ และไม่ได้เห็น หรืออาจไม่มีใครทำให้

ตั้งแต่อ่านบทความนี้จบ เราก็ไม่ขอ ‘คำนิยม’ จากใครอีก
และเห็นว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าขอ ‘คำนำ’ แทน
ไหนๆ เราก็ยังไม่ตาย และยังแก้ไขปรับปรุงตัวเองได้
คำวิจารณ์และแนะนำในแง่มุมต่างๆ จากบุคคลที่เราเคารพและชมชอบ
น่าจะเป็นประโยชน์กว่า ‘คำ’ ที่มีแต่ ‘นิยม’ อย่างเดียว

2.
เมื่อคืนก่อน นั่งอ่านนิตยสารจีเอ็ม ในส่วนจีเอ็ม คาเฟ่
เล่มนี้คุยกันในหัวข้อ ‘ชีวิตกับความตายและความหมาย
ของการดำรงอยู่’ อ่านๆ ไปก็มีบางวาบที่ ‘ปลง’ จนขี้เกียจ
จะหายใจต่อไป (บางที ‘ปลง’ มากไปก็ไม่ค่อยดี)

หลังภาคสนทนา มีบทสัมภาษณ์ของพี่คุ่น-ปราบดา หยุ่น
คำพูดบางประโยคชวนให้คิด
“…ผมจึงพยายามใช้ชีวิตอย่างปราศจากความแค้นเคือง
ความบาดหมางหรือความอึดอัดใจกับทุกคนที่ผมรักและเคารพ
ทุกทีที่ผมเจอใคร ในเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา ต้องยกมือไหว้
ผมอยากแน่ใจว่า ถ้ามีเหตุให้ไม่ได้เจอกันอีก มันจะเป็นการ
เจอกันครั้งสุดท้ายที่ดีเสมอ…”

อดขีดเส้นใต้ไม่ได้

ในส่วนบทสัมภาษณ์พี่โตมร ศุขปรีชา มีการพูดถึง
หนังสือที่เราได้อ่านเมื่อหลายปีก่อน
‘Tuesdays with Morrie’ เรื่องราวของครูมอร์รีที่รู้ตัวว่า
กำลังจะตาย จึงได้จัดงานศพของตัวเองขึ้นมาขณะยังมีชีวิต
และก็ตามแบบของงานศพฝรั่ง ที่จะมีการเอ่ยสรรเสริญ
คุณงามความดีของผู้ตายโดยญาติสนิทมิตรสหาย

เพียงแค่ว่างานนี้ ‘ผู้ตาย’ นั่งผึ่งหูฟังคำดีๆ เหล่านั้นอยู่ในงานด้วย

3.
เป็นสัจธรรมยิ่งกว่าสัจธรรม ที่เราไม่รู้ว่า ‘วันสุดท้าย’ ของใคร
จะเป็นวันไหน เวลาใด (เพราะเราไม่ใช่ยมทูตในเรื่อง Death Note)

ในแง่ของหนังสือ เราเห็นด้วยกับคุณมุกหอม ว่าไอ้ครั้นจะมา ‘นิยม’
กันนักหนามันก็แลดูฟูมฟาย และอวยกันเกินไปหน่อย

แต่ในของความสัมพันธ์ระหว่างคนที่ใกล้ชิดกัน
เราเห็นว่า น่าจะทำทุกวันให้เป็นงานศพ ไม่ใช่ในแง่ที่เศร้าใจ
แต่ในแง่งามแห่งความ ‘นิยม’ ซึ่งกันและกัน

แปลก-ที่คนเราชอบด่ากันตอนมีชีวิต และสรรเสริญกันในยาม
ที่คนคนนั้นไม่มีโอกาสได้ยินแล้ว

ถ้ารู้ว่าวันนี้ต้องเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน
เราคงพูดจาในสิ่งที่ดีสำหรับอีกฝ่าย
ย่อมมิใช่ ‘คำนิยม’ ยกย้อป้อล้อที่ไม่จริงใจ
แต่เป็น ‘คำจริงใจ’ ทั้งหลายที่เรามักเขินอายที่จะพูดออกมา
และมักเก็บไว้พูดผ่านควันธูปแทน

ในเมื่อการเจอกันระหว่างเรากับคนคนนั้น
มีโอกาสเป็น ‘วันสุดท้าย’ ได้ทุกครั้ง
จะไม่เอ่ย ‘คำนิยม’ ให้ฟังกันหน่อยหรือ?

สงสัยว่าเป็น ฟลาเนอร์

มกราคม 18, 2007

1.
ก็เหมือนกับ ‘ฟลาเนอร์’ น่ะแหละ
เราเริ่มต้นเขียนบล็อกวันนี้ด้วยการเดินเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย

“ความตื่นเต้นเกิดจากการเดินทางที่ยาวนานและไร้จุดหมาย
ไปตามท้องถนน ด้วยแต่ละก้าวของการเดินนั้นก่อให้เกิดแรงดึงดูด
และถึงแม้จะอ่อนแรง แต่ความเย้ายวนของร้านค้า ร้านอาหาร
รอยยิ้มของผู้คนและหญิงสาว(รวมไปถึงชายหนุ่ม)
แม้กระทั่งหัวมุมของถนนสายถัดไป รวมทั้งชื่อของถนนต่างๆ
เป็นแรงดึงดูดให้พวกเขาก้าวเดินไปเรื่อยๆ”

นั่นคือบุคลิกบางประการของ ‘ฟลาเนอร์’
และก็อาจจะเป็นบางบุคลิกของเราเวลาอยู่ต่างเมือง

2.
ฟลาเนอร์ (flaneur) หมายถึง คนที่หลงใหลในเมือง
ผู้ซึ่งเต็มไปด้วยเวลาว่างและใช้เวลาว่างในช่วงพักจากงานประจำ
เพื่อที่จะเดินเล่นโดยไม่มีจุดหมาย เนื่องจากการมีจุดมุ่งหมาย
และตารางเวลาที่แน่นอนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นฟลาเนอร์

เริ่มเห็นภาพอันล่องลอยของฟลาเนอร์บ้างแล้ว

ฟลาเนอร์ที่สมบูรณ์แบบหรือสำหรับผู้ที่หลงใหลในการเฝ้ามองแล้ว
ความพึงพอใจอย่างแรงกล้าได้แก่ การมีชีวิตอยู่ท่ามกลาง
ความแตกต่างหลากหลายที่มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหว

ความสุข คือ การได้เฝ้ามองความเคลื่อนไหวอันหลากหลาย

ถึงแม้คุณไม่ได้อยู่ที่บ้านแต่คุณรู้สึกเสมือนอยู่บ้าน
ในทุกที่ที่คุณไป คุณพบกับผู้คน และอยู่ ณ ศูนย์กลางของสรรพสิ่ง
แต่ในขณะเดียวกับที่ตัวคุณนั้นยังคงแยกตัวออกจากผู้อื่น

อยู่ท่ามกลาง ทว่าแยกตัว เหมือนโดดเดี่ยว แต่ก็เข้าร่วม

ฟลาเนอร์จะปฏิเสธการรับรู้สิ่งต่างๆ
หรือการพบปะผู้คนด้วยคุณค่าที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

เป็นพวกชอบใฝ่หาประสบการณ์มากกว่าที่จะเป็นการหาความรู้
ซึ่งมักจบลงด้วยการตีความ-และแทนที่ด้วยความรู้

สำหรับฟลาเนอร์แล้ว ประสบการณ์ยังคงบริสุทธิ์
ไม่มีผลประโยชน์ และดิบ
(ต่างจาก ‘ความรู้’ ที่มักถูกสร้างขึ้นมาจากผู้มีอำนาจ
และมักจะปรุง+แต่งมาเรียบร้อยแล้ว)

ประสบการณ์ได้สร้างพลังของความเข้าใจต่อความแตกต่าง
และความไม่เป็นแก่นสารของเมือง พวกเขาจะสร้างความหมายใหม่
ต่อความสับสน ข่าวลือ และความประหลาดใจ รวมทั้งพฤติกรรมที่
เบี่ยงแบนและวิถีชีวิตแบบใหม่ของคนรุ่นใหม่

ไป ‘ประสบ’ กับ ‘การณ์’ ต่างๆ ด้วยตัวเอง
ตีความเอง สร้างความหมายและความรู้เอง ท่ามกลางความสับสน

บางส่วนคัดมาจาก หนังสือ โพสต์โมเดิร์นทางเลือก มุมมองของเอเชีย
โดย วิลเลียม ลิม พิมพ์โดย art4d กับ ม.ธ.

3.
อ่านแล้วนึกถึง ‘อารมณ์’ ของตัวเองตอนที่ไปเดินเรื่อยเปื่อย
ในต่างแดน ในวันที่ไม่มีงานการกองท่วมหัว ในวันที่ไม่มีอะไรให้คิด
ลำพังแค่ ‘หัวมุมของถนนสายถัดไป’ ก็มีแรงดึงดูดอย่างประหลาด

ดูเหมือนว่าจะมี ‘การณ์’ ใหม่ๆ รอให้ ‘ประสบ’ อยู่ทุกแยก
ทุกก้าวจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น

กลับมาที่บ้าน-ในมหานครกรุงเทพฯ
พฤติกรรม ‘เรื่อยเปื่อย’ ในวันไร้การงานก็ไม่ต่างกันนัก
หากแต่ก็ไม่ได้เหมือนกันไปซะทั้งหมด

เสาร์-อาทิตย์ ทีไร ต้องมานั่งตอบคำถามง่ายๆ
ที่ตอบตัวเองไม่ค่อยได้ว่า จะออกไปไหนดี?

ถึงแม้ ‘หัวมุมของถนนสายถัดไป’ จะไม่มีอะไรดึงดูดใจนักหนา
เพราะเห็นผ่านตามาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ก็คงยังขับรถออกจากบ้านเสมอ
ถ้าไม่มีจุดหมาย สุดท้ายมักจะจบลงแถวๆ สยามฯ
สแควร์, เซ็นเตอร์, พารากอน เลยไปถึงเซ็นทรัลเวิลด์
บางทีก็เป็นอัตโนมัติเหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้

เอาตัวเองไปอยู่สถานที่ชุมนุมชน
เหมือนอยู่ปะปนกับเค้า แต่ก็ไม่รู้จักกัน

หรือเราต่างเป็นฟลาเนอร์?
ผู้หลงใหลในการเฝ้ามอง
ไปมองเค้า ไปให้เค้ามองเรา?

แต่ถ้าในนิยามว่า ‘หลงใหล’ ในเมือง อันนั้นไม่น่าจะใช่
หากบอกว่า ‘หลง’ จนต้อง ‘ไหล’ อาจจะใช่กว่า

‘ไหล’ ไปเรื่อยเปื่อย
ไม่ค่อยได้เจอประสบการณ์ใหม่อะไรนักหนาหรอก
ยิ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เข้าใจเมืองหรือได้ความรู้ใหม่
แบบที่หนังสือว่าไว้ ยิ่งไม่ค่อยจะมี
เป็นเพียงประสบการณ์ซ้ำๆ เจ็ดวันหน

เสาร์-อาทิตย์ เวียนมาทุกๆ เจ็ดวัน
ไปไหนกันบ้าง?
เรื่อยเปื่อยไหม?
ตกเป็น ‘ผู้ต้องสงสัย’ เหมือนกันหรือเปล่า?

ลูกที่ถูกผลิต

มกราคม 16, 2007

1.
วันอาทิตย์ที่ผ่านมานอนอ่าน มติชน สุดสัปดาห์ อยู่กับบ้าน
ได้ความรู้จากคอลัมน์ ‘คลุกวงใน’ ของคุณพิษณุ นิลกลัด
คอลัมนิสต์ที่เขียนถึงอะไรก็ดูจะมีเกร็ดที่น่าสนใจไปเสียทุกครั้ง
คราวนี้คุณพิษณุเขียนหัวข้อ ‘2007 ปีแห่งการตั้งครรภ์’
เค้าเล่าว่า ปีที่เรากำลังหายใจสูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าปอดอยู่นี้
จะเป็นปีที่ผู้หญิงจีนและผู้หญิงเกาหลีตั้งครรภ์มากที่สุดในรอบหลายสิบปี
เพราะปีนี้เป็น ‘ปีหมูทอง’ ที่ฝรั่งเรียกว่า Golden Pig Year

ซึ่งเจ้าปีหมูทองนี่ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ ตามปฏิทินโหราศาสตร์บางตำราบอกว่า
หกสิบปี ปีหมูทองถึงจะเวียนมาหนหนึ่ง แต่บางตำราก็บอกว่าต้องหกร้อยปีโน่น!
ปีหมูทองจะเริ่มตั้งแต่วันที่สิบแปด กุมภาฯ ปีนี้ ไปสิ้นสุด สิบเจ็ด กุมภาฯ ปีหน้า
ใครอยากมีลูกเป็นหมู เอ๊ย! มีลูกในปีหมูทอง ก็ลองดู ยังพอมีเวลา
แต่สำหรับคนที่ยังหาผู้มาร่วมผลิตลูกหมูด้วยไม่ได้ ก็คงต้องรีบหน่อย
(แต่-อ๊ะๆ เดี๋ยวเราจะมีคำแนะนำตามมาสำหรับกรณีนี้)

คนสองประเทศที่ว่ามาเค้าเชื่อกันว่าเด็กที่เกิดในปีหมูทอง
จะเป็นเด็กที่ประสพความสำเร็จ อนาคตร่ำรวย เพราะตามความเชื่อของเค้า
หมูเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์มั่งคั่ง ตรงข้ามกับทางฝั่งตะวันตก
ที่ชอบด่ากันว่า “ไอ้หมูสกปรก!”

ความที่อยากคลอดลูกในปีหมูทอง ทำให้ตอนนี้เตียงคลอดในโรงพยาบาล
ชั้นนำหลายแห่งในเกาหลีคิวเต็มยาวไปถึงกุมภาฯ ปีหน้า!
ส่วนคนท้องที่มีกำหนดคลอดก่อนวันที่สิบแปด กุมภาฯ ก็พยายามอั้นกันเต็มที่

เรื่องตลกอยู่ตรงที่ มีสามี-ภรรยาหลายคู่เลือกที่จะมีลูกในปีอื่น (อาจเป็นหมาทอง)
เพราะเป็นห่วงว่าเด็กที่เกิดมาในปีนี้จะมีจำนวนมาก และนำมาซึ่งการแก่งแย่ง
ตั้งแต่ที่เรียนไล่ไปจนถึงที่ทำงาน ก็ดูสิ ขนาดเตียงคลอดยังต้องแย่งกันเลย
คุณพิษณุยังบอกด้วยว่า คณะกรรมการวางแผนครอบครัวของนครเซี่ยงไฮ้
ได้ประเมินไว้แล้วว่า เด็กรุ่นปีหมูทองจะประสบปัญหาห้องเรียนแออัด
และหางานลำบากเมื่อโตขึ้น

แหม…ถึงดวงหมูทองจะแรง แต่พอเจอดวงหมูทองด้วยกัน
ก็ต้องฟาดฟันกันเหนื่อย

2.
อีกคอลัมน์ที่ให้ข้อมูลแปลกใหม่ทุกสัปดาห์ คือ ‘โลกหมุนเร็ว’
ของคุณเพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง สัปดาห์นี้แกเขียนถึง ‘ลูก’ เหมือนกัน
แต่เป็น ‘ลูก’ แบบสั่งได้!

ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันนี้มีเด็กที่ไม่ได้เกิดจากความร่วมด้วยช่วยกันของพ่อแม่
แต่เกิดจากวิธีการที่เรียกว่า IVF หรือ in vitro fertilization ด้วยฝีมือของ
คุณหมอ พยาบาล และเทคนิเชียน รวมแล้วถึงสามล้านคน!

เดิมทีนั้น IVF มีไว้ใช้สำหรับแก้ปัญหาให้คู่สามี-ภรรยาที่ท่อทางเดินของไข่
จากรังไข่ไปยังมดลูกของภรรยามีปัญหา คุณหมอเลยเอาไข่กับสเปิร์ม
มาผสมกันนอกรังไข่เสียเลย

เดี๋ยวนี้จึงพัฒนามาสู่เทรนด์ของการมีลูกได้โดยไม่ต้องแต่งงาน
คนที่เป็นโสด, คนที่หาสามีไม่ได้, คนที่หาภรรยาไม่ได้, หาได้แต่ไม่ถูกใจ
หรือคนที่คิดว่าผู้ชายดีๆ ไม่มีในโลก, ผู้หญิงดีๆ เค้าก็ไม่แลเรา, หรือกระทั่งเกย์
ก็สามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องง้ออีกฝ่ายหนึ่งให้มาร่วมสร้างสรรค์
จึงเกิดกิจการจับไข่ชนสเปิร์มขึ้นมาอย่างคึกครื้น

คุณเพ็ญศรีเขียนไว้ทำนองว่า อีกหน่อยไม่ต้องถามชื่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
แต่ต้องถามชื่อหมอผู้ ‘ทำ’ หนูออกมาแทน!

พอการมีลูกแบบไม่ต้อง ‘จิ้ม’ เป็นที่นิยมขึ้นมา
ก็เลยเกิดกิจการ ‘ธนาคารสเปิร์ม’ ขึ้น
สเปิร์มแบงก์ที่เค้ารู้จักกันดี (แต่เราเพิ่งรู้จัก) ชื่อ Cryos อยู่ที่เดนมาร์ก
ธนาคารแห่งนี้ได้ทำให้ผู้หญิงท้องไปแล้วกว่าหนึ่งพันราย

แต่ Cryos กำลังมีคู่แข่งคนสำคัญคือ California Cryobank
ซึ่งฟังดูแล้วน่าสนใจที่จะ ‘ทำธุรกรรม’ ด้วยเหลือเกิน
ที่นี่จะจ่ายเงินให้กับผู้บริจาคน้ำเชื้อ ‘ปื๊ด’ ละเจ็ดสิบห้าเหรียญ!
(เราลองกดเครื่องคิดเลขแล้ว…ตั้งสามพันบาทแน่ะ!!)
โดยจะจ่ายเป็นของขวัญและตั๋วภาพยนตร์
ส่วนลูกค้าที่มาใช้น้ำเชื้อนั้นก็ต้องจ่าย ‘ปื๊ด’ ละสองร้อยห้าสิบถึง
สี่ร้อยเหรียญ! (หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นหกพันบาท!! โอ้ว! ลูกพ่อ)

ไงครับท่านชาย? ฟังแล้วอยากจะขายสักห้า ‘ปื๊ด’ ต่อวันมั้ยครับ?

ราคาที่เพิ่มขึ้นมานั้นเกิดจากการที่ทางธนาคารจะรวบรวมข้อมูล
ของผู้บริจาคทั้งส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว อาชีพ ถ้าอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้
เช่น หน้าตา, ปากบางหรือหนา, ตาตี่หรือตาโต (ไม่รู้อันไหนแพงกว่ากัน?),
รูจมูกบานหรือกำลังดี? ต้องจ่ายเพิ่มอีกสิบสองเหรียญ
ถ้าอยากได้ยินเสียงที่สัมภาษณ์ไว้ว่าจะก้องกังวานทรงอำนาจขนาดไหน
ก็ต้องจ่ายอีกยี่สิบห้าเหรียญ

ถ้าจ่ายอีกหกสิบห้าเหรียญก็จะได้ภาพเจ้าของสเปิร์มในวัยเด็ก,
ไฟล์เสียง, ประวัติส่วนตัว, ประวัติด้านสุขภาพจิต รวมไปถึง
ข้อเขียนและความรู้สึกที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารสเปิร์มมีต่อชายคนนั้นไปด้วย
เรียกได้ว่ารอบคอบปลอดอาชญากรรม ไม่ได้เชื้อโจรมาทำลูกแน่ๆ

อ่านไปอ่านมาหนังเรื่อง GATACA ก็ลอยขึ้นมาในหัว

นี่เราก้าวไกลไปถึงขั้นที่เลือก ‘พ่อ’ ของเด็กกันได้แล้ว
แต่เลือกพ่อได้ก็ใช่ว่าจะเลือก ‘ลูก’ ได้
ยังคงต้องรอลุ้นตัวโก่งว่าลูกที่ ‘ทำ’ ขึ้นมานั้นจะน่ารักน่าชังแค่ไหน
และยังต้องลุ้นต่ออีกว่า จะเลี้ยงยังไงให้โตขึ้นมาแล้วเป็นคนที่ ‘ใช้ได้’
ไม่ต้องนับไปถึงให้เป็น ‘ลูกที่ดี’ ซึ่งอันนั้นยากกว่ากันเยอะ

เรื่อง ‘ลูก’ ทั้งสองเรื่องนี้มาจากสองฝั่งโลก
ฝั่งหนึ่งเป็นความเชื่อเก่าแก่ อีกฝั่งหนึ่งเป็นวิทยาการล้ำสมัย
แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน คือ ความคาดหวังในตัวลูก
จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะ ‘ผลิต’ ลูกออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุด

‘ผลิต’ ให้ทันช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ Launch Product
‘ผลิต’ ด้วยกระบวนการที่พิถีพิถันที่สุด เพื่อให้ได้ Product ที่มีคุณภาพสูงสุด
‘ผลิต’ Product ด้วยการคำนวณอย่างถ้วนถี่ในทุกแง่มุม
เพื่อจะมั่นใจได้ว่า Product ที่ ‘ผลิต’ ออกมานั้นจะสามารถ
เอาชนะคู่แข่งในตลาดได้อย่างสบายๆ และสุดท้าย Product นั้นๆ
อาจทำผลกำไรกลับคืนมาให้ ‘ผู้ผลิต’ มหาศาล

ใครมีเงินก็ไปเฟ้นเลือกหาสเปิร์มที่มีศักยภาพเหนือกว่า
ใครไม่มี-ก็รอปีหมูทอง ไก่ทอง มังกรทองกันไป วิถีใครวิถีมัน
เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันนั้นดังขึ้น
ตั้งแต่ ‘ลูก’ ยังไม่เป็นชีวิตเลยด้วยซ้ำ.

ห้าหนังที่ ‘นางฟ้า’ ต้องดู

มกราคม 15, 2007

บ่ายวันหนึ่งหลังจากคุยถึง ‘นางฟ้า’ ไปได้สักระยะ
ผมเกิดอยากรู้ว่า คนอย่างนางฟ้าควรดูหนังประเภทไหน?
และเห็นว่า พี่ปิ่น ปรเมศวร์ เคยเขียนถึง
หนังที่ ‘คนอย่างทักษิณ’ ต้องดู จึงลองกระแซะถามไปว่า
ช่วยเขียนถึง ห้าหนังที่ ‘นางฟ้า’ ต้องดู
มาให้อ่านเป็นความรู้ซะหน่อยสิครับ
พี่ปิ่นตอบทันควัน “ได้ แต่นิ้วกลมต้องเขียนอีกห้าเรื่องนะ”
ผมตอบทันควันที่สอง “ได้อยู่แล้น!”

บัดนี้ พี่ปิ่น ได้เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่นี่
ซึ่งผมว่า พี่ท่านเขียนได้ ‘ฮา’ มากๆ ฮา-บนน้ำตาของคนอื่น!

ถึงคราวที่ผมต้องเขียนถึงหนังห้าเรื่องนั้นบ้างแล้ว
และหนังห้าเรื่องดังต่อไปนี้ คือ
หนังที่ผมอยากซื้อดีวีดีไปฝาก ‘นางฟ้า’ ครับ

1.เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
เหตุผลน่ะหรือ?
เพราะพระเอกเรียนบดินทรฯ คนที่พระเอกชอบก็เรียนบดินทรฯ
เป็นเรื่องของเด็กบดินทรฯ เป็นเรื่องของคนที่ชอบ ‘ของสูง’
เป็นเรื่องของคนไม่ชอบกินผัก แต่พยายามกินผักที่เธอตักให้
(เป็นเรื่องที่ผมยิ่งดูยิ่งนึกว่า ใครมาเอาชีวิตตูไปทำหนังวะเนี่ย?) (ฮ่าฮ่า)
เป็นเรื่องของอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
บางฤดูก็อบอุ่น บางฤดูก็หนาวสั่น จนหวั่นไหว (ฮิ้ว…ว!)
และเป็นเรื่องที่ผมค่อนข้างชอบตอนจบ
เพราะผมก็แอบเชียร์ ‘อ้อม’ มาตลอดเรื่อง
(เห็นมั้ย-จำชื่อได้ แต่จำชื่อคนสีไวโอลินไม่ได้แล้ว)

ผมอยากให้ ‘นางฟ้า’ ดู
เผื่อเธอจะคิดถึงภาพเก่าๆ เผื่อเธอจะเสียดาย (อันนี้ยาก)
และอยากให้เธอสบายใจ(เสียที)ว่า
‘คนตีกลอง’ นั้นสุดท้ายแล้วก็มีความสุขดีกับ ‘คนตีฉาบ’
และก็อาจแนบกระดาษแผ่นเล็กๆ ไปถามเธอด้วยว่า
ตอนนี้ ‘นางฟ้านักสีไวโอลิน’ กำลังมีความสุขอยู่กับใครน้อ?

2.อพอลโล สิบสาม
เป็นหนังที่ผมไม่ชอบ ดูแล้วสัปหงก
แต่อยากส่งให้ ‘นางฟ้า’ ดู เพราะมันเกี่ยวข้องกับ ‘อวกาศ’
อย่างที่รู้กันว่า โครงการอพอลโลนั้นมีไว้เพื่อส่งมนุษย์ขึ้นสู่ดวงจันทร์

หากแบ่งมนุษย์ตามหัวข้อ ‘ความตะเกียกตะกายสู่ดวงจันทร์’
มนุษย์อาจแบ่งได้เป็นสองประเภท
หนึ่ง, ชื่นชมดวงจันทร์อยู่ไกลๆ เห็นแสงนวลๆ สวยงาม
ไม่ต้องการแตะต้อง
สอง, ตะเกียกตะกายจะไปสัมผัสดวงจันทร์ใกล้ๆ ให้ได้สักครั้ง
แม้ต้องเสี่ยงชีวิต แต่ก็คิดว่า เอาวะ! คุ้มค่า

หนังเรื่องนี้ เผยให้เห็นวิกฤตและความล้มเหลวของ
ยานอพอลโลสิบสามที่เกิดอุบัติเหตุถังออกซิเจนรั่วกลางทาง
ทำให้มิอาจไปถึงดวงจันทร์ได้ และต้องกลับสู่โลกด้วยสภาพร่อแร่

ผมอยากให้ ‘นางฟ้า’ หรือในที่นี้ก็คือ ‘ดวงจันทร์’
ได้เห็นบรรยากาศความวิกฤตระหว่างที่ยานเสียศูนย์
และอยากถาม ‘นางฟ้า’ ด้วยว่า
มีสูตรการคำนวนทางวิศวกรรมอากาศยานใดบ้าง
ที่มนุษย์จะสามารถเดินทางสู่ดวงจันทร์ได้โดยปลอดภัย-ไม่เจ็บตัว

3.Trainspotting
ผมจำเรื่องไม่ได้แล้ว แต่จำ ‘อารมณ์’ ได้ดี
ผมว่าหนังเรื่องนี้มันส์มาก
และเป็นชีวิตที่ ‘คนอย่างนางฟ้า’ ไม่น่าจะเคยสัมผัส

ผมเคยจดคำพูดยาวๆ เถื่อนๆ ที่บรรยายไว้ในหนังใส่สมุดบันทึก
“Choose life. Choose a job. Choose a career.
Choose a family. Choose a fucking big television.
Choose washing machines, cars, compact disk players,
and electrical tin openers. Choose good health,
low cholesterol, and dental insurance.
Choose fixed interest mortgage repayments.
Choose a starter home. Choose your friends.
Choose leisure wear and matching luggage.
Choose a three-piece suit on higher purchase
in a range of fucking fabrics. Choose DIY and
wonder who the fuck you are on a Sunday morning.
Choose sittin’ on that couch watching mind-numbing,
spirit-crushing game-shows,
stuffing fucking junk food into your mouth.
Choose rottin’ away at the end of it all,
pissin’ your last in a miserable home
nothing more than an embarrassment to the selfish,
fucked-up brats that you’ve spawned to replace yourselves.
Choose your future. Choose life.

But why would I want to do a thing like that?
I chose not to choose life. I chose somethin’ else.
And the reasons? There are no reasons.
Who needs reasons when you’ve got heroin?”

อยากให้ ‘นางฟ้า’ ช่วยแปลให้ฟังที
แค่รู้สึกว่า ‘นางฟ้า’ คงมีชีวิตที่เลือกแล้ว
เป็น ‘ชีวิตที่ดี’ ตาม ‘แบบ’ ที่ดีที่มีให้เห็น
และอยากถาม ‘นางฟ้า’ ด้วยว่า
“ว่างๆ ออกไปเดินนอกทางชีวิตกันซักวันมั้ย?”
เราก็ ‘หยำเป’ ได้เหมือนกันนะเว้ย!

4.Always – Sunset on Third Street
หนังเรื่องนี้น่ารัก และผมก็หลงรักหนังเรื่องนี้
(แม้ตอนใกล้จบจะยืดย้วยไปบ้างก็พออภัยได้)
เป็นความทรงจำครั้งหลังที่อ่อนละมุนและชวนให้โหยหา
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่า มันไม่สามารถกลับไปเป็นเช่นนั้นได้อีกแล้ว

ผมร้องไห้ให้กับหลายฉาก โดยเฉพาะ ฉากที่นักเขียนการ์ตูนหนุ่ม
สวมแหวนล่องหนให้กับหญิงสาวที่เขารัก ผมร้องไห้ไม่มีชิ้นดี!

ผมมองเห็น ‘แหวน’ ที่เค้าสวม
ผมอยากรู้ว่า ‘นางฟ้า’ มองเห็น ‘แหวน’ วงนั้นไหม?

5.แฟนฉัน
ไม่ต้องดูทั้งเรื่องก็ได้ ถ้า ‘นางฟ้า’ ไม่มีเวลามากขนาดนั้น
ขอให้กดไปที่ฉากสุดท้ายก่อนจบ ก็จะพบกับสิ่งที่ผมอยากบอก
ในฉากที่ ‘เจี๊ยบ’ เดินเข้าไปในงานแต่งงานของ ‘น้อยหน้า’

ใช่-ผมอยากจะบอกว่า
ไม่ว่าวันเวลาและเหตุการณ์เปลี่ยนไปแค่ไหน
‘ภาพนางฟ้า’ ที่ผมจดจำไว้ยังคงเหมือนเดิม

อืม ถ้าเป็นไปได้งานแต่งงานนั้นผมก็อยากไปอยู่เหมือนกันนะ

พยายามเขียนให้ฮา แต่ก็ฮาได้แค่นี้ครับ (เรื่องมันเศร้า)
ตอนนี้ ผมคิดว่า มีบางสิ่งที่สมควรทำต่อจากห้ารายการนี้
และถ้าพี่ปิ่นเห็นว่าสนุก จะร่วมไถ่บาป เอ๊ย! ร่วมสนุกด้วยกันก็ได้นะครับ

ผมคิดว่า เราน่าจะหา “ห้าหนังที่น่าชวน ‘คนตีฉาบ’ ไปดูด้วยกัน”
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ คราวนี้จริงจัง สงสัยต้องใช้เวลาสักหน่อย

ท่านผู้ที่เข้ามาอ่านล่ะครับ
มี ‘ห้าหนัง’ เรื่องไหนจะแนะนำให้ ‘คนตีกลอง’ ควรดูบ้างมั้ยครับ?
‘คนตีกลอง’ หรืออีกนามก็คือ ‘หมามองเครื่องบิน’ (หุหุหุ).

เมืองแห่งความหวาดระแวง

มกราคม 14, 2007

1.
หลังเหตุการณ์ในคืนวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมเมื่อปีก่อน
เมื่อสิ้นเสียงระเบิด เสียงที่ดังขึ้นคือเสียงหัวใจเต้นระงมของคนกรุงเทพฯ
เต้นระงม ด้วยความหวาดระแวง และไม่ไว้ใจ

ทุกครั้งที่เข้าห้างสรรพสินค้า และเมกกะสโตร์ทุกวันนี้
เราไม่สามารถเดินด้วยความรู้สึกปกติเหมือนแต่ก่อน
เห็นกล่อง ต้องเดินให้ห่าง เห็นถังขยะ ก็ไม่อยากเข้าใกล้
พนักงานประชาสัมพันธ์ประกาศอะไรที ก็สะดุ้ง!

2.
เราพักอาศัยอยู่ในอาร์ซีเอ
ทุกคืน ก่อนเข้าบ้าน เราต้องถูกตรวจจากตำรวจและทหาร
ค้นอย่างละเอียด ทุกซอกทุกมุม ทุกถุง ทุกกล่อง

ทุกครั้งที่เราเลี้ยวรถเข้าตึก
เราต้องถูกตรวจท้ายรถจากหน่วยรักษาความปลอดภัย
“ขออนุญาตเปิดท้ายรถนิดนึงครับ”

3.
การอาศัยอยู่ในเมืองแห่งความหวาดระแวงนั้นน่าเศร้า
เพราะเราไม่รู้ว่า คนที่เดินสวนกันอยู่นั้นจะลงมือทำร้ายเราเมื่อไหร่
ทุกคนต่างหวาดระแวงกัน ไม่เชื่อใจกัน มองกันด้วยสายตาเคลือบแคลง

สังคมที่ไม่น่าไว้ใจอาจต้องใช้เวลาอีกนาน
กว่าแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดในค่ำคืนนั้นจะจางหายไป

แต่ความหวาดระแวงก็ยังอยู่ในใจมนุษย์ทุกคน
ยากเหลือเกินที่เราจะไว้ใจคนที่เราไม่รู้จัก
บางครั้ง ก็อดก่นด่าตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมไม่ไว้ใจเค้าขนาดนั้น

ทุกครั้งที่ตำรวจ ทหาร และยามรักษาความปลอดภัยขอเปิดท้ายรถ
เราต้องเดินลงไปดู กลัวว่าเค้าจะหยิบอะไรติดไม้ติดมือไป
และกลัวว่าเค้าจะใส่อะไรเข้ามา

เฮ้อ! เมืองแห่งความหวาดระแวง.

เมื่อเอาสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปก็จะเหลือ

มกราคม 12, 2007

(วันนี้ยาวครับ เพลินไปหน่อย แหะแหะ)

1.
เราเป็นคนแต่งตัวจัด-จัดว่าแย่
คือแต่งตัวไม่เป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าสวมเสื้อผ้าไม่เป็น
และเที่ยวเดินเล่นล่อนจ้อนโทงๆ ไปทั่วเมือง (โทงๆ นะ ไม่ใช่ โทงเทง!)
แต่แต่งไม่เป็นในแง่ที่ว่า แต่งให้ดูสวยดูงามไม่ค่อยเป็น
แต่ก็เคยชอบแต่ง เพราะคิดว่าการแต่งตัวก็คือการแสดงตัวตนแบบหนึ่ง

ตัวตนที่แตกต่าง

สมัยเรียนสถาปัตย์ เราภาคภูมิใจกับการเป็นคณะ ‘ไม่ผูกไท’ มากๆ
เพราะนิสิตปีหนึ่งไม่ว่าคณะไหนๆ ก็ต้องเอาผ้าเส้นๆ สีน้ำเงินรัดรอบคอ
แต่ขอโทษ-คณะเรา ถ้าผูกไทเดินเข้าไปในโรงอาหาร รุ่นพี่จะสั่งให้ถอดทันที
เป็นการแสดงตัวตนว่า ‘ฉันไม่ถูกผูกติดไว้กับกรอบ’ อะไรทำนองนั้น

ไม่เท่านั้น พอขึ้นปีสอง พี่น้องในคณะของเราก็ยิ่งหล่อหนัก
เพราะเป็นหนึ่งในคณะที่นิยมแต่งตัวแบบมี ‘สีสัน’
คณะอื่นแค่นุ่งกางเกงยีนส์ก็เท่แล้ว แต่คณะเรากางเกงยีนส์นี่ธรรมดามาก
จำได้ว่า วันแรกตอนปีสอง เราใส่ถุงเท้าสีแดงแจ๊ดไปเรียน
หนักข้อเข้า ก็เริ่มสั่งตัดกางเกงผ้าขาบาน เป็นทรงเฉพาะตัว ไม่มีขาย
(เพราะคงไม่มีใครใส่) กางเกงลายสก๊อตสีเขียวก็เคยนุ่งมาแล้ว (ไอ้บ้าเอ๊ย!)
ส่วนเสื้อเชิ้ตนั้นไม่ต้องห่วง เค้าชอบใส่แขนยาวกัน กูจะใส่แขนสั้นทุกตัว
สีขาวน่ะเหรอ อ่อนว่ะ! เสื้อทุกตัวต้องมีลาย เคยแขวนเสื้อลายสก๊อต
เต็มตู้เสื้อผ้าอยู่ช่วงหนึ่ง ใครมาแอบเปิดดู อาจนึกว่าเป็นตู้ของพี่เต๋า สมชาย!

ชอบนักแหละ อะไรที่ไม่ธรรมดาน่ะ ขอข้าแต่ง

พอเริ่มเข้าทำงาน นึกว่าเป็นครีเอทีฟต้องแต่งตัวแรงๆ
แต่ก็อย่างว่า ด้วยความแต่งไม่เป็น (แต่กระแดะอยากแต่ง)
ก็เคยใส่รองเท้าสีฟ้า เสื้อสีส้ม ไปทำงาน
มันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร อย่างน้อยก็เลือกสีจากทฤษฎีที่เรียนมา
แต่เมื่อมันมาอยู่บนตัวเราแล้วมันเหมือนนักบอลจาไมก้ายังไงชอบกล

หลังจากดิ้นรนอยู่สอง-สามนาน เมื่อเห็นว่าไปไม่รอด
จึงหันมาสอดตัวเข้าไปในเสื้อยืดไม่มีลาย กางเกงยีนส์ทรงปกติ
และรองเท้าผ้าใบสีดำ เพราะเห็นว่า พยายามไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
แถมยังทรมานตัวเองและผู้พบเห็นเปล่าๆ

แปลกดี ที่ยิ่งแต่งก็ยิ่งชอบ

2.
เห็นแต่งตัวจัดว่าแย่แบบนี้ แต่เราก็เรียนออกแบบมานะ
ที่จบออกมาแล้วจะได้รับการเรียกขาน
ด้วยนามเพราะๆ ว่า ‘ดีไซเนอร์’ นั่นแหละ

สมัยเรียนออกแบบในปีท้ายๆ
ขณะที่เพื่อนหมกมุ่นอ่านหนังสือทฤษฎีและความคิด
ของเหล่านักออกแบบเก๋ๆ ทั้งหลาย เราดันอกหักก็เลยหันมาติดใจ
ในรสพระธรรมจากหนังสือพุทธศาสนาอยู่ช่วงหนึ่ง

ค่อนข้างรู้สึกว่า มันอยู่คนละด้านกับสิ่งที่ร่ำเรียนมา
เพราะพุทธศาสนาใส่ใจกับ ‘แก่น’ มากกว่า ‘เปลือก’
และเริ่มรู้สึกว่า เรากำลังเรียนให้เป็นนักผลิตเปลือกอยู่

เคยคุยกับเพื่อนว่า “อาชีพพวกเรานี่มันสร้างสิ่งรุงรังให้กับโลกจริงๆ ว่ะ”
และพวกเราก็มักจะพูดกันบ่อยๆ ว่า “หากเกิดสงครามขึ้นมา
มนุษย์ที่ไม่จำเป็นที่สุดก็คือไอ้พวกนักออกแบบนี่แหละ”
เพราะโลกจะต้องการความงามก็ต่อเมื่อมนุษย์มีปัจจัยพื้นฐานครบสมบูรณ์

ตอนนั้นเรามองนักออกแบบเป็นแค่อาชีพที่สร้างความสวยงาม
สร้าง ‘เปลือก’ สวยๆ ไว้หุ้มห่อ ‘แก่น’
(ทั้งที่จริงๆ แล้ว แนวความคิดในการออกแบบนั้นมีมากมายนัก)

ช่วงฟุ้งซ่านมากๆ ยังเคยยกมือถามอาจารย์ว่า
“เราจำเป็นต้องดีไซน์เก้าอี้ใหม่ด้วยเหรอครับ ในเมื่อไอ้สี่ขาที่มีอยู่
มันก็ผลิตง่าย และนั่งได้สบายอยู่แล้ว”

แนวความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่นั้น ต้องเริ่มจากการมองหา
‘ปัญหา’ ในสิ่งที่มีอยู่ แล้ว ‘ปรับปรุง’ สิ่งนั้นๆ ใหม่จนกว่าเราจะพอใจกับมัน
ผลลัพธ์คือสิ่งของใหม่-เป็นการแก้ที่ ‘ข้างนอก’

ขณะที่บางแนวคิดจากโลกฝั่งตะวันออก กลับมอง ‘ปัญหา’ ว่ามันเกิดจากตัวเรา
วิธีแก้คือ ‘ปรับ’ ความคิดและใจของเราให้เข้าใจมัน ให้พอใจกับมันให้ได้
ผลลัพธ์คือจิตใจที่เปลี่ยนไป-เป็นการแก้ที่ ‘ข้างใน’

การพัฒนาสิ่งใหม่ กับ ความพอใจในสิ่งที่มี จึงเป็นสองวิถีที่ทำให้เราสับสน

3.
องค์ประกอบในงานโฆษณา แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ
ตามภาษานักโฆษณาเค้าเรียกกันว่า Idea และ Execution

Idea คือ แก่นแกนความคิดหรือแก่นของ ‘สาร’ ที่ต้องจะสื่อออกไป
Execution คือ วิธีการนำเสนอ

ด้วยความที่โฆษณามีเวลาน้อย วิธีการนำเสนอจึงไม่ควรมากวนไอเดีย
เพราะหากใส่รายละเอียดฟูมฟาย สารที่ต้องการจะสื่อก็จะเบลอไปหมด
โฆษณาที่ดี จึงเป็น โฆษณาที่มีไอเดียชัดๆ และไม่รก

สมมุติลองเทียบกันระหว่าง Copy สองชิ้นในงานโฆษณา เช่น
ซักผ้าขาวหมดจด
กับ
ซักผ้าข๊าวขาวหมดโจ๊ดหมดจดสามสิบกะละมังก็ยังขาวไม่มีเทาปะปน
ผ้าไม่ขึ้นขนเหมือนจั๊กกะแร้เด็กที่นมเพิ่งแตกพานสำราญกับราคาใหม่
ที่ลดลงไปตั้งสิบบาทผ้าไม่ขาดเพราะมีน้ำยาถนอมผ้าหอมเหมือนอาม่า
เพิ่งฉีดสเปรย์กลบกลิ่นเต่าดมแล้วไม่เหงาสามีรักสามีหลงแถมฟรี
ตุ๊กตาหมีข้างกล่อง

อันหลังก็ฟังมันส์ดี แต่ไม่รู้ว่าคุณพี่เค้าจะบอกอะไรกันแน่
ใครจะไปจำได้ บอกอย่างเดียวชัดๆ ดีกว่า เวลายิ่งจำกัดอยู่

ไม่มีใครเปิดทีวีเพื่อดูโฆษณา
ไม่มีใครซื้อแมกกาซีนมาเพื่ออ่านหน้าโฆษณา
ไม่มีใครเปิดวิทยุเพื่อรอฟังสปอต
ไม่มีใครขับรถบนถนนเพื่อไล่ชมบิลบอร์ด
โฆษณาที่ดีจึงต้อง สั้น ชัด ง่าย ทำงานกับสมองผู้อ่านอย่างเร็ว

เล่ามาตั้งยาว ก็เพราะนึกถึงพี่ครีเอทีฟคนหนึ่งที่เคยเล่านิทานให้ฟัง
“ฝรั่งคนนึงไปเที่ยวที่ประเทศอินเดีย ไปเจอคนอินเดียนั่งแกะขอนไม้
เป็นรูปช้างอย่างเหมือน ฝรั่งคนนั้นทึ่งมากๆ ก็เลยเดินไปดูใกล้ๆ
แล้วเอ่ยปากชมว่า ทำได้ยังไงน่ะ แกะไม้ให้เป็นช้าง”

พี่แขกที่นั่งแกะอยู่เงยหน้าขึ้นมาหาพี่หัวทอง ตอบหน้าตาเฉย
“จะไปยากอะไรล่ะอีนี่นายจ๋า ก็แค่แกะไอ้ส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไปเท่านั้นเอง”

พี่ตบท้าย “ไอเดียในงานโฆษณาก็เหมือนกัน
ถ้าเราเอาสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญออกไปให้หมด สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือไอเดีย”

4.
อ่านสัมภาษณ์ Masanobu Furuta – Senior Managing Director
แห่งบริษัท Ryohin Keikaku ผู้ผลิตแบรนด์ดีไซน์เรียบง่ายชื่อดังอย่าง MUJI
ใน Wallpaper* เล่มใหม่แล้วชอบใจจังครับ

(MUJI เป็นแบรนด์ขายของที่มีดีไซน์แบบพอดี ของแต่ละชิ้นแทบไม่มีส่วนเกิน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นมีประโยชน์ใช้สอยทั้งสิ้น)

ขออนุญาตคัดมาแบ่งกันอ่านดังต่อไปนี้

ถาม: รู้สึกอย่างไรที่ความเรียบง่ายของ MUJI ได้สร้างความเป็นแบรนด์ขึ้นมา
และเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์?

ตอบ: เป็นคำถามที่ตอบค่อนข้างยาก เพราะเมื่อตอนเริ่มต้นนั้นเราไม่ได้คิดว่า
จะสร้างแบรนด์เพื่อจะหากำไรจากตัวแบรนด์ เราเพียงมีความคิดที่อยากจะผลิต
สินค้าที่มีราคาสมเหตุสมผลและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้

ถาม: คิดว่า MUJI ได้สร้างเทรนด์หรือแฟชั่นของความเรียบง่ายขึ้นมาหรือไม่?
ตอบ: เราไม่ได้คิดเรื่องแฟชั่นหรือคิดว่าจะเป็นผู้นำแฟชั่น แค่คิดว่าจะต้องทำ
สิ่งที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวก แต่ถ้าจะมีดีไซน์อะไรเพื่อให้ผู้ใช้สบายตา
ก็เป็นส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าหากเราไปเน้นที่เรื่องดีไซน์เป็นอันดับแรก
มันจะทำให้เกิดส่วนที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดความเปล่าประโยชน์ตามมา
เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยและทำให้สินค้าราคาแพงเกินไป

ถาม: คุณรู้สึกอย่างไร ถ้าหากว่า MUJI สามารถสร้างปรากฏการณ์ความฮิต
ขึ้นมาได้โดยเฉพาะกลางหมู่วัยรุ่นคนไทยที่กำลังคลั่งไคล้ความเป็นญี่ปุ่นอย่างหนัก?

ตอบ: MUJI ต้องยอมรับตามตรงว่าเราคงไม่ค่อยดีใจเท่าไรนัก หากเราได้รับ
การตอบรับด้วยการมีเรื่องของเทรนด์ กระแส มาเป็นเหตุผล เพราะเรา
อยากให้คนชอบ MIJI ที่เนื้อแท้ของมัน คือความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอย
ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นเราคงจะดีใจมากกว่า

เป็นคำตอบที่เราชอบมากๆ
เราว่า Fashion อายุสั้น แต่ Function อายุยืน

แทนที่จะดีไซน์ ‘เปลือก’ MUJI กลับดีไซน์ที่ ‘แก่น’

อ้อ! ยังเหลืออีกหนึ่งคำถาม
ถาม: ในเรื่องของการดีไซน์เป็นเรื่องยากแค่ไหนที่จะต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ
บนความเบสิกเรียบง่าย?

ตอบ: หลักการของเราคือการเลือกวัตถุดิบว่าจะต้องมีคุณภาพและสมราคา
จะต้องลดขั้นตอนการผลิตให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด และตัดทอนความฟุ่มเฟือย
ของแพคเกจจิ้งออกไป ซึ่งเมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทุกอย่างออก
มันก็จะเกิดความเรียบง่ายที่อยู่ได้นานที่สุด และเมื่อบวกกระบวนการนี้เข้าไป
ในการดีไซน์ก็จะทำให้สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้เรื่อยๆ

ทันทีทันใด ช้างไม้, เสื้อไม่มีลาย และคำถามเก้าอี้สี่ขาก็แว้บขึ้นมาในหัว
แทนที่จะ ‘แต่งเติม’ MUJI พัฒนาสิ่งใหม่ด้วยการ ‘ตัดออก’

อดทบทวนพฤติกรรมการแต่งตัวของตัวเองในอดีตไม่ได้
อดคิดไม่ได้ว่า ไอ้ที่แต่งๆ ให้แปลกนั้น จริงๆ ก็แค่อยากแตกต่าง
อยากหนีไปจากความธรรมดาที่คนอื่นเค้าแต่งกัน
โดยที่ลืมไปว่า ยิ่งวันยิ่งหนีไกลออกไปจากตัวเองขึ้นเรื่อยๆ
และก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน หนีไปถึงเมื่อไหร่?

หากเปรียบเป็นงานโฆษณา
ก็เป็นชิ้นงานที่หวือหวาแต่ไม่รู้ว่า ‘เนื้อหาสำคัญ’ คืออะไรกันแน่

แน่นอน-ย่อมมีบางคนที่ชอบและสนุกกับการแต่งตัว
การแต่งตัวจัดๆ ก็เป็นตัวตนของใครคนนั้น
‘ช้าง’ ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
แต่คนที่พยายามเติม ‘ช้าง’ ของตัวเองให้เป็นอย่างอื่นนั้น-น่าเหนื่อย
เพราะยิ่งเติมเปลือก ก็ยิ่งไม่เจอ ‘ช้าง’
ยังไม่ต้องนับการวิ่งตามแฟชั่นที่ถูกกำหนดมาโดยคนอื่นอีก

เราว่า ‘ช้าง’ ไม่มีแฟชั่น
จะกี่ปีกี่วัน ‘ช้าง’ ก็เป็นของมันแบบนี้

หาอยากรู้ว่า ‘ช้าง’ ของเราหน้าตาเป็นแบบไหน
วิธีการที่ใช้ไม่น่าจะเป็นการ ‘ใส่เพิ่ม’ หากแต่คือการ ‘แกะออก’
แกะส่วนที่ไม่ใช่ ‘ช้าง’.

เสาร์นี้ที่ TK Park

มกราคม 11, 2007

วันเด็กนี้ ขอเชิญชวนเพื่อนบ้านทั้งหลาย
จูงลูกเล็กเด็กแดงไปนั่งตากแอร์เย็นๆ เล่นๆ กันครับ

TK Park จัดพูดคุยกับนัก(หัด)เขียนนามปากกาว่า “นิ้วๆ”
ในหัวข้อ ‘เที่ยวเป็นเรื่อง กับ นิ้วกลม’

เห็นเค้าว่าจะคุยกันในหัวข้อ คิด เขียน เที่ยว

หากว่างๆ ไม่รู้จะอุ้มลูกไปไหน หรือใครยังไม่มีลูก
หรือยังไม่มีผู้ร่วมอุดมการณ์ ‘สร้างลูก’ ด้วยกัน
และยังนึกแผนการไม่ออก ก็ขอเชิญมานั่งคุยกันเล่นๆ ที่
ห้อง มินิ เธียร์เตอร์ สอง เซ็นทรัลเวิลด์ชั้นแปด Dazzle Zone
เวลาประมาณบ่ายสองโมง ถึง สี่โมงเย็น

(จะเอาอะไรมาคุยตั้งสองชั่วโมงล่ะเนี่ย?)

ถ้าว่างอาจเตรียมรูป(ระหว่างทาง)ไปอวดนิดหน่อยครับ
ฮ่าฮ่า บรรทัดเมื่อกี้ยั่วน้ำลายเล่นครับ

แล้วเจอกันนะครับ!
:D

ชีวิตคนเราต้องลงวินโดวส์ใหม่อีกกี่ครั้ง?

มกราคม 10, 2007

(บ่นกับตัวเอง)

ต้องลงวินโดวส์ใหม่อีกแล้ว!
โดนไวรัสอีกแล้ว!
เฮ้อ! เซ็งสุดๆ

ลงแต่ละทีก็เสียเวลาไม่ใช่น้อยๆ
เพราะต้องลงโปรแกรมใหม่ทั้งหมด
จัดระบบการทำงาน
ตั้งค่าทุกอย่างใหม่หมด

แต่โชคดีที่ครั้งนี้ไม่มีข้อมูลสูญหาย

เคยทำ ‘ข้อมูล’ หายไปด้วยความอ่อนด้อยเรื่องคอมพ์
ดันเก็บ ‘ข้อมูล’ ไว้ในไดรฟ์ซี
ไดรฟ์เดียวกับวินโดวส์
พอโดนไวรัส ต้องลบวินโดวส์
‘ข้อมูล’ พวกนั้นก็เลยถูกลบไปด้วย!
ลบทิ้งไปแบบไม่มีวันที่จะตามล่ากลับคืนมาได้
หายไปตลอดกาล

หลังจากนั้นถึงได้เรียนรู้ว่า
เราสามารถลบวินโดวส์ทิ้งไป
แต่เก็บสิ่งที่เคยทำร่วมกับวินโดวส์เก่านั้นไว้ได้
ด้วยวิธีแยกไดรฟ์ในการเก็บ

นับแต่นั้นก็เริ่มดูแล ‘ข้อมูลสำคัญ’ ของตัวเองให้ดี
เก็บไว้ให้ไกลจากไวรัส
เก็บไว้คนละไดรฟ์กับวินโดวส์
คราวนี้ถ้ามีไวรัสเข้ามาทาง ‘หน้าต่าง’
ก็พร้อมที่จะจัดการกำจัดมันไปพร้อมๆ กับหน้าต่างบานนั้น
แล้วติดตั้งหน้าต่างบานใหม่
เพื่อเปิดอ้ารอไวรัสตัวใหม่เข้ามา
แล้วก็เปลี่ยนทิ้ง แล้วก็เปิดอ้า แล้วก็เปลี่ยนทิ้ง

น่าเบื่อ แต่ก็ต้องทำ

โลกนอกหน้าต่างมีสิ่งดีๆ รออยู่ ต้องเปิดออกไปรับเข้ามา
แต่ก็อย่างว่า ก็ต้องยอมเสี่ยงที่จะรับเชื้อร้ายติดไม้ติดมือกลับมาด้วย

ถ้าจะเปรียบไป ฮาร์ดดิสก์ก็ใกล้เคียงกับสมอง
โปรแกรมและข้อมูลทั้งหลายก็คล้ายๆ ความทรงจำ

ข้อมูลที่ไม่สำคัญเราก็เลือกลบมันทิ้งไป
ข้อมูลสำคัญก็เก็บไว้ลึกๆ (ป้องกันคนมาแอบเปิดดูเล่น)
เก็บไว้เปิดดูเองตอนดึกๆ

บางครั้ง กระบวนการ ‘การลบ’ ของสมอง
ก็ทำงานคล้ายคอมพิวเตอร์ ที่มี Recycle Bin
เผลอลบทิ้งไป แต่เปลี่ยนใจ ก็ Restore กลับคืนมาได้

แต่บางที เราก็อยากลบข้อมูลบางอย่างทิ้งไปแบบถาวร
แต่ขอโทษ ลบไม่หมดหรอก!

คอมพ์กับสมองอาจต่างกันตรงนี้
ต่างกันตรงที่ไอ้เรื่องที่อยากลบทิ้งไป มันมักจะติดแน่นคงทน
แต่ไอ้เรื่องที่อยากเก็บเอาไว้ มันกลับหายไปซะเฉยๆ

ใช่-เราเลือก ’save’ เลือก ‘delete’ ความทรงจำไม่ได้หรอก
สมองจะสั่งการเองโดยอัตโนมัติ

ไวรัสร้ายที่เข้ามาในสมองจึงไม่ได้กำจัดง่ายๆ เหมือนในคอมพ์
ที่ลงวินโดวส์ใหม่ แล้วไวรัสก็หายไป
แต่กลับต้องใช้วิธี ‘น้ำดีไล่น้ำเสีย’
เติมความทรงจำดีๆ มาผลักมาไล่ความทรงจำร้ายๆ ให้หายไป
ฮาร์ดดิสก์มีความจุจำกัด สมองคนเราก็มีพื้นที่จำกัดในการจำ
ถ้าเราจำเรื่องดีไว้มาก เรื่องร้ายก็จะน้อยลง

แต่ก็นั่นแหละ เราเลือกจำได้ด้วยหรือ?

หากเปรียบฮาร์ดดิสก์เป็นสมอง
โปรแกรมวินโดวส์ที่มีโปรแกรม Internet Explorer
ก็เหมือน ‘หน้าต่าง’ ที่จะเปิดออกไปสู่โลกใบกว้าง
โลกใบกว้างที่มีทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย
มีทั้งข้อมูลดีๆ ที่ควรเก็บมาเป็นความทรงจำ
แต่ก็แน่นอน-ต้องยอมเสี่ยงที่จะมีไวรัสร้ายติดเข้าสมองมาด้วย

โชคร้าย ที่สมองไม่มีโปรแกรม ‘แอนตี้ไวรัส’
จึงยากที่จะป้องกัน
แถมบางครั้งก็ดูไม่ออก
ตอนแรกก็ดีๆ อยู่ เวลาผ่านไปดันกลายร่างเป็นไวรัสไปซะได้

ไวรัสความทรงจำก็ฤทธิ์ร้ายไม่แพ้ไวรัสคอมพิวเตอร์
ดีไม่ดีจะร้ายกว่าด้วยซ้ำไป
เพราะเมื่อไหร่ที่มันเริ่มเข้ามาในสมอง
มันจะเริ่มกัดกิน ยึด+กลืนพื้นที่ส่วนความทรงจำดีๆ
แถมยังทำให้ระบบความคิดรวน
ประมวลอะไรออกมาเป็นแง่ร้ายไปเสียหมด

ก็เหมือนกับคอมพ์
ยิ่งกำจัดไวรัสในสมองออกไปไวเท่าไหร่
ระบบชีวิต ความคิด และจิตใจก็จะกลับคืนสู่
สภาวะทำงานปกติได้ไวเท่านั้น

ยิ่งทิ้งไว้นานยิ่งแย่
ข้อมูลดีๆ จะถูกกลืนหายไปหมด

ถึงร้ายแต่ก็ต้องเสี่ยง
เพราะหากไม่เปิด ‘หน้าต่าง’ ออกไปหาโลกภายนอก
ก็คงไม่มีโอกาสได้เจออะไรดีๆ ที่มีอยู่ในโลกใบนั้น
หากไม่เปิด ‘หน้าต่าง’ ของห้องสี่ห้องใต้นมข้างซ้าย
ก็คงไม่มีโอกาสได้เจอคนใหม่ๆ ที่จะมาสร้าง
ความทรงจำ(ข้อมูล)ดีๆ ให้เก็บไว้และให้หยิบออกมาชื่นชม

ถึงจะกลัวไวรัส เบื่อที่ต้องลงวินโดวส์ใหม่
แต่ก็ต้องเปิดออกไปหาโลกใบนั้น
ทุกคนก็คงโดนไวรัสกันมาแล้วทั้งนั้นล่ะมั้ง

ถ้าโดน ก็ลงวินโดวส์ใหม่ เริ่มกันใหม่อีกที
ไม่รู้เหมือนกันว่า ชีวิตนี้ต้องทำแบบนี้กี่ครั้ง?

เราอาจเกิดมาเพื่อหาวินโดวส์ที่ช่วยป้องกันเราจากไวรัสก็ได้
วินโดวส์ที่เชื่อใจได้ ว่าจะไม่ปล่อยให้ไวรัสเข้ามาทำร้ายสมองของเรา

แต่ระหว่างที่กำลังคลำหา ‘วินโดวส์’ ที่ว่า
อาจมีสิ่งสำคัญหนึ่งอย่างที่เราต้องทำและจำไว้ให้ดี
เราควรจะเก็บ ‘ข้อมูลสำคัญ’ ไว้ในที่ที่ปลอดภัย
เก็บไว้คนละไดรฟ์กับวินโดวส์

เพราะหากวันหนึ่งเกิดโชคร้าย
วินโดวส์ตัวนั้นดันปล่อยให้ไวรัสเข้ามาทำลายสมอง
และเราต้องจัดการกับมัน
อย่างน้อย ‘ข้อมูลสำคัญ’ ก็ยังอยู่ครบ.