อีกวันที่รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ
อ่อนแอกับโลกตรงหน้า
โลกที่ไม่มีเพื่อน
โลกใบนั้นเหงาและอ้างว้างเกินคาด
เป็นโลกเงียบๆ ใบหนึ่ง หลังจากเดินออกจากโรงหนัง
หลังจากหนังเรื่อง Final Score จบลง
และต้องเดินทางกลับบ้านโดยลำพัง
อยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้
ขอบคุณที่พากเพียรทำมันขึ้นมา
หากได้เจอ อยากจะเดินเข้าไปบอกว่า เราชอบมากๆ
มันติดอันดับหนังในดวงใจไปแล้ว หลังจากที่ไม่มีมาเป็นเวลาหลายปี
หนังของพวกคุณทำให้เราหัวเราะ และร้องไห้
ทำให้เรากลายเป็นเด็ก
เด็กที่อ่อนแอ
เด็กที่ขี้แย
เด็กที่สับสน
เหมือนเด็ก ม.หก นั่นแหละ
อ่อนแอ เมื่อรู้สึกว่าตอนได้เจอเพื่อนทุกวันเรามีความสุขมาก
ขี้แย เมื่อนึกถึงวันคืนเก่าๆ
และสับสน ว่าทุกวันนี้เรามีความสุขแค่ไหน?
และเราทำความสุขแบบนั้นหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
หนังของพวกคุณทำให้เราไม่อยากทำอะไรอีกเลย
ไม่อยากทำงาน ไม่อยากอ่านหนังสือ ไม่อยากรู้อะไรเพิ่มเติม
ไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความสุข – คิดแบบเด็กๆ
เราอยากกลับไปอยู่ตรงนั้น ริมทะเล นั่งคุยกับเพื่อนในแสงเทียน
มีเสียงคลื่นแทรกเป็นจังหวะขณะเงียบ จังหวะที่ไม่มีใครพูด
สิ่งที่พวกน้องๆ ในเรื่องคุยกัน เรากับเพื่อนก็เคยคุย
คำถามเดียวกัน ถ้อยคำกวนตีนแบบเดียวกัน
จริงจัง สับสน และล้อเล่น เหมือนๆ กัน
ฉากนี้ทำให้เราร้องไห้ไหล่โยกนานหลายนาที
ร้องไห้เพราะเศร้า และคิดถึงความสุขในแบบนั้น
ความสุขท่ามกลางหมู่เพื่อนรัก
ที่รักกันแบบไม่ซับซ้อน ไม่คิดมาก
รักกันเพราะรู้จักกัน เพราะเรียนด้วยกัน
คุยกันถึงอนาคตที่ยังไม่เดินทางมา ด้วยความสับสน
แต่เราก็สับสนอยู่ด้วยกันนี่!
สับสนเพราะสิ่งที่กำลังต้องการคำตอบนั้นยังไม่คลี่คลาย
คำตอบยังเดินทางมาไม่ถึง – เราจะเอ็นท์ติดมั้ย?
ราวกับเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต
เรื่องคอขาดบาดตาย
ตอนนั้นเราก็เครียดแบบนั้น แบบเดียวกัน
แบบเดียวกับเด็ก ม.หก หลายๆ คน
ตอนสอบเอ็นท์เสร็จ เรากับเพื่อนก็ไปทะเล
ไปทำบ้าๆ บอๆ กันริมทะเล นั่งคุยถึงอนาคต
แล้วก็นั่งรถกลับสู่โลกแห่งความจริงที่รออยู่
แทบไม่มีอะไรต่างกันเลย
แล้วพวกเราก็เอ็นท์ติดบ้าง ไม่ติดบ้าง
แล้วพวกเราก็แยกย้ายกันไป
ตามวิถีทางของแต่ละคน
แน่นอน-ก่อนแยกย้าย เราเซ็นต์เสื้อนักเรียนไว้เป็นที่ระลึก
และยังเก็บไว้ถึงทุกวันนี้
เสื้อตัวนั้นทำปฏิกิริยาไม่ต่างจากหนังเรื่องนี้
หยิบขึ้นมาอ่านแล้วต่อมน้ำตาแตกโดยอัตโนมัติ
อะไรดีๆ ที่ไม่กลับมาอีก มันเศร้า
คืนวันเก่าๆ สมัยมัธยมฯ และมหาวิทยาลัย
สำหรับเรามันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ
สนุกมากๆ และบริสุทธิ์มากๆ
เหมือนโลกมีแค่เราไม่กี่คน
และเราก็สนุกกันอยู่ในโลกใบนั้น
เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีอีกแล้ว
เพราะเราโตขึ้น
โลกของเราขยายออกเรื่อยๆ
เจอโลกเยอะขึ้น เจอเพื่อนน้อยลง
เพื่อนคนเก่าหายไป เพื่อนคนใหม่เข้ามา
เพื่อนคนเก่าที่เคยสนิทใจ ก็เปลี่ยนไปเหมือนๆ กับตัวเราเอง
ต่างคนต่างเปลี่ยน
เหมือนที่น้องคนหนึ่งในเรื่องถามว่า
“อีกหน่อยมึงจะคุยกับกูเหมือนเดิมรึเปล่า?”
วันหนึ่ง คำตอบก็จะเดินทางมาถึงเอง
ย้อนกลับไปมองช่วงเวลานั้น ด้วยดวงตาในตอนนี้
ก็รู้สึกว่า การเอ็นทรานซ์ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต
ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก ไม่ใช่สิ่งสำคัญขนาดนั้น
แต่ตอนนั้นใครจะไปรู้
ตอนนั้นเราจะเป็นจะตาย กินไม่ได้นอนไม่หลับไปกับมัน
พอรู้ผลก็อยากตะโกนดังๆ ใส่โลก – เป็นเหมือนกัน
แต่แล้วมันก็ผ่านไป
คนเสียใจมีมากกว่าคนดีใจ
และนั่นคือหนึ่งบทเรียนด้านความรู้สึกที่คนดีใจไม่ได้รับ
สุดท้าย ทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนต่อไปในมหาวิทยาลัย
ความดีใจก็ผ่านไป
ความเสียใจก็เช่นกัน
ความสุขในคืนวันแบบนั้นก็ผ่านไป
ความเศร้าใจในคืนประกาศผลสอบก็ผ่านไปเช่นกัน
กี่ครั้งที่เคยเศร้า กี่คราวที่ทุกข์ใจ ที่เคยคิดว่าไม่ไหว สุดท้ายก็ผ่านพ้นไป
กี่วันที่เคยสุข กี่คืนที่ท้อใจ จะกี่ครั้ง ความสุขนั้นก็ผ่านพ้นไป
* ถ้าหากวันนี้เราจะต้องห่าง ระยะทางจะเท่าไหร่
จะแค่ไหน จะแสนไกลก็เหมือนมันใกล้
แม้โลกจะหมุน หมุนไป แต่เราไม่เปลี่ยนไป ขอเพียง เพียงเข้าใจ (ยังเข้าใจ)
นึกถึงเพื่อน นึกถึงเพลงนี้ อยากร้องเพลงนี้กับเพื่อน
อยากนั่งร้องเพลงนั่งเล่นกีต้าร์กันริมทะเลอีกครั้ง
คุยเรื่องจริงจังและไร้สาระ หาทางออกไม่เจอ
ผลัดกันเล่าความสับสนในใจให้เพื่อนฟังอีก
ไม่จำเป็นต้องแกล้งพยายามทำเป็นเข้มแข็ง
อยู่กับเพื่อนเราอ่อนแอได้ เราโง่ได้
ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วต้องหยิบโทรศัพท์กดหาเพื่อน
อยากให้มันดู อยากชวนมันคุย อยากเจอมัน
อยากได้ยินมันพูดกับเราว่า คิดถึงตอนนั้นเนอะ
แล้วเราจะบอกมันว่า เออ กูก็จะพูดกับมึงแบบนี้เหมือนกัน
วันนั้นนั่งคุยกับพี่ชายคนหนึ่ง
เค้าบอกกับเราว่า คนเรามองชีวิตตัวเองได้แค่ตอนปัจจุบันเท่านั้น
เราไม่สามารถมองปัจจุบันด้วยกรอบความคิดของอนาคตได้
เหมือนเด็กมัธยมฯ ไม่สามารถมองการเอ็นทรานซ์ด้วยกรอบความคิด
ของคนที่ทำงานแล้วได้ ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้สลักสำคัญขนาดนั้น
สิ่งที่เราทุกข์ หากมองด้วยกรอบของวันพรุ่งนี้ เราก็จะรู้ว่ามันก็จะผ่านไป
นั่นอาจเป็นวิธีคิดที่เราใช้ปลอบใจตัวเองอยู่บ่อยๆ
แต่-กลับกัน เมื่อเรามองอดีตจากกรอบความคิดปัจจุบัน
เหมือนที่ได้มองมันผ่านหนังเรื่อง Final Score
เราก็จะพบความจริงอีกข้อ คือ
สิ่งที่เรากำลังมีความสุข ยุคสมัยที่เราร่าเริง ความผูกพันกับเพื่อนที่ดี
สุดท้ายมันก็จะผ่านไปเช่นกัน
และเราจะร้องไห้ด้วยความเสียดาย
ก็ต่อเมื่อได้มานั่งดูมันอีกครั้ง
ในตอนที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีก
จะทำได้ก็แค่เพียง พยักหน้าอย่างผู้ใหญ่ที่(พยายาม)เข้าใจชีวิต
แล้วกระซิบบอกกับตัวเองในใจว่า
ความเศร้าจากอาการเสียดายความสุขเมื่อครั้งอดีตในวันนี้
สุดท้าย, มันก็ผ่านไป, เช่นกัน.
———————————————————
ขอแสดงความยินดีกับทุกคนที่ยังอยู่ในยุคสมัยแห่งความสุข
ขอให้มีความสุขมากๆ ครับ!