เมื่อคืนซัดหนังไปสองเรื่องครับ
หนึ่งคือ วังดอกทอง สองคือ บาเบล
หนังดีทั้งสองเรื่อง ชอบทั้งสองเรื่องเลยครับ
หนึ่งนำเราเปิดประตูย้อนไปดูอารยธรรมอลังการของจีนยุคโบราณ
อีกหนึ่งนำเราไปดูเบื้องลึกเบื้องหลังของความป่วนปั่นไม่เข้าใจกัน
ระหว่างคนบนโลกในสภาพการณ์ปัจจุบันที่ผู้คนจงเกลียดจงชัง
และไม่ไว้ใจกันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
บทภาพยนตร์ของ ‘บาเบล’ ชวนให้นึกถึงหนังออสการ์อย่าง ‘แครช’
ที่ฉายภาพความหวาดระแวงของคนในสังคมโลกาภิวัฒน์ออกมาให้เห็น
เพียงแค่ ‘บาเบล’ นำเสนอในสเกลที่กว้างขึ้น ในระดับโลก
ก่อนจะอ่านย่อหน้าถัดไป น่าจะไปซื้อตั๋วหนังเข้าไปนั่งดูเสียก่อน
หรือไม่ก็ต้องตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะไม่ไปดูหนังเรื่องนี้
เพราะถัดจากนี้จะเป็นการเล่าเรื่อง
ตอนจบพระเอกตาย!
หะล้อเล่นน่า
หากเล่าเรื่องเป็นเส้นเดียว (ไม่สลับซับซ้อนเหมือนหนังหลังตัดต่อ)
‘บาเบล’ คือเรื่องของ ชายญี่ปุ่นที่เดินทางไปล่าสัตว์ในประเทศโมร็อคโค
แล้วพึงพอใจในตัวพรานนำล่าอย่างมาก จึงทิ้งของฝากไว้ให้เป็นที่ระลึก
ของฝากนั้นคือปืนล่าสัตว์ (ไรเฟิลชื่อรุ่นยาวๆ) กระบอกหนึ่ง
พรานคนนั้นได้ปืนมาจึงนำไปขายให้กับเพื่อนบ้าน โดยไม่ลืมโฆษณาด้วยว่า
ปืนกระบอกนี้สามารถยิงได้ไกลตั้งสามกิโลเมตร
ฝ่ายเพื่อนบ้านคนนั้นก็ซื้อไปเพื่อเอาไว้ให้ลูกชายสองคนยิงหมาไน
ที่ชอบมาขโมยกินแพะในฝูงที่ครอบครัวของเขาเลี้ยงไว้ ลูกชายก็เอาปืนไปเล่น
และหัดยิงตามประสาเด็ก มีการทดลองว่าปืนกระบอกนี้จะยิงได้ไกล
อย่างที่คุณเซลส์แมนโฆษณาไว้จริงหรือเปล่า จึงลองขึ้นไปบนเขา
แล้วเล็งลงมาเล่นๆ ไปที่รถบัสที่กำลังแล่นอยู่บนถนนด้านล่าง
ปัง!
เซลส์แมนไม่ได้โม้! ลูกกระสุนนั้นพุ่งทะลุกระจกเข้าไปเจาะเข้าที่หัวไหล่
ของหญิงชาวอเมริกันคนหนึ่งที่กำลังนั่งหลับหัวพิงกระจกรถบัสอยู่
เป็นเรื่อง! อะไรเกิดขึ้นกับคนอเมริกันย่อมเป็นเรื่องใหญ่กว่าชนชาติอื่น
และจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก การก่อการร้าย!
อีกฝั่งหนึ่งของโลก ที่สหรัฐอเมริกา บ้านของหญิงสาวที่โดนยิง
ลูกน้อยสองคนถูกฝากไว้กับพี่เลี้ยงชาวเม็กซิกันที่กำลังจะต้องกลับไป
งานแต่งงานของญาติ แต่ก็ไม่สามารถไปได้ เพราะพ่อแม่ของเด็กยังไม่กลับ
ก็แน่ล่ะสิ แม่ของเด็กจะเป็นจะตายก็ยังไม่รู้ชะตา พ่อก็อยู่ด้วยกันที่
โมร็อคโค ได้แต่โทรมาบอกว่า สงสัยจะกลับไปไม่ทัน ฝากดูแลเด็กๆ ด้วย
พี่เลี้ยงชาวเม็กซิกันพยายามนำเด็กทั้งสองไปฝากเพื่อนพี่เลี้ยงข้างบ้าน
แต่ก็ถูกปฏิเสธ เมื่อหมดทางเลือก เธอจึงหอบหิ้วเด็กน้อยน่ารักน่าชัง
ชาวอเมริกันทั้งสองข้ามชายแดนไปร่วมงานแต่งงานด้วยที่เม็กซิโก
ตลอดเวลาเธอและหลานชายของเธอที่เป็นคนขับรถต่างดูแลเด็กๆ
เป็นอย่างดี เธอรักเด็กสองคนนี้มาก ด้วยเพราะดูแลมาตั้งแต่เกิด
ขากลับจากงานแต่งงาน หลานชายที่กำลังเมาขับรถมาถึง
ด่านเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ตำรวจเรียกให้หยุดรถ ฉายไฟส่องหน้า
เมื่อเห็นว่ามีเด็กอเมริกันมาด้วยจึงสงสัยในตัวเม็กซิกันทั้งสอง
ตำรวจตรวจค้นอย่างเคร่งเครียดชวนอึดอัด จากคนไม่มีความผิด
ทั้งคู่เริ่มดูเหมือนคนผิดมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนผิดในสายตาตำรวจ
และเหตุการณ์เลวร้ายก็เกิดขึ้น เมื่อหลานชายตัดสินใจเหยียบคันเร่ง
พุ่งรถแหกด่านตรวจออกไป และนำตัวป้ากับเด็กๆ ไปทิ้งไว้กลางทุ่งทะเลทราย
รุ่งขึ้น ป้าพี่เลี้ยงพาเด็กๆ เดินหาหนทางที่จะมีคนช่วยนำกลับบ้าน
แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งไกล ยิ่งหลง ยิ่งเหนื่อย ยิ่งท้อ และยิ่งหมดหวัง
ระหว่างนั้นเด็กชายเอ่ยปากถามป้าพี่เลี้ยงว่า
“ทำไมเราต้องหนีด้วย เราไม่ได้ทำอะไรผิด”
“เราไม่ได้ทำผิด แต่คนอื่นนึกว่าเราทำผิด” ป้าตอบ
“คุณเป็นคนเลว” เด็กชายหวาดระแวง
“ฉันไม่ได้เป็นคนเลว ฉันแค่ทำอะไรโง่ๆ ลงไปเท่านั้นเอง” ป้าตอบทั้งน้ำตา
หลังจากเดินตากแดดกันมานาน เด็กหญิงทำท่าจะขาดน้ำ อาการน่าเป็นห่วง
ป้าจึงตัดสินใจทิ้งเด็กทั้งสองไว้ และเดินออกมายังถนนเพื่อหาคนช่วย
และเธอก็ถูกตำรวจจับ
จับ โดยไม่ฟังความข้างป้าใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ฟังสิ่งที่ป้าพยายามจะอธิบาย ไม่ฟังความจริงที่จะเล่า
ไม่ฟังเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ฟังอะไรเลย และไม่คิดจะฟัง
ได้แต่ตัดสินใจสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นแบบนั้น
ตัดสินโดยยึดมุมมองของตนเป็นหลัก
เหมือนตำรวจโมร็อคโคที่นึกล่วงหน้าไปก่อนเลยว่า
เจ้าของปืนกระบอกนั้นต้องเป็นผู้ก่อการร้าย
และไม่คิดจะฟังคำอธิบายจากพรานคนนั้น,
ชายผู้ซื้อปืนต่อมา และลูกชายทั้งสองของเขา
ตำรวจพากันกระหน่ำยิงเขาทั้งสามโดยไม่ถามอะไรซักคำ
ป้าโดนข้อหาร้ายแรงจากรัฐบาลอเมริกัน
ถูกเนรเทศกลับไปเม็กซิโกในทันที!
เธอร้องไห้แทบขาดใจ เธอมีบ้านอยู่ในอเมริกา
และอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว หากที่สำคัญคือ
ความผูกพันระหว่างเธอกับเด็กๆ ที่เลี้ยงกันมาตั้งแต่ยังเล็กยังน้อย
อีกมุมหนึ่งของโลก
มีเด็กสาวหูหนวก-เป็นใบ้ชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่ในมหานครแห่งความอึกทึก
แต่โลกใบนั้นของเธอกลับเงียบสนิท พูดกับใครไม่ได้ ฟังใครไม่ออก
เป็นชีวิตที่อึดอัดอย่างยิ่ง อึดอัดและเก็บกดจากความที่ไม่สามารถ
ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ทั่วไปได้เหมือนที่มนุษย์สื่อสารกัน
โลกที่ไม่มีการสนทนาแลกเปลี่ยนช่างโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
และไม่มีทางที่สองฝ่ายจะรู้จักกัน เข้าใจกัน รับฟังกัน
และมากกว่านั้นคือ ให้อภัยกัน
เหมือนเธออยู่ในโลกคนเดียว มีเรื่องที่อยากเล่าอยากบอก
แต่ไม่มีใครพยายามรับฟังเธอ
เป็นคนชายขอบ เป็นชนกลุ่มน้อยในโลก
ไม่ต่างจากชาวโมร็อคโคเมื่อเทียบกับคนอเมริกันที่เป็นชนกลุ่มหลัก
ไม่ต่างจากชาวเม็กซิกัน ที่แม้จะมีเสียง แม้จะพูดได้
แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน
โลกนี้อาจมีคน ‘เป็นใบ้’ มากกว่าที่เรารู้
โลกนี้อาจมีคน ‘เป็นใบ้’ แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะพูดได้
แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีใครฟังถ้อยคำอธิบายจากปากของพวกเขา
ถ้อยคำอธิบายที่มีเบื้องหลังมากกว่าที่เราคิด (เอาเอง)
ความผิดพลาดทั้งหลายของเพื่อนมนุษย์
เอาเข้าจริงแล้ว อาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความเลวไปเสียทั้งหมด
แต่มันอาจเกิดขึ้นจากจากการกระทำโง่ๆ ที่ผู้กระทำก็ไม่ได้อยากทำ
การกระทำโง่ๆ ที่เมื่อเวลาผ่านแล้วจึงรู้ว่าไม่น่าทำ
และถ้าให้ย้อนกลับไปได้คงไม่มีใครทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นอีก
เรื่องราวในหนังที่เล่ามาทั้งหมด มีใครเลวด้วยหรือ?
ชายชาวญี่ปุ่นคนนั้นจะรู้หรือว่า การที่เขายกปืนไรเฟิลกระบอกนั้น
ให้กับพรานชาวโมร็อคโคจะทำให้ป้าชาวเม็กซิโกต้องถูกเนรเทศ!
ปฏิกิริยาผีเสื้อกระพือปีก!
ไม่มีใคร (ในเรื่อง) ตั้งใจจะทำเลว — มีใครได้ยินบ้าง?
เด็กสาวใบ้ชาวญี่ปุ่นเป็นลูกสาวของชายเจ้าของปืน
ที่ไม่เคยพูดจากันแบบดีๆ และไม่เคยได้หันหน้า ‘ฟัง’ กันสักเท่าไหร่
แต่ในตอนจบ เหมือนทั้งคู่ได้สื่อสารอะไรกันบางอย่าง
อะไรบางอย่างที่นำมาซึ่งความเข้าใจ
อะไรบางอย่างที่นำมาซึ่งการให้อภัย
การกระทำโง่ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากความไม่ตั้งใจเหล่านั้น
ต้องการการให้อภัย
และการให้อภัยจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อมนุษย์เงี่ยหูฟังกัน.
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 10:34 am
According to Genesis 11:1-9, mankind, after the deluge, traveled from the mountain where the ark had rested, and settled in ‘a plain in the land of Shinar’ (or Senaar). Here, they attempted to build a city and a tower whose top might reach unto Heaven, the Tower of Babel.
The attempt to build the Tower of Babel had angered God who, in his anger, made each person involved speak a different language which ultimately halted the project and scattered and disconnected the people across the planet.
จาก
http://72.14.235.104/search?q=cache:dziOcC4ajcQJ:en.wikipedia.org
/wiki/Babel+babel&hl=th&ct=clnk&cd=8&gl=th
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 11:08 am
เป็นปกติของมยนุษย์นะเราว่า
ง่ายๆ
หนังน้ำเน่าบ้านเราทั้งหลายแหล่
พระเอกกะนางเอกมันไม่เข้าใจกันสักทีนะ
เพราะต่างคนมันก็คิดเองเออ เองตลอด
แค่มันคุยกัน
ถามสิ่งที่มันสงสัย เรื่องมันก็จบไปนานแล้ว
ว่าม่ะ
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 11:38 am
ใจร้ายมั่กๆ อ่ะ อ่านแล้วอยากดูมั่กๆ เลยคัรบ แต่ผมตั้งแต่ดู trailer ….
ผมก็รู้สึกเหมือนกันคับว่าคล้ายๆ กับ crash … แต่อยากอ่านทั้งหมดก็
จริงคับ เหมือนเปน crash …. แบบอราวน์เดอะเวิล์ด อะคับ อืมน่าดูคับ
ไงผมจะลองไปดูอีกทีคับ จะไม่ยอมพลาดหนังดีๆ เล็กๆ แบบนี้อีกแล้วคับ
เพราะประสบการณ์ระหว่างผมกับ crash … นั้นเตือนสติได้เป็นอย่างดี
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 11:45 am
ซีนในคลับสุดยอดมาก ทั้งแสงสี การตัดต่อ เคลื่อนไหว และึความเงียบงัน
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 1:41 pm
คุณระริน57
จริงเลยครับ แต่พอดีว่าในสเกลใหญ่
มันไม่ใช่แค่นางเอกกับพระเอกที่ไม่คุยกันไม่ฟังกัน
แต่มันเป็นตรงที่ว่า เรามักจะเลือกฟัง (คนที่เรานึกว่าเป็น) ‘พระเอก’
และเลือกที่จะปิดหูใส่ (คนที่เรานึกเอาเองว่าเป็น) ‘ผู้ร้าย’
ทีนี้ โลกใบใหญ่ใบนี้ เอาเข้าจริง เราก็ไม่ค่อยรู้ซะด้วยสิครับว่า
ใครเป็น ‘พระเอก’ ใครเป็น ‘ผู้ร้าย’
และบางครั้ง ‘ผู้ร้าย’ ก็ถูกยัดเยียดให้เป็น
โดยไม่มีโอกาสได้ ‘พูด’ ซะด้วยน่ะสิครับ
คุณ wat ครับ
ชอบ ‘ภาพ’ ของหนังเรื่องนี้เหมือนกันครับ
จริงๆ คิดว่าหนังเรื่องนี้มีหลายประเด็นให้ชวนคิดครับ
ใครคิดอะไรออกก็แบ่งปันกันมาได้นะครับ
อยากรู้ด้วยคนครับ ขอบคุณครับ.
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 2:56 pm
thanks ที่มาเล่าเรื่อง babel ให้ฟัง เห็นใครๆ ก็บอกว่าอยากดูเรื่องนี้
โลกใบนี้น่ะหรือ พระเอกมีอยู่ประเทศเดียวแหล่ะ ทำไรถูกไปหมดเลย มีนิวเคลียร์ก็ได้ บุกประเทศไหนก็ได้ ล้วนชอบธรรมทั้งน้าน โหะๆๆ
ปล. ดูหนังได้ไงสองเรื่องในคืนเดียว..ไม่มึนงงแย่หรือ..
ปลง2 เจอข่าวงานเปิดตัวหนังสือสมองไหวในผจก. หยิบมาฝาก
http://www.manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9500000017239
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 3:52 pm
อืม โชคดีที่ไปดูมาก่อนแล้ว
เราชอบคุณยายคนนั้น!!!!
เราชอบเด็กชายคนที่ยอมรับความจริงคนนั้น!!!!
เราชอบคุณป้าพี่เลี้ยงคนนั้น!!!!
เราชอบตำรวจญี่ปุ่นคนนั้น!!!!
ถ้าดูแล้วคงจะรู้เองว่าทำไมจึงชอบคนเหล่านี้ค่ะ ^_^
แต่เราชอบเรื่อง Crash มากกว่า เพราะรู้สึกสะเทือนอารมณ์มากกว่านี้มากนัก
หมายเหตุ ที่เราชอบเรื่อง Crash มากกว่า อาจเพราะ Babel คนที่นั่งข้างๆ
มันพากย์ตลอดเรื่อง เซ็งงงงงงงงงง!!!!
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 4:03 pm
ชอบ crash มากกว่าเหมือนกันครับ
ดูสองเรื่องมึนเหมือนกันครับ แต่สนุกดีเลยไม่มึนมาก
ไอ้เรื่องหลังนี่แหละครับ เครียด หุหุ
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 4:25 pm
55555 “วังดอกทอง”
คนตั้งชื่อภาษาไทยก็พยายามเลี่ยงบาลีกันเป็นอย่างอื่นไปได้เนอะ
แต่ว่าไม่ดูดีกว่า…
ไปดูเรื่อง Rough กันด้วยนะ น่ารักดี เรื่องดี อินจนอยากอ่านการ์ตูนเลยค่ะ
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 8:18 pm
แหมท่านนิ้ว จะมีสักกี่คนที่อดใจไม่อ่าน ก่อนไปดูหนัง
โชคดีที่เฮาชิงไปดูก่อน ก็ท่านเล่นเล่าซ้าละเอียดขนาดน้าน ฮ่าฮ่า
คงยากถ้าจะให้มาเงี่ยหูฟังกัน
หากคนฟังคิดว่าคนพูดอยู่ต่างระดับชั้น
โลกเป็นอย่างนี้มาเนิ่นนานแล้ว
มหาอำนาจหรือจะฟังกะจิดริดประเทศ
เกาหลีเหนือจึงแสวงหานิวเคลียร์มาเป็นกระบอกเสียง “ฟังกูเดี๋ยวนี้”
หลายประเทศในยุโรปจึงรวมตัวกัน “เรียกพวกกูว่าอียู”
เม็กซิกันพลเมืองชั้นสองของมะริกัน
(พี่ไทยเองก็เถอะ ถูกจัดอยู่ชั้นไหนไม่ทราบ)
คนใบ้ ตาบอด หูหนวก พลเมืองชั้นสองของสังคม
ไผสิสนใจฟัง!!!
แม้กระทั่งตัวเราเองนี่แหละ
จะมีสักกี่ครั้งที่เงี่ยหูฟังคนที่มอบคลานอยู่ข้างฝ่าเท้า
น้อยครั้งที่จะหยุด มากครั้งที่เดินผ่าน
โชคดีที่ได้ดู ‘Babel’
โชคดีที่ได้ดู ‘21 Grams’
และโชคดีที่ได้ดู ‘Crash’
อย่างน้อยก็มีคนมาช่วยสะกิด ‘นี่แหละชีวิต’
หมายเหตุ :
ชอบ Babel มั่กๆ โดยเฉพาะฉากที่ไกด์โมร็อคโคปฏิเสธเงินจากริชาร์ด
เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆบินขึ้น ในใจเราบอกว่า ‘ทุกอย่างกำลังจะคลี่คลาย’
กวนใจมั่กๆ ตอนที่ ตม.มะริกันตรวจหนุ่มเม็กซิกัน(ขี้เมา)
อยากตะโกนก้อง(ในใจ)
“ไอ้เม็กซิกัน มึงก็ใจเย็นๆซิวะ เฉยๆไว้ มันอยากตรวจก็ให้มันตรวจไป”
แต่(ในใจอีกที) คิดว่า
‘สงสัยมันคงทำอะไรผิดจริงๆ หรือมันเก็บปืนไว้ในรถ’
สะเทือนใจ(แต่ไม่มั่ก เดี๋ยวนี้เข้มแข็ง)
ฉากที่ริชาร์ดคุยกับลูกชายทางโทรศัพท์
โดนมั่กๆ ฉากในคลับ ที่เรา(คนดูหนัง)ก็เป็นคนหูหนวกเหมือนๆกัน
ใครที่ยังไม่ไปดู ก็ไปดูเถอะครับ
จะได้ ‘เปิดประตูไปหาคนข้างบนด้วยกัน’
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 8:21 pm
พูดถึงอะไรโง่ๆ เคยได้ยินประโยคนึง
ความโง่ไม่ใช่ความผิดเพราะมันติดมาจากกรรมพันธุ์
การที่เราโง่-ไม่ผิด – ติดจากพ่อแม่
พ่อแม่ – ไม่ผิด – ติดจากพ่อแม่อีกที
ดูเสียดสีๆชอบกล
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 8:27 pm
เห็นเค้าคุยกันแล้วอยากเม้นแต่ไม่รู้จะเม้นอะไร
ไม่ค่อยสันทัดเรื่องหนังจริงๆ
โดยเฉพาะหนังที่มีเนื้อหาสาระน่ะ
แต่ถ้ามีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ แล้วค่อยมาเม้นอีกทีนะ
ครั้งนี้หมดโอกาสร่วมวงเลย
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 8:37 pm
ฮ่า ฮ่า จุ๋ม…แค่เจ้าน้องนิ้วเค้าเล่ามาก็ชัดเจนแล้วนะ
ถ้าไม่ได้ดู ก็ไม่ต้องไปสนใจเนื้อหาของหนังหรอก
เอาแค่ประเด็นที่นิ้วเค้าเล่าก็เม้นท์ได้เป็นกระสอบ
เอานะ มา มา มาเม้นท์ใหม่
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 8:41 pm
ช่าย คุณเอี้ยง เรื่อง Rough นี่เรื่องโปรดเราเลยล่ะ คุณเอี้ยงดูที่เป็นหนังแล้วเหรอ อยากว่างไปดูมั่งจัง เชียร์ให้อ่านแบบการ์ตูนเลยค่ะ การ์ตูนของ อาดาจิ มิซึรุ ทุกเรื่องสนุก + ภาพของเค้าสื่ออารมณ์ได้หมดเลย ขนาดตัวละครไม่ได้พดอะไรซักคำ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน รับประกัน (หมื่นปี)
อ่านเรื่อง Babel แล้วรู้สึกเห็นด้วยกับพี่นิ้วฯ ว่า สิ่งต่างๆ มีความเกี่ยวพันกันไปหมด การกระทำของคนหนึ่งอาจส่งผลต่อคนอื่นๆ อย่างคาดไม่ถึงด้วย ผีเสื้อกระพือปีกที่ซีกโลกหนึ่ง อาจทำให้อีกซีกโลกหนึ่งเกิดพายุได้ (butterfly effect ใช่ไหม) บางทีนอกจาก การเงี่ยหูฟัง แล้ว ความเข้าใจกันและความยุติธรรมก็น่าจะมีด้วยนะ
ยังไม่ว่างไปดู Babel เลย
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 8:42 pm
เออ ท่านนิ้ว
ชอบ ‘วังดอกทอง’ ตรงไหนเหรอ?
โปรโมทหน่อยดิ เผื่ออ้ายเปลี่ยนใจ
ห้ามบอกว่า
‘ฉากอลังการ มองเห็นวังดอกเป็นสีทองไปหมด สวยโคตร!’
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 9:00 pm
คุณแขก Says:ห้ามบอกว่า
‘ฉากอลังการ มองเห็นวังดอกเป็นสีทองไปหมด สวยโคตร!’
ขำอีกแย้ว 555555555555555555
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 9:21 pm
คุณปอนด์เส้นตื้นนี่เอง
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 9:46 pm
น้องปอนด์คะ ส่งชิงโชคหน้าโรงหนังไปแล้วจ้า กะว่าจะได้อ่านการ์ตูนฟรีๆๆๆๆ อิอิอิ
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 9:51 pm
พี่แขกก็อีกคนนะ มาบอกฉากเด็ดไว้อย่างนี้..
ทำไมเนี่ย อิอิอิ ^_^
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 10:09 pm
อ้าวเหรอ โทษที มัวแต่อำท่านนิ้ว
ว่าแต่ฉากไหนเด็ดเนี่ย?
ไม่เห็นมีฉากไหน มีแม่บ้านเม็กซิกันเข้าครัวเด็ดยอดตำลึงนะ
หรือสาวใบ้ชาวญี่ปุ่นเด็ดดอกไม้? ม่ายมีแน่นอน!
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 10:46 pm
โห พี่แขก…
งั้นหน้าโรงหนังต้องมีป้าย น. หรือ ฉ. ด้วยนะ
กุมภาพันธ์ 13, 2007 ที่ 11:18 pm
ชักอยากไปดูมั่งซะแล้วสิ
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 12:16 am
โอ้ว ขอคารวะแด่ท่านพี่แขก 4 จอก สำหรับมุข ‘เด็ด’ ของท่านพี่
:D
555555555
ข้าน้อยหาใช่คนเส้นตื้นไม่ แต่เป็นเพราะท่านพี่รุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ขันตะหาก
พี่เอี้ยง โชคดีเด้อ เล่มต่อไปแนะนำ slow step ละกันนะ
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 12:19 am
เฮ้ย ตลกดี
ที่พี่แขกนึกถึงหนังเรื่องเดียวกับผมทั้งสามเรื่องเลย
ผมนึกถึง 21 Grams เหมือนกันครับพี่
นึกถึงในมุมที่ว่าหนังพยายามทำให้เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
จริงอย่างที่พี่แขกบอก โลกมันก็เป็นของมันแบบนี้แหละ
แค่พยายามเข้าใจมัน
อ้อ หนังที่ผมนึกถึงอีกเรื่องก็คือ Magnolia ครับ
ส่วนเรื่อง วังดอกทอง ขอติดไว้ก่อนนะครับ
แต่ไอ้ฉากอลังการนั่นน่ะ ผมโคตรชอบเลยครับพี่
ผมว่า จาง อวี้ โหมว คิดเรื่อง ‘ภาพ’ เยอะ
แล้วมันฟูมฟายดี ชอบ หาคนคลั่งๆ ทำหนังฟูมฟายไม่ค่อยได้
คนทำหนังอาร์ตๆ เค้าชอบทำหนัง ‘น้อยๆ’ กัน
ผมชอบทั้งแบบ ‘น้อยๆ’ แล้วก็แบบ ‘อภิมหาอลัง’
แต่แบบหลังหาดูยาก เพิ่งได้ดูนเรศวรไป
แต่พอได้ดู ‘วังดอกทอง’ แล้วก็รู้สึกว่าอลังกว่ากันเยอะ
เอาแค่หนังทั้งสองเรื่อง (นเรศวร / วังดอกทอง)
สามารถปลุกชีวิตประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่
(แม้จะแบบละครๆ หน่อยก็ตาม) ผมก็รู้สึกขอบคุณ
ในความทุ่มเทของท่านๆ ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องแล้วล่ะครับ
ยิ่งในเวลาที่เบื่อๆ หน่ายๆ ยุคสมัยปัจจุบัน
เห็นอดีตแล้วอยากกลับไปอยู่ในยุคนั้นๆ บ้าง
มันช่างมลังเมลืองดีแท้ครับท่านพี่
(เหตุผลอื่นก็มี แต่ยังไม่ตอบ หุหุ)
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 2:09 am
วันที่ดูเรื่องนี้ดู 2 เรื่องเหมือนกัน แต่อีกเรื่องของเราคือ dreamgirls
ตอนชมเรื่องนี้ก็เข้าใจประเด็นตามที่จขบ.เล่านะคะ แต่ต่อมความรู้สึกไม่ทำงานอะ
ชอบ crash มากกว่า
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 9:12 am
ได้อ่าน ‘ไว่หยวนเน่ยฟัง’ ก็ตัดสินใจได้แล้วครับ
ยิ่งเอา ‘นเรศวร’ ไปเทียบกับ ‘วังดอกทอง’ ด้วยแล้ว
…ที่แท้ท่านนิ้วก็ชอบฟูมฟายนี่เอง ฮ่าฮ่า เข้าใจล่ะ
เอี้ยง น. กับ ฉ. เนี่ยหมายถึงอารายอ่ะ นึกไม่ออกแฮะ
น้องปอนด์จะคารวะพี่ แค่ 4 จอก ไม่พอ ต้อง 4 เหยือก!
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 10:04 am
น. คือ แนะนำ มิใช่ น.นม อย่างที่คิดนะ
ฉ. คือ เฉพาะ ไม่ใช่ ฉิ่งฉาบทัวร์เด้อค่ะอ้าย….
ควรมีผู้ใหญ่ไปดูด้วย เช่น ผู้ใหญ่อย่างปู่เต่า เป็นต้นจ้า ^_^
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 9:06 am
คำพูดต่อไปนี้คือ ฉ.(โปรดใช้วิจารณาในการอ่าน)
โอ้ ศิษย์พี่แขก อันว่าการร่ำสุรานั้นไซร้ นอกจากจะแทนความเคารพจากข้าน้อยแล้ว อาจช่วยบำรุงมิตรภาพระหว่างศิษย์พี่ ศิษย์น้องได้อีกด้วย ศิษย์พี่ช่างมีลมปราณแก่กล้ายิ่งนัก ศิษย์น้องมิบังอาจ นับถือ นับถือ ขอคารวะอีก 2 จอก!
จะโดนลบคอมเมนต์มั้ยเนี่ย พี่นิ้ว 55555
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 3:08 pm
เมื่อวานไปดู Nada Sou Sou มาค่ะ
อยากให้ไปดูกันประทับใจ ไม่แพ้ Be with U เลย
พี่เอ๋ดูรึยังค่ะ?
พอหนังจบมีแต่คนไม่ยอมลุกค่ะ เพราะตาแดงกันเป็นแถวเลย
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 6:23 pm
อยากดูครับโม
จะไปดู จะไปดู.
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 8:01 pm
ไปด้วยครับ ไปด้วยตรับ
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 9:42 pm
เพิ่งนั่งดูดีวีดีเรื่องนี้จบไป
ตอนนี้สะกดเป็นแต่คำว่า รั น ท ด น่ะ
น้ำตาไหลพรากไปหลายฉาก
ตอนจบไม่มีเสียง แต่ก็เข้าใจกันดี
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 11:13 pm
จุ๋มเพิ่งดูเรื่องอะไรอ่ะ
เค้าพูดถึงหนังที่อยู่ในโรงมิใช่รึ
ทำไมถึงได้ดูดีวีดีแล้วอ่ะ..
หรือว่า หมอจุ๋มเป็นพวก…
หวาย หวาย หมอจุ๋มเป็นพวก…
เหวย เหวย หมอจุ๋มเป็นพวก…
อย่างนี้นี่เอง เข้าใจละ
.
.
.
หึ หึ
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 12:01 am
ไปดูด้วยคน
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 12:03 am
บ้าน่ะพี่แขก
เป็นของยืมมาอีกที ก็อยากรีบดูรีบเม้นน่ะ
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 12:03 am
nada sou sou แค่ดูตัวอย่าง+mv ก็เศร้าแล้วค่ะ
แต่อีกเรื่องที่นับวัน นับคืนดู ก็คือ Chalotte’s web แมงมุมเพื่อนรัก จ้า
ปล. รึว่าพี่จุ๋มจะเป็น….
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 12:04 am
โอ้โหถูกรุมน่ะ ไม่ยอมไม่ยอม
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 12:12 am
อย่างนี้เรียกว่า
ฉันไม่ได้…ฉันแค่ทำอะไร…ลงไป
รึเปล่านะ
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 10:39 pm
“Babel: ฉันไม่ได้เลว ฉันแค่ทำอะไรโง่ๆ ลงไป”
หมายถึงหัวเรื่องนี้นะเหรอ หุ หุ
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 10:41 pm
หุ หุ หุ…ฮ่า ฮ่า ฮ่า…ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
กุมภาพันธ์ 17, 2007 ที่ 1:34 am
ขำดีครับพี่จุ๋ม.
กุมภาพันธ์ 17, 2007 ที่ 11:30 am
จำไว้เลย คุณแขกเนปาล
อุตส่าห์เว้นคำในช่องว่างแล้วนะ
ดันมาเติมให้ซะนี่
กุมภาพันธ์ 17, 2007 ที่ 6:13 pm
อ้าวเล่นอารายกันเหรอ???
โห ตั้งนานกว่าเราจะเก็ท
วันหน้าเล่นกัน ช่วยเล่นง่ายๆ หน่อยนะ “นกปลาทอง” ตามไม่ทันเจ้าค่ะ ^^”
กุมภาพันธ์ 25, 2007 ที่ 12:12 pm
อ๋า ขอบคุณสำหรับความคิดในมุมใหม่ของหนังเรื่องนี้นะคะ
ปออดทนไม่อ่านบล็อกเรื่องนี้ตั้งนาน เพราะอยากไปดูมากๆ
เมื่อวานไปดูแล้วค่ะ ประเด็นที่เกิดขึ้นในครอบครัว
(ที่ต้องสรุปเรื่องกันทุกครั้งหลังหนังจบ)
แต่สำหรับเรื่องนี้กลายเป็นว่า คุณแม่ตั้งประเด็นว่า
“หนังเรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา?”
มีหนึ่งคำตอบจากบ้านหนังนี้แล้ว เดี๋ยวขอไปเล่าสู่ที่บ้านฟังนะคะพี่เอ๋ ^^