สำหรับคนที่ได้ไปดูหนังเรื่อง ‘วังดอกทอง’ มาแล้ว
คงได้เห็นความอลังการของมุมภาพแบบ ‘แปลน’
ที่ยิงลงมายังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่หน้าพระราชวัง
โดยมีลวดลายที่พื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมและวงกลมซ้อนกันไปมา
ว่ากันว่า นี่คือปรัชญาสำคัญประการหนึ่ง เรียกว่า ‘ไว่หยวนเน่ยฟัง’
ซึ่งแปลว่า ‘อ่อนนอกแข็งใน’ วงกลมที่อยู่ด้านนอกหมายถึง
ความสุภาพอ่อนน้อม สี่เหลี่ยมข้างในหมายถึง ความเข้มแข็ง
และยืนหยัดในหลักการ*
แถมยังมีอีกความเชื่อหนึ่ง การออกแบบยอดตึกที่นิยมสร้างเป็น
ทรงกลมล้อมรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสนั้นสะท้อนระบบจักรวาลวิทยาจีน
ที่เชื่อกันมาแต่โบราณว่า โลกหรือแผ่นดินเป็นผืนสี่เหลี่ยม
ในขณะที่ท้องฟ้าเป็นทรงกลมผ่าซีกคล้ายฝาชีครอบ*
ซึ่งเมื่อฟังดูตามปรัชญาแรกแล้ว ย่อมเห็นถึงสัญลักษณ์
ที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง และปรัชญาที่ซุกซ่อนอยู่ในองค์ประกอบชีวิต
ของชาวจีนเสมอ
‘อ่อนนอกแข็งใน’
หากอยากเข้าใจถ้อยคำนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น
กรุณาไปดูหนังเรื่อง ‘วังดอกทอง’
นี่แหละหนอ จีน.
*จากหนังสือ ย่ำแดนมังกร ภาคพิสดาร โดย ผศ.ดร. เมธาวุฒิ พีรพรวิทูร
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 12:53 am
อืม แค่นี้เองเหรอคะ ^^”
สงสัยคงเพราะเป็นปรัชญามั้ง
เลยต้องไปดูเอง
อ่าฮะ คงเป็นอภิปรัชญาแหงๆ
หากดูแล้ว ข้าน้อยจะเข้าใจมั้ยน้อ…..
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 12:56 am
อ้อ categories ที่ 12 มาแล้ว
เรื่องเกี่ยวกับ “จีน” นี่เอง
นิ้วกลมเตรียมตัวไปอยู่เมืองจีน….^_^
เราเปิดกะโหลกแล้ว เทเรื่องจีนลงมาเลยยย
รออยู่ๆๆๆ!!!!
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 2:20 am
ไม่ใช่แค่นี้ครับคุณเอี้ยง
ที่ชอบมีมากกว่านี้ วันนี้ขี้เกียจเล่า
เมื่อยนิ้วแล้วครับ
แต่นึกถึงเรื่องที่เคยอ่านขึ้นมาได้ตอนดู
ก็เลยเอามาแปะไว้ครับ เดี๋ยวลืม
เรื่องจีนมีอีกตรึม จะไหลมาเทมาครับผม.
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 3:49 am
nice to talk to you today ka ^.^
i really love your writing style
seems like you’re such a movie lover ?
by the way, take care of yourself
looking forward to reading your next entry ka
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 8:14 am
วังดอกทองนี่แจ้นไปดูก่อนพระนเรศวรเสียอีก 555 (ชอบเจย์)
ขอบใจสำหรับข้อมูลเรื่อง “ไว่หยวนเน่ยฟัง”
นอกจากเรื่องนี้ฉากจะอภิมหาอลังแล้ว ยังมี “นม” เต็มไปโม้ดเรย..
เราว่าเนื้อเรื่องมีกลิ่น hamlet หล่ะ
เออ.. บันไดขึ้นวังอ่ะ สูงสุดๆ มิน่าฮ่องเต้ถึงไม่ค่อยสบายต้องอบสมุนไพรนวดตัวบ่อยๆ
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 8:59 am
…คงได้เห็นความอลังการของมุมภาพแบบ ‘แปลน’
ตัดสินใจไปดูตั้งแต่ประโยคนี้แล้วครับ
ขอบคุณท่านนิ้วที่ให้การชี้แนะ ข้าน้อยขอคารวะ
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 12:40 pm
ผมตื่นมาเพื่อจะมาพิมพ์แถลงแก่ ‘พี่แขก’
ว่าเหตุใดจึงชอบ ‘วังดอกทอง’ พอสมควร
1.ชุดของสนมนางกำนัลนั้นช่างรัญจวนใจรัญจวนตายิ่ง (เกือบดูหนังไม่รู้เรื่อง!)
2.อย่างที่บอกไปว่า แค่ซื้อตั๋วแค่ไม่กี่อีแปะเข้าไปถ่างตาดูความอลังการของ
จีนโบราณ ผมว่าก็คุ้มเกินคุ้ม ดูแล้วคิดภาพตามถึงตอนที่ไปปักกิ่ง ยืนอยู่
กึ่งกลางพระราชวังต้องห้าม นึกภาพทหาร นางกำนัล และไพร่พลทั้งหลาย
ในเรื่อง มันช่างล้นของล้นของล้นเกิน อะไรมันจะโอเว่อร์ได้ขนาดนั้น!
ความล้นฟูมฟายระดับนี้ ไม่เพียงอาศัยจินตนาการเกินตัว ยังต้องอาศัย
ความตั้งใจและความเนี้ยบในหลายขั้นตอนระหว่างการผลิตอีกด้วย
3.ไม่เพียงแค่ ความอลังการของไพร่พลนับหมื่นนับแสนในเรื่อง
ที่ปะปนไปด้วยคนจริงและคนที่สร้างจากคอมฯ แต่งานด้านศิลปกรรม
ในเรื่องก็ชวนให้เคลิมเคลิ้ม (ไหนจะหน้าสวยของกงลี่อีกล่ะ)
เห็นรายละเอียดยิบย่อยแบบนั้นแล้ว ต้องคารวะหมดตุ่ม!
4.ผมว่า จาง อวี้ โหมว ทำสำเร็จ ในการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรม
อารยธรรม และความอลังการของจีน เห็นความยิ่งใหญ่แม้กระทั่ง
ในฉากปรุงยา! เห็นการนับโมงยามที่แฝงปรัชญามาด้วยทุกโมง
เห็นอื่นๆ อีก นอกจากเนินนมกลมๆ ขาวๆ นั่น ที่พี่แขกคงจ้องตาเป็นมัน
5.นอกเหนือจากอะไรทั้งหมดนั้น ผมว่าหนังเรื่องนี้มัน ‘การเมือง’
ยังไงชอบกลน่ะครับ ช่วงหลังมานี้ได้ข่าวว่าท่านผู้กำกับคนเก่ง
ได้รับเงินจากรัฐบาลจีนมาทำหนัง ตั้งแต่ฮีโร่แล้ว และผมรู้สึกว่า
หนังที่ถูกจ้างจากรัฐบาลจีน มักจบลงด้วยชัยชนะของ ‘ผู้ปกครอง’
พูดง่ายๆ คือ ‘มึงอย่าหือ’ เหมือนเรื่องนี้ หรือไม่ก็หาเหตุผลแบบ ‘ใต้หล้า’
ในเรื่องฮีโร่ เพื่ออธิบายความชอบธรรม
6.ต่อจากข้อห้า ที่เจ๋งที่สุด คือการนำเอาดารานักร้องชื่อดังของ ‘จีนน้อย’
อย่าง ‘ไต้หวัน’ มาเล่นเป็นรัชทายาทจีน เท่ากับว่าจีนน้อยกับจีนใหญ่
ก็ ‘พ่อ-ลูก’ กันนั่นแหละ และที่สำคัญ ไต้หวันเป็นลูกนะจ๊ะ
7.เมื่อเทียบเป็น ‘สัญลักษณ์’ ในคราวที่ ‘เจโช’ คิดกบฏ
และก็ต้องพ่ายแพ้ในที่สุด นั่นจะหมายความว่าอะไร?
หากไม่ใช่ ‘ไต้หวัน’ (ที่เป็นลูก) แพ้อย่างราบคาบต่อกำลังพลมหาศาล
ของ ‘จีน’ (ผู้เป็นพ่อ) แถมยังย้ำคำในตอนจบอีกว่า
“อะไรที่พ่อให้เจ้า เจ้าก็รับไป อะไรที่ไม่ได้ให้ อย่าคิดเอา”
8.ยังไม่ต้องนับเรื่องบท ซึ่งก็ผูกโยงได้สนุกดี ซับซ้อนพอประมาณ
ดูหักเหลี่ยมคมสมเป็นหนังจีน และไอ้ ‘อ่อนนอกแข็งใน’ ที่ว่า
ก็เป็นกันทุกคน ผมรู้สึกด้วยว่าเรื่องนี้ไม่มีคนเลว แต่ละคนมีเหตุผล
ของตัวเองทั้งสิ้น
9.อ้อ จริงๆ ให้คิดอีกก็ยังอีกยาว แต่เมื่อยแล้วครับ
จบง่ายๆ ว่า ช่วงนี้ ผมกำลังสนใจเรื่องเกี่ยวกับจีน
อะไรเป็นจีนก็ชอบหมด ยิ่งเป็นจีนที่มีชีวิตและอลังการขนาดนี้
จะให้ผมไม่ชอบได้ยังไงล่ะครับท่านพี่
คารวะ!
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 1:05 pm
ว่าแล้ว อภิปรัชญา จริงๆด้วย
เราจาตามไปดูๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!!
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 1:51 pm
โอ้วประเด็นไต้หวัน.. คิดได้ไงนี่.. ข้าน้อยขอคารวะท่านจอมยุทธหนึ่งจอก..
กุมภาพันธ์ 14, 2007 ที่ 5:45 pm
คราวนี้พี่เอ๋มาเขียนเรื่องจีนๆแฮะ ในฐานะที่ผมก็ชอบแล้วศึกษาเรื่องจีนๆมานานแล้วแหละ(ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่เรื่องจีนๆเข้าหัว) ผมยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้หรอกครับ(แต่เห็นด้วยนะที่ชื่อไทยว่า”วังดอกทอง”—แต่ไอ้”ดอกทอง”ที่ว่ามันดอกเบญจมาศไม่ใช่หรอ) แต่ผมก็อ่านพล็อตหนังเรื่องนี้มาเยอะแล้วแหละ(ผมมีเพื่อนชาวจีนเยอะครับ) ผมเห็นด้วยว่าหนังเรื่องนี้มีการเมืองเข้ามาแทรกไม่ใช่น้อยอย่างที่พี่เอ๋ว่าน่ะแหละ…แต่ผมไม่สนับสนุนให้เอาโจวเจี๋ยหลุนเป็นสัญลักษณ์ของไต้หวันหรือการคิดกบฎครับ เพราะผมคิดว่าทุกคนก็เป็นคนจีนครับ(ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ที่แผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง หรือแผ่นดินอื่นๆ) ผมมีเพื่อนชาวไต้หวันหลายคน ส่วนใหญ่เขาก็ึิคิดว่าตัวเองเป็นคนจีนน่ะแหละ มีแต่พวกบ้าการเมืองเท่านั้นแหละที่มักจะยกประเด็น การแยกตัวของไต้หวัน หรือการควบรวมไต้่หวันให้ต้องเป็นส่วนหนึ่งของจีนโดยสมบูรณ์ ผมคิดว่าปล่อยให้เป็นไปตามกรรมดีที่สุด (และผมเชื่อว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จีันไม่ใช้อาวุธเพื่อรวมชาติแน่นอนครับ เพราะถ้าศึกษาเรื่องจีนๆเยอะๆดีๆก็จะรู้ว่าการทำสงครามกันเองแบบนี้มีแต่เสียกับเสียครับ) และเหตุผลสุดท้าย ผมชอบเพลงของเจย์ที่สุดในโลก(ร้องเพลงเขาได้ทุกเพลงอ่ะ…) พี่เอ๋เอาเขามาเปรียบเป็นกบฎ… T_T ม่ายยอมแหละ…
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 12:10 am
ฮ่าฮ่า ขอโทษทีศร
เราแค่คิดเล่นๆ ไปเรื่อยเปื่อยน่ะ
ขอบคุณมากเลยที่ให้ความรู้
ดีๆ อย่างนี้ชอบ แลกเปลี่ยนกันนะ.
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 12:21 am
ดูมาแล้ว…
ชอบพล็อตเรื่องนี้มาก สะเทือนซางเป็นอย่างแรง
น้ำตาจะไหลในตอนจบ แต่มันก็ไหลย้อนกลับเข้าไปในหัวใจล่ะ
TT_TT
*เรื่องอื่นไม่พูดถึงนะ ยังพูดไม่ออก “อึ้ง”!!!!
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 12:26 am
คุณเอี้ยง ว่างดีจัง
อยากดูหนังก็ได้ดูทันที
น่าอิจฉาเสียนี่กระไร.
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 12:33 am
อืม… พี่ก็คิดแบบเดียวกับที่น้องศรบอกนะ
ตอนดูหนังเสร็จก็เดาใจ จาง อวี้ โหมว เอาเอง
เค้าคงอยากบอกว่า
อย่ารบกันเลย สายเลือดเดียวกันแท้ๆ
จะจีนใหญ่ จีนน้อย ก็จีนเหมือนกัน
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 12:35 am
“ว่างมาก ตังค์หมด
เวลาหมด ตังค์มา”
เตรียมตัวจะไม่ว่างแล้วค่ะ เพราะจะต้องหาตังค์ อิอิอิ
จะได้ไปไหนๆ อย่างที่ตั้งใจ…
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 12:42 am
อิจฉาคนว่างเหมือนกัน
เดี๋ยวรอเราว่างบ้าง
จะลองไปดู
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 9:27 am
หัวอกเดียวกันเลยพี่จุ๋มจ๋า (เลย ‘เมนต์ไม่ถูกเลยค่ะ จอมยุทธทั้งหลาย)
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 10:31 am
ก็อบมาให้อ่านจากบล็อกคุณ tokei ค่ะ
“โฟกัสของหนังเรื่องนี้จึงมาตกอยู่ที่ราชาเพลงแห่งเกาะไต้หวัน เจย์ โจว อย่างช่วยไม่ได้ แรกทีเดียวที่ผกก.จางอี้โหมววางโครงการจะทำหนังเรื่องนี้ เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเจย์คือใคร แต่แล้วในระหว่างการสรรหานักแสดง ผู้ช่วยของเขาก็แนะนำว่า ทำไมไม่ลองทาบทามเจย์ล่ะ
จางอี้โหมวกลับมาถามคนที่บ้าน และเขาก็เริ่มรับรู้ถึงชื่อเสียงและความโด่งดังของเจย์ เพราะแม้แต่ภรรยาของเขาก็ยังเป็นแฟนเพลงตัวยงคนหนึ่งของเจย์
หากหลังจากที่เขาได้ดูหนัง initial d ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกในชีวิตของเจย์ (Hidden track ไม่นับนะจ๊ะ อันนั้นไปแค่รับเชิญห้านาทีเองมั้ง) จางอี้โหมวก็ปฏิเสธทันที ไอ้คนหน้าตามึนๆคนนี้เนี่ยนะ จะมาเล่นเป็นตัวละครสำคัญในหนังของเขา
แต่ด้วยการเกลี้ยกล่อมจากผู้ช่วย รวมทั้งการเห็นดีด้วยทันทีของนายทุนหลังจากได้รับทราบข้อมูล เพราะเจย์จะเป็นจุดขายสำคัญของเรื่องนี้แน่ๆ หากได้มาร่วมงานด้วย (ถ้าใครยังไม่เข้าใจเหตุผลการทำหนังสเกลใหญ่ๆ ดาราดังเยอะๆของจางอี้โหมว ย้อนกลับไปอ่านได้ที่ต้นบทความค่ะ) ที่สุด จางอี้โหมวก็ยอมตกลงที่จะทาบทามเจย์มาร่วมงานด้วย
ส่วนทางเจย์เองก็กดดันและกังวลไม่ต่างกัน แน่นอน การทำงานกับผู้กำกับชื่อดังเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ชั่วโมงบินน้อยอย่างเขา แต่เพราะว่าอยากจะเล่นหนังย้อนยุคมาก เจย์จึงตกลงรับปากร่วมงานกับผกก.จางในที่สุด ”
ที่มา http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tokei&month=12-2006&date=16&group=2&blog=1
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 11:01 am
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูลเบื้องลึก
กุมภาพันธ์ 15, 2007 ที่ 1:10 pm
ถ้าตีความเรื่องสัญลักษณ์
คนญี่ปุ่นเค้าดูเรื่องนี้แล้วจะรู้สึกยังไงหว่า
เพราะถ้าจำไม่ผิด ดอกเบญจมาศเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์ญี่ปุ่นนี่นา
เหมือนญี่ปุ่นแพ้สงครามยังไงไม่รู้ หรือว่าคิดมากไปเองหว่า?
ปล.ท่านนิ้ว เฮาไม่ได้ตั้งใจไปดูดอกเบญจมาศคู่นั้นของคนเชิญโอสถหรือฮองเฮานะครับ แต่มันล้นและไหวเหลือเกินจนไม่มองก็ไม่ได้
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 1:26 pm
พี่แขกครับ
ตอนแรกที่เห็นดอกไม้ที่ฮองเฮาปักก็คิดอยู่เหมือนกันว่า
มันคลับคล้ายกับ ‘ดอกไม้’ ที่เคยหยิบมาใช้ในปกโตเกียวฯ
เมื่อคราวที่พิมพ์ครั้งก่อน เลยนึกว่า ต้นตอมันมาจากจีน
แต่พอได้มาอ่านคอลัมน์ ‘เงาตะวันออก’ ของ อ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล วันนี้
ถึงได้รู้ว่า เป็นหนึ่งในสองดอกไม้ที่ถูกพัฒนาพันธุ์ขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง
หนึ่ง คือ ดอกโบตั๋น (หมู่ตาน) กับดอกเบญจมาศ (จี๋ว์ฮวา)
ดอกโบตั๋น ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของจีนอย่างไม่เป็นทางการมานาน
และกำลังจะถูกทำให้เป็นทางการในการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ
ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคมนี้ (2007) เพราะเมืองลั่วหยางที่เป็นเมืองเอก
ของมณฑลเหอหนานได้เสนอเป็นวาระให้ที่ประชุมพิจารณา ในฐานะที่
เมืองนี้เป็นเมืองศูนย์กลางของสายพันธุ์ดอกโบตั๋นมาตั้งแต่ครั้งราชวงศ์ถัง
ส่วนดอกเบญมาศนั้น ราชวงศ์ถังพัฒนาสายพันธุ์มาจากดอกไม้ป่า
จนได้ดอกที่งดงามและมีหลายชนิด
ปัจจุบันนี้ดอกเบญจมาศเป็นดอกไม้ประจำสถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่น
โดยญี่ปุ่นได้นำดอกเบญจมาศมาจากประเทศจีนตั้งแตในสมัยราชวงศ์ถัง
พี่แขกสงสัยได้ประเด็นครับ
และมันก็เป็นด้วยประการฉะนี้ จึงนำมาแบ่งปันกันครับพี่.
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 1:35 pm
จะฉลาดกันไปถึงไหนน้อ!!!!
ดีจังเราจะได้ฉลาดด้วย อิอิอิ
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 2:37 pm
ยังไม่จบครับ
พลิกมาอ่านอีกคอลัมน์ ‘ใส่บ่า แบกหาม’ ของ คุณพรพิมล ลิ่มเจริญ
เจอคำอธิบายอีกแบบหนึ่งว่า ดอกเบญจมาศ ออกเสียงว่า ju
แปลว่า รวมกัน รวมตัวกัน เป็นพืชหนึ่งในสี่ชนิดของพืชพันธุ์เกียรติยศ
อีกสามชนิดคือ บ๊วย กล้วยไม้ และไผ่ ชาวจีนใช้เป็นสัญลักษณ์
แห่งศักดิ์อันประเสริฐ เป็นพืชพันธุ์ที่เหล่านักปราชญ์จีนเล็งเห็นความงาม
มาช้านานแล้ว เพราะมัน บ่ ยัน ความหนาวเย็น ยืนเหลืองทองเห็นเด่น
เป็นสง่าท้าลมหนาวพัดแรง
แถมยังบอกอีกด้วยว่า เหรียญหนึ่งหยวนที่ใช้ๆ กันอยู่ก็มีดอกไม้นี้อยู่บนนั้น
ความน่าสนใจจากความหมายนี้ จึงดูเหมือนว่าดอกเบญจมาศ
เป็นสัญลักษณ์ของความ ‘บ่ยั่น’ และคำว่า ju ที่แปลว่า รวมกัน ก็น่าสนใจ
เราจึงมองหนังและตีความกันตามความรู้และข้อมูลที่มี
แต่การได้รู้มุมของคนอื่น ก็สนุกดีครับ.
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 4:41 pm
เพิ่มเติมอีกนิดครับ คำว่า菊花(จี๋ว์ฮวา) ที่แปลว่าดอกเบญจมาศในภาษาจีนคือคำเดียวกับที่คนไทยเรียกว่า”เก็กฮวย”ในสำเนียงแต้จิ๋วครับ ดอกเก็กฮวยที่เราไว้ชงเครื่องดื่มน่ะแหละครับ มันเป็นดอกเบญจมาศพันธุ์หนึ่ง…จริงๆผมก็คิดเราควรเรียก”เครื่องดื่มเก็กฮวย”เป็นภาษาไทยว่า”เครื่องดื่มดอกเบญจมาศ”หรือเปล่า เพราะว่าเรามีคำว่า”เก็กฮวย”ในภาษาไทยนั่นก็คือคำว่า”ดอกเบญจมาศอยู่แล้ว” คิดเล่นๆน่ะครับ
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 4:52 pm
ศรครับ
สงสัยอยู่เหมือนกัน
เพราะเห็นในคอลัมน์เขียนว่า แต้จิ๋วเรียก ‘เก๊กฮวย’
สงสัยว่า ‘เก๊กฮวย’ (ในความหมายไทย) ใช่ ‘เบญจมาศ’ รึเปล่า?
ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะศร
นี่นอกจากอยู่ฟินแลนด์แล้ว ยังรู้ภาษาจีนอีก เก่งจริงๆ เชียว.
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 7:07 pm
ไอ้เรื่องภาษาจีนก็แค่เอาตัวรอดพูดคุยกับคนจีนได้เท่านั้นแหละครับ… จริงๆแทบทุกคนที่บ้านมีเชื้อสายจีนถ้าไม่ห่างญาติพี่น้องกันจริงๆ มีหรือว่าจะไม่ถูกเอาเรื่องจีนๆหรือภาษาจีนเข้าหัวตั้งแต่เ้ด็ก (ตอนเด็กก็เคยถูกจับหัดคัดจีนอยู่บ้างแต่ไม่ค่อยชอบ) แต่ผมมาเรียนเอาอย่างจริงจังก็คงเพราะว่าเจย์ โชวอ่ะครับ อยากฟังเพลงของเขา่รู้เรื่องก็เลยขอที่บ้านไปเรียน อาม่าผมรู้ตอนแรกดีใจสุดๆไปเลย(แต่ตอนนี้แกคงรู้สึกเฉยๆแล้วอ่ะ…แกจับผมเรียนภาษาแต้จิ๋วจนพูดกับแกแทบไม่ต้องใช้ภาษาไทยไปแล้ว) ตอนนี้ก็เรียน(จีนกลาง) มาได้4ปีกว่าแล้วครับ…ก็รู้ในระดับที่ใช้งานได้…ยังไงผมก็ขอบอกว่าภาษาจีนมีประโยชน์กับชีวิตผมมากๆ เช่นเวลาฟังเพลงจีนแล้วรู้ความหมายด้วยผมก็รู้สึกว่าเพลงไพเราะมาก(โดยเฉพาะของเจย์…) เวลาดูหนังจีนผมก็คิดว่าเวลาดูSound Trackได้อารมณ์กว่ามากครับ…
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 8:13 pm
แย่จังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับจีนๆเลย
เหมือนไม่ใช่ลูกเสี้ยวเลยเรา
แอบมาหาความรู้แถวๆนี้เหมือนกัน
กุมภาพันธ์ 16, 2007 ที่ 10:31 pm
องค์ชายนิ้วองค์ชายศรปราดเปรื่องนัก
องค์ชายนิ้วองค์ชายศรหลักแหลมยิ่ง
ขอน้อยขอคารวะ
ขอองค์ชายทั้งสอง อายุยืน หมื่นหมื่นปี… หมื่นหมื่นปี…
องค์ชายนิ้วพะยะค่ะ ข้าน้อยสงสัยยิ่งนัก
วังดอกทองขององค์ชาย
ตั้งอยู่ที่เมืองลั่วหยางหรือฉางอาน(ซีอาน)พะยะค่ะ
บางคัมภีร์บอกราชธานีราชวงศ์ถังอยู่ที่ฉางอาน บ้างบอกลั่วหยาง
องค์ชายนิ้วโปรดชี้แนะ
ข้าน้อยเพิ่งศึกษาคัมภีร์จีน จึ่งอนุมานว่าที่วังดอก ‘ทอง’ ได้ขนาดนี้
อาจเพราะสมัยราชวงค์ถังเป็นยุคทองของเส้นทางสายไหม
คงเป็นช่วงที่ร่ำรวยโคตร
(แต่ใช้สีชมพูกับสีทองเนี่ย ข้าน้อยคิดว่ามันแรงเกิน เจ็บตาโคตร)
และคัมภีร์ข้าน้อยก็บอกอีกว่า ยุคสุดท้ายของราชวงศ์ถัง
อาณาจักรก็แตกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย
เรียกว่ายุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร
(เหมือนในหนังเลยองค์ชาย ตอนสุดท้ายเหลือแต่ฮ่องเต้
เอ…แล้วตอนนั้นองค์ชายนิ้วไปอยู่ที่ใด มิมาช่วยองค์ชายสอง)
แม่นางจุ๋ม ข้าน้อยมิมีเสี้ยวจีนแม้แต่น้อย
แต่แอบมาหาความรู้เหมือนกัน ฮ่อ!
กุมภาพันธ์ 17, 2007 ที่ 4:31 pm
วันที่ดูหนังเรื่องนี้ “วังดอกทอง” มีเพลงขึ้นมาในตอนขึ้นเครดิตท้ายเรื่อง อยากจะอยู่ฟังให้จบเพลง เพราะมันไพเราะและเศร้ามากเลย
ข้าน้อยฟังเพลงจีนไม่รู้เรื่อง แต่ได้อ่าน sub-eng ที่เขามีมาให้ เลยรู้ว่าเนื้อหาเพลงมันเศร้ามากจริงๆด้วย
TT_TT
กุมภาพันธ์ 17, 2007 ที่ 4:55 pm
เพลงที่พี่เอี้ยงว่าคือเพลง菊花台(ลานดอกเบญจมาศ) ที่เจย์ โชวร้องหรือเปล่าครับ ถ้าใช่ขอบอกเลยครับว่าเพลงนี้เศร้ามากๆ ผมฟังครั้งแรกพร้อมดูMusic VDO ครั้งแรกร้องไห้เลยแหละ แถวเนื้อเพลงก็เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ความหมายแฝงเยอะมาก ด้วยความสามารถทางภาษาจีนที่ผมมีอยู่ ผมบอกได้เลยว่า方文山(ผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจย์)สุดยอดจริงๆครับ ผมคิดอยู่หลายครั้งแล้วน่าจะจับเขาไปใส่ไว้ในทำเนียบสุดยอดกวีจีนเลยแหละ…
กุมภาพันธ์ 17, 2007 ที่ 5:24 pm
น้องศรคะ
พี่คิดว่าใช่เพลงเดียวกันนะคะ เพราะว่าพูดถึงสิ่งต่างๆ
ทำนองช้า เศร้า เนื้อเพลงก็แฝงไปด้วยอะไรหลายอย่างๆที่ต้องมานั่งพิจารณา…
จะไปหามาดูมาฟังอีกรอบเหมือนกันค่ะ
*ว่าแต่คนนี้ 方文山(ผู้ประพันธ์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจย์) เค้าชื่ออะไรคะ
กุมภาพันธ์ 18, 2007 ที่ 11:30 pm
方文山 ฟาง เวินซาน ครับ ขอโทษที่ลืมเขียนคำอ่านให้…
กุมภาพันธ์ 19, 2007 ที่ 12:04 am
ขอบคุณมากเลยค่ะน้องศร ^_^
กุมภาพันธ์ 19, 2007 ที่ 8:59 am
ศร
ถ้าว่าง แปลเพลงนี้แล้วเอาแปะไว้สิ อยากฟัง เอ้ย! อยากอ่าน.
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 9:24 am
ลิงค์นี้มีคำแปลเพลง ju hua tai ค่ะ ลองคลิกแล้วเลื่อนลงไปดู
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=tokei&month=10-2006&date=04&group=3&blog=2
ส่วนอันนี้เป็นเอ็มวีเพลงนี้ของเจย์ ตอนแรกฟังแล้วเฉยๆ นะ แต่พอมาดูเอ็มวีบวกกับดูหนังแล้วทำให้ชอบขึ้นมาซะงั้น ^_^
http://www.youtube.com/watch?v=b3Gb69rVZ9Y
ปล. เป็นสาวกเจย์เหมือนกัน ..
พฤษภาคม 25, 2008 ที่ 10:46 pm
ได้ดูแล้วค่ะ
ไปดูกับเพื่อนนั่งกันเงียบเรย
ชอบนักแสดงนำ:)