1.
เพิ่งได้หยิบ ‘แมงกะพรุนถนัดซ้าย’ หนังสือรวมบทความ
‘คุยกับประภาส’ เล่มล่าสุดขึ้นมาอ่าน หลังจากซื้อมาวางไว้บนหิ้ง
ตั้งแต่งานหนังสือในเดือนตุลาฯ เมื่อปีก่อน
อาจเพราะเป็นผลงาน ‘ลำดับที่แปด’ ก็เป็นได้
ที่ทำให้ความตื่นเต้นอยากอ่านทันทีลดน้อยถอยลง
จำได้ว่า ตอนซื้อ ‘คุยกับประภาส’ ลำดับที่สองมาพร้อมกับหนังสือกองโต
แล้วหิ้วหอบมันขึ้นรถเมล์กลับบ้านนั้น ยังรีบเปิดอ่านตั้งแต่อยู่บนรถเมล์
เพราะชอบ ‘คุยกับประภาส’ เล่มแรกมาก และก็ใช่, เล่มสองก็ยังชอบมากอยู่ดี
หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่าน ความรู้สึกเมื่อได้หนังสือหมวด ‘คุยกับประภาส’
ติดไม้ติดมือกลับมาบ้านก็ไม่ตื่นเต้นเหมือนเดิมอีก อาจเพราะได้ทึ่ง
กับความคิดของพี่จิกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทึ่งแล้วทึ่งอีก จนสมองชา
กับอีกหนึ่ง ‘อาจ’ คือ อาจเพราะโหยหาอะไรที่มันสลับซับซ้อนมากขึ้น
อะไรที่มันอธิบายง่ายๆ ก็ได้ แต่ยิ่งอธิบายยากยิ่งชอบ
เหมือนช่วงหนึ่งที่เคยอ่านวรรณกรรมเยาวชนมากๆ
แล้วในที่สุดก็เลิกอ่านไป เพราะเริ่มรู้สึกว่า โลกจะอ่อนโยนเกินไปแล้ว
นี่ละมัง คือเหตุผลที่ ‘แมงกะพรุนถนัดซ้าย’ ถูกวางแช่ไว้ตั้งนาน
2.
พอเริ่มเปิดหน้าแรก ก็อ่านผ่านครึ่งเล่มไปแบบไม่กลัวเมื่อยแขน
เพราะช่างเพลิดเพลินเจริญสมองเสียเหลือเกิน กับความรู้ ข้อมูล
และมุมมองที่พี่จิกเอามาเรียงร้อยเข้าด้วยกันแบบ ‘ง่ายๆ’
หมายถึง ให้คนอ่านอ่านง่าย
แต่คนเขียนคงไม่ได้เขียนขึ้นมาง่ายๆ เป็นแน่
แล้วผมก็พบว่า หนังสือพี่จิกมีลักษณะบางอย่างเหมือนหนังสือธรรมะ
คือ ถ้าอ่านตอนไม่สบายใจจะสบายใจ อ่านตอนไม่สดใสจะสดชื่น
อ่านตอนเจอทางตันจะเจอทางออก อ่านตอนฟุ้งซ่านจะสงบ
อ่านตอนมีคำถามจะเจอคำตอบ และถ้าอ่านตอนจิตใจปกติจะเพลิดเพลินยิ่ง!
อีกอย่างคือ อ่านแล้วจะมีสติ
เพราะหนังสือเล่มใดก็ตามที่ชวนให้คนตั้งคำถามและครุ่นคิดหาคำตอบ
ย่อมนำมาซึ่ง ‘สติ’ เพราะคนอ่านย่อมได้หยุดคิดและไตร่ตรองกับตัวเอง
ในความสงบ
และในบางบทก็สามารถทำให้คนอ่านพบ ‘ซาโตริ’ ได้ในฉับพลัน!
เป็นการบรรลุ และตระหนักรู้เล็กๆ ที่เมื่อได้พบแล้วนำมาซึ่งความปิติ
3.
‘สุดเวหากับแค่คืบ’ คือบทนั้น
ขออนุญาตเล่าเรื่องย่อๆ จากเรื่องของท่านพี่
สุดเวหากับแค่คืบเป็นเพื่อนนักเรียนในโรงเรียนสอนศิลปะแห่งหนึ่ง
ทั้งคู่เป็นยอดฝีมือที่ยากตัดสินว่าใครเก่งกว่าใคร
วาดดอกไม้ ก็เหมือนจนคนดูอยากก้มลงดมกลิ่น
วาดหญิงงาม ก็อ่อนช้อยจนอยากให้เธอร่ายรำออกมาจากภาพ
วาดชายหนุ่ม ก็หมดจดจนหญิงสาวที่มายืนดูต้องเขินอาย
แม้จะฝีมือเทียบเทียมกัน แต่นิสัยของทั้งสองต่างกันเหลือเกิน
สุดเวหา เป็นคนจริงจังมุ่งมั่น หากจะทำอะไรก็ต้องทำให้ถึงที่สุด
ต่อให้ต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขาก็จะทำ ที่สำคัญ
เขาเป็นคนไม่ยอมคน ตลอดชีวิตเขาปรารถนาเป็นหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ส่วน แค่คืบ เป็นคนพูดน้อยและมีรอยยิ้มพิมพ์อยู่บนใบหน้าเป็นนิจ
เขามักทำงานด้วยความผ่อนคลาย ราวกับว่างานเป็นอิริยาบถหนึ่ง
ของการดำรงชีวิต ไม่ต่างอะไรกับการกิน นอน หรือหายใจ
เขามักทำงานศิลปะอย่างสม่ำเสมอ ต่างจากสุดเวหาที่มักจะมุมานะ
ทำงานหนักเป็นช่วงๆ หยุดเป็นช่วงๆ
คนชอบถามว่า สองคนนี้ใครเก่งกว่ากัน?
ซึ่งทำให้สุดเวหารำคาญใจและอยากหาคำตอบ
จึงบอกอาจารย์ว่าอยากตัดสินให้รู้ๆ กันไปเสียที
อาจารย์ตั้งกติกาง่ายๆ ว่า จะวาดรูปอะไรก็ได้ ใหญ่แค่ไหนก็ได้
ให้เวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ โดยให้ทั้งสองนั่งวาดอยู่ในห้องโถงเดียวกัน
ขอเพียงภาพที่วาดออกมานั้นต้องสามารถ ‘จู่โจมเข้าหาคนดูโดยไม่รู้ตัว’
สุดเวหาเริ่มวาดรูปตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ของวันแรก
เขามองออกไปที่กระจกหน้าต่างแล้วก็เริ่มร่างรูป
สายตาแดงก่ำของเขาจ้องเขม็งไปที่ผืนผ้าใบที่เขากำลังจรดพู่กันลงไป
แค่คืบมาถึงห้องโถงช้ากว่า เขานั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ก่อนจะเริ่มจรดพู่กันลงบนผ้าใบ
เวลาผ่านไปครึ่งวัน
สุดเวหารู้สึกว่าแค่คืบแอบลอกรูปวาดของเขา จึงรีบคว้าผ้าดำ
มาคลุมผ้าใบที่กำลังวาดอยู่ในทันที แล้วก็หันไปตวาดแค่คืบว่า
ทำไมต้องมาลอกภาพของเขาด้วย ไม่มีสมองคิดเองหรือไง
แค่คืบออกปากขอโทษ ชวนไปกินข้าว เพราะเห็นนั่งวาดมาทั้งวันแล้ว
สุดเวหาไม่ไป เพราะคิดว่าแค่คืบจะมาชวนให้เขาเสียเวลา
เวลาผ่านไปหลายวัน
แค่คืบยังคงเดินเล่นบ้าง วาดบ้าง นอนมองท้องฟ้าบ้าง
จนบางคนนึกว่าแค่คืบยอมแพ้ไปซะแล้ว
ฝ่ายสุดเวหายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างไม่มีหยุดพัก
ครบหนึ่งสัปดาห์ ถึงกำหนดที่อาจารย์จะมาตัดสินว่า
ใครคือที่หนึ่งของโรงเรียนศิลปะ
ในห้องโถงแห่งนั้น มีขาตั้งผ้าใบวาดรูปสองอันตั้งอยู่กลางห้อง
ทั้งสองขาตั้งมีผ้าสีดำคลุมไว้ไม่ให้เห็นว่ารูปข้างในเป็นรูปอะไร
อาจารย์เดินไปดูที่รูปของสุดเวหาก่อน ทันทีที่ดึงผ้าคลุมสีดำออก
ผู้คนในห้องก็ส่งเสียงฮือในลำคอ เป็นภาพวาดใบหน้าของสุดเวหาเอง
เขาใช้เวลาทั้งอาทิตย์เพ่งหน้าตัวเองในกระจกหน้าต่าง
แล้ววาดภาพนี้ขึ้นมา ดวงตาของเขาในรูปแดงก่ำไม่ผิดกับตัวจริง
“มันจู่โจมคนดูโดยมิรู้ตัวไหม?” ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
“รู้ตัวสิ ใครๆ ก็รู้ว่าสุดเวหาเป็นคนอย่างนี้อยู่แล้ว” อีกคนตอบ
อาจารย์ทำมือบอกให้ทุกคนเงียบเสียง แล้วเดินไปที่รูปของแค่คืบ
อาจารย์บอกให้แค่คืบดึงผ้าสีคลุมดำนั้นออก แค่คืบมองหน้าอาจารย์นิ่ง
“เปิดผ้าออกสิ แค่คืบ” อาจารย์ย้ำ
“เปิดไม่ได้ครับอาจารย์” แค่คืบพูดเบาๆ
นักเรียนทั้งหลายต่างนึกว่าแค่คืบยอมแพ้แล้ว จึงพากัน
แสดงความยินดีกับสุดเวหา ที่แค่คืบไม่กล้าแม้แต่จะเปิดผ้าออกมาสู้
สุดเวหาชูกำปั้นสุดเหยียดอย่างผู้มีชัย
อาจารย์มองแค่คืบด้วยความสงสัย แล้วเอะใจหันไปมองผ้าสีดำ
ที่คลุมผ้าใบอยู่อีกที จากนั้นรอยยิ้มของอาจารย์ก็ผุดขึ้น
“จู่โจมคนดูอย่างมิรู้ตัวโดยแท้จริง” ตาของอาจารย์จ้องเขม็ง
คงมีอาจารย์คนเดียวที่มองเห็นว่า ผ้าสีดำที่คลุมภาพวาดอยู่นั้น
มันไม่ใช่ผ้าสีดำแต่อย่างใด ที่แท้แล้ว ทั้งหมดมันคือรูปวาดผ้าสีดำ
ที่กำลังคุลมผ้าใบที่มีขาตั้งอยู่ต่างหาก
4.
การกลับมาอ่านหนังสือที่เขียนด้วยลีลาง่ายๆ อย่าง ‘คุยกับประภาส’ อีกครั้ง
ทำให้ผมรู้สึกเหมือนที่เคยรู้สึกเมื่อหลายปีก่อน ก่อนที่จะพยายามล้อเล่น
กับลีลาและภาษาอันฉวัดเฉวียนชวนปวดหัว เหมือนนักฟุตบอลที่ขยัน
สับขาหลอก จนบางทีก็สะดุดขาตัวเองล้มคว่ำหน้าคะมำ
นักฟุตบอลนิ่งๆ ขยับตัวน้อยๆ แต่เกิดผลลัพธ์ใหญ่ๆ แบบซีเนอดีน ซีดาน
เมื่อเทียบกันกับไอ้หนูวัยรุ่นนักสับขาหลอกอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้
สำหรับคนดู มันก็เพลินตาไปคนละแบบ
แต่ผลลัพธ์อาจอยู่ที่การยิงประตู
เล่นง่าย หรือ เล่นยาก ถ้ายิงประตูได้ก็น่ายินดีทั้งนั้น
เด็กๆ อาจชื่นชอบที่จะใช้ลีลาหวือหวาเลี้ยงหลบกองหลัง
คนโตๆ แล้วใช้ประสบการณ์และความเก๋าส่งบอลเข้าตาข่าย
ซีดาน ขยับตัวนิดเดียวแต่มักจะจู่โจมฝ่ายตรงข้ามโดยมิทันตั้งตัว
เล่นเหมือนง่าย แต่จริงๆ ยาก
เล่นฟุตบอลเหมือนหายใจ
เหมือนทุกครั้งที่ดูทีวี ผมอยากเล่นฟุตบอลให้ได้อย่างซีดาน
และก็เช่นกันกับทุกครั้งที่ได้อ่านงานเขียนของประภาส ชลศรานนท์
ผมอยากเขียนหนังสือให้ได้อย่างพี่จิก.
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 11:49 am
อ่านสนุกกับน่าอ่าน มันต่างกัน
^_^ ท่าทางมันคงจะจริงสินะ
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 12:32 pm
อยากบอกว่านิ้วกลม ‘เชยจัง’
ขอบอกว่าพี่จิก เป็นนักเขียนในดวงใจอีกคนเลยล่ะ
และก็ขอให้เขียนหนังสือให้ได้อย่างพี่จิกนะ
คงสักวัน ใช่มั้ย
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 12:59 pm
จะเขียนเหมือนหรือต่างไม่รู้
แต่ได้อ่านงานเขียนของท่านนิ้วแล้วก็นึกถึงพี่จิก
รู้สึกว่าเหมือนเป็นอดีตและอนาคตของกันและกัน
ปล.จำได้มั้ยเอี้ยง
เรื่องที่เคยคุยไว้(พี่จิก/นิ้วกลม)ก็ได้มาคุยอีกทีจนได้
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:10 pm
ขอคุยเรื่องเดียวกันกับ พี่แขก+เอี้ยง ได้เปล่าจ้ะ
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:10 pm
“จำได้พี่”
พี่แขกเป็นหมอดู
หรือว่า เค้าเป็นอดีตกับอนาคตของกันและกันน้อ!!!!
^_^
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:15 pm
เอ้ย ผมว่างานพี่มีส่วนคล้ายพี่ประภาสอยู่เยอะนะ เพียงแต่ว่าออกไปในแนวทางคล้ายพี่วินทร์ด้วย แต่บ้าพลังกว่า(งงไหม?)
จริงๆก็สนุกไปคนละแบบ
ส่วนตัวแล้วผมเห็นอาประภาสเป็นเทพครับ เล่าเรื่องห่าอะไรก็สนุกไปหมด ขนาดเรื่องพวกการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ผมเห็นในหนังสือเรียนแล้วไม่เคยคิดจะสนใจ พอมาเจอพี่ประภาสเล่านี่ตาค้างเลย สุดยอด
งานของพี่ประภาสผมว่ามันไม่ได้แค่สนุกอย่างเดียวอะ มันสร้างแรงบันดาลใจมหาศาลเลย เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ผมรักการอ่านด้วย
โอ้ว ดีใจที่ได้มาอ่านบทความนี้ครับ
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:31 pm
ไม่มีใครเหมือนใครโดยสิ้นเชิงได้หรอก แต่ละคนต่างมีความเจ๋งของตัวเอง
=]
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:46 pm
เหมือนทุกครั้งที่ดูทีวี ผมอยากเล่นฟุตบอลให้ได้อย่างซีดาน
และก็เช่นกันกับทุกครั้งที่ได้อ่านงานเขียนของนิ้วกลม
ผมอยากเขียนหนังสือให้ได้อย่างพี่เอ๋
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:48 pm
เหมือนทุกครั้งที่ดูทีวี ผมอยากเล่นฟุตบอลให้ได้อย่างซีดาน
และก็เช่นกันกับทุกครั้งที่ได้อ่านงานเขียนของนิ้วกลม
ผมอยากเขียนหนังสือให้ได้อย่างพี่เอ๋.
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:55 pm
ชอบอ่านงานของพี่จิก รู้สึกว่าพี่จิกน่าจะไปบวชได้ กร๊ากก พี่จิกไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง อ่านแล้วสบายใจดี เพิ่งอ่านแมงกะพรุนฯจบไปไม่นานนี้เช่นกัน ^_^
ปล. เก็บลิงค์ลุงฟรุ๊ตตี้มาฝาก
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000052434
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 1:57 pm
น่าอิจฉาแมงกระพรุนจัง ที่รู้ชัดแล้วว่าตัวเองถนัดซ้าย
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 3:19 pm
เอ๋…มีเวลาไปเจอพี่จิกรบกวนฝากถามด้วยนะ ว่าเรื่องที่เอ๋นำมาเล่านี่เป็นเรื่องดัดแปลงจากเรื่องของคนอื่นหรือเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ ถ้าเป็นอย่างแรกขอตำหนินะ
เรื่องรูปภาพสีดำนี่เป็นเรื่องจากสมัยตอนที่พี่เด็กๆ…ครูสอนศิลปะเคยเอามาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับศิลปินชาวฝรั่งเศสที่โชว์ผลงานในครั้งหนึ่ง(ถ้าจำไม่ผิดเป็นการแสดงงานที่มองมาร์ต)
ก่อนหน้านั้นศิลปินผู้นั้นบอกนี่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา…ผู้คนแห่เข้าไปดูมากมาย จนเลยเวลาผ่านการแสดงไปราวครึ่งชั่วโมง จึงเริ่มมีเสียงบ่น
ไม่นานศิลปินก็ออกมาถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น…คนดูก็บ่นด่าว่าจะมาดูภาพที่บอกว่าเจ๋งของนายไงล่ะ
ศิลปินยิ้มเพียงตอบ…”ภาพที่ผมวาดคือภาพที่คุณได้เห็นตั้งแต่เมื่อเข้ามาแล้วครับ ผมวาดรูปม่านในการแสดงงานครั้งนี้”
คิดได้เหมือนกันถือเป็นเรื่องบังเอิญ…แต่ถ้านำมาดัดแปลงแล้วไม่ให้เครดิตนี่เข้าข่ายทุเรศพอควร
เรื่องที่สอง…
ซีดานแรกเริ่มเล่นบอลสไตล์ไม่ใช่อย่างที่เอ๋เห็นหรอก…เร็วกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้
ที่น่าชื่นชมในเรื่องของซีดานคือ…เขาปรับการเล่นให้เข้ากับวัยของเขาได้ดี ไม่มีเด็กอายุสิบเก้าคนไหนที่เดินเล่นแบบซีดาน และไม่มีคนอายุสามสิบสามที่ไหนมาวิ่งสับขาหลอกแบบโรนัลโด้
เปรียบเทียบแล้วด้วยวัยที่เท่ากันในอายุยี่สิบขวบนิดๆ…พี่คิดว่าซีดานยังแย่กว่าโรนัลโด้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อแขวนสตั๊ดไม่ง่ายนักที่โรนัลโด้จะได้รับการยกย่องเท่าซีดาน(ถึงแม้ว่าตอนนี้มีแววจะเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลกคนถัดไป)
อย่างไรก็แล้วแต่…นักเตะจากแอลจีเรียหัวไข่ดาวแบบซีดานก็น่ายกย่องในเรื่องของจินตนาการที่ดี ใครก็อยากเป็นแบบเขา
โรนัลโด้ เล่นแบบยียวนกวนตีนหลากหลายกองเชียร์ฝ่ายตรงข้ามพากันหัวเราะเย้ยหยันเมื่อเขาหกล้มหัวทิ่มแทบทุกครั้ง…นักเตะหลายคนสะใจเมื่ออัดเขาลงไปนอนเกลือกกลิ้งและโหมใส่ด้วยคำหยาบ ในช่วงที่เขามาสองปีแรก
สาม-สี่ปีที่เขาย้ายมาจากสปอตติ้งลิสบอน…เขาเจอแต่เหตุการณ์ที่ว่า หกล้มหัวทิ่ม โดนด่าเยาะเย้ยถากถาง สื่อมวลชนในอังกฤษสับเขาไม่มีดีเมื่อคราที่เขาเรียนรู้จากการหกล้มหัวทิ่ม
ขี้เมาในบาร์แถวลิเวอร์พูลศัตรูที่เกลียดมันยิ่งกว่าขี้ยังรู้…ใครที่ฟอร์มกระฉูดที่สุดใน พอ ศอ นี้ ปีนี้
โรนัลโด้เรียนรู้จากการหกล้ม…ซีดานไม่ใช่!!!
ก่อนหน้าที่เขาจะแขวนสตั๊ดไปตรวจสอบประวัติดูได้…สองปีหลังสุดเขาโดนใบแดงกี่ใบในรีลมาดริด เรียกได้ว่าอาจมากกว่าใครที่สุดในทีม
เป็นเพราะผู้คนรู้ โค้ชทีมอื่นรู้ ผู้เล่นคนอื่นรู้วิธีจัดการกับซีดาน…ซีดานไม่อาจทนกับการยั่วยุ นี่คือข้อเสียของคนที่ไม่เคยล้ม
เมื่อล้ม…ย่อมล้มดังกว่าคนอื่น เจ็บหนักกว่าคนอื่น
………………………
สรุป…
ถ้าอยากเขียนให้ได้แบบพี่จิก…พี่เห็นดีด้วย แต่อย่าลืมบอกที่มาของงานที่เอามาเขียนไม่งั้นเดี๋ยวเสียรางวัด ให้เด็กรุ่นน้องหาเรื่องเอาไปด่าในวงเหล้าเปล่าๆ
ถ้าอยากเล่นบอลให้ได้แบบซีดาน…ต้องหัดล้มลุกคลุกคลานดูบ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวจะเสียคนตอนแก่เหมือนซีดานในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา:d
สรุปอีกที…คนเสียคนตอนแก่นี่ไม่น้อยเลยนะ
………………………..
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 3:50 pm
ชอบและชื่นชมพี่จิกมาก
มีตั้งแต่เล่มแรกยังเล่มปัจจุบัน
ชอบที่บางทีมีคำถามตกไว้ในสมองรอวันหาคำตอบ
นั่งเล่นเพลินๆก็พบคำตอบซะยังงั้น
บางอย่างรู้ได้ด้วยตัวเองมันเจ๋งมากๆ
จะใครบอกเล่าร้อยพันคำอธิบายคงไม่มีทางเข้าใจ
วันก่อนถามตาที่ขายกาแฟหน้าร้าน
ว่า “ตา นิพพานคืออะไร”
ตาตอบว่า “คือการดับสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่าง”เราก็ยังไม่เข้าใจ
ว่ายังไงถึงจะเรียกว่าดับสิ้น คงมีพระพุทธเจ้าที่เข้าใจ
เกี่ยวกันไหมกับพี่จิก แฮ่ะๆๆ
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 4:20 pm
ยุ่งมากกกกกกกกกกก ไม่มีเวลาเลย
แอบเข้ามาแต่ต้องไปแล้ว
เอาไว้มีเวลามากๆจะเข้ามานั่งอ่านน่ะพี่เอ๋
เตรียมเก้าอี้ไว้ด้วย 1 ตัว
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 8:10 pm
พี่จิกทำให้ ดีใจที่แผงหนังสือ
พี่จิกทำให้ ใจเต้นแรงขณะต่อคิวรับลายเซ็น
พี่จิกทำให้ มีความสุขขณะอ่าน
พี่จิกทำให้ รักการอ่าน
พี่จิกทำให้ รู้จักนิ้วกลม..
ขอบคุณค่ะ พี่จิก
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 8:31 pm
อ่า เคยได้ยินเรื่องเล่า ของภาพแบบนี้เหมือนกัน แต่ผมได้ยินจากครูสอนศิลปะที่ อเมริกา ครับ ….งง??
งั้นฝากประโยคนี้ไว้ครับ
“Man will not be remembered by name, but therefore to be remembered by what he’ve has done.”
ป.ล. ข้อความของ 10DB เกี่ยวกับฟุตบอลเป็นข้อเท็จจริงครับ. (โดน++ .)
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 10:43 pm
โดนเหมือนกัน…อิอิ
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 11:02 pm
ไม่อยากให้ได้อย่างพี่จิกได้มั้ย แต่ให้พี่เอ๋ เขียนแบบพี่เอ๋นี่แหละ
เพราะถ้าทำได้เหมือนกัน งานเขียนก็ออกมาแนวเดียวกันหมดสิ(รึเปล่า)
แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อ่านแล้วอยากรู้สึกว่านี่แหละ คือคนนี้เขียน โดยไม่มีใครมาเปรียบเทียบ มากกว่า
เอ.. นี่เราคิดมากไปป่าวหว่า
-_-
กุมภาพันธ์ 20, 2007 ที่ 11:23 pm
คนเราก็ต้องมีบุคคลต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ
แต่งานใคร ก็เป็น เอกลักษณ์ ของคนนั้น
คงไม่มีใครเหมือนกันไปหมด
และคงไม่ อยากจะเหมือนไปทุกอย่าง
อาจจะต่างกันที่ เนื้อหา วิธีการ ความคิด
แต่อยากให้เหมือนกันที่คุณภาพ
ความจริง ไม่ว่าอะไร มันก็แล้วแต่ความชอบส่วนตัว
หนังสือเล่มนึง อาจดี จนเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆนึงได้
แต่ กับอีกคนนึง อาจโยนทิ้งตั้งแต่ประโยคแรก
แต่ อย่างนึงที่อยากเหมือน
อยากเที่ยวให้ได้ อย่างพี่เอ๋บ้าง
ว่าแล้วก็ ฝัน และ เก็บตังค์ ไปก่อน^__^
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 3:05 am
ขอบคุณครับทุกคน
เรื่อง ‘เด็ก’ กับ ‘ผู้ใหญ่’ วัยและลีลาที่แตกต่างก็ได้คิดตอนเขียนแล้วครับ
แต่ก็นั่นแหละครับ ผมก็ชอบวิธีเล่นบอลแบบซีดานอยู่ดี
แม้จะชอบดูโรนัลโด้ และปกติเวลาเล่นบอล ผมก็หนักไปทางไอ้หมอนี่
แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นเพื่อนบางคนเล่นแบบสุขุม ขยับตัวน้อยๆ ผมก็ว่ามันเท่ทุกที
วัยนี้ก็อยากสับขาหลอก
ถึงวัยนึงก็อาจอยากนิ่งบ้าง
ไม่ใช่แค่วัยหรอกกระมัง
วันนี้อยากสับขาหลอก
พรุ่งนี้ก็อาจอยากนิ่งบ้าง
เพียงแค่ผมว่า นิ่งแล้วจู่โจมคนอื่นได้มันยากกว่าน่ะครับ
เรื่องที่อูมพูด ก็คิดไว้แล้วว่าต้องมีคนมาทัก
จึงเลือกใช้คำว่า ‘อยากเขียนหนังสือ ‘ให้ได้อย่าง’ พี่จิก’
ทั้งที่ตอนแรกพิมพ์ไว้ว่า ‘อยากเขียนหนังสือให้เหมือนพี่จิก’
ให้ได้อย่างพี่จิก คือ เขียนแล้วอ่านง่าย ได้สาระ และความเพลิน
ส่วนไอ้ที่ห่วงว่าจะเดินตาม อันนั้น ต่อให้อยากเดินก็ตามรอยไม่เหมือนอยู่ดี
ขอบคุณสำหรับความรู้ ความคิด และความเห็นครับ
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 3:44 am
ผมไม่รู้ว่าผมขี้ขลาดเกินไปป่าว แต่ผมรู้สึกว่าด้วยวัยวุฒิ และภาวะวุฒิระดับนี้ผมยังไม่กล้า ที่จะหยิบอ่านงานของ นักเขียนต้องห้าม สามคนอะคับ อันประกอบไปด้วย อาชาติ กอบจิตติ / อารงษ์’ / พี่จิก ประภาส เพราะโดยลำพังการจะอ่านงานของ ปราบดา ให้จบสักเล่มยังยากเย็นแสนเข็ญเลยครับ
ผมคิดว่าสักวันผมคงพร้อมที่จะอ่านงานของพี่จิก และนักเขียนต้องห้ามของผมได้มากกว่านี้ สักวันผมคงได้เจออะไรที่สงบแบบนี้บ้าง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ผมขอขอบคุณ ‘นิ้วกลม’ เพราะหลังจากหายไปพักนึง หลังจากร้างรางานเขียนของ ปราบดา ไปสักพัก ก็ได้งานของนิ้วกลมนี่ละคับ ที่เปนเหมือนเด็กปั้ม ให้ผมได้กลับมามีแรงฮึด แรงบ้า จะตามล่าหาหนังสือมาอ่านอีกครั้ง
แต่ผมไม่รู้ว่าวิธีการอ่านของผมผิดหรือเปล่า ผมไม่ได้อ่านหนังสือทุกเล่ม ยิ่งถ้าเล่มไหนเปน best seller ผมจะเลี่ยงที่จะเลือกมาอ่านเป็นการด่วน ไม่ได้ต้องการทำตัวเด่น หรือนอกกระแสอะไรหรอกคับ แต่ผมรู้สึกแค่ว่าผมอยากอ่านเฉพาะหนังสือที่ผมอยากอ่านจริง อย่างตอนที่ผมได้ทำความรู้จักกับ ‘โตเกียวไม่มีขา’ ก็ได้รู้จักโดยบังเอิญอะคับ ถ้าวันนั้นไม่ไปศูนย์หนังสือจุฬากับพี่สาว ไม่เดินไปหาหนังสือสักเล่ม ไม่ปฏิเสธที่จะอ่านหนังสือ ‘คำพิพากษา’ ของอาชาติ ไม่ปฏิเสธที่จะอ่านงานของวินทร์ ผมคงไม่ได้รู้จักกับนิ้วกลม และคงไม่ได้รู้จักโตเกียวไม่มีขา / กัมพูชาพริบตาเดียว / เนปาลประมาณสะดือ / อิฐ และกำลังจะไปทำความรู้จักกับ สมองไหวในฮ่องกง เร็วๆ นี้ คับ
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 10:01 am
โอดิจิมอน
หา ‘พันธุ์หมาบ้า’ มาอ่านโดยด่วน
ตามด้วย ‘หลงกลิ่นกัญชา’
ก่อนที่จะมาซัด ‘คุยกับประภาส’ ซักเล่ม
ทั้งหมดนั้นควรรีบอ่านตอนหนุ่มๆ จะยิ่งมัน
ขอแนะนำ เสเพลบอยชาวไร่, มาเฟียก้นซอย
และมีดประจำตัว, เวลา, บริการรับนวดหน้า ด้วยเน้อ!
วุฒิภาวะไหนก็อ่านได้ทั้งนั้น
อ่านตอนนี้ เดี๋ยวอีกสิบปีมากอ่านอีกก็ยังได้นี่นา
เรากำลังอ่าน ‘ขี่ม้าชมดอกไม้’ อยู่ สนุกดีนะ
เคยอ่าน ‘สาหร่ายปลายตะเกียบ’ ก็สนุก
ลองดูลองดู แล้วจะรู้ว่านิ้วกลมน่ะเด็กๆ ยังแบเบาะนัก
ฮ่าฮ่า…
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 11:37 am
เด็กแก่แดดนะสิ ท่านนิ้ว
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 12:15 pm
นิ้วกลม
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ได้ครับ
ผมรับปากว่า ต้อง ไม่ใช่ จะ ลองดูครับ
….
คำพิพากษา และ พันธุ์หมาบ้า คือหนังสือสองเล่มหลักๆ เลยที่
ทุกครั้งเข้าร้านหนังสือ จะคว้ามาดูหน้าปก เปนอันดับต่อมา
หลังจากเดินวนดูหนังสือใหม่รอบร้านแล้ว แต่ทกครั้งก็หยิบมา
ดูหน้าปก พลิกดูปกหลัง แล้วก็วางลง เหมือนเปนโรคจิตนิดๆ
แก้ไม่หายสักที
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 12:25 pm
กำลังเปิดหน้าแรกของ “พันธุ์หมาบ้า” พอดี
เราก็ คนแก่ แก่แดดนะสิ V.V
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 2:06 pm
กว่าจะอ่านพันธุ์หมาบ้า จบนานหน้าดู
แต่อ่านจบแล้วแหละ
สนุกดี
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 5:36 pm
ดีค่ะพี่เอ๋+พี่ๆทุกคน
มาอ่านแล้วรู้สึกดีกับเรื่องนี้มาก
อ่านไปแล้วมันโดน
..โดนอย่างบอกม่าถูก
พี่เอ๋ไม่ต้องเขียนให้เหมือนพี่จิกหรือนักเขียนคนไหน
….เป็นพี่เอ๋ที่เขียนหนังสือแล้วมดติดหนึบ+วางไม่ลง+ต้องคอยไปดูว่าหนังสือพี่เอ๋จะมารึยังน๊า(ไปจนลูกชายเจ้าของร้านจำหน้าได้)
….แค่นั้นก็พอแล้วค่า….นี่แหละพี่เอ๋ของชั้น!!!
ป.ล. พิดโลกหนังสือจะล่าช้าซำเหมอ!!! เบื่อ
เมื่อไหร่จะได้สมองไหวมาครอบครองก็ไม่รู้ (-,-)”"
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 6:37 pm
ยอมรับนะครับว่าการทำน้อยได้มากของซีดาน ของพี่จิก
หรือของแวน เดอ โรห์ ว่ามันทำให้เกิดอะไรดีๆกับโลกไปแล้วบ้าง
แต่ผมก็ชอบความ “ทำมาก ได้มาก” มากกว่าอยู่ดีครับ
ถ้าโรนัลโด้จิ๋วไม่ตะบี้ตะบันสับขาหลอกแล้วลากหลบอยู๋อย่างนี้ แมนยูอันเป็นที่รักยิ่งของผมก็คงนอนกอดตำแหน่งรองแชมป์ไปอีกปี แล้ววันไหนพ่อเจ้าประคุณเค้าเกิดผีออกเล่นแย่ขึ้นมา ยิงทิ้งยิ่งขว้างจนนกที่โอลด์แทรฟฟอดตายไปเป็นโหล วันนั้นผมกับผองเพื่อนก็จะมีเรื่องให้ก่นด่าคุณโด้จิ๋วได้อยู่เนืองๆ
ตัวอย่างความ “มาก” ที่สวยงามอีกอย่างที่เห็นได้ชัดๆก็คือเมืองที่เรากำลังอยู่กันนี่แหละครับ ผมว่ากรุงเทพฯนี่แหละที่เอาอะไรก็ไม่รู้มายำกันจนเป็นยำใหญ่ที่อร่อยมาก ถ้าผมอยู่ในเมืองที่เรียบกริ้บเป็นเมืองในนิยายอย่างหลายๆเมืองในยุโรป ผมก็คงไม่ได้เดินท่อมๆไปหาซื้อ DVD โฆษณา(เถื่อน) แถวสีลมมานั่งดูให้สบายใจเป็นแน่
อย่างที่บอกครับว่าบางอย่างที่มันดูน้อยๆแต่มันดีมันก็มีประโยชน์ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเองแหละ ที่จะเลือกเองว่าอะไรที่เหมาะกับเราที่สุด
กุมภาพันธ์ 21, 2007 ที่ 8:41 pm
ปกติ ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งเพราะเหนื่อย ปวดตา กับการนั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน
ได้รู้จักพี่เอ๋ นิ้วกลม จาก ณ a day และติดใจเริ่มลุกลามไปถึง หนังสือเล่มอื่นๆของพี่ และของคนอื่นๆ
ขอบอกว่าคอลัมน์ ของพี่ เป็นคอลัมน์แรกที่เปิดอ่านเมื่อซื้อ a day มาเสมอ จะบอกว่านิ้วกลมๆนี้ มาสะกิดเราให้เข้าสู่โลกของการอ่านมากขึ้นก้อคงได้
อ่าน Blog นี้แล้ว อยากพยายามหาเวลาว่างๆ ไปหาหนังสือที่พี่แนะนำมาอ่านดูจังครับ
กุมภาพันธ์ 22, 2007 ที่ 11:25 am
เมื่อก่อนจะซ์อมติชนทุกวันอาทิตย์ค่า
อ่านเรื่องของพี่จิก
แต่ตอนนี้พี่จิกหายไปมติชนก็หายไปด้วย
ตอนนี้ซื้อกรุงเทพธุรกิจวันเสาร์กะวันอาทิตย์แทนหนุกนะ
ลองดู
กุมภาพันธ์ 24, 2007 ที่ 10:52 am
ผมเป็นคนหนึ่งที่ตามอ่านงานของประภาส ชลศรานนท์ มานานเช่นกัน ครั้งแรกที่อ่านงานรวมเล่ม “คุยกับประภาส” ทำให้ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ ผมหลุดจากบ่วงแห่งความหฤหรรษ์ที่ได้อ่านไม่ได้เลย
หากจะให้คำจำกัดความที่สั้นที่สุด ที่พอจะอธิบายความรู้สึกของผมต่องานพี่จิกได้ นั่นก็คือ
ง่ายแต่งาม
กุมภาพันธ์ 28, 2007 ที่ 1:29 pm
ไม่ชอบอ่านหนังสือ…เรียน
มีนาคม 3, 2007 ที่ 12:21 pm
อ่านสมองไหวในฮ่องกง จบไปเมื่อคืนตอนตี 4 เพราะนอนไม่หลับ ยิ่งอ่านทำให้นอนไม่หลับเข้าไปใหญ่..พยายามนอนนับนิ้วแล้วนะ..ไม่หลับสักกะที
มีนาคม 5, 2007 ที่ 10:03 pm
ผมได้อ่าน “อิฐ” ผมว่าคุณนิ้วกลมมีพลังเยอะ งานเขียนก็แหวกแนว เป็นแบบฉบับที่โดดเด่นดีนะครับ ผมว่าในอนาคตคุณคงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “นิ้วคม” แน่ๆ
ความเห็นของผมเองนะครับ (คนชอบอ่าน คนชอบเขียน ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราว )
มีนาคม 6, 2007 ที่ 11:25 pm
ชอบทั้งพี่จิกและซีดานเลยครับ
พี่จิกเห็นแต่ลีลาตัวหนังสือ เพลง และสื่อบันเทิงต่างๆ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง
แต่ซีดานเห็นลีลาการเล่นแล้ว หลงเลยครับ พริ้ว ไอเดียบรรเจิด ไม่เคยเห็นเขาเสียบอลเลย เสียดายไม่น่าเอาหัวโขกเลย ไม่งั้นเป็นยอดนักเตะแห่งยุคเลยครับ
มีนาคม 10, 2007 ที่ 2:38 pm
ชอบๆติดตามมานานแล้ว เล่มล่าสุด”แมงกระพรุนถนัดซ้าย”อ่านแล้วรู้สึกดี
มีนาคม 14, 2007 ที่ 10:27 am
ชอบพี่จิก มาก ๆ เหมือนกันพยายามจะมีให้ครบทุกเล่ม ตอนนี้หา “หลังตู้เย็น” พี่เอ๋ช่วยได้ไม๊อ่ะ
พฤษภาคม 16, 2007 ที่ 12:10 am
ใครมีเมลล์ติดต่อพี่จิกบ้างคะรบกวนติดต่อกลับมาที่เมลล์ masha.123@hotmail.comด้วยนะคะ
ขอคุณมากค่ะ
พฤศจิกายน 7, 2007 ที่ 4:15 am
สำหรับเรานะ
พี่จิกคือนักเขียนในดวงใจอันดับ๑
ส่วนนิ้วกลมคืออันดับ๒ (ไม่ว่ากันเนอะ)
มีนาคม 9, 2008 ที่ 11:54 pm
นิ้วกลมสู้ๆน้าค้้่าาาาาาาา