สืบเนื่องจากเรื่อง หมาหาย-หมายหา
อ่านข้อความที่เพื่อนๆ พี่ๆ พิมพ์ทิ้งไว้เรื่องหมาของแต่ละคน
ก็ชวนให้คิดถึงความผูกพันที่คนเรามีต่อสิ่งอื่น
สิ่งอื่น ที่ครอบคลุมตั้งแต่สิ่งมีชีวิตด้วยกัน คน, สัตว์, ต้นไม้
ไล่เลยไปถึงสิ่งของที่เราอยู่กับมานานอย่างตุ๊กตาบางตัว, หมอนข้าง,
ผ้าห่ม, พัดลม, โคมไฟ, กระติกน้ำ, รองเท้าคู่โปรด และอื่นๆ อีกมากมาย
กระทั่งคิดเลยเถิดไปถึงเรื่องที่เพื่อนบางคนบอกกับผมว่า
ผมมักคิดวนเวียนถึงมันเสมอ คือ เรื่องความผูกพัน
ในภาษาเจ้าชายน้อยเขาใช้คำว่า ‘การถูกทำให้เชื่อง’
ใน ‘เจ้าชายน้อย’
บทที่เจ้าชายน้อยถกเรื่องความสัมพันธ์กับสุนัขจิ้งจอก
นับเป็นตอนที่กระทบใจผู้คนจำนวนมาก
สุนัขจิ้งจอกที่เคยอิสระ เมื่อถูกทำให้เชื่อง
ก็เฝ้ารอการกลับมาของคนคนนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
วันไหนที่เขาไม่มา ก็จะรู้สึกกระวนกระวาย
คำถามของคุณ ไม่มีเหตุผล (โรแมนติก?) ที่ทิ้งเอาไว้
ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน
“หมาหาย กับไม่เคยมีหมาให้หาย อันไหนแย่กว่ากัน”
รวมไปถึงเรื่องสั้นๆ ของหลายคนที่มาเล่าแบ่งกันฟัง
บางคนสูญเสียหมาตัวนั้นไป และไม่อยากเลี้ยงอีก
ระหว่างที่หมาถูกทำให้เชื่อง
ดูเหมือนเจ้าของก็ถูกทำให้เชื่องเช่นกัน
และเวลาของหมาก็มักจะสั้นกว่าเวลาของเจ้าของ
คนที่เคยมีประสบการณ์แบบนั้นจึงไม่อยากมีหมา
เพราะกลัวจะผูกพันกับมัน กลัวมันจะหายไป
อีกฝั่ง คนที่ไม่มีหมา ก็อยากลองมีหมา และยังไม่ได้
จินตนาการว่า มันจะไม่อยู่กับเราตลอดไป
หรืออันที่จริงแล้วลึกๆ ใครก็อยากมี ‘อะไร’ สักอย่างอยู่ข้างๆ
แต่เมื่อมี ก็เกรงว่า ‘อะไร’ นั้นจะหายไปในวันหนึ่ง
แต่พอไม่มีก็รู้สึกว้าเหว่ ไม่รู้จะเล่นกับอะไร ให้อาหารอะไร ลูบหัวอะไร
ดูคล้ายจะเป็นความขัดแย้งอีกข้อของการมีชีวิต
ความต้องการที่อยากให้สิ่งที่ผูกพันคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป
ขัดแย้งกับการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง
บางคนจึงหยุดการเริ่มต้นความสัมพันธ์ไว้ตั้งแต่แรก
ไม่ยอมถูกทำให้เชื่อง ไม่ยอมเริ่มเลี้ยงหมา
บางคนหาทางออกด้วยวิธีการเลี้ยงเล่นๆ
ตกเย็นก็เล่นด้วยสิบนาที แล้วก็ไม่เคยดูแลมันอีก
ไม่ผูกพัน หายไปก็ไม่เป็นไร ตายก็ไม่ร้องไห้
บางรายด้วยวิธีสุดท้ายก็ทำให้มีเวลาไปเล่นกับหมาตัวอื่น
ไม่รู้เหมือนกันว่าตามธรรมชาติของ ความสัมพันธ์
คนเราสามารถมีหมา รักหมา ดูแลหมา อยากเล่นกับหมา แค่ตัวเดียวได้จริงไหม
บางคนก็มีความสุขที่จะมีหมาหลายตัว หมาบางตัวก็ไม่ชอบให้คนมาเล่นกับมันบ่อยๆ
หมาบางพันธุ์มีเจ้านายเดียว หมาบางพันธุ์ก็ชอบเล่นกับคนทุกคน
มนุษย์หลายหลาย หมาก็หลายหลาก
ธรรมชาติยากจะจับมายัดใส่ในกรอบแคบๆ ในนามของ ‘สิ่งที่ถูกที่ควร’
“หมาหาย กับไม่เคยมีหมาให้หาย อันไหนแย่กว่ากัน”
ผมเลือกมีหมา และยอมรับว่าสักวันมันจะหายไป
ถ้าต้องร้องไห้ฟูมฟายก็คงต้องร้องไห้ไปตามธรรมชาติ
แต่อย่างน้อยเราก็ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันในช่วงสั้นๆ ของชีวิตเราทั้งคู่
ชีวิตที่ไม่มีหมาที่ทำให้เราร้องไห้ได้เมื่อมันจากไป คงว่างเปล่าเกินไปหน่อย
ดูเหมือนจะเป็นกฏของความผูกพัน
ถ้าคิดจะเริ่มต้น ก็ต้องรับผลของการลงท้าย
โดยมีโน้ตสั้นๆ ห้อยไว้หลังข้อความว่า
*แต่ระหว่างกลางของการเริ่มต้นและลงท้าย
น่าได้คิดถึงการเริ่มต้นและลงท้ายอยู่เสมอๆ
นั่นอาจจะทำให้เรา อาบน้ำหมา แปรงขนหมา และลูบหัวมันบ่อยขึ้น
เมื่อได้คิดว่า วันแรกทำไมเราจึงอุ้มมันกลับบ้านมา
และเมื่อได้คิดถึง วันสุดท้ายที่มันจะนอนหลับไปแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก
หรือกระทั่ง วันที่จู่ๆ มันก็วิ่งหายไปหน้าตาเฉย!
สิ่งมีชีวิตเป็นอิสระจากกัน
ต่อให้เชื่องแค่ไหน วันหนึ่งถ้าจะไป ก็คงขังไว้ไม่ได้
หากเป็นอิสระจากกันจริงๆ
ฝ่ายหนึ่งสมควรอยู่ได้แม้ไม่มีอีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะก่อนหน้านั้นเราก็ไม่เคยมีกันมิใช่หรือ?
บางทีสมองของมนุษย์ก็ดีเกินไป
กักเก็บความทรงจำที่ดีไว้มากเกิน
ส่วนที่ทำให้เจ็บช้ำ มักจะเป็นความทรงจำที่ดีนี่เอง
ไม่ใช่วันสุดท้ายที่ย่ำแย่หรอก
ไม่ใช่เลย มันเป็นสิ่งที่เคยดีต่างหากที่ย้อนกลับมาเล่นงานเราบ่อยๆ
จากที่เคยว่างเปล่า เมื่อหมาตัวนั้นเข้ามาในชีวิต
ก็ได้ฝากเรื่องราวดีๆ ภาพสวยๆ ฉากประทับใจทิ้งไว้ในสมอง
ยากจะแกะออก มันจะติดทนอยู่อย่างนั้น แม้เจ้าของที่สร้างมันขึ้นมา
ไม่ได้อยู่ข้างๆ เราแล้ว
จึงยากที่จะพูดประโยคที่ได้พูดไป
“เพราะก่อนหน้านั้นเราก็ไม่เคยมีกันมิใช่หรือ?”
เพราะเราได้มีแล้ว และทำให้ ‘ไม่เคยมี’ อีกไม่ได้
นี่แหละเรื่องราวของหมากับเจ้าของ
เป็นเรื่องของการถูกฝึกให้เชื่องและการตัดสินใจเริ่มผูกพัน
ตัดสินใจว่าจะเลี้ยงมันหรือไม่ จะมีมันไว้ข้างๆ กายหรือเปล่า
แต่ในความเป็นจริงก็คือ
เราต่างเป็นเจ้าของ และเราต่างเป็นหมา
บางเวลาเราเป็นหมาของคนบางคน
บางเวลาเราก็เป็นเจ้าของ
และความผูกพันจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งหมาและเจ้าของพร้อมใจกัน
เมื่อนั้น…ทั้งสองก็จะถูกทำให้เชื่อง