ยี่สิบหกปี,
ไอน์สไตน์อายุเท่าผม ตอนที่เขาคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
แล้วป่าวประกาศใส่หูของโลก ผมไม่รู้เหมือนกันว่าหูของโลกอยู่ตรงไหน
แต่แน่ใจว่ามี เพราะโลกได้ยินสิ่งที่เขาพูด!
เสียงนั้นยังกังวานก้องอยู่ในรูหูของโลก แถมยังท่วมทะลักมาสู่หูของผมในวันนี้
หูส่งข้อความต่างๆ ที่ไอน์สไตน์ได้ประกาศไว้ไปยังสมอง
แต่สมองน้อยหยักของผม ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ไอน์สไตน์อธิบายเอาไว้ได้ทั้งหมด
อาจเพราะสมองของผมหนักเกินไป
สมองไอน์สไตน์เบากว่าผมหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกรัม
ผมก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อว่ามนุษย์คนอื่นๆ
ที่มีน้ำหนักสมองประมาณหนึ่งพันสี่ร้อยกรัม
คนที่แปลกเห็นจะเป็นเขาน่ะแหละ
เพราะสมองของเขาหนักแค่หนึ่งพันสองร้อยสามสิบกรัมเท่านั้นเอง
และนั่นอาจทำให้เขามี ‘ความหนาแน่น’ ของเซลล์ประสาทในสมองมากกว่าคนทั่วไป
และแน่นอน, มากกว่าผมเยอะเลยเชียว
นพ.เอเลียต คลอส แห่งโรงพยาบาลพรินสตัน ขยับแว่นหนาๆ
สไตล์คุณหมอของแกสอง-สามขยัก ก่อนเผยอปากบอกความลับกับผมอีกว่า
“สมองของไอน์สไตน์มีเพียงเส้นแบ่งตื้นๆ ระหว่างสมองข้างซ้ายและข้างขวา
ในขณะที่คนธรรมดาจะมีรอยแยกชัดเจนระหว่างสมองทั้งสองข้าง
เผยให้เห็นถึงการรวมกันอย่างกลมกลืนของสมองทั้งสองซีก”
ผมห่อปากจู๋ใส่หน้าคุณหมอ แล้วอุทานเบาๆว่า “ว้าว!”
เพื่อสื่อสารกับแกว่าช่างน่าอัศจรรย์…ที่อุทานสั้นๆเพราะไม่สันทันภาษาฝรั่งมากนัก
คุณหมอไม่ว่ากระไร ทำหูทวนลม แล้วเดินหายไปจากหน้าต่าง
ผมจึงปิดหน้าต่างบานนั้นลง – หน้าต่างที่มีชื่อเต็มๆว่า Window xp -
แล้วหันหน้าเข้าหาไอน์สไตน์
ไอน์สไตน์แบบแผ่น
ไอน์สไตน์นอนอยู่บนแผ่นกระดาษสีขาว เขาจ้องผม ตาไม่กะพริบ
ผมพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
แม้รู้ตัวดีกว่าสมองเบาบางกว่าเขาอยู่หลายขุม
เขายกตัวอย่างมากมายมาอธิบายทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษให้ผมฟัง
“หากนายอยู่บนรถที่วิ่งเร็วเกือบเท่าแสง นายก็ยังเห็นแสงวิ่งเร็วเท่าเดิม
ไม่ได้เห็นว่า แสงวิ่งช้าลงเลยสักนิด ทั้งที่จากมุมมองของคนนอกรถ
พวกเขาเห็นนายวิ่งเร็วขนาดตามแสงทันเลย นั่นเท่ากับว่า
เวลารอบตัวนายบนรถมันช้าลง เข้าใจมั้ย?”
ผมส่ายหัวยิก
“ลองใหม่ ลองคิดถึงฝาแฝดคู่หนึ่ง คนหนึ่งอยู่บนจรวดที่วิ่งเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง
แต่อีกคนอยู่บนโลก จากที่เราเล่าให้นายฟังไปเมื่อกี้ นายว่าใครจะแก่กว่ากัน?”
ผมย่นคิ้ว “ไม่รู้ คิดตามไม่ทันหรอก (เว้ย!)” คำในวงเล็บผมเก็บไว้ในใจ
“(ไอ้โง่!) ก็คนบนโลกน่ะสิ เพราะเวลาบนโลกที่เคลื่อนตัวน้อยๆ ผ่านไปไวกว่า”
เขาก็เก็บอารมณ์ไว้ในวงเล็บ – ในใจเช่นกัน
“งี้ถ้าเราอยู่บนยานตลอด เราก็จะหนุ่มไปอีกนานเลยอ่ะดิ”
“ฉลาดขึ้นบ้างแล้วเหรอ?”
“แล้วถ้าอยู่บนนั้นนานมาก พอกลับลงมาบนโลก
โลกก็จะกลายเป็นโลกในอนาคตใช่มั้ย ไอน์สไตน์?”
“อืม…ถ้าร่างกายของพวกเราทนสภาพการเดินทางแบบนั้นได้นะ”
“แต่เราก็ยังไม่เข้าใจทฤษฎีของนายอยู่ดี”
“เอางี้…เวลานายวางมือบนเตาไฟหนึ่งนาที มันยาวนานเหมือนหนึ่งชั่วโมง
แต่เวลานั่งคุยกับผู้หญิงสวยๆหนึ่งชั่วโมง มันเหมือนนาทีเดียวเลยใช่มั้ย?
นั่นแหละ เวลามันเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว”
ผมยีหัวตัวเองจนยุ่งเกือบเท่าเขา ก็ยังไม่เข้าใจ
ผมสีเทายุ่งๆบนหัวไอน์สไตน์ชวนให้ผมรำลึกถึงทอย
ทอยเป็นพูเดิ้ล พูเดิ้ลเป็นหมา
ผมกับทอยเจอกันครั้งแรกที่สวนจตุจักร ในกระบะมีลูกหมาอยู่หลายตัว
แต่ไม่มีตัวไหนจ้องตาและย่างสามขุมเข้ามาหาผมเหมือนทอย
ผมลูบขนสีเทาดำของมันอย่างทะนุถนอม
ตาเล็กกลมสีดำเข้มเหมือนเม็ดลำไยคู่นั้นพูดกับผมว่า
“อุ้มฉันกลับบ้านไปด้วยนะ”
ผมได้ยินสิ่งที่ทอยพูดผ่านทางแววตา จึงตกลงราคากับคนขาย
ยื่นเงินให้ แล้วอุ้มทอยกลับบ้าน
ตั้งแต่วินาทีนั้น ทอยก็เปลี่ยนสถานะจากสินค้า มาเป็นสมาชิกในบ้าน
เปลี่ยนจากลูกหมาธรรมดา มาเป็นลูกหมาของผม
ใช่! ลูกหมาของผม ตัวแรกในชีวิต ชื่อ “ทอย”
มาจากพูเดิ้ลทอย คือพูเดิ้ลพันธุ์เล็กเหมือนหมาของเล่นมากกว่าหมาจริงจัง
พ่อของผมเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้กับมัน และเราเห็นตรงกันว่าน่ารักดี
ทั้งที่เราก็ไม่ได้กะจะเลี้ยงหมาสักตัวเอาไว้เป็นของเล่นอยู่แล้ว
ทอยเป็นหมาตัวแรกของบ้านเรา – บ้านที่ไม่เคยผูกพันกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
ความที่บ้านเป็นตึกแถว เราจึงต้องล่ามทอยเอาไว้ตลอดทั้งวัน
หากจะมีเวลาลูบหัว หยอกล้อกับมันบ้างก็เห็นจะเป็นแค่ตอนให้อาหาร
ซึ่งก็เป็นห้วงเวลาไม่นานนัก ด้วยสาเหตุข้อนี้เองทำให้ลูกหมาทอยเติบใหญ่ขึ้น
เป็นพูเดิ้ลที่ก้าวร้าวราวกับมีเชื้อโดเบอร์แมนผสมอยู่ในสายเลือด
อาจเพราะไม่ค่อยได้เข้าสังคม ไม่ได้ไปแสดงตัวในงานปาร์ตี้ใดใด
และไม่เคยปะหน้าผู้คนใหม่ๆ ทอยจึงมีนิสัยไม่ไว้ใจคนแปลกหน้าไปโดยอัตโนมัติ
หากมีใครมาที่บ้าน มันจะตะเบ็งเห่าจนกว่าเขาจะกลับ
บางครั้งกลับไปแล้วเสียงเห่ายังดังลั่นหมู่บ้านต่ออีกเป็นชั่วโมง,
เวลาพาไปตัดขน ช่างต้องมัดปากมันเอาไว้ กลัวถูกฟันเฉาะเนื้อ,
กระทั่งพ่อของผมที่เป็นคนตั้งชื่อน่ารักๆให้มัน ยังถูกงับจมเขี้ยวมาแล้ว
ตอนนั้นเราจับทอยไปผสมพันธุ์ และมันคงตื่นคนแปลกหน้า
รวมถึงสามีที่ถูกคลุมถุงชน ให้มาแต่งงานกับมันด้วย
เลยแว้งกัดแขนของพ่อที่กำลังช่วยจับมันไว้ให้สามีรับเชิญบรรเลงเพลงรัก
ผลงานของการคลุมถุงชนครั้งนั้น คือ ท้องที่ค่อยๆป่องขึ้นของทอย
…
จนกระทั่งคืนนั้น,
คืนที่ทอยคลอดลูกครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
ลูกตัวแรกออกมาได้ดีไม่มีปัญหา
แต่หลังจากนั้นอีกนานหลายชั่วโมง
ลูกที่เหลือในท้องก็ไม่มีทีท่าว่าจะโผล่หัวออกมาดูโลก
พวกเราเฝ้ารอ ชั่วโมงผ่าน นาทีผ่าน
ดูเหมือนว่า ยิ่งเดิน เข็มแหลมของนาฬิกาจะยิ่งแทงทิ่มให้ทอยเจ็บปวดขึ้นเรื่อยๆ
แม่ของผมตัดสินใจพาทอยไปโรงพยาบาล
หมอบอกว่าลูกในท้องมีอีกสามตัว ต้องผ่าออก
เพราะทอยเบ่งมานานมากแล้วแต่ไม่สำเร็จ
แถมยังบอกอีกด้วยว่า โชคดีที่พามาทันเวลา หากช้ากว่านี้อาจจะแย่
แล้วจึงยื่นข้อเสนอให้เราตัดสินใจ “ต้องเลือกว่า จะเอาแม่ไว้หรือเอาลูกตัวใหม่”
แม่ของผมตอบโดยไม่ต้องคิด ทอยถูกเย็บท้องเข้าด้วยกัน ลูกสามตัวเสียชีวิต
แต่ทอยยังอยู่กับพวกเรา
ผมเคยได้ยินมาว่า เวลาของหมาไม่เท่ากับเวลาของคน
หนึ่งปีของหมา เทียบได้กับ เจ็ดปีของคนเรา
แต่ละปีผ่านไปไวราวกับขบวนรถไฟชินกังเซ็น,
แต่ละเจ็ดปีผ่านไปไวกว่า
เมื่อถึงช่วงชีวิตที่เดินเข้าสู่ประตูมหาวิทยาลัย ด้วยความตื่นตาตื่นใจกับสังคมแบบใหม่
และกิจกรรมนานาชนิด ผมจากบ้านไปอยู่หอกับเพื่อนฝูง
ทำกิจกรรมอย่างที่รุ่นพี่บอกให้ทำ และด้วยการเรียนที่หน่วงหนัก
ทำให้เวลากลับบ้านก็อยากผ่อนพักขึ้นนอน
เปิดประตูเข้าบ้าน ผมแทบไม่ได้เล่นกับทอยเหมือนเคย
บางครั้ง, ทอยมาเกาะแกะขา ผมสะบัดหลุด แล้ววิ่งขึ้นบันไดไปซะอย่างนั้น
ข้างล่างบ้าน ตอนกลางคืน ไม่มีใครอยู่
หากจะมีเพื่อน, ทอยคงมีเพื่อนเป็นยุง แค่ไม่กี่ตัว
เวลาผ่าน เข็มนาฬิกาชีวิตขยับตัวจนกระทั่งผมเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
สู่อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ในเมือง ต้องตื่นแต่เช้า
ทำงานอย่างขยันขันแข็งตอนกลางวัน และกลับบ้านดึกดื่นมืดค่ำ
เพื่อพิสูจน์บางอย่างที่คนขนานนามมันว่า “สปิริต”
แต่ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน
ทุกคืน จะมีสองชีวิตยืนรอผมอยู่ที่หน้าประตูบ้าน แม่ และ ทอย
กลางดึกนั้นฝนตกหนัก ฟ้าคำรามจนเมฆสั่น แสงวาบขึ้นมาน่ากลัว
ที่ประตูห้องนอน มีเสียงเหมือนใครเอาเล็บมาขูด ผมรู้ว่าเป็นทอย
แต่ทำเป็นไม่สนใจ
คู่มือเลี้ยงสุนัขเคยบอกไว้ว่า จะเลี้ยงหมาให้ดีอย่าตามใจมันนัก
ไม่อย่างนั้นมันจะเคยตัว ผมนอนต่อ แล้วได้ยินมันไปขูดประตูห้องแม่แทน
ไม่นานนักเสียงขูดประตูเงียบหายไป
ในเสียงห่าฝน ผมเปิดประตูออกมาดู
ภาพที่เห็นตรงหน้าดันก้อนอะไรบางอย่างขึ้นมาจุกที่คอ
แม่กำลังนั่งตาปรือลูบหัวทอยอยู่บนตัก ผมทรุดตัวลงนั่งข้างแม่
แม่พูดกับผมท่ามกลางเสียงฟ้าร้องว่า “ตอนเด็กๆเราดูแลมันไม่ค่อยดี
ไม่เอาแล้ว ต่อไปนี้ถ้าดูแลมันได้ แม่จะไม่ปล่อยให้มันต้องกลัว ต้องตกใจแล้ว
มีเวลาต้องเล่นกับมันบ้างแล้วล่ะ ชดเชยตอนนั้น เนอะเนอะ”
แม่หันไปพยักเพยิกกับทอย
แม่ชอบพูดกับทอยแบบคนเข้าใจกันอย่างนี้มานานแล้ว
“มันก็แก่แล้วด้วย”
“อืม…สิบสองปีแล้วใช่มั้ย?” ผมพูดในความมืด
ฟ้าวาบเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนสายฝนจะสงบลง
สิบสองปีของทอย เท่ากับ แปดสิบสี่ปีของคนเรา
สิบสี่ปีของทอย เท่ากับ เก้าสิบแปดปี และนั่นคืออายุของทอย
ทอยมีอาการแปลกๆอยู่หลายวัน ก่อนที่ผมและแม่จะพาไปหาหมอ
เพราะวันนั้นทอยนอนนิ่งเหมือนกับว่ากำลังจะจากพวกเราไป
แต่พอคุณหมอให้ยารักษาทอยก็กลับมาเดินเหินได้อีกครั้ง
แม้ว่ามันจะไม่ได้กระโดดโลดเต้นเหมือนก่อน
จะว่าไปแล้ว, ช่วงนี้ ทอยก็ไม่ค่อยเดินเข้ามาเล่นกับพวกเราเหมือนเคย
ปลีกตัวมากขึ้น ราวกับไม่อยากเอารูปร่างผอมแห้ง ผิวหนังเกรอะกรัง หูน้ำหนวก
และเส้นขนหรอมแหรมนั้นมาให้พวกเราเห็น
ตาที่เคยสดใสเป็นเม็ดลำไย ก็เต็มไปด้วยก้อนขี้ตา
ล่าสุดหมอบอกว่า ทอยตาบอดแล้ว
กระทั่งวันนั้น, ทอยพุงป่องจนน่าเป็นห่วง
หมอบอกกับพวกเราว่า เป็นอาการของอวัยวะภายในหลายอย่าง
และไม่กล้าฉีดยาหรือผ่าตัด เพราะทอยอายุมากแล้ว
หมอจึงให้ยากิน มาแทน แล้วบอกกับพวกเราว่า “ทอยแก่แล้วนะครับ”
เราเข้าใจความหมายระหว่างตัวอักษรของหมอ แต่ยากจะยอมรับ
รุ่งขึ้น ผมไปทำงานตามปกติ
หากแต่ตอนกลับบ้าน เหลือเพียงหนึ่งชีวิตที่ยืนรอผมที่ประตู
“ทอยตายแล้ว” แม่บอกกับผม
…
เช้าวันใหม่ ผมเดินไปลูบหัวทอยที่หลุมฝังศพใต้ต้นมะม่วงหลังบ้าน
แต่ดินที่กลบตัวมันคงหนาเกินไป มือของผมยื่นไปสัมผัสหัวยุ่งๆของมันไม่ถึง
จึงได้แต่เอาฝ่ามือตบหน้าดินเบาๆ บอกให้มันไปดี แล้วหันมาพูดกับแม่ว่า
“ทอยไปสบายแล้ว” แม่พยักหน้าน้ำตาคลอ
น้ำตาผมไหลในใจ,
ความรู้สึกช่างเปราะบาง แต่บางอย่างเปราะบางกว่านั้น
เวลาของหมา ไม่เท่ากับ เวลาของคน
เวลาของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน
เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์กับสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว, ทิศทางการเคลื่อนที่,
ตำแหน่งของ ผู้สังเกตการณ์ หรืออะไรก็แล้วแต่
ถึงบรรทัดนี้ ผมยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่ไอน์สไตน์พูด
ผมรู้แค่ว่า เวลาไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว เวลาแห่งความทรมานมักผ่านไปช้า
แต่ห้วงเวลาที่เราอยู่กับคนที่เรารัก เวลากลับผ่านไปไวเหลือเชื่อ
เวลาสำหรับคนที่เรารัก จึงมักจะไม่พอเพียงอยู่เสมอ
ไอน์สไตน์และเข็มนาฬิกาของชีวิตที่ผ่านมา สอนให้ผมรู้ว่า
ในเวลาอันน้อยนิดของชีวิต อาจไม่ใช่ทุกคน
ที่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับ ‘เรื่องเข้าใจยาก’ อย่างที่ไอน์สไตน์ได้ทำ
หากแต่บางคนเลือกที่จะใช้เวลาซึ่งผ่านไปอย่างว่องไว
กับคนที่เขาอยากเข้าใจและใกล้ชิด
ชีวิตมีเวลาไม่มาก เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้
ผมลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงบนหัวของตัวเองลง
ปิดหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
แล้วเดินเข้าห้องไปดูทีวีกับพ่อแม่
ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าใจอะไรกับมันมากขึ้นสักนิด
แต่มีประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นที่ผมอ่านแล้วเข้าใจ โดยไม่ต้องอาศัยทฤษฎี
“เราจะพบว่าการเดินทางด้วยความเร็วเกือบเท่าแสง
และวนเวียนเป็นวงกลมเช่นนั้นจะนำเราไปสู่อนาคตได้
แต่คงจะพาย้อนไปสู่อดีตไม่ได้”
ความลับของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษอาจอยู่ตรงนี้
ห้วงเวลาเมื่อกลับบ้านมา แล้วมีแม่ยืนรออยู่ที่ประตู
มีอยู่แค่ที่นี่ ตรงนี้ และวันนี้เท่านั้น
และมันจะไม่มีวันย้อนกลับมาอีก.
…
…
…
(เรื่องที่เราคุยกันชวนให้นึกถึงงานชิ้นนี้ที่เขียนไว้เมื่อสองปีที่แล้วครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ “แรงบันดาลใจจากไอน์สไตน์” สนพ.มติชน
มาอ่านอีกครั้งตอนนี้ คิดถึงทั้งทอย ทั้งคุณแม่ และคุณพ่อ)