Archive for กรกฎาคม 19th, 2007

คนไม่ใช่คน รถไม่ใช่รถ ชายไม่ใช่ชาย

กรกฎาคม 19, 2007

เมื่อวานบอกเพื่อนว่า ชอบดูหนังวันล้างโลก
อะไรก็ตามที่แสดงความหายนะของมนุษยชาติ
มักจะเฝ้ารอดูด้วยใจอันจดจ่อ
(ขอทดไว้ฝากให้ตัวเองคิดว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น)

หลังจากที่ Men In Black ทำให้สงสัยคนประหลาดๆ ว่ามันใช่ “คน” ไหม?
หลังจากที่ The X-men ทำให้สงสัยคนที่มีบุคลิกพิเศษว่ามัน “กลายพันธุ์” รึเปล่า?
หลังจากที่ The Sixth Sense ทำให้สงสัยคนที่เราคุยด้วยว่า มัน “ตาย” หรือยัง?
หลังจากที่ In & Out ทำให้สงสัยว่า เราเป็น “เกย์” รึเปล่าวะ?
เมื่อวานนี้ Transformers ก็ทำให้หลังจากเดินออกมาจากโรงหนังแล้ว
ก็มอง “รถ” ทุกคันเปลี่ยนไป สงสัยเหลือเกินว่า “ดึกๆ มึงจะแปลงกายเป็นหุ่นยนต์อ๊ะเปล่าว้า?”

ผมว่าหนังแบบนี้ “เก่ง” ดี
มอง “สิ่งธรรมดา” ว่ามันอาจเป็นอย่างอื่น
และที่ “เก่ง” กว่านั้น คือ ทำให้คนอื่นเชื่อตามตัวเองไปด้วยว่า
“สิ่งที่ธรรมดา” มันอาจ “ไม่ธรรมดา” ก็เป็นได้

ระหว่างดูก็สนุกกับจินตนาการของเขา
ออกมาก็สนุกกับจินตนาการของเราเองต่อ

ส่วนเรื่อง In & Out นั่นเป็นอีกอย่าง
อันนี้ก็เก่ง ที่ทำให้ผมและเพื่อนผู้ชายที่ไปดูด้วยกันหลายคน
ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ผู้ชายคนไหนไม่เคยดู ลองดูสักครั้งสิครับ
ส่วนผมเองนั้นลืมไปหมดแล้ว ลืมเนื้อเรื่อง ลืมว่ามันเป็นยังไง
แต่จำได้ว่าตอนนั้นพูดกับใครก็บอกตรงกันว่า “มึงว่าพวกเราใช่ไหมวะ?”

แต่ทุกวันนี้ได้คำตอบแล้วนะครับ ว่าไม่ใช่
ตราบใดที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเลี้ยงแกะกันสองต่อสอง
เหมือนใน Brokeback Mountain!

อาหารไทยมื้อแรกในจีน

กรกฎาคม 19, 2007

null

เพื่อนชอบถามว่า “คิดถึงอาหารไทยไหม?”
เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยกว่า “คิดถึงบ้านไหม?” ซะอีก
ทุกทีก็ตอบว่า “ไม่คิดถึงเลย ชอบอาหารจีน ถูกปากมาก”
เคยลอง “ผัดไท” ไปสองที ไม่ไหวเลย จืดชืด
แล้วหน้าตาเหมือน “ผัดซีอิ๊ว” มากๆ แต่แทนที่จะเค็มกลับจืดสนิท!

แล้ววันนี้ก็ได้มากิน (รับประทาน-สำหรับผู้ที่ต้องการความสุภาพ)
อาหารไทยเป็นมื้อแรกที่กรุงปักกิ่ง ร้านอาหารเล็กๆ
ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณหนึ่งของกลุ่มตึก

เป็นมื้อแรกที่ได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติ “เตี่ยนไช่”
ก็คือการสั่งอาหารนั่นเอง เป็นความรู้สึกที่ตลกดี
เข้าร้านอาหารไทย ดูเมนูฝรั่ง สั่งเป็นภาษาจีน
เอ่อ…หมายถึงให้เพื่อนช่วยสั่งอะนะ

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในร้านก็ได้กลิ่นไทยลอยมาก่อน
เครื่องเทศเครื่องปรุงที่คุ้นจมูก เดินขึ้นบันไดไป
เจอพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและสมเด็จพระราชินีฯ
ผนังร้านทาสีเหลืองทั้งร้าน พนักงานชาวจีนตาตี่ๆ ใส่เสื้อลายไทยๆ
สีเหลือง มีคำว่า “เรารักในหลวง” ภาพติดข้างฝาเป็นงานหัตถกรรมของไทย
ระหว่างตากำลังกวาดดูความไทยไปรอบร้าน หูก็ปะเข้ากับเพลงลูกทุ่ง
นักร้องสาวกำลังคร่ำครวญถึงชายหนุ่มที่ทิ้งเธอไปทำงานที่กรุงเทพฯ
และคร่ำครวญด้วยเนื้อหาเช่นนี้ติดต่อกันอีกหลายเพลง
เพื่อนชาวจีนชื่นชอบเพลงมากๆ อยากได้ ถามว่าเรามีไหม
เราตอบว่า ตอนนี้ไม่มี มีแต่เพลงไทยอีกแบบ เป็นเพลงป๊อป
เพื่อนบอกว่า เพลงแบบนี้เพราะมาก ชอบ ถ้ามีเอามาให้หน่อย

คิดไปว่า มันเป็นความรู้สึกบริสุทธิ์ดี ได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก
ประทับใจก็ประทับใจ ชอบก็ชอบ ไม่มี “อคติ”
ไม่เหมือนเด็กแนวชาวกรุงอย่างกระผมที่เคยคิดว่า
เพลงลูกทุ่งไม่เห็นจะเพราะเลย ดูเป็นเพลงอีกเกรด
นั่นแปลว่าฟังด้วย “อคติ” เสียแล้วล่ะ

อยากรู้เหมือนกันว่า ความชอบของคนเรา
รสนิยมของคนเรามันฝังตัวอยู่ในสมอง อยู่ในดีเอ็นเอ
หรือมันถูกหล่อหลอมฝึกฝนขึ้นมา?

อะไรทำให้เราชอบ?
อะไรทำให้เราไม่ชอบ?
และความชอบของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อย
เราถูกฝึกให้ชอบหรือเปล่า?

เหมือนตัวเองที่แต่ก่อนไม่ชอบเพลง “อัลเตอร์” เลย
(ฮ่าฮ่า คำว่า “อัลเตอร์” ตลกดี) คือไม่ค่อยนิยมเพลง
โมเดิร์นร็อก ไม่ว่าจะมาจากฝั่งอเมริกาหรืออังกฤษ
แต่ก็ยัดใส่หูจนชอบในที่สุด

เหมือนที่ถามผู้กำกับชาวอังกฤษว่า
เพลงอังกฤษดีมากเลยใช่ไหม? หลากหลาย คุณภาพดี?
เขาทำหน้างง ออกจะเหยียดหยาม ทำนองว่า คุณคิดว่างั้นเหรอ?
ว่าแล้วก็บอกว่า มันก็ห่วยๆ นะ ธรรมดาๆ ทำหน้าแหยะๆ
เขาอาจจะฟังมันมากจนแหยะ อยากรู้เหมือนกันว่า เจอลูกทุ่งไทยเข้าไป
จะทำหน้ายังไง? จะกรี๊ดสลบหรือเปล่า?

บางที ยิ่งโตความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ก็บริสุทธิ์น้อยลง
จะชอบทีก็ต้องหันไปมองรอบๆ ตัวก่อนว่า
ชอบไปจะเห่ยไหม เพื่อนจะหาว่าเชยหรือเปล่า
ต้องชอบในแบบที่คนแนวๆ คนคูลๆ เขาชอบกัน
เมื่อนั้นจะปลอดภัย

เราสั่ง แพนงไก่, ต้มยำกุ้ง, ทอดมันปลากราย, ปลานึ่งมะนาว,
กุ้งผัดผงกะหรี่, หมูสะเต๊ะ พยายามเลือกอาหารที่มีรสไทยๆ
จริงๆ แล้วอยากกินไก่ต้มข่าของโปรด แต่เห็นว่าแพนงน่าจะรสจัดกว่า

อาหารมาวางบนโต๊ะ ทุกคนตักเข้าปาก ก็ซี้ดซ้าดกันอย่างมีความสุข
หลายคนชอบแพนงและต้มยำกุ้ง ถึงกับขอ “เบิ้ล” ต้มยำกุ้งมาอีกหม้อ
แต่จะว่าไป อาหารไทยเจ้านี้ไม่เลวเลย นับได้ว่า “อร่อย” เลยทีเดียว
คำว่า “อร่อย” ลอยเต็มอากาศไปหมด เป็น “อร่อย” สำเนียงจีน

เราเอ่ยปากถามพนักงานเสิร์ฟว่ากุ๊กเป็นคนไทยหรือเปล่า?
เธอตอบว่า กุ๊กใหญ่เป็นชาวไทย และมีเวียดนามด้วย
เพราะร้านนี้มีอาหารเวียดนามควบคู่กัน

เอลวิสแซวว่า “เอ๋คิดถึงบ้านแล้วล่ะสิ”
เรายิ้ม “คิดถึงแม่เลยเนี่ย” ว่าแล้วก็ซู้ดน้ำต้มยำกุ้งเข้าปาก

แม้บรรยากาศในร้านจะเป็นไทยแบบ “จัดตั้ง”
แต่ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อย
องค์ประกอบต่างๆ ถูกนำมาวางแปะๆ กองๆ กัน
นางกวัก, ตุ๊กตารำไทย, ธงไตรรงค์ แหมมันช่างไท้ยไทย
เป็นไทยที่ไม่ร่วมสมัยสักเท่าไหร่ แต่ก็เอาวะ นี่แหละไทยของเขา

คิดถึงเพลงอยู่เหมือนกัน
หากเอาเพลงบอดี้สแลม, โมเดิร์นด็อก, กอล์ฟไมค์, หรือพี่เบิร์ดมาเปิด
ก็อาจไม่ทำให้แขกรู้สึกว่านี่คือร้านอาหารไทย เพราะมันเป็นสำเนียงสากล
บางเพลงอาจนึกว่ามาจากญี่ปุ่น,เกาหลี หรืออินโดนีเซีย

เพลงลูกทุ่งนี่เองที่เอาไว้เปิดกล่อมชาวบ้าน
เพื่อสร้างบรรยากาศ “ไทยไทย”

แม้ว่า “ที่ว่าง” ของร้านจะไม่ให้ความรู้สึกไทยเท่าไหร่
ออกไปทางเวียดนามเสียมากกว่า อาจจะเป็นความจงใจผสมกัน
ของนักออกแบบภายใน

ชวนให้คิดถึงเรื่อง “ที่ว่าง” (Space)
เรื่องที่ผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่รู้สึกได้

“ที่ว่าง” ที่ปักกิ่งมีความเฉพาะตัวเอามากๆ
ผมว่าหากลองรู้สึกดูดีๆ “ที่ว่าง” ที่กรุงเทพฯ ก็มีลักษณะเฉพาะเช่นกัน
หลังจากอิ่มแล้วเรามาคุยเรื่อง “ที่ว่าง” กันเล่นๆ ดีกว่า

งั่มงั่มงั่ม

สัจธรรมคำห้อยเอ็ม

กรกฎาคม 19, 2007

ยามว่าง ผมชอบนั่งอ่านคำห้อยท้ายหลังชื่อของเอ็มเอสเอ็นของเพื่อนๆ
บางครั้งอ่านแล้วก็ปล่อยขำออกมา บางครั้งก็พยักหน้าตาม
บางทีก็เจอสัจธรรมเล็กๆ ที่เจ้าของชื่อเอามาแปะไว้ เหมือนได้บรรลุอะไรสักอย่าง
เหมือน “ปิ๊ง” เล็กๆ ของวันนั้น บางประโยคก็คล้ายคำท้ายรถสิบล้อ ได้อารมณ์ดี
บางประโยคก็บอกสถานการณ์ปัจจุบัน บางคนก็บ่นกับตัวเอง
“บอลไทยตกรอบได้ไงฟระ” หรือ “แมนยูฯ ของกู ไม่น่าเล้ย” อะไรทำนองนั้น
บางคนก็เขียนคำห้อยท้ายเอ็มเหมือนพาดหัวข่าว ยั่วให้เพื่อนมาถาม
จะได้มีเรื่องคุยในวันนั้น ผมว่ามันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สนุกดี
จึงอยากรวบรวมไว้ ใครมีดีๆ ฮาๆ ก็มาแบ่งกันได้นะครับ
เริ่มรวบ+รวมแล้ว

สุขใดไม่เท่าล้วงกระเป๋าแล้วเจอตังค์
(อันนี้สัจธรรมที่ซู้ด)

ถ้าโลกนี้ไม่ชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เลยเสียดีกว่า
(เจ้าบทเจ้ากลอน)

คนเราไม่ต้องหัวเราะทุกวันก็ได้
(อืม…สงสัยวันนี้ไม่มีเรื่องให้หัวเราะอะดิ)

ตกงานแต่ไม่ตกใจ
(เออเก่งเว้ย!)

จะตกก็ตกเลยสิคะ อย่าตกตอนเลิกงานเลย
(อันนี้มาแนวภาวนา)

ฝนจ๋าอย่าเพิ่งตกเลย
(คนนี้แนวอ้อนวอน)

เพราะว่าเธอน่ะ จริงใจ แต่ไม่เคย จ-ริ-ง-จั-ง
(แบบไหนดีกว่ากันหว่า?)

จะไม่ขี้ลืมจะเลิกขี้งอน
(แต่อย่าลืมขี้นะที่รัก)

Don’t try to fix me, I’m not broken..
(โอว…)

รักสวย รักงาม และก็ต้อง “รักดี”
(ต้องหามจั่วด้วยนะเธอ)

คิดไม่ออก ก็คิดเข้าสิ
(ขยันเว้ย!)

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ ทุกนาที
(เตือนใครหว่า?)

การมีความรักทำให้สติสัมปชัญญะลดลง
(ควรมีคำเตือนข้างขวด)

ความสุข! อยู่กับผมนานๆ นะ!
(ความทุกข์ ไปให้พ้น ชิ่วชิ่ว!)

“การทำหนังก็เหมือนมีรัก ผมไม่สามารถผละไปหารักใหม่ได้ทันทีที่รักเก่าจบสิ้นได้หรอก”
วาทะคมๆ จาก ฌอง ปิแอร์ เฌอเนต์” (คนนี้มาแนวรักหนัง จะคุยกับเธอต้องคุยเรื่องหนัง)

Whatever doesn’t kill you only makes you stronger!
(สัจธรรมอีกข้อ)

“หาเรื่องรักกันทุกวัน”
(อันนี้ชอบ “หาเรื่อง” กับ “รัก” มาอยู่ด้วยกันแล้วน่ารักดี)

คนมองโลกในแง่ดีเขาจะหัวเราะเพื่อลืม แต่คนมองโลกในแง่ร้ายเขาจะลืมที่จะหัวเราะ
(มาหัวเราะกับคำห้อยเอ็มกันดีกว่า)

คำล่ำลาที่หายไปใน msn

กรกฎาคม 19, 2007

ออกจะรู้สึกว่ามีบางอย่างหายไปสำหรับการคุยในเอ็มเอสเอ็น
เมื่อครั้งก่อน หากเรามานั่งคุยกัน ไม่ว่าที่โรงเตี๊ยม ร้านน้ำชา ร้านกาแฟ
ร้านสุรา ร้านอาหาร เราก็คงจะต้องมีการล่ำลากันก่อนที่จะลุกเดินจากไป

หากมีใครสักคนมาเยี่ยมบ้าน ก็คงต้องกอดจูบตบหลังตบไหล่
โบกมือบ้ายบาย ยกมือไหว้ แล้วค่อยเปิดประตู กลับไปอยู่ในที่ชอบที่ชอบ

เปลี่ยนมาเป็นการคุยโทรศัพท์ เราก็ไม่เคยวางสายทิ้งไปเฉยๆ
ปล่อยให้อีกฝ่ายถือหู อ้าปากหวอ รอแมลงวันบินเข้าไปวางไข่แต่อย่างใด
“บ้ายบาย ฝันดีนะคะ อย่าลืมฝันถึงอรทัยด้วยนะคะ” มักจะมีการลงท้ายแบบนั้น
“แค่นี้นะ!” กระทั่งโกรธกัน เราก็ยังมีคำลงท้าย

แต่เอ็มเอสเอ็นสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น
กับบางคน กับบางที กับบางสถานการณ์
เราเหมือนโดนปล่อยคว้างล่องลอยอยู่ในทะเลไซเบอร์
จู่ๆ เรือที่เข้ามาจอดเทียบคุยกัน ก็ล่องหายไปจากขอบเขตสายตา
และไม่มีทีท่าว่าจะล่องกับมาโบกมือบ้ายบายอีก
เขา หรือ เธอ ได้จากไปแล้ว เราอาจจะมาทักทายกันใหม่ในวันพรุ่งนี้
แต่สำหรับวันนี้ ไม่มีคำล่ำลา

หลายครั้งที่เอ็มเอสเอ็นเป็นเช่นนั้น

แววตาที่เปลี่ยนไป

กรกฎาคม 19, 2007

ผมจำชื่อเธอไม่ได้
เธอเป็นเด็กผู้หญิงอายุสิบห้าเท่านั้น
เราใช้คำว่า “เท่านั้น” ตามหลังอายุได้ถึงตัวเลขเท่าไหร่?
คงอยู่ที่ใครคุยกับเราอยู่
ผมเคยนั่งอยู่ในวงล้อมของพี่ๆ ที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้วัยสี่สิบ
เขาหันมาถามอายุผม แล้วหันกลับไปหากันเองแล้วพูดออกมาว่า
“ไอ้เอ๋มันยังมีเวลาอีกเยอะ”

ผมก็คงพูดประโยคเดียวกัน หากไปนั่งคุยกับรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัย
หรือกระทั่งหากได้นั่งอยู่ในวงล้อมของเด็กมัธยมอย่างเซนโยฯ, มาแตร์
(ไม่รู้ทำไมถึงอยากไปนั่งในวงล้อมของเด็กสองโรงเรียนนี้
ไม่มีเหตุผลจริงๆ เหมือนมันออกมาจากจิตใต้สำนึก หุหุ)

กลับไปที่เธอ-ผู้มีอายุแค่สิบห้าปีเท่านั้น
เธอเป็นลูกผสม ระหว่างคนกับคน
แต่เป็นคนออสเตรเลีย กับ คนญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นแม่ แน่นอน ออสเตรเลียนต้องเป็นพ่อ
เธอสวย ทุกนาทีที่เคยสัมผัส รู้ทันทีว่าเธอคือคนพิเศษที่ฉันนั้นรอมานาน
เอ้ย! ไม่ใช่
เธอสวย สมเป็นลูกครึ่งที่ผสมจากสองสายเลือด
ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าช่าง สมบูรณ์แบบ
เราทุกคนเห็นตรงกัน ไม่เฉพาะพวกเราที่เป็นชาย
แต่เพื่อนสาวของพวกเราก็เห็นเช่นนั้น

นอกจากสวยสมบูรณ์แบบ เธอยังน่ารัก
นิสัยมั่นใจแบบฝรั่ง ผสมกับ ความถ่อมตนแบบญี่ปุ่น
ลงตัวเหลือเกิน

สิ่งที่พวกเราพูดคุยกันเกี่ยวกับเธอคือ ดวงตาคู่นั้น
มันช่าง ‘ใส’ เหลือเกิน
ราวกับโลกนี้ไม่มีเรื่องหม่นเศร้า
ราวกับเพิ่งได้เห็นทุกสิ่งเป็นครั้งแรก
อยากรับรู้ อยากเจอะเจอ อยากเห็นโลก
พร้อมที่จะบรรจุเรื่องราวต่างๆ ลงไปในนั้น

ใส-เหมือนแก้วที่เพิ่งเจียรไน
ใส-เหมือนน้ำต้นธารที่กำลังสะท้อนแดดที่แผดมากระทบเป็นประกาย วิ้งวิ้ง
น้ำบริสุทธิ์ที่ยังไม่เคยไหลผ่านสถานที่ที่ทำให้ต้องขุ่นมัว

ผมถามเพื่อนว่า เราเสียแววตาแบบนั้นไปเมื่อไหร่?
แววตาของพวกเราเปลี่ยนไปในวันไหน?

หันมามองแววตาเพื่อน ช่างเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า
กระทั่งตอนยิ้ม ก็ยังจับความอ่อนล้านั้นได้
แววตาของเพื่อนเต็มไปด้วยเรื่องราว
เต็มไปด้วยอดีต ซ่อนยังไงก็ไม่มิด

คนเราสามารถบอกได้จากแววตาจริงๆ
ว่าชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

ผมหันไปทำตาวิ้งใส่เพื่อนแล้วเอ่ยปากถาม
“เรายังมีแววตานั้นอยู่ใช่ไหม?”
เพื่อนส่ายหัว “ไม่เลย ไม่มีแล้ว มันไม่ใสเหมือนน้องสาวคนนั้น”

ผมชอบจ้องมองเข้าไปในแววตาของคนแก่
และมักพบว่า มันมีโลกอีกใบอยู่ในนั้น
โลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ผ่านมาอย่างหนักหน่วง

ช่างต่างกันเหลือเกินกับแววตาของเด็กสาว
ที่เบิกกว้างรอรับเรื่องราวทั้งหลายที่กำลังจะผ่านเข้ามา
เรื่องราว-ที่จะทำให้แววตาของเธอเปลี่ยนไป