
เพื่อนชอบถามว่า “คิดถึงอาหารไทยไหม?”
เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยกว่า “คิดถึงบ้านไหม?” ซะอีก
ทุกทีก็ตอบว่า “ไม่คิดถึงเลย ชอบอาหารจีน ถูกปากมาก”
เคยลอง “ผัดไท” ไปสองที ไม่ไหวเลย จืดชืด
แล้วหน้าตาเหมือน “ผัดซีอิ๊ว” มากๆ แต่แทนที่จะเค็มกลับจืดสนิท!
แล้ววันนี้ก็ได้มากิน (รับประทาน-สำหรับผู้ที่ต้องการความสุภาพ)
อาหารไทยเป็นมื้อแรกที่กรุงปักกิ่ง ร้านอาหารเล็กๆ
ซ่อนตัวอยู่ในบริเวณหนึ่งของกลุ่มตึก
เป็นมื้อแรกที่ได้รับหน้าที่อันทรงเกียรติ “เตี่ยนไช่”
ก็คือการสั่งอาหารนั่นเอง เป็นความรู้สึกที่ตลกดี
เข้าร้านอาหารไทย ดูเมนูฝรั่ง สั่งเป็นภาษาจีน
เอ่อ…หมายถึงให้เพื่อนช่วยสั่งอะนะ
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในร้านก็ได้กลิ่นไทยลอยมาก่อน
เครื่องเทศเครื่องปรุงที่คุ้นจมูก เดินขึ้นบันไดไป
เจอพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและสมเด็จพระราชินีฯ
ผนังร้านทาสีเหลืองทั้งร้าน พนักงานชาวจีนตาตี่ๆ ใส่เสื้อลายไทยๆ
สีเหลือง มีคำว่า “เรารักในหลวง” ภาพติดข้างฝาเป็นงานหัตถกรรมของไทย
ระหว่างตากำลังกวาดดูความไทยไปรอบร้าน หูก็ปะเข้ากับเพลงลูกทุ่ง
นักร้องสาวกำลังคร่ำครวญถึงชายหนุ่มที่ทิ้งเธอไปทำงานที่กรุงเทพฯ
และคร่ำครวญด้วยเนื้อหาเช่นนี้ติดต่อกันอีกหลายเพลง
เพื่อนชาวจีนชื่นชอบเพลงมากๆ อยากได้ ถามว่าเรามีไหม
เราตอบว่า ตอนนี้ไม่มี มีแต่เพลงไทยอีกแบบ เป็นเพลงป๊อป
เพื่อนบอกว่า เพลงแบบนี้เพราะมาก ชอบ ถ้ามีเอามาให้หน่อย
คิดไปว่า มันเป็นความรู้สึกบริสุทธิ์ดี ได้ยินเพลงนี้ครั้งแรก
ประทับใจก็ประทับใจ ชอบก็ชอบ ไม่มี “อคติ”
ไม่เหมือนเด็กแนวชาวกรุงอย่างกระผมที่เคยคิดว่า
เพลงลูกทุ่งไม่เห็นจะเพราะเลย ดูเป็นเพลงอีกเกรด
นั่นแปลว่าฟังด้วย “อคติ” เสียแล้วล่ะ
อยากรู้เหมือนกันว่า ความชอบของคนเรา
รสนิยมของคนเรามันฝังตัวอยู่ในสมอง อยู่ในดีเอ็นเอ
หรือมันถูกหล่อหลอมฝึกฝนขึ้นมา?
อะไรทำให้เราชอบ?
อะไรทำให้เราไม่ชอบ?
และความชอบของเราก็เปลี่ยนไปเรื่อย
เราถูกฝึกให้ชอบหรือเปล่า?
เหมือนตัวเองที่แต่ก่อนไม่ชอบเพลง “อัลเตอร์” เลย
(ฮ่าฮ่า คำว่า “อัลเตอร์” ตลกดี) คือไม่ค่อยนิยมเพลง
โมเดิร์นร็อก ไม่ว่าจะมาจากฝั่งอเมริกาหรืออังกฤษ
แต่ก็ยัดใส่หูจนชอบในที่สุด
เหมือนที่ถามผู้กำกับชาวอังกฤษว่า
เพลงอังกฤษดีมากเลยใช่ไหม? หลากหลาย คุณภาพดี?
เขาทำหน้างง ออกจะเหยียดหยาม ทำนองว่า คุณคิดว่างั้นเหรอ?
ว่าแล้วก็บอกว่า มันก็ห่วยๆ นะ ธรรมดาๆ ทำหน้าแหยะๆ
เขาอาจจะฟังมันมากจนแหยะ อยากรู้เหมือนกันว่า เจอลูกทุ่งไทยเข้าไป
จะทำหน้ายังไง? จะกรี๊ดสลบหรือเปล่า?
บางที ยิ่งโตความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ก็บริสุทธิ์น้อยลง
จะชอบทีก็ต้องหันไปมองรอบๆ ตัวก่อนว่า
ชอบไปจะเห่ยไหม เพื่อนจะหาว่าเชยหรือเปล่า
ต้องชอบในแบบที่คนแนวๆ คนคูลๆ เขาชอบกัน
เมื่อนั้นจะปลอดภัย
เราสั่ง แพนงไก่, ต้มยำกุ้ง, ทอดมันปลากราย, ปลานึ่งมะนาว,
กุ้งผัดผงกะหรี่, หมูสะเต๊ะ พยายามเลือกอาหารที่มีรสไทยๆ
จริงๆ แล้วอยากกินไก่ต้มข่าของโปรด แต่เห็นว่าแพนงน่าจะรสจัดกว่า
อาหารมาวางบนโต๊ะ ทุกคนตักเข้าปาก ก็ซี้ดซ้าดกันอย่างมีความสุข
หลายคนชอบแพนงและต้มยำกุ้ง ถึงกับขอ “เบิ้ล” ต้มยำกุ้งมาอีกหม้อ
แต่จะว่าไป อาหารไทยเจ้านี้ไม่เลวเลย นับได้ว่า “อร่อย” เลยทีเดียว
คำว่า “อร่อย” ลอยเต็มอากาศไปหมด เป็น “อร่อย” สำเนียงจีน
เราเอ่ยปากถามพนักงานเสิร์ฟว่ากุ๊กเป็นคนไทยหรือเปล่า?
เธอตอบว่า กุ๊กใหญ่เป็นชาวไทย และมีเวียดนามด้วย
เพราะร้านนี้มีอาหารเวียดนามควบคู่กัน
เอลวิสแซวว่า “เอ๋คิดถึงบ้านแล้วล่ะสิ”
เรายิ้ม “คิดถึงแม่เลยเนี่ย” ว่าแล้วก็ซู้ดน้ำต้มยำกุ้งเข้าปาก
แม้บรรยากาศในร้านจะเป็นไทยแบบ “จัดตั้ง”
แต่ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อย
องค์ประกอบต่างๆ ถูกนำมาวางแปะๆ กองๆ กัน
นางกวัก, ตุ๊กตารำไทย, ธงไตรรงค์ แหมมันช่างไท้ยไทย
เป็นไทยที่ไม่ร่วมสมัยสักเท่าไหร่ แต่ก็เอาวะ นี่แหละไทยของเขา
คิดถึงเพลงอยู่เหมือนกัน
หากเอาเพลงบอดี้สแลม, โมเดิร์นด็อก, กอล์ฟไมค์, หรือพี่เบิร์ดมาเปิด
ก็อาจไม่ทำให้แขกรู้สึกว่านี่คือร้านอาหารไทย เพราะมันเป็นสำเนียงสากล
บางเพลงอาจนึกว่ามาจากญี่ปุ่น,เกาหลี หรืออินโดนีเซีย
เพลงลูกทุ่งนี่เองที่เอาไว้เปิดกล่อมชาวบ้าน
เพื่อสร้างบรรยากาศ “ไทยไทย”
แม้ว่า “ที่ว่าง” ของร้านจะไม่ให้ความรู้สึกไทยเท่าไหร่
ออกไปทางเวียดนามเสียมากกว่า อาจจะเป็นความจงใจผสมกัน
ของนักออกแบบภายใน
ชวนให้คิดถึงเรื่อง “ที่ว่าง” (Space)
เรื่องที่ผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่รู้สึกได้
“ที่ว่าง” ที่ปักกิ่งมีความเฉพาะตัวเอามากๆ
ผมว่าหากลองรู้สึกดูดีๆ “ที่ว่าง” ที่กรุงเทพฯ ก็มีลักษณะเฉพาะเช่นกัน
หลังจากอิ่มแล้วเรามาคุยเรื่อง “ที่ว่าง” กันเล่นๆ ดีกว่า
งั่มงั่มงั่ม