Archive for กรกฎาคม 20th, 2007

กำแพงยาว สาวแปดเดือน

กรกฎาคม 20, 2007

ฝรั่งเรียก ” Great Wall”
คนไทยเรียก “กำแพงเมืองจีน”
คนจีนเรียก “ฉางเฉิน” แปลว่า “กำแพงยาว”
ยาวจริงๆ นั่นแหละ ยาวสุดลูกหูลูกตา
(อวัยวะที่มีชื่อว่า “ลูกหู” อยู่ตรงไหน ใครรู้วานบอก)

จริงๆ แล้วป่วย แต่แรด
ไม่น่าจะเอาตัวเองไปป่ายปีนกำแพงเมืองจีนขณะที่ร่างกายไข้ขึ้น
แต่ก็อยากไปดูมันอีกครั้ง เป็นครั้งที่สอง หลังจากได้ทำตาโต
อ้าปากร้อง “โอ้โห” ไปแล้วเมื่อสองปีก่อน วันนั้นตอนลงจากรถฝนตก
แต่พอเดินๆ ไป ฟ้าก็ค่อยๆ คลี่ตัวออก เผยให้เห็นมังกรยักษ์
เลื้อยฉวัดเฉวียนวนเวียนอยู่เหนือยอดเขา

จำได้ว่าวันนั้น อึ้ง!
อยากรู้ว่า วันนี้จะอึ้งอีกไหม
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เวลาเราเห็นสองรอบมันจะจืดลงไหม?
อยากไปหาคำตอบ

ไปที่ “ป้าตาหลิง” จุดกำแพงที่ฮ็อตฮิตที่สุด
ผู้คนมากพอๆ กับงานลอยกระทงภูเขาทองยังไงยังงั้น

สังเกตเห็นป้ายแดงๆ เขียนเป็นตัวหนังสือจีน และมีลายเซ็นของผู้คนเต็มไปหมด
ก็เลยถามเพื่อนว่ามันคืออะไร ได้ความว่า มันคือป้ายเรียกร้องให้ช่วยกัน
ส่งเสียงให้ “กำแพงยาว” นี้ติดอันดับเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เพิ่งจัดใหม่

ผมเพิ่งได้อ่านบทความในนิตยสารแจกฟรีเมื่อไม่นานนี้ว่า
การจัดรอบใหม่นั้น กำแพงเมืองจีนไม่ติดอันดับ ในนั้นเขียนว่า
ยังพอมีเวลาสำหรับพวกเราชาวจีน ช่วยกันทำให้มันติดอันดับกันเถอะ
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีช่วยให้มันติดอันดับนั้นคืออะไร

อ่านจบก็อดสงสัยไม่ได้ว่า กำแพงยักษ์ไร้ที่สิ้นสุดนี้ไม่ติด
แล้วจะมีอะไรที่มหัศจรรย์อีก เพราะหากเทียบกับตัวต่อตัว
“สเกล” ความมหึมาของมันไม่น่าจะมีอะไรในโลกที่มนุษย์สร้าง
มาเทียบเคียงได้

ผมยังบอกเพื่อน “แค่คิดจะสร้างก็บ้าแล้ว”

แต่จริงๆ ก็ออกจะตลกคนเรา ว่าจะจัดอันดับใหม่ทำไม
มันเป็นกรณีใกล้ๆ กับดาวพลูโต
ที่จู่ๆ ก็จะเฉดหัวน้องพลูโตออกนอกระบบสุริยะ

มนุษย์เรานี่อยู่ไม่สุขจริงๆ
ผมว่า หากจะจัดอันดับเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ก็น่าจะเป็นการเลือกจากยุคใหม่ ไม่เห็นต้องไปรื้อของเก่าเลยนี่

ห้าชีวิตในกลุ่มเรา ยกเว้นผมแล้วทุกคนเพิ่งมาเห็นกับตาเป็นครั้งแรก
หนึ่งในนั้นเป็นสาวน้อยตาบ้องแบ๊ว อายุเพียงแปดเดือนเท่านั้น
แม่ของเธอกระเตงเธอไว้ข้างหน้าเหมือนจิงโจ้ เพื่อพาขึ้นไปเดินบน
กำแพงยาวนี้ ผมแซวว่า “โหย นี่ได้เห็นกำแพงเมืองจีนตั้งแต่ยังเด็กน้อยเลยนะ”
แม่ของเธอหัวเราะแล้วตอบกลับมาว่า “ฉันไม่คิดว่าเธอจะจำได้หรอก”

มันก็น่าสนใจดี กระทั่งสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำให้ตาของหลายคนลุกวาว
แต่ก็ไม่อาจทำให้ตาของเด็กสาวแปดเดือนโตขึ้นแต่อย่างใด
เธอมองมันเหมือนมองไส้เดือน เหมือนมองหนอนตัวเล็กๆ
ซึ่งจะว่าไป เธออาจตื่นเต้นกับไส้เดือนมากกว่า
เพราะมัน “กระดึ๊บ” ได้

ความมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปรียบเทียบ
หากเรายังไม่เห็นสิ่งธรรมดา เราก็จะไม่เห็นความพิเศษในสิ่งมหัศจรรย์

เธอยังเห็นโลกมาแค่นิดเดียวเอง
จะให้เธอตกใจอะไรกับกำแพงยาวยักษ์นี้

บางทีเราเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน
ตราบที่ยังไม่เจอคนธรรมดาๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต
เราก็ยังคิดว่าคนนั้นไม่ได้มหัศจรรย์อะไร

และก็เหมือนๆ กันอีก ความมหัศจรรย์และอันดับเปลี่ยนแปลงได้
วันหนึ่งเกิดทะลึ่งอยากจัดอันดับความมหัศจรรย์เสียใหม่
สิ่งที่เคยมหัศจรรย์อยู่อาจจะ “หลุด” ไปเสียเฉยๆ
เฮ้อ! มนุษย์ผู้โลเล

แต่สิ่งมหัศจรรย์จริงๆ ก็มีอยู่จริง
ลองถ้ามันพิเศษแล้ว มันคงไม่มีวันหลุดอันดับไปได้

ผมเดินอยู่บนนนั้นสองชั่วโมงกว่า คิดว่าตัวเองแก่ขึ้น
เหนื่อยง่ายขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่าเพราะร่างกายไม่เต็มร้อยหรือเปล่า
เดินไปก็คิดถึงภูเขาที่เนปาล อยากกลับไปเดินลิ้นห้อยบนนั้นอีก

เรานั่งรถสไลด์ลงมาถึงฐาน เดินต่ออีกหน่อย
แล้วเพื่อนก็ชี้ให้ผมดูป้ายขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือจีน
“ฉางเฉิน ติดอันดับหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกครั้งใหม่”

null

ผมหันไปมองแคทลีน สาวน้อยที่เพิ่งเห็นโลกมาแค่แปดเดือน
เมื่อเธอได้มายืนตรงนี้อีกครั้ง เธอจะรู้สึกอย่างไร?
แต่ผมเชื่อว่า เธอคงรู้สึกพิเศษขึ้น เมื่อได้ผ่านเรื่องธรรมดามามากกว่านี้

null

“ที่ว่าง”

กรกฎาคม 20, 2007

ตอนเรียนสถาปัตย์จะมีการเรียนเรื่อง “ที่ว่าง” (Space)
สำหรับสมองทึบๆ ตันๆ ของผมแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจง่าย
แต่เพื่อนหลายคนก็ชอบพูดคำนี้จนติดปาก นับได้ว่าเป็นคำหนึ่งที่บอกวิชาชีพ
เด็กอักษรศาสตร์บางคนเคยบอกกับผมว่า เด็กถาปัดเอะอะก็ “สเปซๆ”

“ตรงนี้สวยจังเลยค่ะ”
“อืม สเปซตรงนี้สวยดี”
“ตรงนั้นก็น่านั่ง ไปนั่งตรงนั้นกันมั้ยคะ?”
“ผมว่าสเปซตรงนี้น่านั่งกว่านะ”

จะว่าไปมันก็นามธรรม ไม่รู้เหมือนกันว่า “สเปซ” อะไร

ตอนเรียนเรื่อง “ที่ว่าง” ผมไม่ได้มีความเข้าใจถึงที่ว่างที่สลับซับซ้อน
อย่างที่เพื่อนๆ บางคนเข้าใจและนำมาใช้ในงานออกแบบได้อย่างดี
สร้างความรู้สึกและบรรยากาศให้ผู้ที่เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณนั้นรู้สึก
ไปตาม “ที่ว่าง” ที่สร้างขึ้น

เด็กถาปัดที่เก่งหน่อยจะคิดแบบ และจินตนาการภาพ “สามมิติ” ในหัวได้ชัดเจน
ต่างจากผมที่สมควรแล้วที่จบมาด้วยวิทยานิพนธ์กราฟิกดีไซน์
เพราะผมมักจะเห็นบ้านเป็น “สองมิติ” อยู่เรื่อย

แต่ผมยังจำตอนเรียนเรื่อง “ที่ว่าง” ในคาบแรกๆ ได้
“ที่ว่าง” ที่ผมได้หัดสังเกตมากขึ้น เกิดจากคำพูดของอาจารย์
อาจารย์บอกว่า การสร้าง “ที่ว่าง” ขึ้นมานั้นมันไม่ได้เกิดจาก
การเอากำแพงมาล้อมกันสี่ด้าน แล้วจึงมี “ที่ว่าง” ตรงกลาง
แต่ร่มเงาของต้นไม้ท่ามกลางวันที่แดดแผดไปทั่ว ก็เป็น “ที่ว่าง”
ให้คนอยากเข้ามาหย่อนก้นนั่งเล่น ภายใน “ที่ว่าง” นั้น
แถมยังเป็น “ที่ว่าง” ชั่วคราว เปลี่ยนไปตามทิศทางของดวงอาทิตย์

หรือกระทั่ง การตดก็สร้าง “ที่ว่าง” ได้เช่นกัน
เมื่อใครคนหนึ่งตด ก็จะเกิด “ที่ว่าง” อันเป็นส่วนตัวขึ้นทันที
ผู้คนจะแหวกตัวออก สร้าง “ที่ว่าง” ชั่วคราวให้เกิดขึ้น

“กลิ่น” ที่เอาไว้สร้าง “ที่ว่าง” ก็น่าสนใจ
บางบริเวณ บางสถานที่ ก็แยกตัวเองออกจากสถานที่อื่นด้วย “กลิ่น”
พอเราได้ “กลิ่น” นี้ เราก็รับรู้ได้ทันทีว่า เรากำลังเข้าสู่ “ที่ว่าง” อีกที่หนึ่งแล้ว

“เสียง” ก็ใช่ เสียงสร้าง “ที่ว่าง” ให้เกิดขึ้น
ตรงไหนที่มีเสียงดังหนวกหูก็มีผลคล้ายๆ กันกับตด
คือจะเกิดวงกลมล่องหนเป็นรัศมีของเสียงนั้นรอบวง
หรือที่ที่ไม่มีเสียง เงียบสงบ ก็เป็น “ที่ว่าง” อีกแบบ

นอกจากนั้น “เสียง” ยังสร้างความรู้สึกให้กับ “ที่ว่าง” อีกด้วย
เวลาเดินเข้าไปในบริเวณที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ได้ยินเสียงใบไม้ไหว
เสียงนกจู๋จี๋กัน “ที่ว่าง” ตรงนั้นก็เกิดความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
ต่างจากตอนเดินเงี่ยหูฟังเสียงมอเตอร์ไซด์วิ่งไปมาอยู่ข้างนอกสวน

“เพลง” ก็เป็นตัวสร้างความรู้สึกให้เข้ากันหรือขัดแย้งกับ “ที่ว่าง” ได้อย่างมาก
บางร้านตกแต่งถูกใจ แต่พอเดินเข้าไปแล้วแทบอยากจะวิ่งออกมา
เพราะเพลงที่เปิดเป็นคนละอารมณ์กับการตกแต่งร้าน ส่วนบางร้านที่เปิดเพลงดีๆ
บางทีก็อยากนั่งไปเรื่อยๆ แทบไม่อยากลุก

“ผิวสัมผัส” นั่นก็ใช่ หาดทรายกับน้ำทะเล ก็ “แบ่ง” ที่ว่างระหว่างกัน
เป็นการแบ่งที่เชื่อมต่อ และเมื่อวางต่อกันแล้วจะเข้ากันเป็นที่สุด
ความรู้สึกตอนเดินจากหาดทรายไปยังน้ำทะเล ต่างจาก
ตอนที่เดินจากหาดทรายมายังพื้นคอนกรีตที่จอดรถไว้ลิบลับ

เหมือน “ที่ว่าง” ที่เป็นสนามหญ้าเล็กๆ ของบ้านบางหลัง
แค่ไม่กี่ตารางเมตร แต่ “ที่ว่าง” เขียวๆ นั้นก็ให้ความรู้สึกสดชื่นได้
ยิ่งได้ถอดรองเท้า เอาฝ่าเท้าไปแตะยอดแหลมๆ กรอบๆ ของหญ้า
ก็เกิดความรู้สึกกับ “ที่ว่าง” เล็กๆ นั้น

“ผิวสัมผัส” ยังรวมความไปถึงวัสดุที่รายรอบอยู่ในบริเวณนั้น
ผนังปูนเปลือย, ไม้ไผ่, ผนังปูวอลเปเปอร์, ผ้าม่านสีทอง,
พรมเปอร์เซีย, เสื่อญี่ปุ่น, ไม้กระดาน, เสื้อน้ำมัน, กระเบื้องราคาถูก, ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ก็สร้าง “ที่ว่าง” ที่แตกต่างให้เกิดขึ้น

การปูพรมสี่เหลี่ยมลงไปในห้อง ก็เกิด “ที่ว่าง” ล่องหนขึ้นทันที
การเจาะเพดานรูปวงกลมคว้านลึกเข้าไป ก็เกิด “ที่ว่าง เช่นกัน
การติดกระจกไว้ที่หน้าอ่างล่างหน้าก็สร้าง “ที่ว่าง” อีกมิติ
พื้นที่ใต้โต๊ะก็เป็น “ที่ว่าง” ที่แตกต่างจากพื้นที่เหนือ “เตียง”
ชีวิตประจำวันของเรารายล้อมไปด้วย “ที่ว่าง” จริงๆ แฮะ

“สี” อีกล่ะ
“สี” กับ “แสง” ก็สร้างที่ว่างได้
สะพานลอยที่มีแสงไฟสว่างๆ จะเป็น “ที่ว่าง” ที่ผู้คนกล้าเดิน
ต่างกับสะพานสองที่ไม่มีไฟ จะเป็น “ที่ว่าง” สำหรับโจร
สถานที่เดียวกัน พอแสงต่างไป ประโยชน์ใช้สอยก็ต่างไป

“สี” สร้างความรู้สึกให้กับ “ที่ว่าง” ได้พอๆ กับอย่างอื่น
บางสีก็ทำให้ “ที่ว่าง” ดูกว้างขึ้น บางสีก็ทำให้ “ที่ว่าง” หดแคบลง
สีก็เหมือนวัสดุ กลิ่น และเสียง มันบอกความใช่-ไม่ใช่ ได้
เดินเข้าไปใน “ที่ว่าง” บางที่ แล้วเจอ “สี” ของสถานที่นั้น
เราก็บอกได้ทันทีเลยว่า นี่ไม่ใช่สถานที่ของเรา

เหมือนที่คุณพ่อคุณแม่ของผมรู้สึกกับร้านแมคโดนัลด์
หรือเหมือนที่ผมรู้สึกกับแผนกของเด็กเล่นตามห้างฯ

นี่ก็ลืมเรื่อง “ที่ว่าง” ไปนานแล้ว ถึงทุกวันนี้ก็ไม่คิดว่าจะเข้าใจมันดี
ถ้าให้เพื่อนที่เก่งมาเล่าให้ฟังคงสนุกกว่านี้หลายเท่า แต่จริงๆ แล้ว
ผมชอบและสนใจ “ที่ว่าง” แบบพื้นฐานๆ อย่างการตด หรือ ร่มเงาไม้
มากกว่า “ที่ว่าง” ที่ผ่านการคิดแบบสลับซับซ้อนของสถาปนิก

(กระทั่งการนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวก็สร้าง “ที่ว่าง” ขึ้นได้เหมือนกัน)

แต่จริงๆ แล้วในชีวิตคนเมืองเรามักหายใจอยู่ใน “ที่ว่าง”
ที่ถูก “สร้าง” และ “คิด” มาอย่างดีแล้วทั้งนั้น
“สร้าง” ให้เรารู้สึก
“สร้าง” เพื่อที่จะสื่อสารบางอย่างกับเรา

ผมว่าบางทีทันก็เหมือนหนังพวกนั้นที่ได้พูดถึงไปเมื่อวาน
“รถ” ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน มันอาจไม่ใช่ “รถ”
“ที่ว่าง” ที่เราเดินผ่านอยู่ทุกวัน มันก็อาจไม่ใช่ “ที่ว่าง”
ระหว่างเดินผ่าน ว่างๆ ลองเล่นกับตัวเองสนุกๆ ดูก็ได้ครับว่า
“ที่ว่าง” ที่เรากำลังเดินเล่นอยู่ ประกอบสร้างขึ้นมาจากอะไรบ้าง?




(ปล. ยังมาไม่ถึงปักกิ่งเลย ทบทวนตำราย้าวยาว)