ผมเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ โชคดีที่มือไม่ได้ถือเทียนเอาไว้
ไม่งั้นพุทธศาสนิกชนในบริเวณนั้นอาจมาเดินตามหลังแล้วช่วยกันเวียน
รอบพระอุโบสถ เอ้ย! รอบร้านตัดผมร้านนั้น
มันเป็นร้านตัดผมที่ดูดี ไม่แฟชั่น ไม่วัยรุ่นจนน่ากลัว ไม่เต็มไปด้วย
พี่กอล์ฟกับน้องไมค์กำลังถือไดรย์ ถือกรรไกร ไม่เต็มไปด้วยช่างตัดผม
ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนดรากอนบอล ย้อมหัวทองทั้งกบาล
และไม่เต็มไปด้วย “ไก่” ที่มีขนหัวสีรุ้ง เอ่อ ก็ไม่ได้ว่าอะไร หัวใครหัวมัน
แต่เวลาเจอร้านตัดผมที่เต็มไปด้วยผู้คนประเภทนี้ ขนบนหัวมักจะลุก
และคิดว่าตัวเองไม่เจหรือเค-ป๊อป เพียงพอที่จะก้าวเท้าเข้าไป
ให้พี่ๆ น้องๆ ในร้านเปลี่ยนลุค ยกเว้นแต่ถ้าเปลี่ยนลุคเป็นนักบวชเส้าหลิน
อันนั้นพอวางใจได้ แต่ก็กังวลนิดหน่อยว่าพี่แกจะย้อมหัวทองให้
เป็นอรหันต์ทองคำ!
ร้านนี้เรียบๆ สว่างๆ สะอาดๆ แต่ก็ดูทันสมัย ผู้คนที่มาตัดก็ดูโตๆ กันแล้ว
ห่วงก็แค่ราคา หลังจากที่ผ่านการโกนกบาลมาด้วยราคาสี่สิบหยวน
แล้วโดนเพื่อนหัวเราะเยาะว่านั้นเป็นราคาที่แพงเกินไป
คราวนี้จึงตั้งใจจะไม่ให้โดนขำ และนั่นเป็นเหตุผลให้เดินวนไปมาหลายรอบ
สุดท้ายจึงตัดสินใจ สูดหายใจเต็มปอดหอบหัวเน่าๆ เข้าไปถามราคา
หญิงสาวบอกว่า มีสามราคาให้เลือก สามสิบแปด, หกสิบแปด, ร้อยยี่สิบแปด
เราพยายามนึกภาษาจีนเพื่อจะถามว่ามันต่างกันตรงไหน แต่นึกไม่ออก
ไม่ใช่นึกไม่ออกหรอก มันไม่มีศัพท์ในกบาลใต้ทรงผมเน่าๆ นั้น
จึงถามไปเป็นภาษาอังกฤษ พนักงานเริ่มหวั่นใจ ทำหน้าเหมือนมนุษย์ต่างดาวบุกร้าน
มือไม้ก่ายเกาะ ตาส่ายเหมือนถูกจับได้ว่าขโมยทองจากร้านฮั่วเซ่งเฮง
พยายามมองหาใครสักคนมาช่วยให้พ้นไปจากรัศมีของมนุษย์ต่างดาวตนนี้
ผมจึงคิดว่าควรทำอะไรสักอย่างให้เธอหายใจได้คล่องขึ้น ก่อนจะล้มพับไป
ผมตัดสินใจยกมือขึ้นทำท่าบ้ายบาย จริงๆ ผมอยากสื่อว่า “ไม่เป็นไรครับ”
เธอคว้ามือมนุษย์ต่างดาวหมับ! เอาวะเสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน อย่างน้อย
เราจะปล่อยมนุษย์หัวกบาลยุ่งออกไปจากร้านไม่ได้ ต้องได้เงินมันบ้างล่ะ
ว่าแล้วเธอก็ชี้ให้ดูหน้าตาช่างที่วางระดับไว้สามขั้น ผมแทบจะร้องออกมาว่า “อ๋อ”
แต่ก็เก็บอาการไว้ กลัวเธอจะขอตัวไปเปิดดิกฯ อีกว่า “อ๋อ” แปลว่าอะไร
อ๋อ มีช่างหลายระดับ พวกพี่ข้างบนนี่คงชนะมาหลายเวที
เคยผ่านกบาลดารามาหลายคน ส่วนพวกด้านล่างนี่ก็คงพวกกำลังโตวันโตคืน
แหม พลาดได้ไง คนใจดีอย่างเรา ต้องสนับสนุนน้องๆ ที่กำลังมาแรง
ผมตอบไปเต็มเสียง “สามสิบแปดหยวน” แล้วยิ้มอย่างคนใจดี
ทำหน้าคล้ายคุณหญิงคุณนายเวลาไปแจกของให้เด็กบนดอย
ช่างตัดผมของผมหน้าเด๋อเหมือนเด็กมหาลัยมารับจ๊อบ
แค่วันนี้น้องเขาไม่เสิร์ฟพิซซ่า แต่หันมาเสิร์ฟทรงผมแทน
เขาเดินมาด้วยความมุ่งมั่น แววตามั่นใจ ส่งเสียงนุ่มนวลเป็นภาษาจีน
ผมยิ้มแหะแหะ แล้วพูดภาษาอังกฤษสั้นๆ “เอาตรงนี้สั้นหน่อย”
เท่านั้นแหละ น้องแกก็หน้าตาตื่น กลืนน้ำลายลงคอสามอึกรวด
ตาสอดส่ายมองหาจตุคามฯ มาห้อย หากฉวยกระเทียมได้ก่อนก็คงใช้แทน
ไปพลางๆ กระทั่งผมลองเปลี่ยนคำพูดเป็นภาษาจีนเพี้ยนๆ ของผม
น้องแกจึงหายใจเข้าปอดลึกๆ และกลับมายืนใกล้ๆ ผมอีกครั้ง
ราวกับว่า ผมได้รับการพิสูจน์แล้วว่า หายจากเชื้อ H5N1
เราคุยกันรู้เรื่อง!
แต่ผมก็กลัวอยู่เหมือนกันว่า ถ้ากูจำสลับ สั้นเป็นยาว ยาวเป็นสั้น
หัวกบาลจะออกมาเป็นยังไง? เพราะที่สั่งไป ตรงกลางยาว ข้างๆ สั้น
ถ้ากลับกันคงเป็นทรงผมที่มีสไตล์ใหม่ดีไม่หยอก
หลังจากสระผม น้องแกก็ค่อยๆ จับกรรไกรมาแงบไปแงบมา
มือสั่นเหมือนกำลังตัดผมให้แฟนสาวในวันแรกที่ได้ไปเดทด้วยกัน
มันมองแววตาเลิ่กลั่กข้างหลังแว่นหนาๆ ของน้องชาย
แล้วอยากหันไปบอกว่า “โปรดใจเย็น น้องชายใจเย็นไว้ก่อน
อย่าใจร้อน เส้นผมกูไว้ตั้งนาน ค่อยเป็นไป ใช้กรรไกร
เก็บปัตตาเลี่ยนไว้ดีกว่า เกิดมึงตัดแหว่งขึ้นมา กูต้องโกน…”
น้องแกสั่น แต่ก็สั่นสู้ จังหวะเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ท่าทางเริ่มทะมัดทะแมง แววตาเริ่มมั่นใจเหมือนนักมวยยกสาม
ที่ต่อยเข้าเป้าในยกหนึ่งยกสองมาแล้ว ผมเองก็เริ่มสบายใจ
ผ่อนคลายมากขึ้น ว่าแล้วก็หัวเราะพวกเลือกราคาร้อยยี่สิบหยวนในใจ
ฮ่าฮ่า สามสิบแปดหยวนสิเว้ย ให้โอกาสเด็กได้ดัง ตังค์อยู่ครบ
สระผมอีกรอบ เป่าผม ผู้ช่วยเด็ก (ซึ่งโคตรเด็ก คนนี้นี่เหมือนมัธยม)
ควักเยลยีกบาลให้ยุ่งๆ แล้วผายมือเหมือนลูกบ้านในหนังจีน
หากมีไดอะล็อก มันต้องดังขึ้นมาว่า “ส่งแขก”
ถึงผมไม่ใช่แขก แต่ผมก็ได้เวลาลุกออกจากร้านเสียที
ช่างตัดผมมองทรงผมไม่แหว่งของผมอย่างภูมิใจในฝีมือตัวเอง
แล้วส่งยิ้มให้ พูดออกมาสองพยางค์ “บ้ายบาย”
ผมยิ้ม “แท้งกิ้ว บ้ายบาย” ควักเงินจ่ายไปสามสิบแปดหยวน
ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีน้องแกถึงจะได้เลื่อนขั้นไปตัดกบาลละหกสิบแปดหยวน
แต่ผมว่าคงอีกไม่นาน เพราะเมื่อวานผมไปตัดมาอีกที
เลือกน้อง “นีโม่” คนเดิม คราวนี้ผมรู้ชื่อน้องเขาล่ะ
น้องแกยิ้มแฉ่งเลย จำกันได้ คราวนี้ตัดคล่องขึ้นเยอะ
แต่คราวที่แล้วเอ็งตัดดีกว่าว่ะ คราวนี้เอ็งคล่องไปหน่อย เกือบแหว่ง!
มันก็ไม่แพงหากเทียบกับร้านทำนองนี้ในเมืองไทย
เทียบเป็นเงินไทยก็ สองร้อยบาท
เพื่อนๆ ที่นี่ตัดกันทีราวกับเศรษฐีเทวดานั่งเมฆลงมาตัดพระเกศี
ล่อกันครั้งละสองร้อยกว่าหยวนเกือบสามร้อย
นั่นหมายถึงเฉียดหนึ่งพันห้าร้อยบาทเลยทีเดียว
ตัดไปก็นึกถึงร้านประจำที่เมืองไทย “ฉือไคว่” เท่านั้นเอง
“สิบหยวน” เป็นเงินไทยก็แค่ “ห้าสิบบาท” เองครับ!
กรกฎาคม 25, 2007 ที่ 10:23 pm
ผมผู้ชายยาวเร็วกว่าผู้หญิงจริง ๆ ด้วย
ตอนนั้นยังเห็นผมเกรียนลง GM Plus อยู่เลย
ตอนนี้ต้องไปตัดผม แถมตัดเสร็จยังเหลือผมให้เป่าแห้งอีกด้วย!!
ผมยาวเร็วมาก ๆ – -”
กรกฎาคม 25, 2007 ที่ 11:01 pm
ต๊าย รวยขนาดนี้ ตัดผมที 50 บาท
จะบอกว่าการเจอช่างตัดผมดี ๆนี่เหมือนการค้นพบดาวดวงใหม่เลยนะ ดีกับชีวิตมาก ๆ
กรกฎาคม 25, 2007 ที่ 11:01 pm
วันนี้ก้ไปตัดมาเหมือนกัน …
กรกฎาคม 25, 2007 ที่ 11:11 pm
เติ้ลเอ๋ย นั่นมันนานมากแล้ว รูปถ่ายไว้นานมากแล้วเน้อ
ยาขอบ เจอช่างคนไหน ก็พยายามทำให้เป็นช่างประจำ
พอรู้จักกันดีๆ เข้าก็ชินกัน ก็ตัดกันสบายๆ ชอบให้เขารู้สึกว่า
เออเว้ย ไอ้หมอนี่มาเพื่อตัดกะตู แล้วเขาก็จะมั่นใจแถมดีใจไปด้วย
นุ่น วันนี้วันพุธ! ฮ่าฮ่า ล้อเล่นครับ วันพุธก็ตัดได้ ถ้าร้านไม่ปิด หุหุ
กรกฎาคม 25, 2007 ที่ 11:44 pm
บางทีฝีมืออาจไม่ต่างกันเลยก็ได้เนอะ
สนับสนุนรุ่นใหม่ไฟแรง แต่ทำไมราคามันต้อง
ลงท้ายเลขแปด ถ้าเป็นไทยคงเป็น
39 69 129 รึเปล่านะ
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 2:27 am
เกิดมึงตัดแหว่งขึ้นมา กูต้องโกน — ฮาค้างไปหลายวิเชียวประโยคนี้ …
เคยมีประสบการณ์สื่อสารกับช่างตัดผมไม่รู้เรื่องเหมือนกันตอนเรียนรด. กะจะเอาแค่รองทรงสั้นๆพี่แกเล่นไถบัตตาเลี่ยนกลางกบาลเชียว … จะเปลี่ยนใจก็ห้ามแกไม่ได้แล้ว T_T
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 8:34 am
แอด..! หยอดน้ำมันแล้ว
..
..
หึ..หึ..!..
ฮ่าๆๆๆๆ
..
..
สองวันนี้มีความสุขมาก ขอบคุณ นิ้วกลม
แต่ว่า นิ้วกลม..
อยู่ที่นั่นมีชื่อเป็นภาษาจีนมั๊ยเอ่ย?
กริ๊ก.
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 9:20 am
เห็นหัวข้อทีแรกนึกว่ามีเลขเด็ดมาแจก
รู้สึกเสี่ยงๆ ดีเนอะ ไปตัดผมกับช่างที่พูดกันคนละภาษา ^_^
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 9:43 am
ผมตัดทีไร
ไม่เคยเกินร้อยซักที
ซึ่งผมว่ามันก็แพงอยู่ดีนะ
ปล.ตอนนี้อยู่จีนหรือว่าเอาเรื่องตอนอยู่จีนมาเล่าครับ?
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 9:58 am
อยากเห็นจริงเชียว (ทรงผมที่ถ้าเปลี่ยนยาวเป็นสั้น สั้นเป็นยาว คงเหมือนขุนช้างแน่ๆ อิอิ) : )
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 10:09 am
ผมก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่ไม่ชอบการตัดผม
มันเหมือนกับว่า เรามีความคาดหวังทุกครั้ง ว่าหลังตัดชีวิตเราจะเปลี่ยนไป
เหมือนกับว่าถ้าได้เลือกรูปดาราคนไหน ออกมาจะกลายเป็นคนนั้น
ส่วนใหญ่หลังตัดเราจะพบกับโลกแห่งความเป้นจริง
หวังว่าคุณนิ้วกลมคงมีความสุขกับทรงผมใหม่ครับ
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 10:11 am
เพิ่งไปตัดผมสั้นมา (อากาศมันร้อน)
หน้าอย่างเด๋อเลยอะ
^^’
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 10:28 am
อาจเป็นแนว “แมนจู” น่ะไอฝน เป็น “แมนจู-โมเดิร์น”
Chris ตอนนี้อยู่จีนครับ
echaba มีชื่อจีนครับ ไว้มาเขียนเล่าให้ฟังเล่นๆ ครับ ชื่อจีนผมเพราะนา
guyver เคยโดนไถกลางกบาลเหมือนกัน แต่โดนอาจารย์ไถสมัยมัธยมครับ
ตัวเล็ก ใช่ๆ แปลกดี ที่นี่ลงท้ายด้วยเลข 8 อาจเพราะเป็นเลขดีของคนจีน
ส่วนของคนไทยก็เลข 9 นั่นไง ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลเล็กๆ นะครับ
kanapo ฮ่าฮ่า เขียนได้ฮาดีครับ จริงครับจริง
ผมเลือกรูปสมบัติ เมทะนีมาตลอด ตัดยังไงก็ไม่เหมือน
อูม หน้าอย่างเด๋อ ก็ดีกว่าหน้าอย่างดุ๋นะ
ผู้หญิงหน้าอย่างดู๋ หรือ หน้าอย่าดี๋นี่คงฮาตั้งแต่ยังไม่ต้องแสดงตลก!
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 11:09 am
อย่างนั้นตอนนี้ คุณนิ้วกลม คงเป็น “พระเอกตัวจริง”
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 11:24 am
คุณ kanapo ล่ะครับ เลือกรูปดาราคนไหน บอกกันมั่งดิ
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 11:25 am
จำไม่ได้แล้วว่าเดินเข้าไปตัดผมร้านตัดผมแบบนี้ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
…..
จำได้แต่ว่าความทรงจำสุดท้าย เอาทรงผมศิลปินในดวงใจไปให้เค้าตัด แล้วต้องมาแก้อีกหลายร้อยบาท เลยฝังใจ และไม่ไปตัดร้านแบบนี้อีกเลย
เฮ้อ เหนื่อยใจ
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 11:52 am
ตอนเป็นวัยรุ่นหัวนมแตกพานใหม่ๆ
ผมเคยแอบไว้เข้าไปในดงสามแยกเกษตร เพื่อตัดร้าน ” ชาติ ซารอน ”
ร้านตัดผมชื่อดัง ผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดี เป็นความตื่นเต้น
ที่จะได้ตัดผมใน “ซารอน” (มันแปลว่าอะไรผมยังไม่รู้ถึงวันนี้)
พอกันทีกับร้านตัดผมท่านชาย
วันนั้นผมไม่ได้บอกใครมาก สมัยนั้นกระแส j-pop กำลังมาแรง
ผมเลือกชี้ไปที่ “ฮัคกี้” ดาราหนุ่มยุ่นชื่อดัง
วันนั้นผมเลือกแพคเกจ “สระ” และ “ซอย” 120 บาทเป็นค่าตัดผม
ที่แพงที่สุดในชีวิตของผมในตอนนั้น
หลังตัดเสร็จเพื่อนๆผมทักว่า ผมได้เปลี่ยนไปแล้ว
บัดนี้ผมเป็น “ฮัช ปัปปี้ ” แทน
ที่เจ๋งกว่านั้นคือ สามวันถัดมา ผมต้องไปเรียน ร.ด
ทั้ง “ฮัคกี้ และ ฮัช ปัปปี้ ” ได้จากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ
ด้วยรักและเคารพ
:->m’26
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 12:18 pm
หากมีโอกาส ลองใช้บริการร้านตัดผม ที่ปักกิ่งดูนะ
ตอนสระผม ได้บรรยากาศมาก
เพราะพี่แกไม่ให้นอนสระ แต่ให้นั่งสระแทน แปลกดี
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 1:05 pm
ที่นี่ก็มีร้านนั่งสระหลายร้านครับ
ว่าจะไปลองเหมือนกันครับคุณใจดี
เรื่องคุณ kanapo ฮาครับฮา
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 1:14 pm
ที่นี่ประเทศไทย ช่างตัดผม ผู้ชายมักเป็น…
แล้วช่างตัดผมที่เซี่ยงไฮ้ ไม่ชาย เหมือน ช่างตัดผมที่เมืองไทย …
รึเปล่าคะ น้องเอ๋???
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 1:18 pm
หายป่วยแล้วก็ตัดผมทันทีเลย ถือเคล็ดปะค่ะเนี่ย
ขำขำดีค่ะ 555
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 2:32 pm
จริงๆ แล้วงานด้านความงาม
ผู้ชายที่รักสวยรักงามมักจะทำได้ดีครับ
ผมว่าเค้ามีมุมที่ละเอียดอ่อนกว่า
คงไม่กลับบ้านแล้วโยนกางเกงกองทั่วห้องเหมือนผู้ชายที่ช้ายชาย
ผมว่าเค้าประณีตกว่า อืม เท่าที่สังเกตเห็นก็น่าจะคล้ายกันครับ
แต่คนจีนจะแสดงออกน้อยกว่า และหากเทียบกัน
ช่างตัดผมที่นี่เป็นผู้ชายประเภทโยนกางเกงทิ้งขว้างมากกว่าบ้านเราครับ
น้องคนที่ตัดให้ผมก็น่าจะกลับบ้านโยนกางเกงเช่นกัน
แต่ก็ตัดประณีตพอดูเชียว
หิมะ ไม่ได้ถือเคล็ดครับ แต่คิดเหมือน “เซฟ-ที-คัท” ครับ
“ตัดก่อนตาย หล่อก่อนวายวอด” ฮ่าฮ่า…
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 2:51 pm
=]
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 2:53 pm
แอด..
ขออีกที เรื่องผู้ชายมักเป็น..
เพื่อนคนหนึ่งไปตัดผมกับแฟน ในร้านที่ผู้ชายมักเป็น..
หัวแฟนมันแป๊บเดียวเสร็จ
ส่วนหัวมันน่ะ..อย่างนาน ตัดอยู่นั่น
กริ๊ก..
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 3:01 pm
มาคิด ๆ ดูแล้วอาชีพตัดผมนี่จะว่าไปกำไรดีมาก ๆ ถ้าไม่รวมน้ำยาสระผม แค่ตัดอย่างเดียวไม่ต้องลงทุนไรเลย แถมเอาผมเราออกไปอีก เศษผมก็เอาไปขายทำวิกได้อีก กำไรเห็น ๆ…เคยตัดผมถูกสุด 98 บาท ที่ร้านทำผมยอดฮิตแถวสยาม รู้สึกว่าถูกดีเลยไปบ่อย แต่หลัง ๆ ดูแล้วเหมือนตัดมั่ว เลยย้ายไปอีกร้านฮิตแถวสยามเหมือนกันร้านนี้ตัดดีหน่อยแต่แพงมาก 350 บาท หลัง ๆ เลยเริ่มเล็มเอง แต่แล้วก็แหว่งต้องกลับไปตัดที่ร้านอีก โชคดีเป้นคนผมยาวช้าเลยตัดผมปีละ 2 ครั้งเอง แต่เซ็งเหลือเกินเรื่องตัดผม ร้านตัดผมผู้ชายแถวบ้านแค่ 50 เอง เป็นผู้ชายอย่างคุณนิ้วนี่ดี๊ดี ตัดแหว่งยังโกนได้ ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่เหมือนเพิ่งสึก แต่เป็นผู้หญิงนี่สิลำบาก ขืนโกนหัวนี่กลายเป็นแม่ชี โดนครหาตายเลย
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 4:48 pm
อ่านเรื่องนี้มันส์กว่า ณ ร้านตัดผม ในอะเดย์ซะอีก
ทุกครั้งที่ตัดผมก็ลุ้นทุกที
นับว่าโชคดีที่ไม่ได้ตัดผมบ่อยๆ เหมือนท่านสุภาพบุรุษทั้งหลาย
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 5:19 pm
แถวมหาลัยมีร้านตัดผมอยู่สองร้านที่ไปตัดแล้วรู้สึกอย่างงี้
ก่อนตัด ” ชาติ ซารอน “——–>หลังตัด “ชาติ…! ซารอน”
ก่อนตัด ” โอภาส ซารอน” ——–>หลังตัด “โอ้ว์ พลาด! ซารอน”
ขออภัยที่เอ่ยนาม คงเป็นคราวเคราะห์ของข้าพเจ้าเองTT
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 5:36 pm
ฮ่าฮ่า โคตรฮาเลย ชอบชอบ
อ่านแล้วนั่งขำอยู่คนเดียว : D
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 6:51 pm
พี่เอ๋ตัดผม..
อยากเห็น
[ช่างตัดผมแค่เป็นคนละเอียดอ่อน..]
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 8:02 pm
…
ตัดวันพุธจริงๆ พี่เอ๋ ร้านไม่ปิด
ตัดสั้นมากๆ ด้วย
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 9:13 pm
ตอนเป็นเด็กประถมเคยนั่งรถผ่านร้านที่เป็นตึกแถว
ตอนนั้นอ่านป้ายที่หน้าร้านว่า “ร้านตดผม”
เฮ้ย! มันร้านประเภทไหนกันเนี่ย
ที่ไหนได้ กันสาดหน้าร้านมันบังไม้หันอากาศ
กรกฎาคม 26, 2007 ที่ 10:17 pm
^
ฮ่าๆๆๆๆ พี่แขก ขำจนเมื่อยพุงแล้วนะ
พึ่งไปหั่นผม(สุด)ยาวทิ้งไปเหมือนกัน หัวโล่งมากๆๆๆ
แต่ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย…เสียดายตังค์ตะหงิดๆๆๆ T_T
กรกฎาคม 28, 2007 ที่ 8:35 am
พี่นิ้วกลม เพิ่งเเอดเมวพี่ไปอะ
อยากจะถามว่า จะหาหนังสือกัมพูชาพริบตาเดียวเเล้วก็อิฐ ได้ที่ไหนอะ หาไม่ได้จิงๆ
อ่านหนังสือพี่ครั้งเเรกคือโตเกียวไม่มีขา มีเพื่อนเเนะนำไห้อ่าน ชอบมากมาย เรื่องต่อมาคือ สมองไหวในฮ่องกง ก้อชอบนะ เเต่ว่าไม่ค่อยโดนเหมือนโตเกียวเลย เเต่ว่าชิวๆเยอะดี ล่าสุดคือเนปาลประมานสะดือ ชอบอะพี่ คิดได้ไง ชอบบท ถุย มากๆๆอิอิ ถุยๆๆๆๆ
กรกฎาคม 28, 2007 ที่ 10:04 am
สวัสดีครับ Praew
กัมพูชาฯ อาจจะหายากสักหน่อยครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีที่ไหนบ้าง
(หากใครเคยเห็นไปโผล่แถวไหนแว่บๆ ฝากบอกกันด้วยครับ)
ส่วน อิฐ ไม่น่าจะหายากนะครับ เพราะได้ข่าวว่าเพิ่งพิมพ์ครั้งใหม่ไป
ยังไงฝากด้วยนะครับ ลองกวาดตาดูตามร้านหนังสือทั่วไปในเมือง
สำหรับคำชมและความรู้สึกที่บอกมา ขอบคุณมากๆ ครับ ดีใจครับ
: D
กรกฎาคม 28, 2007 ที่ 6:42 pm
เคยเจอกำพูชาพริบตาเดียว ที่ร้านคิโนะคูนิยะ สยามพารากอนอยู่เล่มนึงอะคะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนี้จะยังอยู่อ๊ะป่าว ยังไงลองไปหาอ่านดูนะคะ
กรกฎาคม 28, 2007 ที่ 8:11 pm
เคยเห็นกัมพูชาพริบตาเดียวที่ร้านหนังสือซีเอ็ด สาขาเซ็นทรัล พระราม 3 ชั้น 3 ค่ะ เมื่อประมาณ2-3 เดือนก่อน แต่คิดว่าน่าจะยังอยู่เพราะมันอยู่ในซอกหลืบลึกที่ไม่ค่อยมีใครเดินไปค่ะ แต่ถ้ามันไม่อยู่ก็แสดงว่าแฟนหนังสือของคุณนิ้วได้กลิ่นอาจจะตามกลิ่นไปเจอได้ค่ะ (.^_^.)
ตุลาคม 25, 2007 ที่ 11:01 am
I love James
ตุลาคม 25, 2007 ที่ 11:05 am
อยากบอกให้เจ้าของรู้ไว้ว่า หนูรัก เจมส์ ธนพล วิบูลย์วุฒิวงศ์มากๆเลยค่ะ