เคยมีพี่ที่รู้จักกันคนหนึ่งเคยไปป่วยที่ฝรั่งเศส
หลังจากนั้นพี่แกก็ขยาดการเดินทางไปต่างเมืองไปเลย
แกเล่าให้ฟังว่ามันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก
คุยกับหมอไม่รู้เรื่อง โรงพยาบาลก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน
แถมยังต้องนอนขดอยู่คนเดียว ไร้คนดูแล
ผมไม่เคยป่วยที่ต่างแดน และรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาตลอด
กระทั่งที่มาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ผ่านมาได้เกือบสี่เดือนก็ยังไม่ป่วย
น้ำมูกไหลนิดหน่อยตอนฤดูหนาวเท่านั้นเอง
ไหลมาได้หน่อยก็หยุดไหล เพราะมัน ‘แข็ง’ ไปเสียก่อน
แต่แล้วจุดอ่อนของร่างกายก็เล่นงานผมจนได้
เคยได้ยินมาจากที่ไหนสักที่ว่า ทุกคนมีจุดอ่อน
บางคนที่หัวใจ บางคนที่ขา บางคนที่ท้อง บางคนที่อวัยวะภายใน
แต่สำหรับผม จุดอ่อนนั้นอยู่ที่ คอ
จะเจ็บป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับคอบ่อยมาก
ต่อมทอนซิลนี่เพื่อนซี้กันเลย เอาอีกละมึง อักเสบอีกแล้วล่ะสิ!
“คุณมีไข้ ต่อมทอนซิลอักเสบ” ประโยคนี้นี่คุ้นหูมาก
หมอคลีนิกไหนก็พูดแบบนี้ จนผมพอจะวินิจฉัยโรคได้เองแล้ว
“แกมีไข้ เจ็บคอแบบนี้ ต่อมทอนซิลแกอักเสบแน่นอน”
กระทั่งพี่สาวจบวิชาเภสัชกร ผมก็มียาประจำเป็นแคปซูลสีเขียวสลับฟ้า
มีชื่อเล่นๆ ที่เราเรียกกันว่า Amoxy กินประจำ ยังกะเด็กติด m&m
ตอนเก็บข้าวของมาที่นี่ ก็ไม่ลืมที่จะติดมันมาด้วยกล่องใหญ่
ลืมได้ไง ของโปรด!
แต่โชคไม่เข้าข้าง ผมดันไปป่วยไกลยาที่เตรียมมา ไปป่วยที่ปักกิ่ง
เริ่มจากอาการโรคกระเพาะ หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด ลามไปถึงท้องเสียอยู่สองวัน
แล้วพอท้องหาย ก็ไล่มาที่คอ คอเริ่มเจ็บ ผมเริ่มรู้ตัวและพูดกับเพื่อนซี้
“ไอ้ทอนซิลมึงอย่าเพิ่งมาอักเสบตอนนี้ รอกลับเซี่ยงไฮ้ก่อน ยาอยู่ที่นู่น”
แต่มันก็ไม่ฟัง มันเจ็บระบมขึ้นเรื่อยๆ จนวันรุ่งขึ้นว่าจะไม่ไปดูกำแพงเมืองจีน
แต่ก็ห้ามใจไม่ไหว ไอ้ทอนซิลก็เลยประท้วง อักเสบหนักเข้าไปอีก
(นี่ผมก็เดาไปตามเรื่อง ไม่รู้ว่าจริงๆ มันเกิดจากอะไร)
แล้วไอ้พวกไข้นี่ไม่รู้เป็นอะไร ชอบมาตอนดึกๆ
ตอนชาวบ้านเขากำลังจะนอนพักผ่อน ตัวจะร้อนขึ้นมาทันที
คอจะเจ็บเหมือนกลืนกระบองเพชรเข้าไป จริงๆ แล้วถ้าเป็นช่วงหน้าหนาว
สาวๆ คงอยากอยู่ใกล้ เพราะตกดึกแล้วจะเป็นผู้ชายที่อบอุ่นโคตร!
(ผมมั่นใจว่าอบอุ่นกว่าพี่นภ พรชำนิ หรือ พี่บอย ไตร ซะอีก)
แต่นี่มันหน้าร้อน!! ก็เลยนอนสั่นอยู่คนเดียว หงิก หงิก หงิก หงิก
แปลก ตัวร้อน แต่หนาวมาก
วันรุ่งขึ้นมีคนพาไปโรงพยาบาล ผมผ่านด่านกรอกข้อมูลไปได้
ไปนั่งรอคุณหมอในห้อง พยาบาลชาวจีนเดินเข้ามาพูดภาษาจีนใส่
ผมตอบไปเท่าที่รู้ เธอถามว่า ฟังได้ พูดได้ใช่ไหม
ผมส่ายหัวดิก ฟังไม่ได้ พูดไม่ได้ครับ
เธอวัดไข้ แล้วบอกกับผมเป็นภาษาอังกฤษ “คุณมีไข้นิดหน่อย
สามสิบเจ็ดจุดสี่องศาเซลเซียส” ผมสงสัย ทำไมมันน้อยจัง
เธอเดินจากไป บอกว่าเดี๋ยวหมอมา
หมอมาแล้ว หมอเป็นฝรั่ง ก็สบายใจขึ้นหน่อย
ไม่ต้องวินิจฉัยโรคกันเป็นภาษาจีน ให้ป่วยหนักขึ้นไปอีก
หมอถามว่าเป็นมานานยัง ก็ตอบไปว่า สองวัน
หมอตรวจคอ ตรวจชีพจร เอาหูฟังแนบลำตัว
บอกให้หายใจลึกๆ อยู่สองสามที
แล้วขออนุญาตเอาแท่งอะไรไม่รู้เล็กๆ แหย่เข้าไปเล่นๆ ในคอ
เราก็อนุญาต วันนี้ร่างกายของผมเป็นของหมอแล้วนี่ครับ
หมอแหย่เข้าไป ทำหน้าเพลิดเพลิน
ราวกับกำลังเอาคอตตอนบัทแหย่รูหูตัวเอง
แหย่เสร็จหมอเอามันออกมาดู แล้วนึกขึ้นได้ว่า
เฮ้ย! มันดูด้วยตาเปล่าไม่เห็นนี่หว่า
ก็เลยขอตัวไปส่องด้วยกล้อง “สิบห้านาทีเดี๋ยวหมอกลับมา”
ผมนั่งกลืนน้ำลายที่เหมือนกลืนตะปูอยู่สิบห้านาที
หมอมาแล้ว หมอพ่นเป็นภาษาอังกฤษยากๆ หลายประโยค
ผมจับได้แค่ว่า “ผลตรวจเป็น Negative”
ผมก็นึกในใจใหญ่เลยว่า ไอ้เนกาทีฟนี่มันดีหรือร้ายกันแน่
ถ้าตรวจเอดส์เป็นเนกาทีฟนี่มันดีใช่ไหม?
เอ…แต่เนกาทีฟ มันก็แปลว่า ด้านลบนี่หว่า
ก็เลยงง เพราะนอกจากนั้น ฟังแทบไม่ออกเลย
หมอพูดไวอย่างกับเห็นว่าหน้าตาผมเป็นลูกครึ่งอเมริกัน
ทั้งที่วันนั้นดูคล้ายชาวบ้านจากชนบทไกลโพ้นของจีนมากๆ
ผมจับอะไรไม่ได้อีกเลย ได้แต่สังเกตหน้าตาหมอ
ดูมีแววตาเป็นกังวล ผมจึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม
“ทุกอย่างปกติดีใช่ไหมครับ?”
หมอตอบ “มันควรจะกลับมาเป็นปกติภายในสามวัน
อีกสามวันคุณโทรหาหมอนะ ถ้ามันดีขึ้น”
หมอทำหน้าทำตาจริงจังราวกับเรากำลังจะเซ็นสัญญาเลิกผลิตขีปนาวุธ
ผมพยักหน้าแบบไม่แน่ใจ อะไรวะ ต้องโทรหาหมอด้วยเหรอ?
ไม่เคยเจอหมอที่ตั้งใจดูแลผู้ป่วยขนาดนี้มาก่อน
ผมเพิ่งอ่านเจออีเมลจากเพื่อนชาวจีนเรื่องหวัดนก
แล้วก็นึกประมวลกับอีกคำที่จับได้ในคำพูดของหมอ
“ไวรัส” แล้วหมอก็ชี้ไปที่คอหอยของผม
เอ…หรือหมอจะไม่แน่ใจว่ามันเป็นไวรัสชนิดไหน
และมันจะหายภายในสามวันหรือเปล่า?
หรือผมจะตายภายในสามวัน ตอนนั้นฟุ้งซ่านมาก
ฟุ้งซ่านก็เพราะไอ้การที่หมอบอกให้โทรหานี่แหละ!
เราคุยกันจบ หมอชวนเดินออกจากห้อง
ส่งแววตาซึ้งราวกับว่าเราจะได้เห็นกันครั้งสุดท้าย
หมอยังชวนผมคุยว่า มาปักกิ่งนานแค่ไหนแล้ว
ผมตอบว่ามาทำงานเดือนเดียว จริงๆ อยู่เซี่ยงไฮ้
เขาถามว่า เป็นคนเซี่ยงไฮ้เหรอ?
ผมบอก เปล่า ผมเป็นคนไทย
เขาหันมายิ้ม ผมชอบเมืองไทยมากๆ
ว่าแล้วก็ส่งคำสั่งจ่ายยายื่นให้นางพยาบาล
แล้วหันมาจ้องหน้าผมอีกครั้ง
“โทรหาหมอนะ ถ้าดีขึ้น อีกสามวัน”
ผมพยักหน้างงๆ
“สัญญากับหมอนะ” แล้วยื่นมือมาทำสัญญา
ผมหัวเราะออกมาในโชคชะตา นี่กูจะต้องตายจริงๆ เหรอเนี่ย?
“โอเคครับ สัญญา” ว่าแล้วก็เขย่ามือกันหมอ
หมอส่งนามบัตรมาให้ ผมดูชื่อ — Joseph Bush
แล้วแกก็จดเบอร์โทรศัพท์ให้ แล้วเดินจากไป
ผมรับยามา รีบกินทันที
ทุกวินาทีต่อไปนี้มีค่ายิ่ง
ผมอาจมีเวลาแค่สามวัน
อาการย่ำแย่ขึ้นทุกวัน
จนเบื่อตัวเอง เมื่อไหร่แกจะหายซะทีวะ
กลับเซี่ยงไฮ้ ผมหยิบยา m&m ของผมขึ้นมาซัด
หวังว่าจะหาย แต่วันรุ่งขึ้นก็ยังปวดแสบเจ็บเช่นเดิม
เมื่อวานจึงให้เพื่อนพาไปร้ายขายยา ได้แคปซูลจีนมากิน
ดีกัวดินจีน และที่ขาดไม่ได้คือ ชวนป๋วยปีแปกอ ตราลูกกตัญญู
ผมซัดยาหมอโจเซฟ บุช, ยาพี่สาว, ยาดื่ม, ยาอม
หวังว่าพวกมันจะลงไปช่วยกันคนละไม้คนละมือ
นอนแต่เช้า ดื่มน้ำโคตรเยอะ ดื่มเป็นแกลลอน
ผมอยากหายกลับมาเป็นปกติแล้ว
ที่สำคัญ นี่มันก็ครบสามวันแล้วซะด้วย
เมื่อคืน ผมนอนหลับ ด้วยคิดว่า พรุ่งนี้อยากหาย
และจะส่งข้อความไปบอกหมอโจเซฟ บุช
ว่าผมยังมีชีวิต
วันนี้ตื่นมา แม้จะยังไม่หายดีสักเท่าไหร่
แต่มันก็ดีขึ้นมาก ผมไม่รู้ว่าด้วยฤทธิ์ยาตัวไหน
แต่ผมคิดแล้วว่าเดี๋ยวจะส่งข้อความไปบอกหมอ
นับจากที่เราเจอกัน วันนี้เป็นวันที่สี่