ได้ข่าวแว่วมาว่ามีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบางเครือเข้า wordpress ไม่ได้
และได้ข่าวลือมาว่า wordpress ถูกบล็อก คือล้อมรั้วไม่ให้คนเข้ามาอ่าน
แถมยังลือต่ออีกว่า เพราะในนี้มีบล็อกยอดนิยมเขียนเกี่ยวกับคุณทักษิณ
หากเป็นจริงเช่นข่าวลือ ขอเว้นหนึ่งบรรทัดเพื่อไว้อาลัยให้กับการบล็อก blog
(………………………………………………………………)
หลังจากที่บล็อกยูทูปไปแล้ว ต่อจากนี้เราจะถูกบล็อกอะไรอีกบ้างหนอ?
…
“เข้า wordpress ไม่ได้อะ” อูมส่งเสียโวยวายมาด้วยความหงุดหงิด
“ใช้เน็ตของทีโอทีรึเปล่า ได้ข่าวว่าถูกบล็อก”
“เออ อาจจะจริง เพราะที่บ้านใช้ทรูยังเข้าได้อยู่”
อูมยังบ่นเรื่องการตามบล็อกเหมือนพ่อที่ตามเก็บหนังสือโป๊ลูก
อีกหลายประโยค แต่คิดว่า เรารู้กันสองคนน่าจะดีกว่า
“ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีบล็อก พี่จะไปเขียนที่ไหน?”
ผมนึกในใจ ก็เขียนที่บ้านเหมือนเดิมนี่แหละ แต่ก็ไม่ได้กวนน้องไป
“ส่งฟอร์เวิร์ดเมลทุกวันเลยดีไหม?”
“แล้วคนอื่นจะคุยด้วยยังไงล่ะ บล็อกมันมีข้อดีก็ตรงได้แลกเปลี่ยนกัน”
“ก็คงแลกเปลี่ยนกันลับๆ เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง”
“บล็อกนี่ดีนะ ทำให้คนกล้าเขียน กล้าแสดงความเห็น
แต่อีกหน่อยก็คงไม่ต้องเขียนกัน คงตามบล็อกไปถึงไดอารี่ด้วยเลย”
“หัวรุนแรงนะเรา” ผมแซว
“หุหุ” อูมขำแก้เขิน
…
ผมแกล้งทำเป็นนิ่งใส่อูมไปอย่างนั้นเอง
แต่ในใจก็คิดตามไปด้วย และก็พบว่า
หากพรุ่งนี้ไม่มีบล็อกเข้าจริงๆ
มันก็เหมือนบางสิ่งหายไปจากชีวิตเหมือนกัน
สำหรับผม อาจเหมือนใครมาขโมยห้องรับแขกไป
เหลือแค่ห้องกินข้าว ห้องน้ำ และห้องนอน
คือก็ยังดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติ
มีข้าวกิน มีน้ำอาบ มีที่นอนให้นอน
ผิดแปลกไปก็แค่ เวลาที่กลับบ้านมาไม่ได้นั่งคุยกับใครก็เท่านั้นเอง
ผมรู้สึกกับบล็อกของผมเหมือนห้องรับแขก
เพราะผมเอาความคิดที่อยากบันทึกมากองไว้ในห้องนี้
แล้วก็รอฟังว่าเพื่อนๆ ที่มาเยี่ยมบ้านจะสนทนาโต้กลับมาว่ากระไร
ขณะที่บางคนก็อาจรู้สึกกับบล็อกเหมือนห้องพระ
คือเข้ามาทำสมาธิสงบจิตสงบใจ นั่งคุยกับตัวเอง
สรุปสาระประจำวัน หายใจยาวๆ นั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา
บันทึกข้อคิดดีๆ ที่ได้ใส่ในบล็อก เอาไว้กลับมาอ่านอีกหน
และก็ใจกว้างพอที่จะแบ่งปันให้คนอื่นได้เข้ามาเยี่ยม
ในห้องพระแห่งนั้นด้วย
สำหรับบางคน บล็อกก็เหมือนห้องเก็บของ
เก็บเรื่องราวทั้งร้ายและดีเอาไว้ ค่อนข้างส่วนตัว
แต่ใครอยากจะเปิดประตูห้องเก็บของมาดูของข้างใน
เจ้าของก็ยินดี ดูรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ดูกันไป
สำหรับบางคน บล็อกก็เหมือนส้วม
คือเอาของเสียที่อัดอั้นทั้งวันมาเบ่งใส่ไว้ในบล็อก
เมื่อเปิดประตูเดินออกไป ก็สบายตัวสบายใจขึ้น
ในมุมของคนที่มาเยี่ยมเยียน
บางที การเข้ามาอ่านบล็อกก็เหมือนการโทรหาเพื่อน
ได้รับรู้เรื่องราว ไล่เลยไปถึงความคิดความรู้สึกของเพื่อนคนนั้น
ในวันนี้ ได้รู้จักมากกว่าการนั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันในโรงอาหาร
เวลาที่คนเรานั่งลงเขียนอะไรสักอย่าง
สมองมักทำงานดิ่งลึกไปกว่าเวลาที่เราพูดจากัน
หากแต่ก่อนเราคุยกันทางโทรศัพท์กับเพื่อนซี้ทุกวัน
แล้วเดี๋ยวนี้เปลี่ยนมาอ่านบล็อกหรือคุยเอ็มเอสเอ็น
บางที เราอาจจะพบว่า เรารู้จักเพื่อนคนนั้นดีขึ้น
เพราะตัวหนังสือทำหน้าที่ดูดความในใจออกมาคาย
ได้มากกว่าน้ำลายและริมฝีปาก
บางอย่างที่อายที่จะพูด เรากลับพิมพ์ออกมาได้อย่างลื่นไหล
นั่นเป็นบล็อกของคนใกล้ชิด
แต่ก็ยังมีการแวะเวียนไปเยี่ยมบล็อกอีกประเภท
คือแวะเข้าไปฟังเขาพูด อ่านสิ่งที่เขาคิด เขาสรุป เขารวบรวมให้ฟัง
บล็อกที่มีสาระมีประโยชน์มากมาย บางทีก็เหมือนได้ดูรายการดีๆ
ได้อ่านนิตยสาร หรือ คอลัมน์ชั้นดี บล็อกแบบนี้ก็มีอยู่มาก
กระทั่งบล็อกที่ประกาศตัวว่าจะทำหน้าที่เปิดเผยความจริง
ในสิ่งที่สื่อกระแสหลักไม่พูด บล็อกแบบนี้ก็ช่วยทำให้
เรื่องที่ถูกปิดได้เผยตัวออกมาให้คนบางส่วนได้รู้บ้าง
สังคมแห่งบล็อกทุกวันนี้ไม่ใช่เล็กๆ
จริงอยู่ เราก็ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลกปกติในชีวิตประจำวัน
แต่ในบรรยากาศล่องหน ที่เรามองไม่เห็นนั้น
ก็เกิดชุมชนเล็กบ้างใหญ่บ้างมากมายที่โยงใยกันอยู่
มีการแลกเปลี่ยน พูดคุย และทำความรู้จักกัน
มีการแอบอ่าน แอบรู้ แอบดูอยู่ห่างๆ
แต่ก็มีชุมชนแบบนั้นอยู่จริงๆ
และบล็อกก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนบางคน
คล้ายกับที่โทรทัศน์เคยเป็น คล้ายกับที่โทรศัพท์มือถือเป็นอยู่
อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนมากขึ้นเรื่อยๆ
เร็วและแรงกว่าที่คิดเอาไว้มาก ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวที่ไต้หวัน
แล้วอินเตอร์เน็ตล่ม หรือวันไหนที่อินเตอร์เน็ตในออฟฟิศติดขัด
ผู้คนจะรู้สึกราวกับมีใครเอาจุกคอร์กยัดรูจมูกหนึ่งเอาไว้
จะเป็นจะตายให้ได้
เหมือนแขนขาขาดไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
คุยเอ็มก็ไม่ได้
อ่านบล็อกก็ไม่ได้
เมลอีกล่ะ
หารูปอีกล่ะ
โหลดรูปวาบหวิวอีกล่ะ
โหลดเพลงอีกล่ะ
ชีวิตของเราเข้าไปอยู่ในโลกล่องหนมากขึ้น
และทำท่าว่าจะมากขึ้นทุกวัน
ตาเราจับจ้องเข้าไปในจอคอมพิวเตอร์ (windows)
มากกว่าหน้าต่างในโลกความจริง
ต่อหนึ่งวัน เราจ้องเข้าไปในโลกล่องหนนี้กี่ชั่วโมงกัน?
“เมฆสวย ฟ้าใส ไม่มองออกไป ก็ไม่เห็น”
ไม่กี่วันก่อนผมตั้งชื่อเอ็มเอสเอ็นไว้อย่างนั้น
แปลกจัง ผมเริ่มต้นเขียนจากความตั้งใจว่า
จะมาแสดงทรรศนะด้านลบกับใครก็ตามที่ตั้งใจจะสร้างกำแพง
“บล็อก” ผู้คนออกจากชุมชนในพื้นที่ล่องหน
แต่เขียนไปเขียนมากลับกลายเป็นคนโหยหาโลกนอกหน้าต่าง
ไปเสียนี่!
หากพรุ่งนี้ไม่มีบล็อก เราก็คงมีเวลามองท้องฟ้าและก้อนเมฆมากขึ้น
ได้เวลาในโลกปกติกลับคืนมาบ้างบางส่วน แต่ก็น่าเสียดายสิ่งดีๆ
ที่มีในบล็อกทั้งหลาย ประโยชน์ใช้สอยต่างๆ นานาที่แต่ละคนใช้มัน
แตกต่างกันไป ทั้งเจ้าของและผู้มาเยี่ยม
ผมเกิดมาในโลกยุคระหว่าง
ระหว่างโลกปกติ กับ โลกล่องหน
และผมก็คิดว่า ผมอยากใช้ชีวิตที่มีสองโลก
และได้เลือกเองว่าจะใช้เวลากับโลกใบไหน
สั้น-ยาวแค่ไหนในแต่ละวัน
และสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า
จริงๆ แล้ว โลกล่องหนที่ว่ามันไม่ได้ล่องหน
แต่มันมีตัวตนอยู่จริง
สิ่งนั้นก็คือ การบล็อกโลกล่องหนนั่นเอง
นับได้ว่า โลกล่องหนสามารถส่งผลต่อโลกปกติได้ไม่น้อย
พลังของมันทำให้ใครบางคนในโลกข้างนอกนั้น
ถึงกับต้องลงมือสร้างกำแพงล่องหนขึ้นมากั้นเอาไว้
ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีบล็อกจะเป็นอย่างไร?
ชีวิตก็ดำเนินไปตามปกติน่ะสิ
จริงหรือ?
ผมว่า ชีวิตทุกวันนี้ โลกขาดพื้นที่ล่องหนไม่ได้แล้ว