หัวไม้ขีดไฟ มีโปตัสเซียมคลอเรต
ข้างกล่องผิวสากๆ มีฟอสฟอรัสแดง
เมื่อมัน “ขีด” กัน จะเกิดประกายไฟขึ้น
…
เมื่อเช้าขณะเดินอยู่บนฟุตบาท
มุ่งหน้าสู่ที่ทำงาน
กางเกงหญิงสาวสักคนห้อยลอยอยู่กลางกบาล
บนราวแขวนผ้าระหว่างต้นไม้สองต้น
ความคิดหนึ่งแว่บเข้ามาในหัว
“หัวคนเราช่างเหมือนหัวไม้ขีด”
…
สองวันมานี้ได้อ่านหนังสือสามเล่ม
ที่ไม่ต่างอะไรกับฟอสฟอรัสแดง
สองในสามเล่มนั้นเป็นสีแดงเสียด้วย
ไร้เลือด และขี่ม้าชมดอกไม้ (สองเล่มจบ)
อ่านแล้วเกิดประกายไฟ อยากเขียนหนังสือ
…
วันอาทิตย์ไปเดินดูประติมากรรมที่โกดังเก่า
เจอะเข้ากับรูปปั้นคนยืนรอรถเมล์
พล็อตเรื่อง (ไม่รู้สั้นหรือยาว) แว่บเข้ามา
เกิดเป็นประกายขึ้นในหัว ทดเก็บเอาไว้
…
วันนี้ไปงานเพชะคุชะ (เวอร์ชั่นเซี่ยงไฮ้)
เต็มไปด้วยฝรั่ง หลายความคิดน่าสนใจ
หลายงานก็เรียบๆ เฉยๆ
แต่งานบางชิ้นก็ทำหน้าที่เหมือนฟอสฟอรัสแดงอีกแล้ว
…
เห็นเขาชอบถามกันว่า
“แรงบันดาลใจนี่ต้องไปหากันที่ไหน?”
ก็น่าสงสัยจริงๆ นั่นแหละ
ไม่ยักกะเคยเห็นเป็นตัวเป็นตน
…
ตอนเช้า เมื่อความคิดนั้นเกิดขึ้น
ก็ตั้งใจไว้ว่าจะทดเก็บไว้บอกกับตัวเอง
(และแอบมาทดในนี้เผื่อจะแบ่งคนอื่นได้ด้วยน่ะครับ)
หากเราชุบหัวไว้ด้วยโปตัสเซียมคลอเรตอยู่เสมอก็น่าจะดี
เพราะรอบตัว ในชีวิตประจำวัน และสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้จักนั้น
หลายอย่างเป็นฟอสฟอรัสแดง ที่พร้อมจะ “ขีด” ให้ไฟติด
ได้ตลอดเวลา
ไฟจะติดขึ้นมาในระยะเวลาสั้นๆ
เมื่อก้านไม้ขีดสั้นๆ นั้นเผาตัวเองมอดจนหมดไป
ไฟก็จะหายไปพร้อมกัน
หากไม่จดเก็บไว้
ไฟก็ถูกลืม
ความสว่างจะกลายร่างเป็นความมืด
และหากจะให้ดี
น่าจะนำไฟเล็กๆ บนก้านไม้ขีด
ไปจุดต่อลงบนเทียน
หรืออะไรก็ได้ที่จะอยู่ได้นานกว่า
และขยายผลออกไปได้อีก
แน่นอน ไฟย่อมต่อไฟ
จุดไม้ขีดก้านใหม่ได้อีก อีก และอีก
แต่หากหัวของเราไม่ได้ชุบโปตัสเซียมคลอเรตไว้
ต่อให้เจอฟอสฟอรัสแดง “ขีด” สักแค่ไหน ไฟก็ไม่ติด
ผมก็ไม่ได้เป็นเอเย่นต์ขายโปตัสเซียมคลอเรตเสียด้วย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปหากันแถวไหน
ใครหาเจอก็มาบอกกันด้วยนะครับ จะเอากบาลตามไปชุบบ้าง
…
ช่วงนี้อัพบล็อกถี่เกินไปละ
เอาไม้ขีดไปต่อไฟบ้างดีกว่า
อยากเขียนหนังสือแล้วครับ
หลบไปแว้บๆ ไปเขียนหนังสือเล่นๆ
เอาไว้อ่านเองนี่แหละครับ
กลัวว่าถ้าไม่เขียนเดี๋ยวไฟจะดับ
ก้านไม้ขีดจะมอดจนหมดก้านเสียก่อน
ไฟติด ต้องรีบจุด (ฮ่าฮ่า)
แต่ถ้ามีประกายไฟเล็กๆ
ก็จะมาจุดต่อใส่เทียนไข
ที่ตั้งไว้ในห้องรับแขกแห่งนี้เป็นระยะ
ส่องห้องรับแขกให้แสงสลัวๆ ชวนง่วง
เพื่อชีวิตที่สมดุล
ย่อมมีเวลาที่ไฟติดและเวลานอน
ตื่นขึ้นมาค่อยชุบกบาลด้วยโปตัสเซียมคลอเรต
แล้วก็เดินออกจากบ้านเพื่อไปพบพานกับฟอสฟอรัสแดง
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 12:17 am
เพื่อชีวิตที่สมดุล
ถ้ามีประกายไฟเล็กๆเมื่อไหรอย่าลืม ต้องรีบๆมาจุดด่วนนะ
แต่ถ้าเป็นเทียนไขจุดแป๊บเดียวเด๊ยวหมดแท่ง
เราว่าเปลี่ยนจากเทียนไขเป็นเทียนพรรษา น่าจะติดนานกว่า
แต่ห้ามจุดแบบ 1 พรรษาครั้งนะ
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 6:40 am
^^ ดีใจจัง…ไฟติดแล้ว…อิอิ
ขอให้เขียนหนังสือได้อย่างสนุกสนานนะคะ…
น่าอิจฉาจัง …ปกติตัวเองไม่ค่อยมีไฟเท่าไหร่เลยค่ะ..
นอกจากไฟลนก้น…อิอิอิอิ
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 8:25 am
แอ๊ด..
..
..
อ่าว..?
ถ้าจุดกำเนิดบล็อคคือผลจากการ “ขีด”
งั้นการอัพบล็อกก็คือการเติมน้ำมันตะเกียงอ่ะดิ
เฮียจะไม่มาเติมน้ำมันบ่อยๆแล้วหรอ..
พูดๆไปเหมือนเฮียกำลังจะบอกลา..เศร้า (TT)
แต่ก็สู้ๆนะเฮีย อย่าไฟแรงจนไปเผาบ้านใครเค้าเข้าล่ะ! ฮ่าๆ
กริ๊ก..
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 9:05 am
“ไฟจะติดขึ้นมาในระยะเวลาสั้นๆ
เมื่อก้านไม้ขีดสั้นๆ นั้นเผาตัวเองมอดจนหมดไป
ไฟก็จะหายไปพร้อมกัน”
ย่อหน้านี้ ใช่เลยคะพี่
ดีใจจัง จะได้อ่านหนังสืออีกเล่มของพี่เอ๋แล้ว
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 9:52 am
โอว…ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า
หัวไม้ขีดไฟ มีโปตัสเซียมคลอเรต!!!
สารภาพ…อ่านหลายๆเรื่องของพี่แล้วรู้สึกว่าเรา”โง่” T_T
แต่ขอบคุณมากค่ะ สำหรับเรื่องที่พี่เขียน(หลายๆเรื่อง)
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 9:53 am
ดีใจที่มีฟอสฟอรัสแดงอย่างท่านนิ้ว
หัวโปตัสเซียมคลอเรตชื้นๆอย่างผม ยังพอมีโอกาสติดไฟมั่ง
หนูต้อม คงนึกถึงเพลง ‘ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน’
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 10:04 am
“หากเราชุบหัวไว้ด้วยโปตัสเซียมคลอเรตอยู่เสมอก็น่าจะดี” หากหัวคนเราชุบดัวยโปตัสเซี่ยมอยู่ตลอด คนเราก็คงไม่เห็นความสำคัญของประกายไฟที่ถูกจุดขึ้นก็ได้นะ อิอิ
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 10:38 am
อ่านแล้วอยากได้โปตัสเซียมคลอเรตมาราดกบาลมั่ง
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 11:00 am
จะรออ่านผลผลิตจาก “หัวไม่ขีด” ก้านนี้นะคับท่าน
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 11:41 am
ไปหาที่ชุบหัวบ้างดีกว่า
ดีกว่าอะไร
ดีกว่าอยู่เฉยๆ ไง
^^
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 12:14 pm
ก็เข้ามาชุบกบาลบ่อยๆที่บ้านพักฯหลังนี้แหละ
ไฟติดครานี้จะมีหนังสือมาให้ยลโฉมอีกกี่เล่มหนอ
แต่ที่ได้ยินเสียงเรียกร้องแว่วๆมา
อยากยลโฉม แคชเมียร์ กันหลายคน
เผื่อว่าจะได้ออกเดินทางกันอีก แม้ทางตัวหนังสือก็ยังดีเนอะ
รออยู่เช่นกันจ้า
แล้วจะเข้ามาชุบกบาลฯบ่อยๆนะ
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 12:42 pm
รออ่านอยู่เลยท่านนิ้วฯ
่หวังเพียงว่า ท่่านนิ้วฯ จะไม่ใช่เด็กชายขายไม้ขีดไฟนะ ฮ่าฮ่า
*่ป้าเป็นไม้ขีดไฟที่ไหม้แล้ว ไหม้แล้วไหม้อีก อิอิ แต่ยังไม่ มอด เด้อ
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 4:18 pm
อ่ะแฮ่ม..พี่แขกคะ
นอกจากบ้านหลังนี้แล้ว
เวลาคุยกะพี่ๆ ก็เหมือนกับ
เอาหัวไปชุปโปตัสเซียมคลอเรตเหมือนคะ
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 4:25 pm
เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกชอบ …. เพลงมากๆ เลย
: )
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 6:01 pm
กับพี่ๆที่นี่ มดก็เหมือนได้ “ชุบกบาลด้วยโปตัสเซียมคลอเรต”เหมือนกันนะ
ชอบที่พี่เอ๋เอามาเปรียบเทียบอ่า..คนกับไม้ขีดไฟ
พี่เอ๋ไฟแรง 55 คลอดลูกมาให้อ่านอีกจิ รออยู่
เหมือนที่พี่จุ๋มบอก ยังอยากเห็นแคชเมียร์นะคะ ^^
ว่าแล้วก็ไปหาโปตัสเซียมคลอเรตมาชุบหัวมั่งดีกว่า อิๆ
หลบไปต่อไฟ แต่อย่าหลบไปนานนักล่ะ
ที่บ้านยังมีเทียนที่รอไฟจากพี่เอ๋อยู่
สิงหาคม 31, 2007 ที่ 11:20 pm
กำลังเขียนเปรียบเทียบระหว่างระบบการรับส่งข้อมูลผ่านระบบบลูทูธของมือถือมาเก็บไว้ในเมมโมรี่การ์ดกับการรับส่งข้อมูลจากทุกสิ่งอย่างรอบตัวมาเก็บไว้ในเมมโมรี่สมองอยู่พอดี (เพราะเพิ่งรู้จักแล้วก็ทึ่งกับเทคโนโลยีนี้อย่างแรง เชยมั้ยเนี่ย) พอดีได้อ่าน”ชุบกบาลด้วยโปตัสเซียมคลเรต”ของคุณนิ้วกลม ก็เลยนึกว่ามันก็คล้ายๆกันอยู่
ก่อนออกจากบ้านคุณนิ้วฯใช้โปตัสเซียมคลอเรตเพื่อรอการ”ขีด”กับฟอสฟอรัสแดง
ส่วนผม ก็ขอเปิดบลูทูธสมองเตรียมไว้ เพื่อรอรับข้อมูลที่มากมายมาเก็บไว้ในเมมฯสมองไงครับ :]
มีนาคม 4, 2008 ที่ 1:42 pm
“ไฟจะติดขึ้นมาในระยะเวลาสั้นๆ
เมื่อก้านไม้ขีดสั้นๆ นั้นเผาตัวเองมอดจนหมดไป
ไฟก็จะหายไปพร้อมกัน
หากไม่จดเก็บไว้
ไฟก็ถูกลืม
ความสว่างจะกลายร่างเป็นความมืด”
เห็นจริงด้วยเลยครับถ้าไม่จ่อไฟให้ลุกลามต่อในกระดาษ หรือเชื้อเพลิงอื่น ไฟก็จะเป็นแค่เพียงแสงวูบจางบางเบา เหลือเพียงแค่เศษผงแห่งความทรงจำ ที่จะปลิวหายไป
ต่อให้มีไม้ขีดเยอะแค่ไหน ถ้าไม่จุดต่อ ก็คงมอดหมด ไม่จุดนานๆไม้ขีดก็เปียกเปื่อย … สมองตัน