Archive for สิงหาคม, 2007

วันนี้ฉันดำรงอยู่เพื่อ

สิงหาคม 20, 2007

เวลามนุษย์รู้สึกเคว้งๆ คว้างๆ ว้าๆ เหว่ๆ สัมผัสได้ถึงอากาศโล่งๆ รอบตัว
มนุษย์ชอบหันมาถามกับตัวเองว่า “ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อไปอะไร”
นักคิดทั้งหลายนั่งกุมกบาลควานหาสัจธรรมมาตอบอภิมหาปริศนานี้
หลายคนได้คำตอบ หลายคนยังคงขยี้หนังศีรษะหาต่อไป

ในสเกลใหญ่ระดับ “ชีวิต” มันฟังดูไม่ง่ายนักที่จะหาคำตอบมาเติมเต็ม
ความว่างเปล่ารอบๆ ร่างกาย แต่หากลองหดคำว่า “ชีวิต” ลงมา
เหลือเป็นคำว่า “เจ็ดสิบปี” หรือตายเร็วหน่อยก็ “หกสิบปี”
เราก็จะรู้สึกถึงความกระจ้อยร่อยจิ๊บจ๊อยของ “ชีวิต”
แหม มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร และอาจจะสั้นเกินไป ไม่พอที่จะมีเวลาให้
กับการมานั่งขบคิดหาความหมายของการดำรงอยู่ เอาเวลาไปแด๊นซ์
กระแทกก้นสาว เบียดไหล่หนุ่มในสลิม อาร์ซีเอดีกว่า

อ้าว นั่นนักปรัชญาที่กุมกบาลอยู่หันมามองทางนี้แล้วตะโกนมาว่า
“ก็เพราะชีวิตมันสั้นน่ะสิไอ้หนู สั้นเกินกว่าที่จะใช้มันเรื่อยเปื่อยไปทุกวัน
โดยไม่รู้ว่าจะมีชีวิตสั้นๆ นั่นอยู่ไปเพื่ออะไร”

ปล่อยให้นักปรัชญากับเด็กหนุ่มถกเถียงกันต่อไป
ชีวิตมันสั้น ขี้เกียจเถียงด้วย

เรามักจะรู้สึกเคว้งๆ เซ็งๆ ไม่รู้ว่าจะเดินไปไหน จะไปทำอะไร
หนักข้อเข้าวันไหนเหงามากๆ ก็พานจะเลยเถิดไปถึง “อยู่ไปทำไม”
อ้าว พี่ กระเถิบออกมาจากขอบตึกก่อน วางน้ำยาล้างห้องน้ำไว้ก่อน
อย่าเพิ่งซดมันลงไป สงสารคุณหมอต้องมานั่งล้างท้องพี่อีก
แล้วท้องนี่คงล้างให้สะอาดยากกว่าห้องน้ำหลายเท่านะพี่นะ

หากลองหด “ชีวิต” ลงให้สั้นกว่านั้น สั้นกว่าหกสิบปี
“ชีวิต” ก็เป็นแค่วันนี้เท่านั้นเอง
เมื่อหดมันลงมาซะเล็กจิ๋วขนาดนี้ เราอาจมีคำถามที่น่ารักขึ้น
จาก “ชีวิตนี้เราอยู่ไปเพื่ออะไร?”
เป็น “วันนี้เราอยู่ไปเพื่ออะไร?”
จาก “จุดประสงค์การดำรงอยู่ของชีวิต”
เป็น “จุดประสงค์การดำรงอยู่ของวันนี้”
แล้ววันนี้จะได้มีอะไรทำ มีจุดประสงค์การเรียนรู้
และที่สำคัญ-ไม่เหงา

ผมเคยสงสัยว่า ทำไมหัวหน้าของผมจึงต้องตะเกียกตะกาย
ไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋น ร้านนี้ปิด ก็ยังพยายามหาร้านอื่น
ต้องนั่งแท็กซี่ไปกินไกลหน่อยก็ยังพยายามจนสำเร็จ

ผมเพิ่งรู้จากเพื่อนร่วมงานเมื่อสองวันมานี้เองว่า
หัวหน้าของผมเคยสอนเพื่อนของผมว่า
ให้ตั้ง “จุดประสงค์” ของแต่ละวันไว้อย่างน้อยสามข้อ
อาจเรียงลำดับยากบ้าง ง่ายบ้าง และธรรมดาบ้าง

เช่น วันนี้ฉันจะกินไข่ระเบิดให้ได้, วันนี้จะอ่านหนังสือให้ได้หนึ่งร้อยหน้า,
วันนี้จะต้องวิ่ง, วันนี้จะห้ามตัวเองไม่ให้แกะสิวบนหน้าเล่นให้ได้,
วันนี้จะไปดูหนังเรื่องนั้นให้ได้, วันนี้จะตื่นเช้าให้ได้, วันนี้จะไม่เขี่ยหัวหอม
ออกจากจานข้าวผัด, วันนี้จะไม่ทำงานเลยเวลา, วันนี้จะไม่ขับรถเร็ว,
วันนี้จะสูบบุหรี่แค่สองมวน, วันนี้จะต้องเห็นสะดือยุงให้ได้, ฯลฯ

จะยากหรือง่าย ในเรื่องที่ชอบหรือไม่ชอบ ก็ตามแต่จะเลือกกำหนด
“จุดประสงค์ในการดำรงอยู่ของวันนี้” เลือกได้ตามสะดวก
ข้อแม้มีแค่ข้อเดียวคือ กำหนดแล้วต้องพยายามบรรลุวัตถุประสงค์นั้นให้ได้
แล้วเราก็จะตอบตัวเองได้ว่า “วันนี้ฉันดำรงอยู่เพื่อได้กินไข่ระเบิด”

เราจะได้รู้ว่าวันนี้เราตื่นขึ้นมาทำไม เราหายใจไปเพื่ออะไร
ในสเกลที่เล็กลง ความคิดที่เรียบง่ายขึ้น เรื่องเล็กๆ ที่ให้ความสำคัญ
แผนการที่สำเร็จได้ไม่ยาก และคำตอบที่ไม่ยิ่งใหญ่จนปวดกบาล

เราอาจมีชีวิตอยู่เพื่อกินไข่ระเบิดในวันนี้
และเพื่อไปช่วยชีวิตปลาวาฬในวันพรุ่งนี้ก็ได้
ค่อยๆ กำหนดวัตถุประสงค์ของ “ชีวิต” ในสเกล “วันต่อวัน”
ชีวิตอาจจะง่ายขึ้น มีอะไรให้ทำ และมีความสำเร็จเล็กๆ ให้ชื่นใจทุกวัน

ผมชอบชีวิตที่มีจุดประสงค์ มันมีพลังและกระตือรือล้นดี
หากเปรียบกับการเดินทาง จุดประสงค์ก็เป็นแค่จุดหมาย
แต่ระหว่างทางยังมีอะไรอีกมากมายให้ก้าวผ่าน
เรากำหนดว่าจะเดินทางไปกินไข่ระเบิด แต่ระหว่างทางเราอาจแวะซื้อ
หมูปิ้งหน้าปากซอยก็ได้ หรือสุดท้ายไปเจอแม้ค้าสวย จีบกัน ลงเอย
เป็นฝั่งเป็นฝาช่วยกันเปิดร้านขายไข่จนระเบิดกันไปเลยก็ไม่แน่
ระหว่างทางจะเกิดอะไรขึ้นใครจะไปรู้ เรามีจุดหมายไว้ก็เพื่อให้มันมี
ระหว่างทางเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีจุดหมายตื่นมาก็ไม่รู้จะเดินไปไหน
แล้วบางทีมันก็ชวนให้หดและหู่ ห่อและเหี่ยว โหยและหา

คนเรามักจะรู้สึกได้ “เติมเต็ม” เวลาที่ทำอะไรสักอย่างสำเร็จ
แต่เรามักจะลืมไปว่า ความสำเร็จที่ว่ามันไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อะไร
ขนาดที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตไปพิชิตมัน

แค่คิดว่าวันนี้จะเขียนบล็อกแล้วได้เขียนก็ “สำเร็จ” แล้ว

จุดประสงค์ของการดำรงอยู่ในวันหนึ่ง ก็ทำให้วันหนึ่งวันนั้นมีความหมาย
มีเรื่องท้าทาย และมีจุดหมายให้พิชิต และดีใจเมื่อสำเร็จ

หากเราค่อยๆ ขยายตัวให้มันในทางกว้าง แต่คงความเล็กของมันไว้
สัปดาห์นี้ฉันดำรงอยู่เพื่ออะไร?
เดือนนี้ฉันดำรงอยู่เพื่ออะไร?
ปีนี้ฉันดำรงอยู่เพื่ออะไร?
ก็ดูเหมือนชีวิตในแต่ละช่วงเล็กๆ มีอะไรให้มุ่งหมายดีเหมือนกัน

ความหมายของการดำรงอยู่ทั้งชีวิตนี้ หากหาได้ก็เชิญหากันเถิดครับ
แต่ผมว่า บางที เราก็ดำรงอยู่เพื่อที่จะหาความหมายของการดำรงอยู่นั่นแหละ
ทั้งหมดก็เพื่อตอบและปลอบใจตัวเองว่า ฉันไม่ได้เกิดมาหายใจทิ้งไปวันๆ
ก็เท่านั้นเอง

แสนจะดีใจ!

สิงหาคม 18, 2007

หนึ่งเดือนกว่าแล้วที่กลับมาเข้าบ้านหลังนี้ได้อีกหน
ชอบบ้านหลังนี้ตรงที่มันโล่งๆ โปร่งๆ ดี
หากเป็นบ้านจริงๆ ก็คงติดกระจกรอบด้าน และวางเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น
แถมยังมีคนขยันคนหนึ่ง (ที่ไม่ใช่เจ้าของบ้าน) คอยถูพื้นบ้าน
ให้ขาวจั๊วะอยู่ตลอดเวลา บ้านนี้สะอ้าดสะอาด
(ตรงข้ามกับห้องรกๆ ในโลกข้างนอก)

จำได้ว่าวันที่กลับมาเข้าบ้านนี้อีกหน ตัวเลขข้างๆ ด้านซ้ายมืออยู่ที่เจ็ดหมื่น
และยังแอบชำเลืองมองมันทุกครั้งที่เปิดประตูเข้าบ้านมา
ซึ่งจะว่าไปก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่มันคงเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (เลขฐานสิบ)
ที่พอเห็นตัวเลขขยับเข้าใกล้จำนวนเต็มสิบก็จะรอลุ้นว่า
เมื่อไหร่มันจะเปลี่ยนเป็นหนึ่งร้อย, หนึ่งพัน, หนึ่งหมื่น
และแน่นอน หนึ่งแสน

หนึ่งแสน นี่ฟังแล้วเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย
หากเป็นเงินก็ซื้อปาท่องโก๋กินได้ตั้งแสนตัว
เรียกกันว่า กินวันละตัวจนพุงแตกตายก็ยังไม่หมด
หากเป็นม็อบก็คงทำให้ผู้มีอำนาจหายใจไม่ถึงสะดือ

แม้ว่ามันจะดูบ้าตัวเลข บ้าสถิติ แต่ก็อดเปิดเผยความบ้าออกมาไม่ได้
(นี่ก็คิดอยู่ตั้งนานนะเนี่ย ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม ดูบ้าตัวเลขไปหน่อย
ไม่ค่อยคูลเลยแมน!) เพราะตัวเลขที่ว่านี้มันไม่ใช่ตัวเลขแข็งๆ แห้งๆ
แต่มันเป็นตัวเลขที่เกิดขึ้นจากการแวะเวียนมาเยี่ยมบ้าน
ถ้าเป็นสมัยโบราณเขาว่ากันว่า หัวกระไดเปียกๆ นี่ดี
แปลว่า ญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยมเยียนกันบ่อย
จึงตักน้ำล้างเท้าที่หัวกระไดเปียกแล้วเปียกอีก ของคนก่อนยังไม่ทันแห้ง
คนใหม่ก็มาล้างเท้าขึ้นบ้านอีกแล้ว บ้านหลังนั้นคงมีตะไคร่งอกขึ้นที่หัวกระได
และคงมีมิตรภาพมากมายงอกขึ้นใต้หลังคา

ฉันกระไดก็ฉันกระนั้น ตัวเลขเฉียดแสนจึงแฝงมิตรภาพและการเยี่ยมเยียนอยู่ด้วย
หากหลงเข้ามาบ้านหลังนี้ในวันนี้ ลองเหลือบไปมองตัวเลขที่ข้างซ้ายมือดูสิครับ
เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย ใกล้แล้ว ใกล้แล้ว… (ตุบตุบ ตุบตุบ ตุบตุบ)

ไหนๆ วันนี้ก็เข้าบ้านมาได้ หลังจากตะกุกตะกักเข้าไม่ได้มาสองวัน
จึงอยากขอบคุณเพื่อนบ้านทั้งที่สูงวัยและเยาว์วัยทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้
ที่ล้างเท้าขึ้นกระไดมาเยี่ยมกัน มาคุยกัน มาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกัน
ครับ 100,000 มันก็แค่ตัวเลข แต่มันก็เป็นตัวเลขที่มีความหมายอยู่ในนั้น

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ในชุมชน wordpress มีเจ้าของบ้านท่านหนึ่ง
ตั้งชื่อหัวข้อทำนองว่า “ครบสองหมื่นแล้วครับ” (จำได้ไม่แม่น)
ผมคลิกเข้าไปอ่าน และคิดว่ามีความรู้สึกคล้ายๆ กัน
คือดีใจที่มีคนเข้ามาอ่านสิ่งที่เขาเขียน มีคนมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน
เขาถามเพื่อนๆ ที่เข้าไปอ่านบล็อกของเขาว่า เขาออกจะสงสัยว่า
ทำไมคนจึงเข้ามาอ่านบล็อกของเขา?
และเอ่ยปาก บอกให้เพื่อนๆ ร่วมบล็อกฝากคำตอบเอาไว้

เนื่องในโอกาสวันเสาร์สบายๆ และไม่มีอะไรจะเขียนจะคิด
ผมเองก็เคยสงสัยเหมือนกับที่เจ้าของบล็อกคนนั้นสงสัย
ทำไมพี่ๆ เพื่อนๆ ถึงแวะมาเยี่ยมบ้านหลังนี้?
ขอฝากไว้เป็นคำถามแรก หากว่างๆ อยากจะบอกกัน

คำถามที่สองก็คือ มีอะไรแนะนำหรืออยากเห็นเพิ่มเติมบ้างไหม?
มุมหนึ่ง ผมก็คิดเสมอว่าบล็อกเหมือนสมุดบันทึกของเจ้าของ
อยากเขียนอยากทดอะไรก็ใส่ลงไปได้ ไม่ว่าจะไร้สาระหรือมีสาระ
เพราะมันเป็นสมุดบันทึกส่วนตัว (หากช่วงไหนไร้สาระมากๆ
ก็ต้องขออภัยด้วยครับ) แต่อีกมุมหนึ่ง ผมก็เห็นว่าบล็อกเหมือน
พื้นที่ที่ให้คนจากหลายๆ ที่ที่อยู่ไกลๆ กันมานั่งฟังนั่งคุยกัน
มันอาจไม่ได้ส่วนตัวมากขนาดที่จะไม่ฟังคนที่มานั่งคุยด้วยเลย
และหากเปรียบเป็นห้องรับแขกสักห้อง คนที่นั่งอยู่ด้วยกัน
ก็อาจจะหันมาบอกกันได้ว่า ฉันอยากดูทีวีช่องนี้ เฮ้ย อย่าเพิ่งเปลี่ยน
ช่องสิ กำลังดูบอลอยู่สนุกๆ เฮ้ย อย่าเพิ่งเปลี่ยนช่อง กำลังดู
เกิร์ลลี่เบอรี่เต้นอยู่ หรืออาจจะบอกได้ว่า วันนี้ขอกาแฟไม่ใส่ครีม
ขอครีมไม่ใส่กาแฟ ขอกาแฟไม่ใส่นมข้น ขอนมข้นไม่ใส่ครีม
คือแลกเปลี่ยนความชอบและบอกความต้องการได้ประมาณหนึ่ง
ส่วนเจ้าของบ้านจะมีปัญญาหามาเสิร์ฟหรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่อง
เพราะสมมุติแขกอยากซดกาแฟคุณภาพดีชื่อเรียกยากๆ
เจ้าของบ้านก็อาจไม่รู้จัก (เจ้าของบ้านออกจะโลกแคบ หุหุ)

ก็เลยถือโอกาสวันเสาร์ใกล้แสนมาชวนเพื่อนบ้านคุย
สองเรื่องที่ว่า ทำไม? และ อะไร?

ขอบคุณที่มาเยี่ยมบ้านและพูดคุยทักทายกันนะครับ
อ้าว แล้วนั่นยืนตากแดดอยู่ตรงนั้นทำไมล่ะครับ
มามะ เชิญขึ้นเรือนก่อน มานั่งพักผ่อนใต้หลังคา ร่มๆ ต้นไม้เขียวๆ
แต่ อ๊ะอ๊ะ ตักน้ำล้างเท้าที่หัวกระไดก่อนขึ้นมาด้วยครับ
พื้นบ้านมันข้าวขาวน่ะครับ เดี๋ยวจะเปื้อน (ฮ่าฮ่า)

ต่างคนต่างไป

สิงหาคม 14, 2007

วันนี้นั่งเปิดดูรูปถ่ายและคลิปฉาว เอ้ย! คลิปฮาๆ ที่ถ่ายกันกับเพื่อนเมื่อครั้งไปเที่ยวที่นิวยอร์ก ดูแล้วก็นั่งขำอยู่คนเดียว เวลาไปไหนมาไหนกับคนที่สนิทกันนี่มันสนุกสุดๆ จริงๆ ดูแล้วก็คิดถึงเพื่อน และคิดถึงบรรยากาศเวลาที่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา ขาดใครไปคนหนึ่งก็เหมือนขาดรสชาติไป เหมือนต้มยำกุ้งไม่ได้ใส่ตะไคร้ใบมะกรูด (ว่าแต่ปกติเขาใส่กันรึเปล่าหว่า?) ที่คิดถึงพวกมันทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าเพราะตัวเองอยู่ไกลบ้านไกลเมือง แต่เพราะพวกมันก็อยู่ไกลบ้านไกลช่องไกลมือไกลเท้าเราเหลือเกิน อยากเตะก้นมันซักป้าบก็ยื่นขาไปไม่ถึง

ออกจะคิดว่า ในยุคสมัยที่โลกใบเล็กลง และคนเดินทางไปร่ำเรียนและทำการทำงานในต่างแดนมากขึ้น ความสัมพันธ์แบบลึกซึ้งหรือที่เรียกกันว่าเพื่อนซี้จะมีเวลาสั้นลง เพื่อนสมัยมัธยม, มหาวิทยาลัย ที่เราอยู่ด้วยแล้วบ้าคลั่ง เป็นตัวของตัวเอง ทำอะไรโง่ๆ ต่อหน้ามันได้ เผลอแป๊บเดียวพวกมันก็หนีไปโน่นนี่กระจายตัวไปหมดแล้ว หันกลับมาอีกทีก็มีแต่ความว่างเปล่ากับเพื่อนหน้าใหม่ที่ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะรู้จักกันเท่าพวกมัน

เทคโนโลยีต่างๆ เปิดโอกาสให้เรามีเพื่อนได้ง่ายขึ้น งานปาร์ตี้สังสรรค์เปิดโอกาสให้รู้จักคนใหม่ๆ ได้มากขึ้น การเดินทางไปเรียนและทำงานต่างแดนทำให้โลกขยายตัวและได้เจอเพื่อนดีๆ อีกหลายชาติหลายประเทศ แต่ก็นั่นแหละ ขณะเดียวกันก็หดความสัมพันธ์ยาวๆ ให้สั้นลง เราห่างกันเร็วขึ้น และบางที สำหรับบางคนก็มีเรื่องจำเป็นให้ต้องห่างกันเนิ่นนาน บางคนก็ต้องห่างกันตลอดไป ได้ยินแค่ข่าวคราวจากอีเมล ทักกันในเอ็มเอสเอ็น แต่ไม่ได้มาเต้นแร้งเต้นกาเอาก้นบั๊มพ์กันอีก

เพื่อนห้าคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน หนึ่งในนั้นยังอยู่นิวยอร์ก อีกหนึ่งอยู่ชิคาโก อีกหนึ่งอยู่ซานฟรานฯ อีกหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ เราเองก็ลี้มาเสียที่นี่ บอกพวกมันทุกครั้งว่ากลับบ้านเถิด ไปนั่งคุยกัน สนุกกันอีก บางทีพูดไปก็เหมือนคนโหยอดีต โหยบรรยากาศแห่งความสุข แหม ก็แค่คิดถึงน่ะ

เดินทางมาต่างบ้าน ได้เห็นผู้คนมากมายข้ามน้ำข้ามทะเลมาทำการทำงานไกลบ้าน ไกลเพื่อน ไกลคนรัก เพื่อโอกาสที่ดีกว่า เพื่องานที่สนุกกว่า ยิ่งวันเราก็ยิ่งเดินทางออกจากบ้าน ออกห่างเพื่อนกันเยอะขึ้น วันหนึ่ง โลกอาจจะไม่มีบ้าน คนเราสามารถโยกย้ายไปได้ทุกที่ ตลอดชีวิต แต่เราคงยกขบวนเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักไปด้วยไม่ได้ และเราก็จะเริ่มต้นรู้จักคนหน้าใหม่ และรับเขาเข้ามาเป็นเพื่อนอยู่เนืองๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีจะตายไป ได้รู้จักคนอีกมาก ได้ทำความเข้าใจคนต่างชาติต่างภาษา แต่คิดแล้วก็เสียดายอยู่เหมือนกัน เสียดายความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดสนิทสนมแบบยาวนานของเพื่อนๆ สมัยเด็ก และสมัยมหาวิทยาลัย

เพื่อนทั้งสามคนที่อยู่ที่อเมริกายังมีความสุขดีกับชีวิตที่นู่น หนึ่งในนั้นถึงกับประกาศออกมาแล้วว่าอาจจะใช้ชีวิตที่นั่นกับแฟนหนุ่ม ยุคหนึ่ง คนเดินทางขึ้นรถไฟไปทำงานที่กรุงเทพฯ จากบ้านช่อง จากเพื่อนพ้อง จากคนรัก จนคลอดออกมาเป็นเพลงลูกทุ่งนับร้อยๆ เพลงในเนื้อหาใกล้เคียงกัน ยุคนี้ คนออกจากบ้านไกลขึ้น เพื่ออนาคตที่ไกลขึ้น? เรารู้จักคนมากขึ้น แต่เราอาจจะรู้จักเพื่อนแต่ละคนน้อยลง

ก็แค่บันทึกไว้ ในวันที่เปิดรูปพวกเราออกมาดู แล้วนั่งขำอยู่คนเดียว

หมอนของเราชื่อความเหงา

สิงหาคม 14, 2007

แล้ว “เนตร” ก็ส่ง “หมอน” ที่มีแรงบันดาลใจจาก “ความเหงา” มาอวด
หลังจากที่เคยยืมเรื่องของเธอมาเขียนใส่ในบล็อก (ที่นี่)
เพราะว่าชอบใจที่เอา “ความเหงา” ที่ติดหัวมาสลัดลงบนผลงาน

เนตรเขียนคอนเส็ปต์มาให้อ่านด้วยครับ
ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเวอร์ชั่นเดียวกับที่ส่งอาจารย์หรือเปล่า
แต่ผมว่าเป็นวิธีการเขียนคอนเส็ปต์ที่ดูธรรมชาติดี (อย่างกับไดอารี่)

เอามาแปะแบ่งกันดูครับ ว่า “หมอน” ที่เกิดจาก “ความเหงา” ของเธอ
มีหน้าตาเป็นอย่างไร และยังได้รู้ต้นตอที่มาของมันอีกต่างหาก

บรรทัดต่อจากนี้คือตัวหนังสือของเนตรครับ

ชื่อผลงาน “เพื่อนของเราชื่อความเหงา”

ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจาก ความรู้สึกของฉัน ในสภาวะความรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่มีใครอยู่ข้างๆ เปล่าเปลี่ยว ว้าเหว่ความว่างเปล่าในใจ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมานาน จนฉันได้รู้ว่ามันคือความรู้สึกที่เรียกว่า ความเหงา และพอได้มาฟังเพลงของ บอย ตรัย ชื่อเพลงว่า เพื่อนของเราชื่อความเหงา จึงได้รู้ว่าที่ผ่านมานั้นฉันมีความเหงาเป็นเพื่อนมาตลอด จึงนำเสนอผลงานในรูปแบบที่เป็นหมอนขึ้นมา

ในความรู้สึกเหงาของดิฉัน ฉันนึกถึงต้นไม้ที่อยู่ท่ามกลางที่โล่งๆมันคือความรู้สึกที่โดดเดี่ยว ต้นไม้ต้นนั้นไม่ใช่ต้นไม้ที่กำลังจะเจริญเติบโต แต่เป็นต้นไม้ที่กำลังจะแห้งเหี่ยวตายในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดใดอยู่ข้างๆ นึกถึงรากไม้แห้งๆ ไม่สดใส

ดิฉันจึงนำรากของกล้วยไม้มาเป็นตัวแทนของความเหงาและให้หมอนสื่อถึงตัวของดิฉันเองที่มีความเหงาอยู่รอบๆ ตัว เรื่องโทนสีจึงอยากใช้สีธรรมชาติเดิมของรากกล้วยไม้เลย เพราะความเหงามันเกิดขึ้นจากความรู้สึกของตัวเราเองที่สร้างขึ้นมาเองไม่ต้องปรุงแต่งใดใด โดยรูปแบบของหมอนจะเป็นใบที่ยาวกว่าปรกติ ให้เวลาที่นอนรู้สึกถึงความอ้างว้าง ความเหงาในตัวดิฉัน หมอนใบนี้เมื่อนอนไปแรกๆ อาจรู้สึกเจ็บบ้างเพราะทำจากรากกล้วยไม้สด แต่พอเมื่อเวลาผ่านไปพอรากของกล้วยไม้แห้งด้วยคุณสมบัติของมัน จะมีความนุ่มขึ้น สบายขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น ก็เหมือนกับความรู้สึกเหงาที่แรกๆ เราอาจจะรู้สึกเจ็บปวดกับมันบ้าง เราอาจจะยังไม่ชินกับมันนัก เราอาจต้องเสียน้ำตา เราอาจยังไม่เข้าใจ แต่พอเมื่อเวลาผ่านไปซักพักความเหงาก็เปลี่ยนแปลงไปอาจเปลี่ยนไปได้หลากหลายรูปแบบหลายความรู้สึก แต่สำหรับดิฉัน ความเหงาในตอนนี้ เป็นเสมือนคนที่จะอยู่ข้างๆ ในเวลาที่ไม่มีใคร นั้นก็คือ “เพื่อน”

ฉันมีเพื่อนชื่อความเหงาค่ะ

null

null

เป็นไงบ้างครับ?
อย่างแรกที่ชอบก็คือการเลือก “หมอน” มาเป็นอุปกรณ์บรรจุความเหงา
เพราะเวลาที่คนเราจะเหงาหนักๆ ก็ตอนจะนอนนี่แหละ
เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องอยู่คนเดียว เปล่าเปลี่ยวเอกา

และก็ชอบ “วิธีคิด” ตรงที่บอกว่า นอนแรกๆ จะเจ็บ
(ดีนะที่ไม่เอาหนามกุหลาบมาทำ) แล้วมันจะนุ่มขึ้นในที่สุด
ผมออกจะเห็นว่า มันเป็น “หมอนศิลป์” มากกว่า “หมอนฟังก์ชั่น”
คือ “มีไว้รู้สึก” มากกว่า “มีไว้นอน”

เหมือนมีหมอนใบนี้ตั้งไว้ในห้องเป็นเพื่อน ว่ายังมีคนอื่นที่เหงาอยู่เหมือนกัน
อย่างน้อยก็คนที่ออกแบบหมอนใบนี้นี่ไง

หนังสือทำมือตายแล้ว!

สิงหาคม 13, 2007

“หนังสือทำมือ” คำๆ นี้เคยอินเทรนด์มากๆ ในยุคหนึ่ง เมื่อสักประมาณห้าปีก่อนละมัง ถ้าจำไม่ผิด นับไม่พลาด วันนั้น หลายคนทำนายว่า มันเป็นเพียงแค่กระแสวูบวาบ เดี๋ยวก็จะดับลง ซาๆ กันไปตามกาลเวลา เหมือนเป็นแฟชั่น ใครๆ ก็ทำกัน ไม่ทำนี่เชย เพื่อนล้อ แฟนพานจะบอกเลิกเอา หาว่าเราไม่คูล

มาถึงวันนี้ คำพยากรณ์นั้นก็เป็นจริง “หนังสือทำมือ” หายตัวไปจากพื้นที่ของคนเขียนคนอ่าน คือมีบ้างที่ยังคงทำ แต่ก็หลบตัวอยู่ในมุมร้าน เงียบๆ เจียมตัว สงบๆ ทั้งๆ ที่หนังสือทำมือคุณภาพดีๆ ก็มีอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมันแล้ว เพราะเมื่อมันไม่ใช่กระแส ก็ไม่มีคนสนใจอีกต่อไป

จะว่าไป “หนังสือทำมือ” ในยุคนั้นได้เบ่งนักเขียนออกมาจำนวนไม่น้อย แถมยังมีบุคลากรที่ไหลเข้าไปอยู่ในแวดวงนิตยสารอีกพอดู ถ้าไม่มีพื้นที่เล็กๆ ใน “หนังสือทำมือ” ให้พวกเขาได้แสดงฝีมือ ฝึกปรือตัวหนังสือให้แข็งแรง วงการขีดเขียนก็อาจไม่มีช่องทางในการไปเสาะแสวงหาบุคลากรใหม่ๆ มาเพิ่มเติม

ผมชอบ “หนังสือทำมือ” และผมก็เคยทำ และผมก็สนุกกับมันทุกเล่ม

null

วันนี้ได้มีส่วนร่วมใน “หนังสือทำมือ” เล่มหนึ่ง ของพี่ๆ น้องๆ ที่รวมตัวกันในนาม “around” ตั้งใจจะขีดเขียนและส่ง “หนังสือทำมือ” ออกสู่สายตาประชาชน ผมได้อ่านต้นฉบับมากมายในหัวข้อ “หลังประตูบานนั้น” ขอบอกครับว่า สนุกมาก

ที่ว่าสนุก เพราะได้เห็นความคิดสดๆ จากคนหลายวัย หลายประสบการณ์ชีวิต แต่ละคนล้วนผ่านบานประตูมาแตกต่างกัน “หลังประตูบานนั้น” ของแต่ละคนจึงน่าสนใจไปคนละแง่คนละมุม ทั้งหนุ่มสาวและคนที่ยังไม่หนุ่มไม่สาวสักเท่าไหร่ ล่วงเลยไปถึงคนที่เป็นหนุ่มสาวมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว

ผมชอบอ่านตัวหนังสือของคนหนุ่มๆ สาวๆ ผมว่ามันสดดี และบางทีก็เต็มไปด้วยคำถามต่อชีวิตและโลกใบนี้ บางครั้งอาจจะดูสับสนและหาทางออกไม่เจอ แต่ก็นั่นแหละ วัยหนึ่งที่ใครๆ ก็ต้องผ่าน (อ้อ ผมก็ยังอยู่ในวัยนั้นเน้อ)

“หลังประตูบานนั้น” ของกลุ่ม around มีนักเขียน นักหัดเขียน และนักอยากเขียน จำนวนมากมารวมตัวเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นักเขียนมืออาชีพอย่างพี่เสี้ยวจันทร์ แรมไพร, มีมือเขียนเรื่องสั้นอย่าง ดาริกามณี, หญ้าเจ้าชู้ (ซึ่งทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันมาก), มีดีเจนักเขียนอย่างดีเจปาล์ม แล้วก็มีนักหัดเขียนอย่างผมร่วมหัวกับเค้าด้วยคน จึงเป็นการรวมตัวกันที่ค่อนข้างน่ารัก มืออาชีพ+มือสมัครเล่น+มือกึ่งสมัครอาชีพ ผลลัพธ์ออกมาน่าจะพิสดารดี รสชาติหลากหลาย ตั้งแต่สุขุม, สับสน, ซุกซน ไปจนถึง ซ่าซ่าฮาฮากันไป

ขอแปะรายชื่อนักเขียนทั้งหมดไว้ที่นี่
คนธรรมดา, 2B, ลอยด์มาร์, เสี้ยวจันทร์ แรมไพร, เด็กในตึก, ฮิม, นกพรายแสง, ยึกยือ, หญ้าเจ้าชู้, ซัมวัน, เด็กหญิงหลังประตูสีเทา, นายมาแล็ง, หัตถาลิขิต, therainyseason, ศิรัฐ, ดาริกามณี, โกลิตะ, บอย, ชายกลาง, เอ-สไตล์007, อาชะตุกัน, odigimon, นิ้วกลม, ฐิตวินน์ คำเจริญ, Chelie M. Harn Cooper, สิ

หลากรสชาติหลายวัยหลายความคิดครับ

null

null

around แบ่ง “หลังประตูบานนั้น” ออกเป็นสองเล่ม เล่มขาวกับเล่มดำ เค้าขายกันเล่มละห้าสิบห้าบาท โดยใช้กลยุทธ์ไข่ไก่ ซื้อสองฟอง เอ้ย! สองเล่มลดเหลือหนึ่งร้อยบาทเท่านั้น! นอกจากขยันกันแล้วยังใจบุญอีกต่างหาก รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของพี่ๆ น้องๆ แล้ว จะนำไปเป็นทุนเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กพิการซ้ำซ้อน

สนใจก็ติดต่อได้ที่
ต้อม: 086 802 8901
โอ๊ท: 083 758 7447
หรือ around_team@hotmail.com

“หนังสือทำมือ” ยังมีคนอ่านอยู่ไหม?
ผมตอบไม่ได้ครับ
คุณล่ะ ยังอ่านอยู่ไหม?

คำกลม

สิงหาคม 8, 2007

สวัสดีครับเพื่อนบ้านทั้งหลาย วันนี้มีเรื่องมาขอความช่วยเหลือครับ หากว่างๆ ก่อนนอน ก่อนหัวถึงหมอน หรือถึงแล้วมันไม่ยอมหลับ ก็ฝากขยับตัวขึ้นมาสักหน่อย แล้วหันไปหยิบหนังสือของ “นิ้วกลม” ขึ้นมา ลองพลิกหน้าหา “วรรคทอง” ซึ่งอาจจะหายากสักนิด แต่หาๆ ไปอาจช่วยให้หลับสบายขึ้นได้ เพราะหาแล้วไม่เจอเดี๋ยวก็คง
ผลอยหลับไปเอง

จริงๆ แล้ว เกือบเดือนหนึ่งได้แล้วมั้งที่ “อะบุ๊ก” บอกข่าวเรื่องจะทำหนังสือรวม “วรรคทอง” ของพี่น้องนักเขียนในค่ายอาร์เอส เอ้ย! แกรมมี่ เอ้ย! เบเกอรี่ เอ้ย! ในค่ายอะบุ๊กของพวกเรา ที่แม้ไม่หล่อเหลาเท่าค่ายต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่ก็ (คิดกันเองว่า) “คม” กว่า (สำหรับผู้ที่กำลังจะหมั่นไส้ ควรพิจารณาแยกแยะ “มุข” กับ “ความจริง” ออกจากกันให้ชัดเจนเสียก่อน) พี่บิ๊ก-บรรณาธิการคนล่า ถามถึง “ประโยคมีดโกน” ในหนังสือทั้งสี่เล่มที่เคยพิมพ์กับอะบุ๊ก ซึ่งมีรายนามดังต่อไปนี้ — โตเกียวไม่มีขา, กัมพูชาพริบตาเดียว, เนปาลประมาณสะดือ และอิฐ — เอาไว้เมื่อเดือนก่อน “พี่ขอเล่มละสาม-สี่ประโยคนะ” พี่แกว่างั้น

ซึ่งจริงๆ แล้ว เส้นตายก็ใกล้เข้ามาทุกที และจะว่าไปมันก็ผ่านไปแล้วด้วยซ้ำ แต่คนอารมณ์ศิลปินอย่างเราๆ ไอ้ครั้นจะส่งงานให้ตรงเวลาก็เกรงว่าจะไม่อาร์ต (ข้ออ้างทั่วไปของเด็กศิลป์) เลยปล่อยปละละเลยจนเกือบลืมไปแล้ว หากวันนี้ไม่ได้เข้าไปอ่านเว็บบอร์ดอะเดย์แล้วไปเจอะเข้ากับกระทู้ของพี่ก้อง-ทรงกลด ที่เขียนถามผู้อ่านว่า ชอบประโยคไหนในหนังสือของพี่แกบ้าง ก็เลยได้ไอเดียว่า ไอ้ครั้นจะไปเปิดหนังสือหา “วรรคทอง” ที่ยากกว่าการ “ขุดทอง” ในหนังสือทั้งสี่เล่มของตัวเอง มาถามเพื่อนๆ พี่ๆ ในบล็อกดูดีกว่า เผื่อจะพอจดจำได้หรือขุดหากันเจอบ้าง แล้วผมจะส่งต่อไปให้อะบุ๊กพิมพ์อีกต่อหนึ่ง หากกระทู้นี้ไม่ร้างจนต้องไปขุดหาเอาเอง (แหง่ว)

ใครจำประโยคไหนได้ หรือชอบประโยคไหน ก็ช่วยแปะไว้ในนี้หน่อยนะครับ ถือซะว่าช่วยๆ กันทำหนังสือสักหนึ่งเล่ม หนังสือรวมคำคมๆ (ไหมหว่า?) จะเรียกอย่างนั้นก็ไม่แน่ใจ สำหรับส่วนของตัวเองจึงขอเรียกมันว่า “คำกลม” แทนน่าจะดีกว่า ไม่บาดมือบาดใจ แต่ลูบไล้แล้วสบายนิ้ว

ขอ “คำกลม” นิดหนึ่งนะครับ
หากคืนนี้นอนไม่หลับ ก็ลองขยับขึ้นมาพลิกหนังสือสี่เล่มนั้น (ถ้ามีมันติดบ้านอยู่บ้าง)
อ้อ หากอยากจะแถมเล่มอื่นอีกสอง (หมองไหวฯ กับ นวนิยายมีมือ) ก็มิถือสา
ถือว่านานๆ ทีจะมีโอกาสได้คุยเรื่องหนังสือกัน

ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ร่วมบ้านไว้ล่วงหน้าครับผม!

2007.08.08: วันนี้ปีหน้าอภิมหาโอลิมปิก

สิงหาคม 7, 2007

วันที่แปด เดือนแปด ปีสองพันเจ็ด ห่างจากวันสำคัญที่ชาวจีนหลายล้านคนรอคอยเพียงแค่สามร้อยหกสิบห้าวันเท่านั้น นี่ก็เริ่มนับถอยหลังวันที่การแข่งขันโอลิมปิกเกมครั้งแรกบนแผ่นดินจีนจะเปิดฉากขึ้นกันแล้ว ตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่เซี่ยงไฮ้หรือปักกิ่ง หันไปทางไหนก็มีสัญลักษณ์ของโอลิมปิกปีสองพันแปดประดับประดาอยู่เต็มไปหมด สินค้าทั้งหลายที่เป็นสปอนเซอร์ก็พยายามนำโลโก้นี้ไปใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์, ป้ายห้อย, ข้างขวดน้ำ, ข้างแก้วน้ำ หรือกระทั่งทำเป็นโลโก้ถาวรติดผนังอยู่ข้างๆ ชื่อแบรนด์อย่าง Bank of China กลิ่นของโอลิมปิกจึงอบอวลไปทั่วเมือง

วันนี้มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับโอลิมปิกที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งปีข้างหน้ามาเล่าสู่กันฟังครับ

จากการเช็คอากาศล่วงหน้าหนึ่งปี ผลออกมาว่า มีโอกาสที่ฝนจะเทลงมาระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะทางผู้จัดการแข่งขันจะใช้สารเคมีเพื่อสลายเมฆฝน ให้ไม่หล่นลงบนหัวเหม่งๆ ของนักกีฬาเลยสักหยด

ตอนนี้มีคนขอซื้อตั๋วแล้วจำนวนสี่ล้านเก้าแสนใบ (นับถึงวันที่สามสิบมิถุนายนที่ผ่านมา) ซึ่งได้ทำลายสถิติโลกที่เอเธนส์ทำไว้ที่สามล้านหกแสนใบไปแล้วเรียบร้อย แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหยุดอยู่ที่ตรงไหน เพราะยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งปี

โอลิมปิกเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเมืองท้องฟ้าสีเทาอย่างปักกิ่งให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เหมือนสโลแกนที่ปักกิ่งตั้งขึ้นมาว่า “New Beijing, Great Olympics” ทำถนนให้สวยงามชวนมอง หยอดงานศิลปะลงไปข้างถนน พยายามทำให้การจราจรหายติดขัด ทำท้องฟ้าให้เป็นสีฟ้า และปลูกต้นไม้ให้เมืองกลายเป็นสีเขียว นั่นคือจุดมุ่งหมายที่วางเอาไว้

ขณะนี้ปักกิ่งได้สร้างและปรับปรุงสนามกีฬารวมแล้วสามสิบเจ็ดสนามเพื่อรองรับการแข่งขัน ซึ่งทุกสนามที่สร้างขึ้นใหม่นั้นใช้แนวคิด “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ มีห้องสูบบุหรี่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง นาโนฟิลเตอร์ไปสลายควันบุหรี่ให้กลับเป็นอากาศปกติ แถมยังสร้างทางรถไฟใต้ดินขยายออกไปกินพื้นที่กว่าสองร้อยกิโลเมตร! (เทียบได้กับจากกรุงเทพฯ ไปถึงจังหวัดไหนกันเนี่ย?)

สองสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ทุกคนรอจะได้ยลมันเมื่อเสร็จสมบูรณ์คือ สนามแข่งขันกีฬาว่ายน้ำ (The Water Cube) กับสเตเดี้ยมใหญ่ (The Bird’s Nest) ซึ่งประกอบด้วยสีสองสี The Water Cube นั้นเป็นสีน้ำเงิน ส่วน The Bird’s Nest เป็นสีแดง ว่ากันว่า ถ้ามองลงมาจากมุมสูงจะเห็นแนวความคิดหยิน-หยาง (เย็น-ร้อน)

ปักกิ่งใช้จ่ายเงิน 13,000,000,000 (หนึ่งหมื่นสามพันล้าน) ดอลล่าร์ สำหรับโครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ซึ่งมีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่หรอกครับ แค่ยี่สิบแปดล้านต้นเท่านั้นเอง (ภายในหนึ่งปี!)

แถมก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มก็จะมีโครงการลดจำนวนรถบนถนน (มีข่าวลือขนาดที่ว่าอาจประกาศเป็นวันหยุดไปสัปดาห์หนึ่งเพื่อให้ทุกคนไม่ต้องออกมาใช้ถนนกัน นักเรียนไม่ต้องเรียน ผู้ใหญ่ไม่ต้องไปทำงาน) ไม่เพียงเท่านั้นยังจะทำการปิดโรงงานอุตสาหกรรมและสั่งให้พื้นที่ก่อสร้างทั้งหลายหยุดชั่วคราว และส่งกระสวยอากาศขึ้นไปยิงซิลเวอร์ไอโอดีนใส่ก้อนเมฆ ว่ากันว่า จะเริ่มทดสอบดูก่อนในเดือนสิงหาคมนี้

เรื่องที่มองข้ามไม่ได้ก็คือพฤติกรรมของผู้คน ทางการปักกิ่งจัดการแจกคู่มือเพื่อพฤติกรรมที่ดีงามจำนวนสองล้านเล่ม หนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี่ก็ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายครั้งด้วยกัน ที่ตลกสักหน่อยก็คือ การลงทุนจำนวนหลายล้านหยวนของกรมตำรวจ เพื่อติดตั้งกล้องอินฟราเรดสำหรับตรวจเช็คอาเฮียอาซ้อที่ชอบถุยน้ำลายลงบนถนนในระยะสองร้อยห้าสิบเมตร

เพราะจีนเชื่อว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง โลกทั้งโลกจะหันมาดูจีน และเป็นโอกาสที่ดีที่จีนจะได้อวดศักยภาพและความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ตอนใหม่ของโลกใบนี้ หากโลกกำลังจะเริ่มเขียนประวัติศาสตร์ในยุคศตวรรษจีน โอลิมปิกน่าจะเป็นบันทึกหน้าแรกๆ และหลายฝ่ายคาดกันว่า นี่จะเป็นการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่อภิมหายิ่งใหญ่อลังการครั้งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งหากลองดูจากแค่ข้อมูลด้านการเตรียมตัวก็ชวนขนหัวลุกแล้ว ไม่กล้าจินตนาการว่าพิธีเปิด พิธีปิดจะตระการตาขนาดไหน

ด้านคนจีนที่เดินดินกินปาท่องโก๋นั้นก็มีทั้งทีตื่นเต้นและรอคอย และก็มีทั้งที่ไม่สนใจ แถมยังรู้สึกว่า โอลิมปิกมาเบียดเบียนชีวิตประจำวันของตน ไม่ว่าจะเป็นการเข้มงวดเรื่องถุยน้ำลาย, เข้มงวดเรื่องการถอดเสื้อเดินบนถนน หรือกระทั่งการขอให้หยุดใช้รถในช่วงการแข่งขัน

บางครั้งการที่จะอวดตนให้โลกยอมรับก็ต้องปรับตัวตามมาตรฐานโลกไปก่อน และบางที เมื่อส่วนรวม แต่ละส่วนเล็กๆ ก็อาจต้องปรับตัวเองบ้าง เพราะหากดูจากความยืนยาวของความเป็นจีนนั้น ไม่ว่าจะปรับตัวเอาใจชาวโลกมากแค่ไหน แต่ยังไงจีนก็ยังเป็นจีนอยู่วันยันค่ำ และหากโอลิมปิกสามารถทำให้ปักกิ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้อย่างยั่งยืนก็คงเป็นเรื่องที่น่าดีใจ ได้แต่หวังว่าต้นไม้ยี่สิบแปดล้านต้นนั้นจะหยั่งรากลึก รอต้อนรับควันพิษจากโรงงานมากมายรายรอบที่จะทำงานต่อเมื่อพลุดอกไม้ไฟดอกสุดท้ายของพิธีปิดดับลง

หากได้ไปเห็นปักกิ่งในวันนี้จะเห็นเลยว่าโอลิมปิกเป็นปุ๋ยสูตรเร่งโตที่ได้ผลทันตาเอามากๆ อาคารใหม่ๆ งอกกันยั้วเยี้ยเต็มเมือง ข่าวว่าค่าครองชีพก็แพงขึ้นตามไปด้วย

อีกหนึ่งปีเต็มก็จะถึงวันนั้น วันตัวเลขสวย เลขที่เป็นมงคลของชาวจีน 2008.08.08
มีเวลาอีกสามร้อยหกสิบห้าวันที่ปักกิ่งจะเคลียร์ท้องฟ้าให้กลายเป็นสีฟ้า
และหวังว่ามันจะยังคงเป็นสีฟ้า เมื่อโอลิมปิกผ่านไป

ข้างหลังภาพไผ่

สิงหาคม 7, 2007

อ่าน ‘ปวงปรัชญาจีน’ ของ ‘ฟื้น ดอกบัว’ เพลินดีครับ
ในนั้นเขียนถึงปรัชญาจีนไว้ว่า ปรัชญาจีนเกิดขึ้นโดยอาศัยความเชื่อถือที่ผ่านมาเป็นรากฐาน ปรัชญาจีนไม่สนใจแสวงหาปฐมธาตุอย่างที่ปรัชญาตะวันตกมุ่งแสวงหา (น่าจะหมายถึงการตั้งคำถามเชิงอภิปรัชญา อาทิ โลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร, ทำไมจึงมีจักรวาล, มนุษย์เกิดขึ้นมาจากอะไร หรืออะไรทำนองสืบค้นหาราก หาอดีต เพื่อทำความเข้าใจปัจจุบันแบบที่ตะวันตกฮิตๆ กัน) แต่ปรัชญาจีนไม่สน ช่างมันฉันไม่แคร์ ให้ความสนใจมนุษย์ด้วยกัน ว่าทำอย่างไรคนจึงจะเป็นคนดี มีความสุข ทำอย่างไรสังคม ประเทศ และโลกจะมีความสงบสุข ดังสูตรของปรัชญาจีนซึ่งมีแปดคำ คือ

ซิวกี้ แปลว่า อบรมฝึกฝนตนเอง
อังนั้ง แปลว่า ยังความสงบสุขให้แก่ผู้อื่น
ไหลเสี่ย แปลว่า ทำภายในตนให้มีคุณธรรม
วั่วอ๊วง แปลว่า ทำภายนอกให้เป็นกษัตริย์นักปกครองที่ดี

ว่ากันว่า ชาวจีนเป็นนักปฏิบัติไม่ใช่นักทฤษฎี สิ่งที่สนใจศึกษาและตั้งคำถามจึงเป็นเรื่องที่นำมาปฏิบัติได้มากกว่าการค้นคว้าหาความรู้หรือทฤษฎีช่างคิดอย่างชาวตะวันตก ปรัชญาจีนจะเน้นจริยธรรมมากกว่สติปัญญา จึงเป็นไปในทางจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ ซึ่งจะว่าไปทั้งสองฝั่งโลกก็สนใจเรื่องที่แตกต่างกัน จึงส่งผลให้ผู้คนในรุ่นลูกหลานคิดและดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป ซึ่งก็น่าสนใจและน่าทำความเข้าใจทั้งสองฝั่ง กำไรดีออก เขาคิดกันมาตั้งเยอะแล้ว เราแค่อ่านสิ่งที่เขาคิด แล้วสะสมเก็บไว้คิดกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตของตัวเอง

จากที่บอกไป จุดมุ่งหมายของปรัชญาจีนแทบทุกสาขาต่างก็มุ่งที่จะส่งเสริมความเป็นปราชญ์ภายในและกษัตริย์ภายนอก ความเป็นปราชญ์ภายใน คือ บุคคลที่สามารถพัฒนาตัวเองให้มีคุณธรรม ส่วนเป็นกษัตริย์ภายนอกนั้นหมายถึงบุคคลที่บำเพ็ญประโยชน์มหาศาลให้แก่ชาวโลก

ดีกับตัวเอง และดีกับโลก

ว่ากันว่าปรัชญาจีนนั้นมีเป็นร้อยสำนัก แต่ที่ส่งผลและมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนจีนกระทั่งถึงปัจจุบันนั้นมีสำนักที่สำคัญสี่สำนักด้วยกัน

ปรัชญาเต๋า: เห็นว่า ขึ้นชื่อว่าคนนั้นยุ่งเหยิงไม่มีที่สิ้นสุด เป็นที่ตั้งแห่งปัญหาทั้งปวง ยิ่งคิดยิ่งทำอะไรมากยิ่งยุ่งมาก จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีที่สิ้นสุด สู้ปล่อยไปตามธรรมชาติ สนับสนุนให้เข้าหาธรรมชาติจะดีกว่า (เหลาจื่อ, จวงจื่อ)

ปรัชญาขงจื่อ: เห็นว่า ขนมธรรมเนียมโบราณที่ดีงามมีอยู่มาก ควรที่จะได้ฟื้นฟูเรื่องที่ดีงานขึ้นมาใหม่ และนำมาเป็นหลักประพฤติปฏิบัติ (ขงจื่อ, เม่งจื่อ)

ปรัชญาม่อจื่อ: เห็นว่า เรื่องที่ล่วงมาแล้วก็เหมาะกับคนสมัยนั้น ไม่ควรรื้อฟื้นมาอีก (ดูท่าท่านพี่จะขัดกับพี่ขงจื่อ) ควรหาอะไรใหม่ๆ ที่เหมาะสมมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจะดีกว่า (ม่อจื่อ)

ปรัชญานิตินิยม: เห็นว่า ธรรมชาติดั้งเดิมของคนมีแต่ความชั่วร้าย จึงจำต้องใช้อำนาจและกฎหมายมาเป็นเครื่องควบคุม (ฮั่นเฟ่ยจื่อ)

ผมออกจะเห็นว่าคนจีนอิงชีวิตกับเต๋าและขงจื่อเสียมาก เรื่องความถูกต้อง ดีงาม เป็นเรื่องสำคัญ และก็พยายามมีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เวลาคนจีนพูดถึงภูเขาจะยกเอาบทกลอนบทกวีสมัยก่อนมาพูดเพื่ออธิบายความงามอยู่เสมอๆ

ระหว่างเดินดูพิพิธภัณฑ์เซี่ยงไฮ้ ในห้องภาพเขียนโบราณ มีคำถามเกิดขึ้นในหัวว่า ทำไมไม่มีภาพเขียนรูปของกษัตริย์หรือฮ่องเต้หรือผู้สูงศักดิ์เลย อย่างเวลาที่เราดูหนังจีน ก็ไม่เคยเห็นภาพวาดฮ่องเต้ ฮองเฮา ประดับตามผนังวัง ในสมัยที่ฝรั่งวาดพระเจ้า คนจีนก็วาดต้นไผ่ ต่อมาฝรั่งเปลี่ยนไปวาดกษัตริย์ คนจีนก็ยังวาดต้นไผ่ ภูเขา และฝูงปลาในหนองน้ำ ฝรั่งเปลี่ยนไปวาดมนุษย์ คนจีนก็ยังวาดต้นไผ่ อ้อ มนุษย์ธรรมดานี่คนจีนก็วาดคู่กับต้นไผ่มาตลอด

นั่นหรือเปล่า เหล่าจื่อ? เหล่าจื่อในชีวิต เหล่าจื่อในความคิด เหล่าจื่อในวัฒนธรรม ไม่อวดอ้าง ไม่ทำตัวเด่น สงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ต้องการบันทึกภาพความยิ่งใหญ่ของตัวเองเอาไว้เพื่อป่าวประกาศให้โลกรู้

ขณะเดียวกันก็น่าคิดว่า เหตุใดศิลปะจีนจึงเต็มไปด้วยความพร้อย แพรวพราว และออกจะอวดตัวเอง ส่งผลมาถึงสถาปัตยกรรมปัจจุบันอย่าง หอไข่มุก หรือ สนามกีฬาโอลิมปิกที่จะใช้ในพิธีเปิด (The Bird Nest) ที่มีดีไซน์สะดุดตาและพยายามทำตัวโดดเด่นและแปลกประหลาด ถึงแม้ว่าอาคารหลายหลังจะออกแบบโดยสถาปนิกต่างชาติ แต่ต้นตอของโจทย์และความต้องการ รวมไปถึงคนที่อนุมัติแบบก็ต้องเป็นคนจีนนี่แหละ พูดถึงความแพรวพราว วังทั้งหลายในหนัง รวมถึงเสื้อผ้าของราชวงศ์ก็ประดับประดาโอ่อ่าอย่างยิ่ง หรือนั่นก็มาจากอีกความเชื่อ เป็นความเชื่อดั้งเดิม ที่ว่าฮ่องเต้เป็นโอรสสวรรค์ และเป็นผู้เดียวที่สามารถติดต่อกับ “เทียน” (จอมเทพบนสวรรค์) ได้ จึงจำต้องทำตัวประดุจเทพ อยู่ในวังที่เหมือนสวรรค์ อะไรที่สำคัญและเป็นมงคลจึงมักมีรูปร่างหน้าตาที่อู้ฟู่ แต่ดูเหมือนทุกวันนี้อาคารสมัยใหม่ต่างๆ ก็พยายามทำตัวเหมือนวัง ตกแต่งให้หรูหรา เน้นทองคำ มีดีไซน์สะดุดตา ซึ่งอาจตอบความต้องการของคนชั้นกลางและชนชั้นสูงที่อยากกระเถิบฐานะของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เข้าใกล้สวรรค์ เข้าใกล้ฮ่องเต้ หรืออาจเพราะโลกกำลังอยู่ในยุคที่ต้องแตกต่างจึงจะอยู่รอด อาคารแต่หลังจึงพยายามถีบตัวเองออกจากดงตึกอื่นๆ กันใหญ่ เดี๋ยวนี้การสร้างตึกขึ้นมาหนึ่งหลังนั้นไม่ใช่แค่การสร้างสถาปัตยกรรม แต่ยังเป็นการสร้างภาพให้กับเจ้าของตึก และสร้างความรู้สึกให้แก่ผู้ใช้ตึกและผู้พบเห็นอีกต่างหาก

พูดถึงเรื่องความอู้ฟู่ก็ชวนให้นึกถึงหนังของ จางอวี้โหมว ที่เคยเรียบง่ายและก็ค่อยๆ อู้ฟู่ ใหญ่โต พิสดาร อลังการขึ้นเป็นลำดับ จนมาถึงเรื่องสุดท้ายนี่ก็ทองอร่ามไปทั้งวัง (ดอกทอง) หรือเป็นความเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ของจีน พอมีเงินก็ต้องใช้สอย และใช้สอยไปกับการสร้างความยิ่งใหญ่ เป็นอีกยุคสมัยที่คนเชื่อในความก้าวหน้า พัฒนา และเติบโต และดูเหมือนคนจีนบางกลุ่ม ขณะนี้ก็มีความเชื่อลึกๆ ว่า จีนกำลังจะเป็นศูนย์กลางของโลกยุคใหม่ จึงพยายามสร้างความยิ่งใหญ่ให้ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก ส่วนผสมของเก่าและใหม่น่าสนใจดีเหมือนกัน ดูเหมือนความเชื่อเดิมๆ ที่หยั่งรากลึกก็ยังคงอยู่ แต่ความเชื่ออีกแบบหนึ่งก็เข้ามาผสมปนเปไปตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่ต้องพูดถึงว่างานศิลปะจีนทุกวันนี้คงไม่มีใครมานั่งวาดต้นไผ่ให้เห็นอีกต่อไปแล้ว

ปรัชญาและความเชื่อเป็นเรื่องน่าสนใจ ชวนให้คิด ชวนให้สนุก ที่พูดๆ มาก็เดาๆ เอาเท่าที่สังเกตเห็นและจับปะติดปะต่อเอาเอง หากมีผู้รู้จะมาไขความจริงให้กระจ่างก็จะยินดีอย่างมากครับ

เราเชื่อแบบไหน เราก็ดำเนินชีวิตแบบนั้น จริงๆ เสียด้วยสิ
แล้วคนที่ไม่มีความเชื่อ จะดำเนินชีวิตอย่างไรเล่า?

ปราชญ์เต็มโต๊ะอาหาร

สิงหาคม 6, 2007

อาหารกลางวันมื้อธรรมดา ร้านเล็กๆ เผ็ดๆ มีนิกกี้ ซูซี่ เนี่ยลั่ง นั่งร่วมโต๊ะ
เราคุยกันเรื่อง “ชื่อ” ของแต่ละคน แล้วก็เริ่มไล่เลยไปถึงนักปราชญ์ของจีน
เมื่อซูซี่เริ่มต้นประโยคที่ว่า “ฉันแซ่เดียวกับซุนจื่อเชียวนะ”
ซุนจื่อ ที่ว่าก็คือ ซุนวู เจ้าของตำราพิชัยสงครามอันโด่งดังนั่นเอง
แล้วเราก็เริ่มคุยกันถึงสารพัด “จื่อ”

เหลาจื่อ, ขงจื่อ, จวงจื่อ, ซุนจื่อ, ม้อจื่อ
น้องๆ เล่าให้ฟังว่า คนจีนส่วนใหญ่ไม่มีศาสนา คือถ้าถามว่านับถือศาสนาอะไร
ก็จะส่ายหัวไปตามๆ กัน แต่ทุกคนจะได้รับการศึกษาปวงปรัชญาจีนโบราณ
จากหลายสำนักตั้งแต่สมัยอยู่ในโรงเรียน แล้วก็เลือกกรี๊ดนักปราชญ์กันเอง

นิกกี้กับเนี่ยลั่ง เด็กต่างจังหวัดสองคน (คนหนึ่งมาจากทางเหนือ
อีกคนมาจากฉงชิง) บอกว่า เขาชอบ จวงจื่อ ทั้งคู่เล่าถึงจวงจื่อ
ด้วยแววตาคลับคล้ายคลับคลากับเด็กแนวบ้านเรากำลังเล่าเรื่องของพี่ป๊อด

นิกกี้ผู้ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาทั้งจากฟากตะวันออกและตะวันตก
บอกว่า ปรัชญาของจวงจื่อกับเหลาจื่อนั้นคล้ายกัน เพราะจวงจื่อรับมรดก
ความคิดมาจากเหลาจื่ออีกทอดหนึ่ง (เหลาจื่อ เจ้าของปรัชญาเต๋านั่นเอง)
ปรัชญาของจวงจื่อเน้นให้ถ่อมตน มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตตามวิถี
ของธรรมชาติ ไม่ทะเยอทยาน สงบ และผ่อนคลาย

เมื่อผมหันมามองทางเนี่ยลั่ง ก็พยักหน้าหงึกๆ เนี่ยลั่งเป็นคนง่ายมาก
อะไรก็ได้ สบายๆ นิ่งๆ ไม่อยากมีอยากได้อะไร ซึ่งดูแล้วขัดกับบุคลิก
ของนักโฆษณาเหลือเกิน ผมชอบเขา ดูเป็นตัวของตัวเองดี

นิกกี้เองนั้นแม้จะใช้ชีวิตอยู่ในมหานครใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ที่รวดเร็วฉึบฉับ
แต่เขาก็ดูจะชอบชีวิตเงียบๆ ง่ายๆ สงบๆ มากกว่า
แถมยังชอบบ่นถึงความคิดของหญิงสาวเซี่ยงไฮ้ที่ให้ความสำคัญกับเงิน
ให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ เขาบอกกับผมเหมือนที่เพื่อนคนไทยเคยบอก
“ผู้หญิงเซี่ยงไฮ้ที่เป็นแฟนคุณอยู่ สามารถเดินมาบอกคุณว่า
บ๊ายบาย ฉันไปแต่งงานก่อนนะ เจอผู้ชายคนนั้นแล้ว”
เมื่อคุณถามเธอว่า “รู้จักกันมานานหรือยัง?” เธออาจจะตอบคุณ
หน้าตาเฉยว่า “เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่เขาพร้อม มีเงินที่จะแต่ง ไปล่ะ”

แต่เท่าที่รู้จักหญิงสาวชาวเซี่ยงไฮ้ พวกเธอก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นไปซะหมด

นิกกี้เล่าเรื่องสั้นๆ ที่จวงจื่อเขียนไว้ในคัมภีร์ เรื่องต้นไม้ใหญ่
ต้นไม้ต้นนั้นมีอายุนับพันปี ขนาดใหญ่จนต้องใช้หลายคนโอบ
ชายคนหนึ่งถามต้นไม้ว่า “เหตุใดเจ้าจึงอยู่รอดมาได้นานขนาดนี้”
ต้นไม้ตอบว่า “เพราะข้าไม่เคยอยากมีอยากได้อะไร
ไม่สู้รบแย่งชิงกับใคร ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ”
(จริงๆ คมกว่านี้ แต่จำไม่ได้)

บอกกับนิกกี้กับเนี่ยลั่งไปว่า กำลังอ่านคัมภีร์เต้าเต๋อจิง
เขาก็บอกว่า ความรู้สึกน่าจะคล้ายกันกับการอ่านคำสอนของจวงจื่อ
อ่านแล้วรู้สึกสงบ ใจเย็น อยากนอน ไม่อยากแข่งขันกับใคร
ผมก็พยักหน้าว่า ใช่ อ่านแล้วสบายใจดี

นึกมานึกไป นิกกี้กับเนี่ยลั่งก็ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เขาชอบ
หรืออาจใช้คำว่า “เชื่อ” ก็ว่าได้ เลยนึกถึงประโยคที่มีใครคนหนึ่งเคยบอก
“ชีวิตเป็นสิ่งสะท้อนความเชื่อ” อืม ก็จริงนะ

ผมถามถึง “ขงจื่อ” หนุ่มสาวทั้งโต๊ะส่ายหัวว่าไม่ชอบ
ผมแปลกใจ เพราะเคยได้ยินว่าคำสอนของขงจื่อเป็นรากวัฒนธรรมจีน
ทั้งหมดช่วยกันให้เหตุผลว่า ปรัชญาของขงจื่อเต็มไปด้วยกฏ
ข้อห้ามโน่นนี่เต็มไปหมด เต็มไปด้วยการตัดสินผิด-ถูก
ไอ้นั่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ควรทำ ฟังแล้วก็คิดได้ว่าคงยากที่จะโดนใจหนุ่มสาว

นิกกี้บอกว่า ผู้ปกครองสมัยก่อนชอบให้ประชาชนเชื่อคำสอนของขงจื่อ
เพราะจะได้ปกครองง่าย ให้คนอยู่ในกฏระเบียบ จารีตประเพณี
และสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้น ฝึกให้คนยอมรับข้อห้ามต่างๆ ไม่กล้าหือ

แถมยังบอกอีกว่า ช่วงของปรัชญาเต๋านั้นบ้านเมืองเต็มไปด้วยสงคราม
การสู้รบ คนจึงใฝ่หาสันติ และความสงบสุข จึงเกิดความคิดแบบนั้นขึ้นมา

ผมบอกกับพวกเขาว่า น่าสนใจดีที่ได้เรียนรู้ปรัชญาจากปราชญ์หลายท่าน
และก็ได้เลือกเชื่อ เลือกปรับใช้กันเองตามแต่ความชอบความเชื่อของแต่ละคน
ผมออกจะชอบการเรียนปรัชญา เพราะมันเป็นแก่นของความคิด
ไม่ใช่เปลือกหรือพิธีกรรมประเพณี เหมือนเวลาที่นักเรียนไทยเรียนวิชา
พุทธศาสนา ที่ต้องมานั่งท่องวันประสูติ, ตรัสรู้, ปรินิพพาน มานั่งเรียนวิธีกราบ
เบญจางคประดิษฐ์ และเรียนอะไรต่อมิอะไรที่หนักไปทางท่องจำข้อมูล
เรื่องเล่าในตำนานและพิธีกรรมมากกว่าคำสอนหรือปรัชญาพุทธ

แถมการได้เรียนปรัชญาหลายๆ แบบ ก็ช่วยให้แต่ละคนนำมาขยุมรวมกัน
ในหัวตัวเองได้ ไม่ใช่รู้แคบๆ แค่แบบเดียวและเห็นว่าศาสนาอื่นเป็นอื่น
ศาสนาประจำชาติของฉันดีที่สุด เป็นคำตอบให้กับทุกปัญหา
เหมือนที่พระหลายท่านชอบอวดอ้างสรรพคุณราวกับศาสนาพุทธเป็นยาวิเศษ

ปรัชญาพุทธเป็นของดี แต่เวลาได้ยินว่า “ดีกว่า” ปรัชญาหรือศาสนาอื่น
ก็ดูเหมือนท่านพี่จะเหมาเอาเองไปหน่อย

ยิ่งวันก็ยิ่งเชื่อว่า
ไม่มีปรัชญาหรือความเชื่อใดที่จะตอบทุกคำถามในชีวิตได้ครอบคลุม
รู้ไว้เยอะก็พลิกแพลงใช้ได้ตามสถานการณ์ หรือใครจะเชื่อแบบไหน
ก็แล้วแต่เขา แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้ผ่านการกลั่นกรองมาก่อน
ไม่ใช่เชื่อว่าดีเพราะครูบอกมา

บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้ เพียงแค่มีความเชื่อบางอย่างไว้เป็น
แนวทางในการดำเนินชีวิต ตอบตัวเองได้ และให้คำตอบบางอย่างได้
ในสถานการณ์ที่ต้องการ

บางวันอาจพึ่งพาจวงจื่อ บางวันอาจพึ่งพาซุนจื่อ บางวันก็อาจพึ่งพาขงจื่อ
ในต่างสถานะ ต่างเหตุการณ์ เราย่อมต้องการคำตอบที่ต่างไป
และบางครั้งเราอาจจะพบคำตอบนั้นเองโดยไม่ต้องฟังผ่านปากใครเลยก็เป็นได้

เมื่อผมบอกว่า “จีนนี่ดีนะ มีปราชญ์หลายคน หลายสำนักให้เรียนรู้ คนจีนยัง
สนใจปรัชญาพวกนี้อยู่เยอะใช่ไหม?” นิกกี้รีบส่ายหัว “น้อยยิ่งกว่าน้อย
คนสนใจปรัชญาน้อยมาก ทุกวันนี้คนจีนสนใจหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ
การค้าขาย กลยุทธ์ทางการตลาด”

“ซุนวู ไง” ผมบอก
นิกกี้บอกว่า “ใช่ นี่เป็นปราชญ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ คนยังสนใจอ่าน
เพราะมันเป็นกลยุทธ์การศึกสงคราม ธุรกิจคือสนามรบ มันคือสงคราม”

ฝ่ายซูซี่บอกว่า “ถึงแม้จะไม่ได้อ่านหนังสือคำสอนของปราชญ์เหล่านั้น
หลังจากที่เรียนจบจากโรงเรียนแล้ว แต่คำสอนพวกนั้นก็ยังอยู่ในชีวิตประจำวัน
ในปากญาติผู้ใหญ่ และพ่อแม่ ยังได้ยินได้ฟังอยู่เรื่อยๆ”

ซูซี่ สาวเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด เธอชอบ “ซุนจื่อ” มากที่สุด
ในบรรดาปราชญ์จีนทั้งหมด เพราะเธอเห็นว่าคำสอนของซุนจื่อเป็นประโยชน์
และไปกันได้กับชีวิตทุกวันนี้

ผัดผักบุ้งมาเสิร์ฟแล้ว เราคีบผักบุ้งจากจานเดียวกันมาใส่ชามตัวเอง
แล้วก็ตักเข้าปากตามสไตล์ของแต่ละคน ปากใครปากมัน
แล้วก็คุยกันต่ออย่างสนุก

ดอกไม้บนหลังคารถ

สิงหาคม 3, 2007

null

“เรามีชีวิตอยู่ระหว่างอะไรสักอย่างกับอะไรสักอย่างเสมอ”
เอ…ประโยคนี้คุ้นๆ นะ
หากมองไปในชีวิตประจำวัน เรามีชีวิตอยู่ระหว่างของสองสิ่งใหญ่ๆ

หนึ่ง คือ สิ่งที่มนุษย์ไม่ได้สร้าง มันมีของมันอยู่แล้ว
และไม่แน่ใจว่ามนุษย์จะสร้างมันขึ้นมาได้ไหม แต่ก็ดูเหมือนว่า
มนุษย์พยายามนักหนาที่จะลองสร้างมันขึ้นมาให้ได้
สิ่งนั้น ทั่วๆ ไป เราเรียกมันว่า “ธรรมชาติ”

อีกหนึ่ง คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น นับวันก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
มาเบียดแบ่งพื้นที่จากธรรมชาติไป แต่ผมก็คิดว่ามันเบียด+แบ่ง
ไม่ได้เบียดเบียน และหากจะว่าไปมันก็ประกอบขึ้นมาจากธาตุที่มีอยู่เดิม
ในธรรมชาตินั่นแหละ

เราจึงมีชีวิตอยู่ระหว่าง (ธรรมชาติ, สิ่งประดิษฐ์)

ตามถนนในกรุงปักกิ่งจะมีต้นไม้ชนิดหนึ่งปลูกเรียงรายอยู่ตามสองข้างทาง
คนจีนออกเสียงเรียกมันว่า “ไขว่ชู่” เป็นต้นไม้ใบเขียว มีดอกสีขาวเล็กๆ เป็นพวง
มองไกลๆ จะคล้ายมีใครเอาลิควิดมาแต้มพุ่มใบเป็นจุดสีขาวเล็กๆ เล่นเพลินมือ

ตอนแรกผมไม่ได้สนใจเจ้าต้นไขว่ชู่นี่สักเท่าไหร่ จะมาเริ่มสนใจก็ตอนที่นิกกี้ชี้ให้ดู
นิกกี้เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ปักกิ่งเป็นเวลาห้าปี สมัยที่ยังหนุ่ม ยังเป็นเด็กมหา ‘ลัย
ระหว่างที่เดินชมย่านบ้านเก่าในบริเวณเงียบสงบ เขาชี้ให้ผมดูดอกไขว่ชู่
ที่ร่วงลงบนหลังคารถ แล้วบอกกับผมว่าเขาชอบดอกไม้นี้มาก โดยเฉพาะ
ตอนที่มันอยู่บนหลังคารถ

คำพูดของนิกกี้ทำให้ผมมองดอกไม้บนหลังคารถ
และก็เห็นว่ามันสวยจริงอย่างที่เขาว่า ผมเริ่มสนใจไขว่ชู่ (ชู่=ต้นไม้) มากขึ้น
เริ่มมองมันมากขึ้น และก็ได้พบว่ามันเป็นองค์ประกอบหนึ่ง
ที่ช่วยลดทอนความแข็งของกรุงปักกิ่ง

ดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงบนถนน (ส่วนใหญ่ในเลนจักรยาน) เหมือนใครสักคนมาแต้ม
“แพทเทิร์น” ลายจุดลงบนพื้นถนนสีเทา เมื่อหล่นไปได้สักพัก
จุดสีขาวก็จะกลายเป็นสีเหลืองชวนมอง จากจุด พอรวมกันเข้าหลายๆ จุด
ก็เกิดเป็นพื้นที่ (ที่ว่าง) แถบหนึ่งขึ้นมา เป็นเลนที่สร้างจากธรรมชาติ
เป็นลวดลายที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ยิ่งเมื่อมีจักรยานขี่กันในเลนนั้น
ยิ่งรู้สึกว่า ช่างเข้ากันกับเลนของดอกไขว่ชู่ เพราะจักรยานเกิดจากแรงคน
แรงงานตามธรรมชาติ ส่วนเลนสีเทาแข็งๆ นั้นก็เหมาะแล้วกับรถยนต์

ผมตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันที่นิกกี้ชี้ให้ผมดูดอกไม้บนหลังคารถ
ผมสงสัยว่า ทำไมมันถึงสวย?

ก่อนที่จะกลับจากปักกิ่ง ได้ไปทำงานบนถนนแห่งหนึ่งที่มีไขว่ชู่เรียงราย
เขียวครึ้มสองข้างทาง ร่มรื่นมาก และแน่นอน ด้านล่างทรงพุ่มก็เกลื่อนกลาด
ไปด้วยจุดสีขาวปนเหลืองของดอกที่ปลิดตัวหล่นจากก้าน
รวมถึงมากมายบนหลังคารถ

ผมได้คำตอบให้ตัวเองว่า ความงามของดอกไม้บนหลังคารถ
มันเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงระหว่างสองสิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างของสองอย่าง
ของธรรมชาติ (ดอกไม้) กับ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (รถยนต์)
ดอกไม้ที่หล่นลงบนหลังคารถ เหมือนทูตจากต้นไม้ที่มาสัมพันธ์ (และสัมผัส)
กับรถยนต์เหล็กแข็งๆ ช่วย “จุด” ให้เหล็กแข็งๆ แผ่นนั้นดูอ่อนละมุนขึ้น

เหมือนต้นไม้ส่งดอกไม้มาทักทายรถยนต์

รถที่จอดอยู่ใต้ไขว่ชู่จึงดูสวยงามตามความรู้สึกของคนที่ได้เห็น
คนที่มีเวลาพอที่จะมองเห็น

ต้นไม้กับรถยนต์ อยู่บนโลกใบเดียวกัน
มนุษย์อยู่ตรงกลาง
พื้นที่ระหว่างนั้นมีความงามให้มอง

null