(ขออนุญาตบันทึกประสบการณ์ครั้งนี้เอาไว้อ่านเล่น
เพราะไม่คิดว่าจะมีโอกาส(และมีบุญ)ได้เดินทางเช่นนี้บ่อยนัก)
…
เพิ่งกลับมาถึง
ห้องพักราคาคืนละ 165 ปอนด์ (11,550 บาท)
เปิดอินเตอร์เน็ตชั่วโมงละ 8 ปอนด์ (560 บาท)
แล้วนั่งลงเขียนบล็อก ผนังพุงกลมบ๊อกตึงเปรี๊ยะ
จากอาหารจานละ 20 ปอนด์ (1,400 บาท)
ยังไม่นับรวมอาหารจานเริ่ม (starter) กินเล่น
ราคา 8 ปอนด์ (560 บาท) ส่วนไวน์แดง
รวมถึงเครื่องดื่มชื่อเรียกยากแก้วสูงๆ แก้วนั้น
เอ่อ…กระผมไม่ทราบราคาครับ
คุยกันกับเพื่อนว่า จริงๆ แล้ว “ตัวเลข” ราคาที่นี่-ลอนดอน
ก็ไม่ได้แพงไปกว่าที่เซี่ยงไฮ้สักเท่าไหร่ อย่างแท็กซี่
ในระยะทางใกล้ๆ ก็ประมาณ “10″ เท่ากัน
ต่างก็แค่ หากอยากแปลงหน่วยเป็น “บาท”
ที่เซี่ยงไฮ้คูณด้วย 5 แต่ที่ลอนดอนคูณด้วย 70
อาหารในร้านอาหารจีนก็เหมือนกัน
ราคาในเมนูอยู่ที่รายการละ 8-20 ปอนด์
ตัวเลขดูแล้วชวนให้สบายใจ
แต่พอสบายใจไปได้สักสามวินาที
ก็แถมสำลักหนังเป็ดย่าง!
ชิบหายลืมคูณเจ็ดสิบ!!
(ซึ่งจริงๆ แล้วชิบไม่ได้หายหรอก แต่เงินหาย)
…
ถามถึงราคาห้องพักในย่านกลางเมือง
“ตัวเลข” ก็เท่าเซี่ยงไฮ้เหมือนกัน
เจ้านายที่เคยทำงานที่นี่เล่าให้ฟังว่า
ห้องขนาดกลางก็ประมาณเดือนละ 3,000
ที่เซี่ยงไฮ้ก็ใกล้กันกับกรุงเทพฯ
คือประมาณ 15,000 บาท
แต่เมื่อลองคุณด้วย 70 เข้าไป
ก็แทบสำรอกเป็ดย่างของเมื่อวานออกมาอีกรอบ
คูณกันเสร็จหรือยังครับ?
(อะ…นี่ทิชชู่ครับ เช็ดปากให้สะอาดแล้วค่อยอ่านกันต่อ)
…
แต่ราคาที่ว่าคงหมายถึงห้องพักที่ค่อนข้างดี
เพราะเจ้านายเคยมาทำงานที่นี่ ไม่ใช่เรียน
ถ้าเรียนคงต้องมีชีวิตที่อัตคัตกว่านั้นมาก
เหมือนที่เคยไปเยี่ยม(และขอนอนใน)ห้องเพื่อนที่ปารีส
ห้องมันเล็กอย่างกับตู้โทรศัพท์
พอวางกระเป๋าเดินทางไปก็แทบไม่มีที่นอน
ไม่ต้องพูดถึงที่เดิน ห้าคืนนั้นเกือบต้องนอนซ้อนกัน
แต่เราใช้วิธีคนหนึ่งยืน อีกคนหนึ่งนอน
คนหนึ่งนอน อีกคนหนึ่งยืน แทน
จะบ้าเหรอ! ล้อเล่น เราก็นอนเบียดๆ กันนั่นแหละ
มันบอกว่า ชีวิตเด็กนักเรียนนอกที่ไม่มีเงินอย่างเราๆ
ก็น่ารัก กะทัดรัด และพอเพียงแบบนี้แหละ
นั่นขนาดมันรับจ๊อบเป็นคนเขียนแบบในบริษัทสถาปนิกเชียวนะ
…
ก่อนที่จะกลับไปที่ลอนดอน ขอย้อนไปบนเครื่องบินสักหน่อย
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเรียบง่าย พอเพียง พออยู่พอกิน
และบางครั้งก็ไม่มีอันจะกินของผมที่มีโอกาสได้หย่อนก้น
ลงบนที่นั่งนุ่มๆ ในชั้นเหนือระดับ (Upper Class)
ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าราคาจะต่างจากชั้นประหยัดขนาดนี้!
บริการบนเครื่องบินเป็นแบบตัวต่อตัว
คำพูดคำจาดูอ่อนนุ่ม อ่อนหวาน อ่อนโยนกว่ามาก
อาหารอร่อยเหาะ มีจานเริ่ม จานกลาง จานปิดท้าย
แถมมีขนม ไอศกรีม ไวน์ แชมเปญ ช็อกโกแล็ตร้อน
รอเสิร์ฟ ขอแค่กดปุ่มเรียก
แอร์โฮสเตทสาวก็จะปรากฏกายขึ้นตรงหน้า
เห็นเธอเดินมาถามด้วยว่า
จะรับบริการนวดไหม?
พอส่ายหัวเสร็จ ก็นึกขึ้นได้ว่า
น่าจะลองใช้บริการดูสักตั้ง
ที่นั่งบนเครื่องเวอร์จิ้นแอร์ไลน์มีผนังกั้น
แยกแต่ละที่นั่งออกจากกัน กันการ “ซบ”
เป็นครั้งแรกที่ได้ “นอน” บนเครื่องบิน
ไม่ได้หมายถึง “หลับ” แต่หมายถึง “นอน” ของแท้
เหยียดขาสุด มีหมอนขาวๆ ห้อยป้าย “Sweet Dream”
ผ้าห่มขาวๆ ห้อยป้าย “Good Night zzz”
ไหนจะของแจกของแถมอีกล่ะ
ชุดนอนเนื้อผ้าดี แขนยาวขายาว เตรียมไว้ให้เปลี่ยน
เข้าใจคำว่า “ความสุขเหนือระดับ” ก็คราวนี้เอง
…
ทั้งหมดที่เล่ามา ล้วนแล้วแต่พึ่งใบบุญและใบธนบัตร
จากที่ทำงานล้วนๆ ลำพังตัวเองคงไม่มีปัญญา
และไม่มีโอกาสได้มีการเดินทางที่หรูหราเลิศเลอเพียงนี้เป็นแน่
และถ้าหากเลือกที่จะออกเดินทาง
ผมก็ยังคงเชื่อในความเชื่อเดิมๆ ว่า
การเดินทางที่มีคุณภาพนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินมาก
เงินน้อยเสียอีก ที่จะนำประสบการณ์ที่มากกว่ามาให้
แต่การเดินทางครั้งนี้ ก็เพิ่มเติมความคิดเล็กๆ กับผมว่า
จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเดินทางด้วยจำนวนเงินมากหรือน้อย
ต่างก็มีประสบการณ์ใหม่ๆ ที่รออยู่ด้วยกันทั้งนั้น
การได้ออกเดินทางกับเพื่อนซี้ ได้คุยเรื่องที่รู้กัน
กระทั่งได้เรียนรู้ และพิสูจน์ใจกันก็เป็นเรื่องที่ดี
แต่การได้นั่งร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ ผู้มีประสบการณ์
นั่งฟังเขาคุยกันบนโต๊ะอาหารในร้านราคาแพง
ก็เป็นประสบการณ์และการเรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
การเดินทางแบบถูก กับ แบบไม่ถูก เป็นเรื่องของราคา
แต่การเดินทางที่ “ถูก” กับ “ผิด” นั้น ไม่น่าจะมี
ต่างคนก็มีความหมายของการเดินทางต่างกันไป
สำหรับผม การเดินทางที่ดีเป็นเรื่องของ “ตัวหนังสือ”
มากกว่า “ตัวเลข” และผมมักจะทดเรื่องราวระหว่างทาง
เป็น “ตัวหนังสือ” เก็บไว้เสมอ ผมเลิกจด “ตัวเลข” ราคา
ไปนานแล้วเหมือนกัน นอกจากบาง “ตัวเลข” ที่เห็นว่า
มันชวนให้ตกใจจริงๆ
ผมชอบ “ตัวหนังสือ” เพราะ “ตัวหนังสือ” ที่ประกอบกัน
เป็น “เรื่องราว” ของแต่ละคนนั้นไม่มีวันเหมือนกัน
ต่างจาก “ตัวเลข” ที่ไม่ว่าใครเดินเข้าไปในร้านนั้น
ซื้อของร้านนี้ นั่งแท็กซี่ไปที่นี่ ต่างก็มี “ตัวเลข”
เท่าๆ กันเสมอ
และ “ตัวเลข” สูงๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าการเดินทางครั้งนั้น
จะมีคุณภาพสูงตามไปด้วยเสียเมื่อไหร่ อาจเพราะไม่ได้คาบ
ช้อนทองมาเกิด และยังไม่ได้ตกถังข้าวสารบ้านไหน
ผมจึงนิยมเดินทางในแบบประหยัดและออกจะลำบากสักหน่อย
ผมว่ามันอร่อยดี
การเดินทางประเภทที่มีสโลแกนว่า “สบายเหมือนอยู่บ้าน”
ผมมักจะคิดในใจว่า ถ้ามันสบายแบบนั้นก็อยู่บ้านไปเสียดีกว่า
ก็บอกแล้ว ความคิดบนพื้นฐานของลูกคนไม่รวย
และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความคิดข้างล่างนี่จะถูกต้องหรือไม่
ผมว่า “ตัวเลข” มักมีไว้บอกให้คนอื่นรู้
ไม่ว่าจะเป็นราคาตั๋วเครื่องบิน, โรงแรม, ค่าเที่ยว,
หรือของที่ซื้อหามาในราคาถูกและแพงจนน่าอวด
ขณะที่ “ตัวหนังสือ” นั้น นอกจากจะบอกให้คนอื่นรู้แล้ว
เรามักเก็บมันเอาไว้บอกกับตัวเองอยู่เสมอๆ
และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนเราลืม “ตัวเลข”
แต่จำ “ตัวหนังสือ” จากการเดินทางได้
ไม่ต้อง “จด” ก็ “จำ”
การเดินทางครั้งนี้ หายใจสูดอากาศเย็นที่ลอนดอนสองวันเข้าไปแล้ว
ยังไม่เห็นอะไรมากเท่าไหร่ และยังไม่มีเหตุการณ์อะไรให้จดจำ
สิ่งที่จำได้แม่นยำกลับเป็น “ตัวเลข”
พรุ่งนี้ ถ้าว่าง จะชวนเพื่อนออกไปเดินหา “ตัวหนังสือ”
มาใส่ในสมุดบันทึกเสียหน่อย