(บันทึกของเมื่อวานที่สลบไปก่อนที่จะได้เขียน)
…
หลงรักลอนดอนเสียแล้ว
ฟังดูใจง่าย แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่จะหลงรัก
ไอ้การที่จะรักใคร เอ้ย รักที่ไหนสักที่นี่มันห้ามกันไม่ได้
ยิ่งเป็นสถานที่ พอรักแล้วก็เลิกรักยากเสียด้วย
และบางที ความรักต่อสถานที่ก็คล้ายกันกับความรักที่มีต่อผู้คน
มันเป็นเรื่องของจังหวะและเวลา
รวมไปถึงบางสิ่งที่บังเอิญเราสองเชื่อมโยงถึงกัน
ได้มีโอกาสมาเยือนและทำความรู้จักลอนดอนครั้งแรก
ในช่วงที่อากาศดี ดีมาก ดีเลย ดีมากๆ ดีจังเลย วู้ฮู่!!!
อากาศรอบตัวกำลังเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยๆ แดดจ้า ฟ้าใส
ไม่มีฝนสักหยด ไม่มีความชื้นสักหย่อม ไม่มีความร้อนสักหยุ่ม
(พอดีไม่รู้จะหา “หน่วย” อะไรมาให้ “ความร้อน” ดี)
อากาศช่วงนี้จึงน่าเดินเล่นเหลือเกิน
ถ้าเจอกันช่วงอื่น อย่างช่วงที่ร้อนเหนอะ
ฝนเฉอะแฉะ ก็อาจไม่หลงรักง่ายดายอย่างนี้
พออากาศดี อะไรก็ดีไปหมด
ผู้คนออกมาทำกิจกรรมนู่นนี่ มีอะไรให้ดู ให้สนุกเยอะแยะ
เหมือนที่เคยประทับใจซิดนีย์
ตอนที่ได้ผ่านไปในช่วงอากาศดีแค่ไม่กี่วัน
ได้เห็นการใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่นแล้วรู้สึกถึง “คุณภาพ”
เคยชอบปารีสมากๆ เพราะบรรยากาศริมแม่น้ำแซนต์
อาคารเก่า, ลูฟว์, หอไอเฟล ประกอบเข้าด้วยกันนั้นช่างโรแมนติก
ไม่แปลกใจว่าทำไมศิลปินทั้งหลายจึงได้แรงบันดาลใจ
เมื่อได้มาอยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ แล้วไหนจะพิพิธภัณฑ์ดีๆ
อย่าง ด็อกเซ่ย์, ปิกัสโซ่, โรแดง, เซ็นเตอร์ ปอมปิดู,
Palais de Tokyo แถมด้วยย่านน่ารักอย่างมงมาร์ตอีก
แม้ไม่ประทับใจนิวยอร์กเท่าไหร่ แต่ก็ชอบในความหลากหลาย
ความอิสระของผู้คนที่ทำนู่นนี่ ดูเป็นเมืองที่มีพลังล้นเหลือ
แถมพิพิธภัณฑ์ทั้งดีทั้งใหญ่อย่าง The Met และ MoMA
รวมไปถึงแกลเลอรี่อีกมากมาย ก็น่าไปเดินเล่นในวันเสาร์-อาทิตย์
แต่-แค่ได้เห็นลอนดอนมาสอง-สามวัน กลับรู้สึกว่า
มหานครแห่งนี้ดูเหมือนจะรวมทุกอย่างที่ว่ามาเข้าไว้ด้วยกัน
และไม่คิดว่า ครั้งเดียวจะเพียงพอสำหรับผู้มาเยือน
ลอนดอนมี “สิ่งที่น่าสนใจ” เยอะเหลือเกิน
…
เมื่อวานยามเช้าไปเดินเล่นที่ตลาด Portobello
ใกล้ๆ Notting Hill บรรยากาศน่ารักน่าเอ็นดู
มีของเก่าอังกฤษๆ และไม่อังกฤษออกมาวางขาย
เสื้อยืดถูกๆ แค่ตัวละสิบปอนด์เท่านั้น (เจ็ดร้อย!)
(ยังทำใจกับราคาไม่ค่อยได้) ซื้อขนมปังหุ้มไส้กรอกและเบคอน
ยัดใส่ปาก เคี้ยวงั่มๆ เดินดูตลาดต่อ มีแผ่นเสียงมือสองวางขาย
มีคนมานั่งเล่นดนตรี แม่ค้าพ่อขายตั้งผักผลไม้เรียงราย
ของที่ระลึกเล็กๆ ของจุกจิก ของแต่งบ้าน บ้านเรือน อาคาร
ดูน่ารักและสวยงามไปหมด
สิ่งหนึ่งที่ชอบมาก คือ “ตัวหนังสือ”
ตัวหนังสือ (Typography) ที่นี่สวยเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นป้ายต่างๆ ตามถนนหนทางของราชการ
ป้ายของร้านค้า ชื่อร้าน กระทั่งป้ายราคา ป้ายลดราคา
โปสเตอร์ โฆษณา ชื่อถนน ป้ายคำเตือน ป้ายซ่อมถนน
ทำไมมันถึง “ดีไซน์” ได้สวยงามกันไปหมด
ไม่ใช่แค่การเลือกใช้ฟอนท์อย่างเหมาะสมเท่านั้น
แต่จังหวะจะโคนและสีสันที่เลือกมาประกอบกันนั้น
บอกกับผู้คนที่พบเห็นว่า ได้ผ่านการคิดและจัดวางมาเป็นอย่างดี
ระยะห่างระหว่างบรรทัด (leading)
ระยะระหว่างตัวหนังสือ (kerning) ขนาด ความหนา
ความสั้นยาวของ “หาง” และการเว้น “พื้นที่ว่าง” ในป้าย
สามารถบรรจุลงในหนังสือดีไซน์ได้แทบทุกป้าย
ไม่ใช่ความสวยงามแบบวิริศมาหราหรืออยากเท่
แต่มันเรียบง่าย ธรรมดา อ่านง่าย และสะอาด
นั่นต่างหากที่ทำให้มัน “สวย”
เพื่อนบอกกับผมว่า
“ตัวหนังสือ” ในลอนดอนน่าจะสวยที่สุดในโลกแล้ว
และเป็นเมืองที่วิชาชีพกราฟิกดีไซน์แข็งแรงมาก
ผู้คนให้ความสำคัญกับการออกแบบกราฟิก
เรียกได้ว่าเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่นี่
เข้าผับไป ยื่นนามบัตรให้สาว สาวกรี๊ด ทำนองนั้น
เพื่อนยังบอกอีกว่า อาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ที่นี่น่าจะได้เงินเดือนสูง
และได้รับการนับหน้าถือตามากกว่าคนทำโฆษณา
เพราะผู้คนเห็นว่า “กราฟิก” นั้นอยู่นานกว่า อย่างโลโก้ของสินค้าต่างๆ
หรือป้ายต่างๆ และแน่นอน บรรดา Environmental Graphics
ทั้งหลาย
เพื่อนเล่าต่ออีกนิดว่า
เคยได้ยินมาว่า ป้ายต่างๆ ตามถนนหนทางที่นี่
ใช้กราฟิกดีไซเนอร์มือดีเป็นคนออกแบบ
ฟังแล้วก็คิดถึงบ้านเรา อยากเห็นป้ายสวยๆ บ้าง
แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน เละๆ แบบนั้น
พอรวมๆ กันก็สวยไปอีกแบบ
สวยแบบกรุงเทพฯ สวยแบบเละๆ
ไหนจะตึกอีกล่ะ
อาคารสมัยใหม่ที่นี่ดูดีทุกหลัง
เหมือนกำลังเดินอยู่ในหนังสือรวมอาคารสวย
ที่วางขายอยู่บนชั้นหนังสือรวมงานออกแบบสถาปัตยกรรม
ในเอเชียบุ๊ก หรือคิโนะคูนิยะ
ของสวยๆ นี่พอมากองรวมกัน ยังไงมันก็ยากที่จะน่าเกลียด
ระหว่างเดินไปก็คิดไป
อาชีพ “นักออกแบบ” นี่มีผลอย่างมากต่อ “ชีวิต”
เพราะเป็นผู้สร้าง “วัตถุแวดล้อมชีวิต” ของผู้คน
หากไม่ใส่ใจ คิดอยากทำอะไรก็ทำ สุ่มสี่สุ่มห้า
ทำแค่เอาให้เสร็จๆ จบๆ ไป ได้เงินไปกินข้าวขาหมู
กูก็พอใจแล้ว ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นทำแบบนั้น
บ้านเมืองก็เละยิ่งกว่าโจ๊กเน่า ซึ่งพอเอามาเทรวมกัน
ก็จะได้โจ๊กเน่าหม้อใหญ่ เหมือนกองขยะกองหนึ่ง
สิ่งเล็กๆ ไม่เคยอยู่แยกขาดจากสิ่งอื่น
ทุกอย่างเมื่อเกิดขึ้นมาบนโลก ในเมือง ในชีวิต
ล้วนกระทบและสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ชีวิตอื่นเสมอ
หากไม่ใส่ใจ รับรองได้ว่าเละ
ผมยังไม่เห็นย่านเละเทะของลอนดอน
และเชื่อว่าต้องมี แต่เท่าที่เห็นย่านดีย่านงาม
ก็ทำให้ได้คิดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยน้ำมือ
ของคนคนเดียว แต่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ
และศรัทธาในความสำคัญของวิชาชีพตัวเอง
ที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ให้เกียรติวิชาชีพตัวเอง
และตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด
เมื่อตัวหนังสือเล็กๆ และตึกหลังใหญ่ๆ
ค่อยๆ ประกอบเข้าด้วยกัน เหมือนจิ๊กซอว์หมื่นๆ ชิ้น
มันก็จะกลายเป็นภาพใหญ่ที่สวยงามในทุกรายละเอียด
และก็เป็นทุกคนนั่นเองที่สร้างเมืองที่น่าอยู่น่าดูน่าเดิน
สิ่งที่เป็นจริงอีกอย่างคือ
เมืองมีผลต่อความคิดและบุคลิกของผู้คน
คนที่เกิดและเติบโตขึ้นในเมืองที่สวยงาม
ย่อมง่ายเหลือเกินที่จะซึมซับเอา “เซ้นท์” ของความงาม
เข้าไปในสมอง กระทั่งกลายเป็นความเคยชิน
กระทั่งกลายเป็นนิสัย และชีวิตประจำวัน
คนสร้างเมือง เมืองก็สร้างคน
ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบ แลกเปลี่ยน และส่งผลถึงกันสลับไปมา
ผมเดินไปคิดไป
และก็ได้เข้าใจกับตัวเองว่า
จริงๆ แล้วที่เราต่อสู้รบรากับลูกค้าในห้องประชุม
เวลาที่จะทำโฆษณาสักชิ้น ให้ออกมาสวยงามที่สุดนั้น
เราทำเพื่ออะไร จริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อสนองตัณหา
หรือตอบความชอบของตัวเองเท่านั้นหรอก
เพราะโฆษณาที่เรากำลังถกกันแทบเป็นแทบตาย
ว่าจะเติมตัวหนังสือใส่ลงไปให้รกๆ ใช้สีที่มันเละเทะ
ไม่ว่าจะเป็นบิลลอร์ดขนาดใหญ่ หรือ โปสเตอร์ขนาดเล็ก
สุดท้ายแล้วมันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่เราอาศัย
และถ้าเราไม่ทำมันให้สวยงาม
ก็เท่ากับว่า เราเพิ่มขยะเข้าไปในเมืองอีกหนึ่งชิ้น
แทนที่จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสวย.