ความขี้เกียจกับความขยันถ้ามันมีตัวตน
มันคงคล้ายเทพกับซาตานตัวเล็กๆ ที่ยืนอยู่บนหัวไหล่ซ้าย-ขวา
มันอาจแบ่งกัน ซาตานขี้เกียจเอาขวาไป ไหล่ซ้ายให้เทพขยัน
อ้าว! แล้วใครบอกล่ะว่า “ขี้เกียจ” ต้องเป็นซาตาน
และ “ขยัน” ต้องเป็นเทพ (ไม่ใช่ โพธิ์งาม!)
พระเจ้าประดิษฐ์ความขี้เกียจเอาไว้ก็เพราะอยากให้ชีวิตสมดุล
ขืนมนุษย์ทุกคนขยันสันหลังสั้นกันทั้งโลก โลกก็คงวินาศสันตะโร
ยู่ยี่ยับเยินไปหมดแล้ว หากลองคิดดูดีๆ ที่โลกพังเหมือนอย่าง
ทุกวันนี้ก็เพราะคนขยันๆ ทั้งนั้นมิใช่หรือ?
ความขี้เกียจแม้จะไม่ค่อยมีประโยชน์ แต่ก็โทษน้อยกว่า
หากใครสักคนขี้เกียจในปริมาณพอเหมาะ ชีวิตน่าจะสบายดี
ไม่เร่งรีบตะบึงให้ถึงจุดหมายจนเกินไป
เวลาขี้เกียจเรามักจะได้หายใจยาวกว่าเวลาขยัน
แต่ก็นั่นแหละ เวลาขยันแล้วงานเสร็จเราก็มักจะรู้สึกดีกว่า
จึงควรขี้เกียจในจังหวะที่ไม่มีงานมีการ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว
เราจะขี้เกียจไปกังวลไป และจะขี้เกียจได้ไม่เต็มร้อย
อุตส่าห์จะขี้เกียจทั้งที ก็ใช้เวลาขี้เกียจให้มีคุณภาพหน่อย
ผมจึงเห็นว่า บางทีความขี้เกียจนั้นเป็นเทพ
เยียวยารักษาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
ให้เจ้าของร่างได้หายใจยาวขึ้นอย่างที่บอกไป
ให้กล้ามเนื้อได้ผ่อน+คลายบ้าง กล้ามสมองก็เหมือนกัน
คลายหยักออก ให้เวลาโง่ เวลาไร้สมองกับตัวเองบ้าง
วันนี้จริงๆ ตอนแรกนั่งลงเขียนเรื่องเวมบลีย์ต่อจากเมื่อวาน
แต่แล้วเทพขี้เกียจบนไหล่ซ้าย (ขวาร้าย-ซ้ายดี) ก็ร้องทักว่า
อย่าได้ขยันไปเชียว วันนี้แกควรจะไม่มีเรี่ยวแรง
นั่งเล่น นอนเล่น เดินเล่นบ้าง อย่ามานั่งเขียนอะไรนักหนาเลย
โอม…เพี้ยง! ว่าแล้วก็เสกคาถาให้ขี้เกียจทันใด
สันหลังที่เคยสั้นก็เริ่มยืดยาว ตัวเริ่มขึ้นขน ตาเริ่มหรี่ (จากที่ตี่อยู่แล้ว)
แล้วผมก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า วันนี้ขี้เกียจเขียนบล็อก
แต่พอขี้เกียจ ก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
เขียนเรื่องความขี้เกียจเก็บไว้สักหน่อยดีกว่า
แล้วก็ล่อมายาวเปลื้อยถึงบรรทัดนี้
ต้องเป็นฝีมือของเจ้าซาตานความขยันเป็นแน่ ฮึ่ย!