วันนี้ ก่อนที่จะได้ข่าวเรื่องไต้ฝุ่น
ตั้งเอาไว้ในใจแล้วว่าจะกลับบ้านมานั่งคิดและเขียน
เรื่องที่วันนี้ผู้คนในเอ็มเอสเอ็นพากันใส่ “ดอกไม้” ไว้หน้าชื่อ
ไม่เพียงเท่านั้น ยัง “บอกต่อ” ให้ญาติโยมในเอ็มฯ ช่วยกันใส่ด้วย
โดยมักจะบอกต่อกันว่า “ช่วยกันใส่ดอกไม้เพื่อแสดงความเสียใจ
กับเหตุการณ์เครื่องบินตกกันหน่อยนะ”
ผมขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ครั้งนั้นมา ณ โอกาสนี้ (ด้วยคน)
และที่กำลังจะเขียนถึง “ดอกไม้” ข้างหน้าเอ็มเอสเอ็น
ก็ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ความปรารถนาดีของเพื่อนๆ ในเอ็มฯ
ที่ “แสดงออก” ด้วยการวางดอกไม้ไว้หน้าชื่อในวันนี้
เพียงแค่ผมคิดว่ามันน่าสนใจไม่น้อย เพราะมันออกจะเป็น
วัฒนธรรม “ป๊อป” อยู่เหมือนกัน
อะไรที่ทำให้การใส่ดอกไม้ไว้หน้าชื่อในเอ็มเอสเอ็น “ฮิต” ขึ้นมาได้?
วันนี้ มีเพื่อนในเอ็มฯ คนหนึ่งชวนให้ผมเติม (f) ไว้หน้าชื่อ
เพราะมันจะกลายร่างเป็น “ดอกไม้” เพื่อแสดงความเสียใจ
“วันนี้ เค้าบอกให้ใส่ (f) ไว้หน้าชื่อกัน” เพื่อนบอก
ผมถาม “เค้านี่ใครอะ? ใครเป็นคนคิดคนแรก?”
เพื่อนบอก “ไม่รู้เหมือนกัน แต่เค้าบอกให้บอกต่อๆ กันไป”
อะไรหนอที่ทำให้วันนี้ดอกไม้บานทั่วเอ็มเอสเอ็นเป็นทุ่งเลยเชียว?
…
เหตุผลแรก ผมคิดว่ามันเป็นการแสดงออกถึง “ความดี”
มีด้วยหรือใครที่ไม่อยากเป็นคนดี? ลึกๆ แล้วผมเชื่อว่าทุกคนมีด้านดี
และความรักดีอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อมีโอกาสแสดงแง่มุมด้านนั้น
ออกมาให้โลกเห็น และไม่ได้ยากอะไร ก็ทำเสียหน่อย
เหตุผลที่สอง ผมว่ามันเป็นการได้ “แสดงออก” ของคนไม่มีเวลา
ง่ายกว่าโทรศัพท์ไปบริจาคเงิน หรือโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประสบภัยน้ำท่วม
นี่อีกหน่อยเราอาจใส่รูป “ร่ม” ไว้หน้าเอ็มฯ เพื่อแสดงความเสียใจ
ต่อชาวเซี่ยงไฮ้ที่เพิ่งถูกไต้ฝุ่นถล่ม ความรู้สึกลึกๆ ของผู้ใส่อาจเทียบได้
กับการได้โทรไปบริจาคเงินให้ผู้ประสบภัย หรือการได้เห็นรายชื่อตัวเอง
บนจอทีวี คือไม่ได้อยากอวดใคร แต่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำ
เพื่อช่วยเหลือ (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะพอใจจริงๆ นั่นแหละ)
และหากพูดถึงเรื่องการได้ “แสดงออก” ผมว่ามันก็เป็นการแสดงตัวตน
อย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรจากการตั้งชื่อที่บางคนตั้งให้เหงาได้ทุกวัน
บางคนก็ขำได้ทุกวัน บางคนก็ตั้งชื่อดูมีภูมิ บางคนก็แสดงตัวตนบางอย่าง
ออกมาด้วยชื่อหนังสือที่เพิ่งอ่าน, คำคมที่ชอบ, หนังที่เพิ่งดู
หรือกระทั่งการโชว์ชื่อเพลงที่กำลังฟัง ซึ่งจะว่าไปการแสดงออกถึงตัวตน
เหล่านั้นก็เป็น “ประตู” บานแรกที่ชักชวนให้เพื่อนเข้ามาถามไถ่ถึง “ชื่อ”
ที่ได้ตั้งเอาไว้นั่นเอง การวางดอกไม้ไว้หน้าชื่อก็เป็นการแสดงความรู้สึก
ในวันนั้นแบบหนึ่งเช่นกัน
เหตุผลที่สาม ผมว่าเป็นเพราะความ “ง่าย” ผมคิดว่ามันคล้ายกับ
การฟอร์เวิร์ดอีเมลต่อให้เพื่อนนับร้อย โดยไม่สนใจว่าเขาจะอยากรู้
เรื่องนั้นหรือเปล่า จะมีรสนิยมชมรูปโป๊ฝรั่งเหมือนท่านหรือไม่
จะอยากรู้ห้าสิบร้านอร่อยในเคนย่า จะอยากเห็นสัตว์ประหลาด
ในแม่น้ำโขงหรือเปล่า ไม่เป็นไร ส่งก็ง่าย เปิดก็ง่าย ลบก็ไม่ยากนี่
เป็นความ “ง่าย” ชนิดเดียวกันกับการส่งข้อความในวันปีใหม่
วันวาเลนไทน์ วันลอยกระทง วันตรุษจีน คริสมาสต์ สารพัดเทศกาล
ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นเจตนาที่ดี และดูน่ารักน่าเอ็นดู เพียงแต่
ความง่ายแบบนั้นทำให้ผู้ส่งคิดและรู้สึกกับข้อความเหล่านั้น “น้อย”
ต่างจากการนั่งลงเขียนการ์ดส่งไป ซึ่งไม่สามารถใช้ข้อความเดิม
เพื่อฟอร์เวิร์ดส่งไปให้คนอื่นได้ พอเขียนการ์ดใบใหม่ก็ต้องนั่งคิดคำ
ให้เหมาะ ให้เพื่อนคนนี้ถูกใจ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่เหมือนเพื่อนคนที่แล้ว
และข้อความ “กลางๆ” อย่าง “สวัสดีปีใหม่ มีความสุขมากๆ นะจ๊ะ
คิดอะไรขอให้สมหวังทุกประการนะจ๊ะ” ผู้รับเองก็จะรู้สึกกับมัน “น้อย”
เช่นกัน เพราะในโทรศัพท์เครื่องนั้นมีข้อความเดียวกันเต็มไปหมด
แต่รู้สึก “น้อย” ก็ไม่ใช่รู้สึกแย่ ยังคงรู้สึกดีกับผู้ส่งที่ยังคง “นึกถึง” กัน
ทางผู้ส่งเอง เมื่อได้ส่งไปให้เพื่อนๆ นับร้อยคนแล้วก็มีความสุข
ขณะเดียวกันก็มักจะนั่งรอรับข้อความที่เด้งกลับมา บางคนพอส่งไปแล้ว
ก็ต้องมานั่งกังวลว่า-เอ๊ะ เราตกชื่อใครไปหรือเปล่า?
ผมว่ามันอาจเป็นความ “ง่าย” คล้ายๆ กัน คือ “ง่าย” ที่จะทำ
และมันออกจะเป็นการกระทำที่เป็น “สัญลักษณ์” มากกว่า
และหากมองโลกในแง่ร้ายสักหน่อยก็อาจมองได้ว่า
มันเป็นการกระทำเพื่อความสุขของตัวเองมากกว่าจะเพื่อให้เกิดผลลัพธ์
อย่างที่คาดหวังจริงจัง
ครับ, ผมกำลังพูดถึง “ดอกไม้” หน้าเอ็มฯ
การใส่ “ดอกไม้” หน้าเอ็มฯ เป็นการสร้างบรรยากาศ “หลุมศพเสมือน”
ขึ้นในโลกล่องหน ผู้คนสามารถนำดอกไม้มาวางเพื่อแสดงความเสียใจได้
คำถามมีอยู่แค่ว่า-ใครคือคนที่จะมาเห็น?
ญาติของผู้ประสบภัย หรือ ผู้ประสบภัย หรือใครกัน?
นอกจากคนที่เล่นเอ็มฯ ด้วยกันนั่นเอง แต่อย่างน้อยก็คงเป็นการดีที่ได้
“รำลึก” ถึงผู้ประสบภัยในวิธีแบบไซเบอร์
เหตุผลข้อสุดท้าย ซึ่งดูจะปวกเปียกสักหน่อยก็คือ เห็นเพื่อนๆ เขาทำกัน
และ “ต่อม” นี้นี่เองที่เป็นหัวเชื้อที่ดีของวัฒนธรรมป๊อป เมื่อพฤติกรรมหนึ่ง
ดำเนินเติบโตมาถึงจุดหนึ่ง ในจำนวนที่เริ่มเห็นว่า “ป๊อป” ผู้คนจำนวนที่เหลือ
จะคล้อยตายและปฏิบัติตามพฤติกรรมนั้นโดยง่าย
เหมือนที่เหลือบไปเห็น “ดอกไม้” หลายดอกในหน้าต่าง
ก็เลยวางของตัวเองไว้บ้างดีกว่า เดี๋ยว “เอ๊าท์”
และเมื่อมันเริ่มก่อตัวเป็น “กระแส” ก็จะเกิดการ “บอกต่อ”
กันไปเอง ซึ่งก็จะยิ่งโหมให้ “กระแส” กระพือแรงเข้าไปอีก
“ผมใส่ (f) แล้วคุณใส่หรือยัง?”
“ผมรู้ คุณก็ใส่ (f)”
ทำนองนั้น
แต่ก็อย่างที่บอกไป ผมยังเชื่อว่าทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจาก
เชื้อความดีที่มีอยู่ในตัวของทุกคน การแสดงออกถึงเจตนาที่ดีเป็นสิ่งที่
น่ารักอยู่แล้ว แต่ที่เขียนมาก็เพราะผมแค่อยากหาคำตอบให้ตัวเองว่า
อะไรที่ทำให้ “ดอกไม้” ผุดขึ้นใหญ่เลย
ผมยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าไม่ได้เล่นเอ็มเอสเอ็นกัน เราจะ “แสดงออก” กัน
แค่ไหน อย่างไร เหน็บผ้าดำไว้ที่เสื้อตัวที่ใส่ไปทำงาน หรือไปเรียนหรือ?
ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเราจะทำอะไรแบบนั้นกัน และก็ไม่เคยเห็น
เมื่อถอยออกมามองกว้างขึ้นอีกหน่อย ก็อาจจะเห็น “ความซ้ำ”
อันชวนเบื่อของชีวิตประจำวันที่หมุนวนเป็นวงเดิมๆ ทุกวันของคนเมือง
(ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เล่นอินเตอร์เน็ต) เมื่อมีเรื่องตื่นเต้นขึ้นมา
ก็เลยรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต และช่วยแก้เบื่อได้
วันนี้จึงไม่เหมือนเมื่อวาน เพราะมีเรื่องเจลลดไข้มนุษย์ต่างดาว,
เพราะมีเรื่องหญิงโรคจิตบุกแทงนักเรียนมัธยมฯ, เพราะมีดวงจันทร์
สองดวง หรือกระทั่งเพราะมีไต้ฝุ่นเข้า ผมเองก็ยังตื่นเต้นและหายเบื่อ
ไปได้ขณะหนึ่ง เมื่อเรื่องเหล่านั้นทำให้หายเบื่อ เราก็ต้องเป็นส่วนหนึ่ง
กับมันเสียหน่อย เมื่อได้ “แสดงออก” กับเรื่องนั้นก็ช่วยคลายเหงา
แก้เบื่อ และอย่างน้อยวันนี้ก็มี “ประเด็น” คุยกับเพื่อน
และจะว่าไป โลกทุกวันนี้ (โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต) ก็ให้ความสำคัญ
กับการแสดงความคิดความเห็นและการแสดงออกค่อนข้างมาก
จะถูกจะผิด จะจริงจะเท็จ จะมีข้อมูล หรือจะเป็นความรู้สึก
ก็ขอให้ได้แสดงออก สังเกตได้จากกระดานเว็บบอร์ดทั้งหลาย
และรายชื่อในเอ็มเอสเอ็นก็ด้วย
ดูเหมือนว่า หากเราไม่มี “ทรรศนะ” กับเรื่องที่เขาพูดๆ กัน
เราก็จะไร้ตัวตนไปด้วย เพราะไม่มี “ทรรศนะ” ก็ไม่มีใครมองเห็น
และการได้ให้คนอื่นรู้ว่ามีฉันอยู่ตรงนี้ก็สำคัญกับมนุษย์เรา
มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
การใส่ (f) หรือ “ดอกไม้” หน้าชื่อชวนให้คิดยืดยาวมาได้ขนาดนี้
ครับ, อาจมีบางคนที่อ่านไปก็นึกในใจไปว่า จะเอาอะไรกับมันมาก
มันก็แค่มาแล้วก็ไป วันนี้ใส่ พรุ่งนี้ก็เอาออกแล้ว จะมานั่งขบอะไร
นักหนาให้ปวดกะโหลก
ก็จริงอย่างที่พี่ว่า
เพียงแค่ว่า ผมอยาก “แสดงทรรศนะ” กับเขาบ้าง-ก็เท่านั้นเอง
กันยายน 19, 2007 ที่ 1:42 am
คิดอะไรออกอีกหน่อยครับ…
ผมว่าวิธี “แสดงออก” แบบนี้ ใช้ในบางเรื่องก็น่าสนใจดีเหมือนกัน
ถ้ามันเป็นเรื่องที่มีผลและสามารถสร้างกระแสในวงกว้างได้
คล้ายกับการประดับ “ธงเขียว” เพื่อสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ
หรือจะแสดงออกด้วยการวางดอกไม้ไว้เพื่อแสดงการดีอกดีใจกับ
การทำรัฐประหาร หรือจะวางรูปอื่นเพื่อแสดงออกว่าไม่ชอบใจ
แบบนี้ก็น่าสนใจดีครับ : )
กันยายน 19, 2007 ที่ 1:51 am
นี่แหละความรู้สึกที่ดี ที่เราสามารถ แสดงออกมาเล็กๆน้อย
แต่เห็นมั้ย? เกิดเป็นพลังก้อนโตได้เชียวนา..
และอีกอย่าง
‘จะเอาอะไรกับมันมาก
มันก็แค่มาแล้วก็ไป วันนี้ใส่ พรุ่งนี้ก็เอาออกแล้ว จะมานั่งขบอะไร
นักหนาให้ปวดกะโหลก”
นี่แหละคือความใส่ใจเล็กเล็กน้อย ที่อาจจะไม่มีราคา แต่มีค่านักละท่าน ถ้าทุกคนละเลยสิ่งเล็กน้อยหมด พลังก้อนใหญ่ก็จะไม่เกิด รึเกิดแต่ไม่แข็งแรงนะ จริงจริง เราเชื่ออย่างนั้นนะ
ฝนตกหนักมั้ยนะทางโน้นหนะ!
กันยายน 19, 2007 ที่ 1:55 am
ปล. พรุ่งนี้จะใส่เสื้อดำไว้อาลัย หนะ แทนดอกไม้..
+ สงบนิ่งไว้อาลัยก่อนนอน 1 นาที
นี่คือทางออก
กันยายน 19, 2007 ที่ 8:47 am
^^ จริงๆไม่รู้ที่อื่นเป็นมั้ย แต่ที่เมืองไทยค่อนข้างเป็นกันเยอะนะคะ
ไม่แน่ใจว่าเรียกพฤติกรรมตามกระแสรึป่าว..
ถ้าไม่ทำจะดูเหมือนใจร้าย แต่จริงๆแล้วก็รู้สึกเศร้าและเสียใจกับเหตุการณ์นี้เหมือนกัน
แต่แสดงออกไปในทางอื่นแทน..
ดูแล้วพฤติกรรมแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบนะคะ แต่อย่าทำเพราะฝืนใจทำ
ให้หลงเหลือความเป็นตัวของตัวเองบ้างก็คงจะดี…อิอิ
(งงมั้ยเนี่ย เขียนเองงงเอง..)
กันยายน 19, 2007 ที่ 9:10 am
อืม..ใส่เพื่อแสดงความรู้สึกเสียใจต่อผู้ประสบเหตุน่ะ
btw, มีเรื่องเจ้าตัวยิ้ม
มาฝาก
http://edition.cnn.com/2007/TECH/09/18/emoticon.anniversary.ap/index.html
กันยายน 19, 2007 ที่ 9:43 am
แอ๊ด..
วิ่งมาจนเหนื่อย สุดท้ายเมื่อรู้สึกตัว ก็มายืนอยู่หน้าหลุมศพ
ชีวิต มันก็เป็นอย่างนี้.. ^^
กริ๊ก..
กันยายน 19, 2007 ที่ 10:11 am
ปกติก็ใส่นะ ดอกไม้ เนี่ย เค้าว่ามันสวยดี หุหุ
กันยายน 19, 2007 ที่ 3:17 pm
วันนี้เขียนได้โดนสุดเท่าที่อ่านมาเลย
“เห็นด้วย”
กันยายน 19, 2007 ที่ 3:36 pm
“พอดีใช้ Yahoo กับ Skype”
^
^
เกิดมีคนมาตอบอย่างนี้ล่ะเนอะ.. เหอะๆ
กันยายน 19, 2007 ที่ 3:50 pm
ไม่ได้ออนไลน์ทางเอ็มมานานมากเลยไม่ได้รู้ถึงกระแสใส่ดอกไม้
ไว้หน้าชื่อ ถ้าเอได้ออนไลน์และเห็นแรกๆก็คงรู้สึกแปลกใจและ
อาจจะยังคิดไม่ถึงว่าจะเป็นการสื่อความหมายไว้อาลัยกับเหตุการณ์
เครื่องบินตก เหตุผลข้อที่สามกับข้อที่สี่เนี่ยเอเห็นด้วยเป็นที่สุด และ
คิดว่าคงมีหลายคนที่ใส่ดอกไม้ไว้เพราะสองเหตุผลนี้ ว่าแต่เอล่ะทึ่งพี่เอ๋
จริงๆเรื่องคลิปทีนึงล่ะ เรื่องนี้อีก คิดเรื่องเล็กๆให้กลายเป็นเรื่องเป็นราว
(แถมมีสาระอีกต่างหาก) นับถือๆ
กันยายน 19, 2007 ที่ 5:14 pm
วางไว้หน้าหลุมศพเสมือนไปสองวันแล้ว
ยอมรับว่าที่ติดไว้เพราะเพื่อนในเอ็มบอกให้ติด
ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นเลย
และก็เพิ่งตระหนักได้ว่าเราไม่ได้มีใจจะติดทำไม
ตอนนี้มันเหี่ยวๆไปแล้วล่ะค่ะ เอาออกไปอาจจะน่าดูกว่ากันเยอะ
กันยายน 19, 2007 ที่ 8:24 pm
ถ้ามันเกิด”โคตรป๊อป”ขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะก็
เราคงจะได้เห็นโฆษณา…
โหลดรูปไว้แปะคำห้อยMสวยๆได้ไม่อั้น
เพียงกด *1234 ตามด้วยหมายเลขรูปที่คุณต้องการ
หรือ 1900-1900-999 แล้วทำตามที่เครื่องโทรศัพท์อัตโนมัติบอกได้เคยค่ะ…
สนใจรับงานโฆษณาชิ้นนี้มั้ยครับคุณนิ้วกลม :]
กันยายน 20, 2007 ที่ 3:12 pm
เพื่อนมาบังคับให้ทำเหมือนกันค่ะ เลยใส่ไป 10 อันเลย คิคิ
กันยายน 20, 2007 ที่ 6:00 pm
กระแสเค้าดีจริงๆ
กันยายน 20, 2007 ที่ 8:21 pm
ถ้ามีคนใส่น้อยกว่านี้ก็คงจะใส่ตาม
แต่พอเห็นคนใส่เยอะๆแล้วเกร่อ..
ดูไม่ค่อยจริงใจ
กันยายน 21, 2007 ที่ 10:33 am
เราว่ามันเป็นการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่งนะ
ถึงไม่รู้ว่าจะมีใครมาเห็นรึป่าว
แต่การกระทำบางอย่างเราก็ไม่ได้ต้องการให้คนอื่นเห็นนี่นา
อาจจะแค่เตือนใจตัวเองว่าในอีกมุมหนึ่งบนโลกใบนี้มีคนกำลังเดือดร้อนอยู่
เท่านั้นเองค่ะ
กันยายน 21, 2007 ที่ 2:31 pm
ข้าพเจ้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าทำใมถึงใส่ (f) หน้า msn
แต่ข้าพเจ้าเลือกที่จะไ่ม่ใส่
ก็เท่านั้น
กันยายน 22, 2007 ที่ 9:17 pm
มีเพื่อนบอกมาว่าให้ใส่เหมือนกัน
แต่ไม่ใส่
เพราะไม่รู้ว่าการใส่ดอกไม้ มันจะช่วยอะไรขึ้นมาได้บ้าง
เหมือนกับว่าจะใส่กันเป็นกระแส เป็นแฟชั่น ใส่เพราะเค้าบอกให้ใส่ก็เลยใส่ๆตามกันไป
รู้สึกเศร้าสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก พอยิ่งเห็นดอกไม้หน้าชื่อบนเอ็มของคนบน list แล้ว ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจมากเข้าไปใหญ่
(หรือเราจะมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไปคะเนี่ย)
กันยายน 23, 2007 ที่ 11:50 am
มีคนมาบอกให้ใส่
ผมถามกลับว่า “ใส่แล้วคนตายฟื้นไหม”
มันหายไปเลย…
คือไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์กับใคร
เหมือนแฟชั่นประหลาดๆ ไม่ชอบเลย