Archive for กันยายน 29th, 2007

คุยกันเรื่องกระแสและหนังสือ

กันยายน 29, 2007

“แพร” รุ่นน้องที่จุฬาฯ ส่งเมลมาชวนคุยเรื่อง “กระแส” เห็นบอกว่ากำลังช่วยรุ่นน้องที่ชมรมเขียนจุลสารหัวข้อ “กระแส” (ถ้าเสร็จแล้วเอามาให้ชมเชยกันบ้างก็น่าจะดีนะแพร)

คำถาม-คำตอบ มีดังต่อไปนี้ครับ นำมาแปะไว้เพราะอยากชวนคุยกับเพื่อนบ้านท่านอื่นๆ เช่นกัน เราต่างก็อยู่ใน “กระแส” กันทั้งนั้นนี่!

+มีกระแสอะไรในสังคมที่มีอิทธิพลกับพี่เอ๋อย่างจริงๆ จังๆ บ้าง
อะไรก็ตามที่เกิดเป็นกระแสขึ้นมาแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับความสนใจของเรา เราก็จะลองเข้าไปร่วมกระแสด้วย ไม่ใช่คนที่ปฏิเสธกระแส แถมยังอยากรู้ด้วยว่าทำไมมันถึงฮิตขึ้นมาได้ อย่างแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ หรือ ดาวินชี โค้ด เป็นกระแสขึ้นมา เป็นเรื่องหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราชอบ เราก็จะลองอ่านดู กระแสทางการเมืองก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราบางครั้งก็สนใจ กระแสหนัง เพลง กีฬา ก็มีอิทธิพลทั้งนั้นครับ อย่างตอนฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลยุโรปนี่ก็เข้าขั้นติดงอมแงมเลยครับ แต่คิดว่ากระแสมีอิทธิพลกับเราในแง่ที่ทำให้อยากรู้อยากเห็นว่าเพราะอะไรมันจึงเป็นกระแสขึ้นมาได้ เหมือนเวลาเห็นไทยมุงกำลังมุงอะไรอยู่สักอย่าง เราก็อยากรู้ว่าเขามุงอะไร แต่เมื่อลองเข้าไปสัมผัสมัน เห็นมันด้วยตัวเองก็ต้องไตร่ตรองดูอีกทีว่าจะคล้อยตามกระแสหรือไม่ คือกระแสไม่ได้มีอิทธิพลกับเราในแง่ที่ว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ชอบแล้วเราจะต้องชอบด้วยน่ะครับ

+พี่เอ๋มีกระแสในฝันมั้ย หมายถึงสิ่งที่อยากให้กลายเป็นกระแสขึ้นมา
กระแสในฝันคงอยากให้มีกระแส “ใจกว้าง” คือให้การเปิดรับความคิด ความเชื่อที่แตกต่างของเพื่อนมนุษย์คนอื่น “ฮิต” ขึ้นมา เพราะถ้ากระแสนี้ฮิตขึ้นมาจริงๆ พวกเราคงทะเลาะกันน้อยลง และโลกคงสงบกว่าที่เป็นอยู่ครับ

+ มีความคิดเห็นยังไงบ้างคะกับวงการหนังสือบ้านเราสมัยนี้
ในร้านหนังสือมีหนังสือหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ คนอ่านมีโอกาสได้เลือกอ่านตามความชอบที่แตกต่างกันไป และแต่ละคนก็อาจจะอ่านหนังสือหลากหลายแนวมากขึ้น เราชอบให้ร้านหนังสือมีหนังสือเยอะๆ และหลากหลาย เพราะเชื่อว่าไม่ว่าหนังสือชนิดไหน เล่มไหน ก็มีคุณค่าบางอย่าง แต่ผู้อ่านที่มีคุณภาพไม่ควรอ่านหนังสือแคบๆ แค่แบบเดียว ทางด้านของสำนักพิมพ์และนักเขียน ถ้าผลิตผลงานที่มีแนวทางที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นก็น่าจะทำให้วงการหนังสือคึกคัก ไม่ใช่เลือกพิมพ์เฉพาะเล่มที่คิดว่าจะขายได้ หรือพยายามผลิตตามกระแสที่กำลังขายดีอยู่ในช่วงนั้น

+ ตั้งแต่มี Harry Potter ดูเหมือนหนังสือแนวแฟนตาซีจะเป็นที่นิยมมากขึ้น พี่เอ๋ชื่นชอบแนวนี้บ้างหรือเปล่าคะ คิดว่ามันเป็นยังไงบ้าง
หนังสืออย่างแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ เหมือนก้อนหินนำทาง พอโยนลงน้ำแล้วก็เกิดแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง จริงๆ แล้วแฮร์รี่ฯ ไม่ได้ทำให้นวนิยายแฟนตาซีเป็นที่นิยมมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กๆ กระเถิบตัวเข้ามาใกล้และรู้สึกสนุกกับ “หนังสือ” มากขึ้น เราอ่านแฮร์รี่ฯ เล่มหนึ่งและเล่มสองด้วยความตื่นเต้นและสนุกไปกับมันจนวางไม่ลง แต่อาจเพราะขี้เบื่อ ไม่ชอบอ่านแนวเดียวนานๆ ก็เลยเลิกอ่านไปเมื่อมาถึงเล่มที่สาม และก็ไม่ได้อ่านนวนิยายแฟนตาซีเล่มอื่น อะไรที่อ่านมาเยอะเกินไปจะเริ่มเบื่อ แล้วก็หันไปสร้างกระแสให้ตัวเองอ่านอย่างอื่นแทน

+ แล้วอย่างพวกนิตยสารต่างๆ พี่เอ๋เห็นด้วยหรือเปล่าว่ามันมีส่วนกำหนดความนิยมต่างๆ ในสังคม
นิตยสารก็เป็นสื่อสาธารณะชนิดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีผลกระทบกับคนในวงกว้าง และยิ่งหากเรามีนิตยสารที่ไม่หลากหลายเพียงพอก็ยิ่งง่ายต่อการสร้างกระแสเพราะทุกเล่มถ่ายภาพโป๊ๆ เหมือนกัน สนใจเรื่องราวของความสวยความงามเหมือนกัน สัมภาษณ์ไฮโซเหมือนกัน ก็ย่อมผนึกกำลังกันสร้างค่านิยมบางอย่างขึ้นในสังคมเป็นธรรมดา แต่หากมีนิตยสารแนวทางอื่นอย่าง สารคดี, โอเพ่น หรือ ค.คน ออกมาปะปนบนแผง ก็จะมีค่านิยมแบบที่ต่างไปให้เลือกนิยมกัน

+ ส่วนตัวพี่เอ๋ติดตามนิตยสารแนวไหนเป็นพิเศษบ้างไหม
นิตยสารที่อ่านประจำคือ มติชนสุดสัปดาห์, จีเอ็ม, อะเดย์, เวย์, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก, สารคดี, ค.คน พวกนี้นี่ถ้าเจอเล่มใหม่ก็รีบซื้อทันที เมื่อลองมานั่งดูแล้วก็เหมือนว่าจะเป็นนิตยสารที่นำเสนอข้อมูลเชิงสารคดีที่มีเนื้อมีหนัง อ่านแล้วเข้าใจคนในสังคมอื่น ได้เห็นชีวิตที่แตกต่าง และมีคำอธิบายหรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์และทำให้เราเข้าใจโลกแวดล้อมรอบตัวเรามากขึ้น คนที่เลือกมาสัมภาษณ์ก็น่าสนใจ นักสัมภาษณ์เองก็เก่ง ส่วนมติชนสุดสัปดาห์นั้นก็เหมือนสรุปข่าว วิเคราะห์ประเด็นในแต่ละสัปดาห์ แถมยังมีคอลัมน์ดีๆ ให้อ่านอีกมากมาย นอกจากนิตยสารที่อ่านประจำพวกนี้ ก็ซื้อนิตยสารเกี่ยวกับการตลาดและเทรนด์ อย่าง มาร์เก็ตเทียร์, โพสิชันนิ่ง ถ้าเป็นเทรนด์หรือประเด็นที่เราสนใจ นิตยสารเกี่ยวกับการออกแบบก็ชอบซื้ออ่านครับ อย่าง อาร์ตโฟร์ดี ก็อ่านสนุกครับ

+ เกี่ยวกับหนังสือของตัวเอง พี่เอ๋คิดในแง่ที่ว่ามันจะออกไปก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรต่อสังคมไหม หรือเป็นความอยากบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ ของเรามากกว่า
แล้วแต่เล่มนะครับ บางเล่มก็ตั้งใจส่งสารอะไรบางอย่างออกไปถึงคนที่เราอยากคุยด้วย ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะต้องไปเปลี่ยนแปลงความคิดใคร แต่ตั้งใจว่าอยากชวนคุยกันเรื่องนี้ ผมคิดอย่างนี้ คุณคิดยังไง แต่บางเล่มก็เหมือนวาดภาพน่ะครับ มีอารมณ์แบบนี้อยู่ อยากวาดมันออกมา หากใครมีความรู้สึกร่วมก็มาดูภาพแล้วรู้สึกไปด้วยกัน บางเล่มก็อยากให้คนอ่านสนุกไปกับมัน และคนเขียนเองก็สนุกที่ได้เขียน ก็แค่นั้น แต่สิ่งหนึ่งที่คิดไว้ในใจเสมอคือ เราไม่ได้กำลังเขียนไดอารี่ที่จะเก็บไว้อ่านคนเดียว มันจะออกไปอยู่ในร้านหนังสือและอาจจะมีคนหยิบมันขึ้นมาอ่าน เพราะฉะนั้นต้องระวังผลกระทบที่ไม่ดี หรือการมีทัศนคติต่อโลกต่อคนอื่นในเชิงลบ แบบนั้นนี่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

+ มันเป็นภาระความรับผิดชอบของตัวผู้เขียนหรือเปล่าที่การที่หนังสือนั้นๆ เป็นที่ยอมรับขึ้นมาแล้ว ต้องพยายามรักษาระดับคุณภาพนั้นไว้
แหม พูดว่าเป็นภาระนี่ดูหนักหนานะครับ เราเชื่อว่านักเขียนหรือนักสร้างสรรค์ผลงานทุกคนก็อยากรักษาคุณภาพของผลงานไว้ในระดับที่ดี หรือถ้าเป็นไปได้ก็อยากพัฒนาให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป แต่ความดีนี่พูดยากนะครับ และก็ไม่สามารถนำมาวัดกัน นำมาเปรียบเทียบกันได้แบบเล่มต่อเล่ม บรรทัดต่อบรรทัด เพราะหนังสือแต่ละเล่มก็มีหน้าที่และมีความหมายของมัน เหมือนที่เราไม่สามารถบอกว่า คุณลุงคนสวนมีคุณค่าน้อยกว่าท่านประธานบริษัท เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องที่คนอ่านมีมันเก็บไว้ในใจของตัวเอง เมื่อได้อ่านแล้วทุกคนย่อมตัดสินหนังสือเล่มนั้นโดยอัตโนมัติ ชอบ-ไม่ชอบ ห่วย-ดี ก็ล้วนแต่ตัดสินตามมาตรฐานความชอบและรสนิยมส่วนตัว ที่ว่า “หนังสือคุณภาพ” นั้น โดยมากมักจะตัดสินใจจากความชอบหรือการยอมรับของคนในวงกว้าง หรือคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ แต่จริงๆ แล้ว เราว่านักเขียนเองก็มีคุณภาพในใจของเขา และหากหนังสือเล่มนั้นผ่านเกณฑ์คุณภาพที่เขาตั้งไว้มันก็น่าพอใจแล้ว หนังสือบางเล่มก็มีคุณค่าแบบตลกคาเฟ่ แค่ทำให้คนขำได้ก็นับว่าคุณภาพยอดเยี่ยมแล้วว่าไหม

+ บางทีการเขียนหนังสือให้คงความเป็นตัวของตัวเองมันไม่เอื้อกับความต้องการของตลาด/ผู้อ่าน โดยทั่วไป พี่เอ๋มีคำแนะนำอย่างไรบ้างคะ
เราไม่เชื่อว่าหนังสือที่พยายามเขียนเอาใจคนอ่านจะเป็นหนังสือที่ดี เหมือนผู้ชายคนหนึ่งพยายามทำอะไรก็ตามให้หญิงสาวประทับใจ แต่สุดท้ายก็ทำไปไม่ได้ตลอด เพราะมันไม่ได้เป็นตัวจริงของเขา การเขียนหนังสือที่ดีน่าจะออกมาจากความคิดความเชื่อของตัวเองจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือกันทำไม เหมือนพ่อครัว คนที่เดินเข้ามากินร้านเราก็เพราะเขาติดใจในรสชาติ รู้ว่าร้านนี้ก็ต้องรสนี้ ไม่ใช่ว่าเตรียมกระทะเตรียมตะหลิวรอไว้ ลูกค้าเดินเข้ามาจะสั่งอะไรก็ได้ ใส่ผักน้อย หวานหน่อย เค็มนิด สับหมูให้ละเอียดหน่อยเฮีย แบบนั้นก็เหมือนทำตามใจคนสั่ง แล้วความคิดของเราจริงๆ มันอยู่ตรงไหน เหมือนคนเขียนเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำไป ในมุมของคนเขียน เราไม่คิดว่าหนังสือเป็นสินค้า และยิ่งไม่คิดว่าหนังสือจะเป็นสินค้าที่ต้องปรับตัวตามความต้องการของตลาด คงต้องถามก่อนว่าเราจะเขียนหนังสือพิมพ์หนังสือสักเล่มเพื่ออะไร ถ้าโจทย์คือเพื่อขาย ก็แปลว่าเรามองว่าหนังสือคือ สินค้า ถ้าอย่างนั้นก็โซ้ยกันให้สนุกเลย ออกไปเก็บข้อมูลเลยว่า ตอนนี้ตลาดกำลังต้องการอะไร มีช่องว่างทางการตลาดรูไหนให้เสียบบ้าง ปกแบบไหนที่คนชอบ ตั้งชื่อให้แรงๆ มีเรื่องบนเตียงใต้เตียงด้วยดีไหม ถ้าคิดแบบนั้นก็คงต้องมีกระบวนการในการผลิตและการเขียนแบบนั้น คือเป็นหนังสือที่เขียนจากข้างนอก เขียนขึ้นจากการตลาดเพราะอยากได้ตังค์ แต่เราชอบหนังสือที่เขียนและผลิตขึ้นจากข้างในมากกว่า เขียนในสิ่งที่คิดและเชื่อ พิมพ์ออกมาเพราะอยากพิมพ์ เชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ส่วนจะขายหรือไม่ อันนี้ค่อยมาคิดกันตอนทำเสร็จแล้ว ว่าจะหุ้มเปลือกมันอย่างไร ประชาสัมพันธ์มันอย่างไร ให้คนหันมาสนใจ ส่วนเรื่องความเป็นตัวของตัวเองที่จะถูกใจตลาดหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของดวงครับ บางคนมีรสนิยมตรงกับคนส่วนใหญ่ บางคนก็ดันไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องปรับตัวเพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ เราว่าอาจเป็นหน้าที่ของบรรณาธิการหรือสำนักพิมพ์ที่จะต้องคิดว่าจะนำเสนอผลงานของเขาอย่างไรให้คนส่วนใหญ่สนใจมากกว่า แล้วอีกอย่าง ถ้านักเขียนทุกคนปรับตัวเขียนให้ตลาดชอบ เราจะมีนักเขียนหลายคนกันไปทำไม ในเมื่อทุกคนก็เขียนคล้ายๆ กัน

+ ทำไมหลายครั้งหนังสือที่เราคิดว่าดีกลับไม่ดัง แต่หนังสือที่ดังบางเล่มกลับทำให้เราเกิดคำถามว่าดังเพราะอย่างอื่นที่ไม่ใช่คุณภาพของตัวงานหรือเปล่า
หนังสือทั้งสองแบบที่พูดมาน่าสนใจไปคนละแบบ แบบแรกที่คิดว่าดี ก็คงต้องถามว่า “ดี” ของใคร วัดจากอะไร ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ เราไม่คิดว่าหนังสือที่มีเนื้อหาสาระหนักอึ้งหรือลึกซึ้งจะเป็นหนังสือดีสำหรับทุกคน แต่มันมักจะดีในมุมมองของคนที่คิดว่าหนังสือเป็นเรื่องจริงจังและสูงส่ง แต่จริงๆ แล้ว ขายหัวเราะก็เป็นหนังสือเหมือนกัน บางคนก็อ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น หนังสือดีสำหรับเขาอาจเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเพลินมากไม่ใช่หนังสือที่ทำให้เข้าใจชีวิตอันลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะต้องการหนังสือแบบนั้นก็ได้ เรื่องน่าสนใจมีอยู่ว่า หากเราเชื่อเหลือเกินว่าหนังสือเล่มนี้ดีสุดๆ อยากให้ผู้คนทั้งประเทศได้อ่านกัน เราจะนำเสนอความเชื่อของเราออกไปอย่างไร ทำอย่างไรที่จะโน้มน้าวให้คนหันมาสนใจความดีงามของหนังสือเล่มนั้น ไม่ใช่แค่จะมานั่งบ่นกันว่า เฮ้อ คนไทยรสนิยมต่ำ อ่านแต่หนังสือขยะ หนังสือดีๆ แบบนี้ไม่มีใครอ่าน เราว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่เชื่อว่าหนังสือเล่มนั้นดี (ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ หรือ นักวิจารณ์) ว่าจะบอกความดีงามที่ตนได้สัมผัสมาส่งต่อไปยังผู้อื่นอย่างไร จะสร้างรสนิยมแบบอื่นในการอ่านให้กับคนในวงกว้างได้อย่างไร จากที่เคยอ่านเอาเพลิน ลองอ่านเอาสาระบ้างไหม ยิ่งรู้เยอะยิ่งสนุกนะ ซึ่งก็คงต้องใช้เวลา แต่อย่างไรเราก็คิดว่า เรื่องสนุกมักจะขายได้มากกว่าสาระจริงจังเป็นปกติของโลกอยู่แล้ว คนที่ชอบเรียนรู้จากหนังสือมักจะเชื่อว่าหนังสือทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วแต่ละคนก็มีวิธีทำความเข้าใจโลกและชีวิตในแบบที่แตกต่างไป อาจไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือก็ได้ ส่วนหนังสือที่ดังแต่เราคิดว่าคุณภาพไม่ดี อาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปนั่งจับผิดว่าเขาไม่ดีตรงไหน แต่น่าศึกษาจากเขามากกว่าว่า ขนาด(เราคิดว่า)ไม่ดีเขายังขายได้เป็นแสนเล่ม อะไรกันหนอที่มันทำให้ของไม่ดีขายได้ขนาดนั้น และมีส่วนไหนที่เราจะนำมาปรับใช้กับหนังสือดีที่อยู่ในมือเพื่อให้มันขายดีมากขึ้นได้บ้าง

+ เกี่ยวกับงานเขียนออนไลน์ล่ะคะ มันจะทำให้วัฒนธรรมการอ่านการวิจารณ์ของเราเป็นไปในทางที่ดีขึ้นไหม หรือพี่คิดว่าไง
ในด้านของการอ่าน งานเขียนออนไลน์อาจทำให้พฤติกรรมในการอ่านเปลี่ยนไป คืออาจต้องการอะไรที่สั้น กระชับมากขึ้น เพราะไม่ต้องการจ้องจอสว่างๆ นานเกินไป อีกพฤติกรรมที่น่าสนใจคือ เวลาเราอ่านงานเขียนออนไลน์มันง่ายต่อการค้นคว้าต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคลิกเข้าไปตามลิงค์ต่างๆ ที่ผู้เขียนทำลิงค์ไว้ให้ หรือเราจะลองไปค้นคว้าหาต่อเองในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ทำได้ทันทีในเวลานั้น ง่ายและเร็ว ทำให้เราไม่ได้จบการอ่านลงแค่บทความนั้นๆ แต่ยังขยายการอ่านออกไปอีก ซึ่งบางครั้งมันก็เชื่อมต่อไปยังเรื่องอื่นๆ ไม่รู้จบ ตรงนี้เรามองว่าเป็นประโยชน์นะ เพราะผู้อ่านจะรู้ข้อมูลมากขึ้น รอบด้านมากขึ้น และก็มีโอกาสวิเคราะห์ ตรวจสอบ และกลั่นกรองให้เป็นความคิดของตัวเองได้มากกว่าการอ่านจากบทความใดบทความหนึ่งเพียงแค่ชิ้นเดียว แถมยังสร้างนิสัยการ “คลิกลิงค์” ซึ่งก็คือการค้นคว้าหาต่อนั่นเอง อีกสิ่งที่ดีก็คือการได้เชื่อมโยงสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกหลายๆ สิ่ง น่าจะนำมาซึ่งมุมมองที่กว้างขึ้นและเห็นผลกระทบจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของแรงบันดาลใจ และการส่งผลกระทบในแง่ที่ไม่ดี

ในส่วนของการวิจารณ์ เราว่าเวทีออนไลน์ทำให้ผู้คนกลายเป็นนักคิดนักเขียนกันมากขึ้นมาก คือปกติคนเรามักจะคิดและมีทัศนคติกับสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแค่เราไม่ได้ไปนั่งบ่นให้ใครฟัง หรือเราไม่ได้เขียนมันออกมาบนหน้ากระดาษ ได้แต่คิดแล้วก็สลายตัวไป แต่พอมีบล็อก มีไดอารี่ออนไลน์ หลายคนมีเรี่ยวแรงเขียน อยากเขียน เพราะเขียนแล้วมีคนอ่าน มีคนมาฟังความคิดของเรา มีคนมาแลกเปลี่ยน ถกเถียง และสนับสนุน เมื่อไม่ได้คิดอยู่คนเดียวก็เลยสนุกและต่อยอดความคิดได้ การเขียนบล็อกและเขียนไดอารี่ออนไลน์จะทำให้คนขยันคิดกับเรื่องต่างๆ มากขึ้น ในแง่ของวัฒนธรรมการวิจารณ์ก็น่าจะทำให้เกิดมาตรฐานความดีงามที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่ความดีงามที่อยู่ในอุ้งมือของนักวิจารณ์มืออาชีพ หรืออาจารย์ที่มีความรู้เสมอไป เสียงเล็กๆ ของคนธรรมดา ในฐานะของคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน รับสื่อเหมือนกัน ก็มีเวทีให้แสดงทัศนคติ ความเชื่อ ความชอบ และได้บอกเหตุผลของตัวเองให้คนอื่นฟัง ซึ่งเราว่าทุกความคิดล้วนแล้วแต่น่ารับฟัง เพราะมันสะท้อนอะไรบางอย่างในสังคมเสมอ ไม่เฉพาะความคิดเห็นที่เต็มไปด้วยทฤษฎีเท่านั้นที่น่าอ่าน แต่ความรู้สึกในไดอารี่ของเด็กมัธยมสักคนก็น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน

(ขอบคุณแพรที่ชวนคุยครับ)