ผมเพิ่งเจอกับป๊า
ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว
ป๊าเป็นไงเป็นงั้น
ไอ้ครั้นจะให้คนอายุหกสิบกว่ามาเปลี่ยนแปลงคงยาก
ผมเคยคุยกับเพื่อนที่คณะว่า
หลังจากอายุยี่สิบคนเราก็จะเริ่มมี “แกน” ให้ยึด
และยากจะเปลี่ยน
ป๊าใส่รองเท้ายางสีน้ำตาล เชื่อได้เลยว่าราคาถูก
ป๊าไม่ชอบของแพง และนิสัยนี้ก็สืบทอดมาถึงผม
ป๊าเป็นคนขี้เหนียว ญาติๆ ว่ากันว่าอย่างนั้น
ผมไม่เคยแอบเข้าห้องน้ำป๊า ก็เลยไม่รู้ว่าจริงไหม
แต่ป๊าก็ใช้เวลาในห้องน้ำไม่นาน
ผมเลยคิดว่า ไม่น่าจะเหนียวขนาดที่เขาว่ากัน
พวกเราพอจะรู้ว่าป๊าระมัดระวังในการใช้เงิน
แต่แม่เคยบอกกับเราว่า ป๊าขี้เหนียวเฉพาะของใช้ของตัวเอง
ถ้าเป็นของของลูกๆ ล่ะก็ ป๊าไม่เคยเหนียว
ซึ่งก็จริง ผมกับพี่สาวได้พิสูจน์แล้ว
ป๊าจะซื้อเสื้อผ้าแต่ละครั้งต้องพลิกแล้วพลิกอีก
ไม่ได้ดูลาย ดูสไตล์ ดูเนื้อผ้า แต่พลิกดูป้ายราคาต่างหาก
กางเกงของป๊าหยิบขึ้นมาจากกระบะลดราคาเสมอๆ
เสื้อก็ด้วย ถ้ากางเกงในมีลดราคาก็คงจะด้วย
แต่ช่วงที่ผมกับพี่สาวบ้าแบรนด์
ช่วงที่เด็กไทยลอยละล่องตามฟองสบู่ของบ้านเมือง
ต้องใส่ลีวายส์ ริมแดง, เสื้อบานาน่า รีพับบลิค,
รองเท้าด็อกเตอร์มาร์ตินห้อยกระดิ่ง, เสื้อเบสบอลจากอเมริกา,
รวมถึงหมวกใบเก๋ ใบละพันกว่าบาท
ผมกับพี่สาวก็ได้ใส่ลีวายส์กับเขา ตัวละสองพัน-สามพัน
แบงค์เหล่านั้นก็ควักออกมาจากกระเป๋าเหนียวๆ ของป๊านี่แหละ
“สำหรับลูก ป๊าไม่อั้น” แม่ไม่ได้โกหกพวกเรา
ผมยังมีเสื้อเบสบอล หมวก และเสื้อบานาน่าฯ ตามแฟชั่น
แพงจะตายไป แต่ทำไงได้ เพื่อนมี เราก็ต้องมี
…
ผมเพิ่งเจอกับป๊า
ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว
ป๊าเป็นไงเป็นงั้น
ไอ้ครั้นจะให้คนอายุหกสิบกว่ามาเปลี่ยนแปลงคงยาก
เจอกันครั้งนี้ป๊าใส่รองเท้ายางสีน้ำตาล
ข้างๆ มีตัวหนังสือสีชมพู เขียนว่า “Loso”
พี่สาวผมแซวว่า ป๊าจะเลือกรองเท้าดีๆ หน่อยไม่ได้หรือ?
ป๊าคงไม่สนว่ามันจะ Lo หรือ Hi
ขอแค่ใสสบาย นุ่มเท้าก็น่าจะพอแล้ว
ตัวหนังสือสีชมพูนั้นไม่ใช่รองเท้าสักหน่อย
รองเท้า คือ ส่วนที่มันรองอยู่ใต้เท้านั่นต่างหากล่ะ
ป๊าสอนผมโดยที่ไม่ต้องสอน
ป๊าสอนด้วยกางเกง เสื้อผ้า และรองเท้าโลโซ
ป๊าสอนผมว่า ถ้าเรามีข้อแม้ในชีวิตน้อยลง
เราจะใช้ชีวิตได้ง่าย สบาย และราคาถูก
ผมเลือกเสื้อยืดแต่ละครั้งไม่ง่ายเลย
ผมไม่ชอบลายเสื้อ “แนวๆ” กราฟิกเท่ๆ
ไม่ใช่ไม่ชอบ ไม่ใช่ไม่สวย แต่มันไม่เหมาะ
ใส่แล้วไม่เข้ากับหน้าเจี๋ยมเจี้ยม
เคยซื้อมาเหมือนกัน แต่ใส่แล้วไม่รอด
นี่ก็ข้อแม้ในชีวิต
เพื่อนหลายคนเลือกของใช้และเสื้อผ้าเนิ่นนาน
บ้างก็พิถีพิถันกับข้าวของส่วนตัว
เพราะของทุกชิ้นที่หยิบขึ้นมา
ย่อม “สื่อ” ตัวตนของคนคนนั้น
บางคนยิ่งโตก็ยิ่งมีข้อแม้ในชีวิตมาก
หาหนังสนุกดูยากขึ้น
หาเพลงเพราะๆ ฟังยากขึ้น
หาหนังสือดีๆ อ่านยากขึ้น
หาเสื้อผ้าที่ถูกใจยากขึ้น
โลกก็เป็นของมันเหมือนเดิม
ตัวเราเอง รสนิยมของเราเองนั่นแหละที่เปลี่ยน
ดูเหมือนมันจะขยับตัว
ทำให้อะไรๆ ไม่ง่ายดังเดิม
ชีวิตไม่มีข้อแม้หรอก
เราเป็นคนตั้งมันเองนั่นแหละ
ของไม่มีสูง-ต่ำ
เราไป “แปล” มันเอง
รองเท้า Loso ของป๊าบอกกับผมอย่างนั้น
…
แล้วป๊ายังสอนผมอีกด้วยว่า
ความจริงแล้ว
สิ่งที่เราควรพิถีพิถันและใส่ใจ
ไม่น่าจะเป็นสิ่งของส่วนตัว
แต่ควรจะเป็นสิ่งของที่เราจะมอบให้คนอื่นมากกว่า
ของของเรา ถูกได้ โลโซได้
แต่ของสำหรับคนที่เรารัก เราน่าจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา
…
ผมเพิ่งเจอกับป๊า
ไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้ว
ป๊าเป็นไงเป็นงั้น
ไอ้ครั้นจะให้คนอายุหกสิบกว่ามาเปลี่ยนแปลงคงยาก
ผมพาป๊ากับแม่เที่ยวรอบเซี่ยงไฮ้
เราไปนั่งกินกาแฟราคาแพงกันบนยอดตึกจินเม่า
ตึกที่สูงที่สุดในประเทศจีน (ขณะนี้)
ตอนคิดเงิน เล่นเอาป๊าตาโต ตกใจ
ป๊าใส่รองเท้า Loso ขึ้นตึกจินเม่าชั้น 87
แม่พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมยิ้ม
“เอ๋นี่มันขี้เหนียวนะ แต่กับป๊ากับแม่เท่าไหร่ไม่อั้น”
ผมอยากหันไปบอกกับป๊ากับแม่ว่า
“นิสัยแบบนี้ ผมก็ติดมาจากป๊าน่ะแหละ”