มีคนแซวว่า รักผู้อ่านมาก กลับมาเมืองไทยคงไปเจอแฟนหนังสือก่อนเอากระเป๋าไปเก็บที่บ้าน จริงๆ แล้วอยากบอกว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ จริงๆ แล้วที่ขยันไปงานหนังสือนั้นเพราะรักตัวเองมากกว่า
นักเขียนไม่เหมือนนักร้อง นักดนตรี ที่มักจะได้รับกำลังใจดีๆ เสมอยามที่มีคอนเสิร์ต เก็บเสียงกรี๊ดใส่ลิ้นชักความทรงจำ สามารถดึงออกมาใช้ได้ในวันที่เนือยๆ แต่นักเขียนนั้นได้แต่นั่งสนทนากับจอมอนิเตอร์ เหมือนกำลังเขียนหนังสือคุยกับใครสักคน แต่ก็ไม่รู้ว่าคุยไปแล้วคนนั้นเขาจะยิ้มหรือทำหน้าแหยเก ไม่เหมือนนักร้องที่ร้องเพลงไปแล้วเห็นรอยยิ้มของผู้คนในทันควัน
สมัยที่เราเล่นละคอนถาปัดกัน จริงๆ แล้วมันน่าเหนื่อยเพราะเป็นละคอนเวทีที่ต้องเล่นใหม่ทุกรอบ ไม่เหมือนหนังหรือละครทีวีที่เล่นรอบเดียวแล้วฉายวนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามีพลังเต็มถังทุกรอบก็คือ เสียงหัวเราะของคนดูนั่นเอง ยิ่งฮายิ่งอยากเล่น เสียงหัวเราะก็เหมือนเป็นลิโพวิตันดี!
การไปงานหนังสือจึงเหมือนการเติมพลัง เป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการทำงานสร้างสรรค์ นั่นคือพลังใจ ซึ่งเปรียบเสมือนต้นน้ำธารพลัง ที่ก่อเกิดพลังกายให้ทำงานต่อไปได้อีก
การได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินคำว่า “ชอบอ่าน” ได้ฟังคำว่า “มีความสุข” นั่นเป็นกำลังใจที่หาซื้อไม่ได้ที่ไหน งานหนังสือเป็นโอกาสหนึ่ง (ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสเดียว) ที่จะได้เก็บกำลังแบบนี้กลับบ้าน เพราะเป็นโอกาสอันน้อยนิดที่คนอ่านกับคนเขียนจะได้เขยิบมาชิดกันโดยไม่มีหน้ากระดาษกั้นขวางอยู่ตรงกลาง
เมื่อวาน ผมได้กำลังใจก้อนใหญ่หนึ่งก้อน เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเรียนที่ไอดี จุฬาฯ เมื่อได้เห็นหน้าอาจารย์ผมแหกยิ้มกว้างตาหยีมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก คำแรกที่พูดออกไปคือ “ขอบคุณมากๆ เลยครับจารย์” ตามด้วย “อาจารย์อ่านด้วยเหรอครับ” อาจารย์ตอบกลับมาว่า “อาจารย์ยินดีด้วยมากๆ นะคะ อาจารย์ตามอ่านทุกเล่มเลย” ผมยิ้ม ตาหยีหนักเข้าไปอีก “ขอบคุณมากๆ ครับ ดีใจมากครับจารย์ นี่ผมตื่นเต้นนะเนี่ย เซ็นไม่ถูกเลย” อาจารย์ยิ้มอย่างเมตตา “อาจารย์ก็ตื่นเต้นนะคะ อาจารย์เป็นผู้อ่านได้มาเจอผู้เขียน” แล้วเราก็ยิ้มตาหยีใส่กัน ผมจรดปากกาแน่นิ่งอยู่นานหลังจากเขียนชื่อของอาจารย์…
“เขียนตามสบายค่ะ ไม่ต้องเกร็ง ไม่มีเกรดนะคะ”
“ฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะ “ถึงมี ผมก็ไม่กลัวแล้วล่ะครับ”
ผมเขียนลงไปว่า “ดีใจมากๆ และตื่นเต้นมากๆ ครับอาจารย์ จากลูกศิษย์ของอาจารย์”
เมื่อลองมานั่งนิ่งๆ คิดว่าทำไมผมถึงดีใจ ผมก็คิดได้ว่า ผมดีใจที่อาจารย์ชื่นชอบผลงานของลูกศิษย์ที่อาจารย์สอนมากับมือ ก็คล้ายกับสมัยที่ได้เกรดเอในตอนเรียนนั่นเอง เพียงแต่ตอนนี้มันไม่มีเกณฑ์วัดผลตามมาตรฐานของอาจารย์ เราวัดกันด้วยความรู้สึก ในหนึ่งแวบของความรู้สึกผมดีใจที่เป็นศิษย์คนหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ “ยินดี” ซึ่งผม “ยินดี” กว่าอาจารย์มากครับ
ผมยังได้รับกำลังใจในหลายรูปแบบ ขอบคุณป๊อกกี้หลายกล่อง (ผมคุยกับน้องในซุ้มว่า วันหลังน่าจะอ่อยว่าชอบกินหูฉลาม–ฮี่ฮี่ ล้อเล่นนะคร้าบ) ขอบคุณหนังสือของเจ้านิ่มกับเจ้านุ่ม ขอบคุณเคาน์เตอร์เพนของหลิง (ฮามาก) ขอบคุณอีกหลายๆ อย่างจากหลายๆ คนที่ไม่ได้จดชื่อเก็บไว้ และขอบคุณรูปถ่ายสวยๆ โปสการ์ดกับข้อความดีๆ ที่เขียนมาข้างหลัง เวลาได้ฟังว่าตัวหนังสือของเราไปทำให้เขามีรอยยิ้มมีพลัง เราก็มีพลังกลับมาเช่นกัน
พลังแบบนี้เวลาถ่ายทอดกันไปมานี่มัน “มีแรง” ดีนะครับ
“เจอกันงานหนังสือคราวหน้าครับ / ค่ะ” ผู้อ่านบางคนกล่าวลากันอย่างนี้
นี่คือความสัมพันธ์ของผู้อ่าน-ผู้เขียน
นานๆ เจอกันที แต่เจอแล้วมีกำลังใจ