Archive for เมษายน, 2008

สงกรานต์แบบไทยเล่นยังไงเหรอ

เมษายน 12, 2008

“สงกรานต์ปีนี้เล่นน้ำกันก็รักษาวัฒนธรรม ประเพณี อันดีงามของไทยเราเอาไว้นะคะ ไม่ใช่เล่นกันด้วยความรุนแรง มีทะเลาะตบตีกัน น้ำแข็ง เม็ดแมงลัก หรือปืนที่ฉีดแรงๆ ก็หลีกเลี่ยงกันนะคะ” นอกจากอาจารย์ในห้องเรียนและคุณแม่ในห้องกินข้าวแล้วทุกวันนี้เรายังมี “ผู้บังคับบัญชา” อีกหลายท่านอยู่ในจอทีวี

ใกล้สงกรานต์ที ก็จะได้ยินประโยคทำนองนี้อยู่เนืองๆ “เล่นสงกรานต์ก็เล่นกันแบบไทยๆ นะคะ” ก็เลยมีคำถามว่าแล้ว “สงกรานต์แบบบราซิล” หรือ “สงกรานต์แบบคิวบา” นี่มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ที่สงสัยกว่านั้นก็คือ “สงกรานต์แบบไทย” นี่ต้องเล่นยังไงเหรอ

มิใช่ไม่เห็นด้วยกับการเล่นน้ำอย่างละมุนละม่อม ใช้น้ำเป็นอุปกรณ์ประกอบความสนุก ไม่ใช่อุปกรณ์ประกอบอาชญากรรม เพียงแค่อดสะดุดหูสะกิดใจไม่ได้ทุกครั้งที่ได้ฟังว่า “การเล่นอย่างน่ารักเรียบร้อยนั้นเป็นการเล่นแบบไทยๆ” มันใช่จริงหรือ

ทำไมเราจึงได้เป็นเจ้าของ “ความน่ารัก”, “ความเรียบร้อย และ “ความดีงาม” แล้วคำความหมายดีๆ เหล่านั้นมันประกอบขึ้นมาเป็นคำว่า “ไทยๆ” จริงหรือ

เมื่อวานได้นั่งคุยกับรุ่นน้องสองคน พวกเขาเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เรียนอยู่ที่สถาปัตย์ อาจารย์สอนเรื่อง Thainess และมีโจทย์ให้แต่ละคนไปควานหา “ความเป็นไทย” มาส่ง น้องๆ หากันเลือดจมูกแทบทะลัก (สงสัยไปหาในปฏิทินแม่งโขง สุราไทย) ก็ยัง “ไม่ไทย” ในความหมายของอาจารย์ นั่นสินะ แล้วความเป็นไทยมันคืออะไรกัน มันมีคำตอบจริงหรือ

ความเป็นไทยจริงๆ จะเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเรามีความเป็นไทยที่เราอยากเป็นมาตลอด เราอยากให้ชนชาติของเรา ดีงาม, เรียบร้อย, น่ารัก, อ่อนน้อม, ยิ้มเก่ง, เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ (กระทั่งผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยน่าเคารพ) รวมไปถึงการกล่าวอ้างขนมธรรมเนียมประเพณีอันดีงามอย่างการรดน้ำดำหัว

ถามผม-ผมว่ามันก็น่าสนุกดีหากเราจะนำประเพณีเก่าแก่มาใช้ใหม่เอาสนุก วันสงกรานต์ก็แวะไปรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่กันสักหน่อย ให้คุณลุงคุณป้าอาม่าอากงหยอดน้ำใส่กบาลสักสองสามหยด เป็นศิริมงคลหรือไม่นั้นไม่เป็นไร แค่ได้เห็นญาติผู้ใหญ่ยิ้มกว้างๆ นั่นก็น่าจะเป็นผลลัพธ์ของการรดน้ำดำหัวที่น่าพอใจแล้วนี่นา เพียงแค่การระลึกถึงญาติผู้ใหญ่นั้นไม่จำเป็นต้อง “ล็อค” พิธีกรรม (ที่ว่ากันว่าดีงาม) เอาไว้อย่างนั้นอย่างกับหมูป่าที่ถูกสตาร์ฟไว้ในพิพิธภัณฑ์ เราสามารถพัฒนาไปเป็นการซื้อไวน์ เอ่อ…หรือซื้อเครื่องดื่มอะไรก็ได้ที่ญาติผู้ใหญ่ชอบไปรดน้ำใส่คอแล้วนั่งหัวร่อกันอย่างสนุกสนานก็ไม่น่าจะผิดธรรมเนียมประเพณีอะไร เราน่าจะมีสิทธิคิดพิธีกรรมใหม่ๆ ให้เหมาะกับยุคสมัยนี่นา (อ้อ แต่ “เมาไม่ขับนะคะท่านผู้ชม”)

ผมว่าแบบนั้นต่างหากที่ “ไท้ยไทย” ผมว่าคนไทยขี้พลิกแพลง และชอบผสมโน่น ยำนี่ จนกระทั่งหาวิธีใหม่ๆ ของตัวเองได้ และทุกครั้งที่เห็นวิธีการใหม่ๆ ที่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาของ “แก่น” เดิมที่ดีงาม ผมก็ชื่นชมในใจทุกครั้ง คนที่คิดอะไรแบบนั้นได้เก่งจะตายไป

ส่วนการสาดน้ำซู่ซ่า ปะแป้งแจ๊ะแจ๊ะนั้น ผมว่ามันเป็น “การละเล่น” มากกว่า “วัฒนธรรมอันดีงาม” มันค่อยๆ วิวัฒนาการจากขันน้ำเป็นปืนฉีดน้ำ สายยาง และกระบอกฉีดยาฆ่าแมลง เพราะได้ชื่อว่า “เล่น” แล้วละก็ ผู้เล่นมักหาวิธีเล่นให้สนุกที่สุดจนได้ ซึ่งไม่ว่าจะเล่นแล้วดีหรือร้ายอย่างไร ผมว่ามันก็ถูกตัดขาดออกไปจาก “ความเป็นไทย” ไปแล้ว

หมายถึง “ความเป็นไทย” ที่เราอยากเป็น แต่ในทางตรงกันข้าม มันกลับสะท้อน “ความเป็นไทย” ในสังคมยุคปัจจุบัน (ที่ความรุนแรงคือความมัน การได้แต๊ะอั๋งคือความสนุกของทั้งผู้ที่ได้แต๊ะและผู้ถูกแต๊ะ) ด้วยซ้ำไป

แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกกันว่า “วัฒนธรรม” ซึ่งไม่จำเป็นต้องดีงามเสมอไปสักหน่อย

แต่เรามักเลือกที่จะหลับตา ไม่ยอมมองสภาพปัจจุปัน และนั่งฝันถึงความดีงามที่เราอยากมีอยากเป็น ผู้บังคับบัญชาในทีวีทั้งหลายจึงพร่ำสอนให้เรา “เล่นสงกรานต์แบบไทยๆ” ซึ่งหมายความว่าไทยในฝันของเขา ที่ยกขันขึ้นมารดหัวไหล่ เสร็จแล้วก็ยกมือไหว้กันไปมา (ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าการเล่นน้ำแบบนี้เท่านั้นที่ดี)

ขอยกมือสนับสนุนด้วยคนให้เล่นสงกรานต์กันอย่างน่ารักและเป็นมิตร เพียงแค่ไม่เห็นว่านั่นเป็นการเล่นสงกรานต์แบบไทยๆ แหม พูดอย่างกับว่าถ้าเผลอไปแต๊ะอั๋งแก้มสาวคนไหนแล้วพี่ตำรวจจะมายึดบัตรประชาชนและเนรเทศออกนอกประเทศ แถมการที่จะรณรงค์ให้ผู้คนเล่นสงกรานต์กันอย่างสุภาพและเคารพผู้อื่นนั้น ผมว่าเราคงต้องให้เหตุผลที่มากกว่า “ความเป็นไทย” เราควรให้เกียรติเพศตรงข้าม (ทั้งหญิง, ชาย, เกย์, เลสเบี้ยน, ฯลฯ) หรือไม่ควรคึกคะนองฉีดน้ำแรงๆ ใส่ใครจนเขาได้รับบาดเจ็บ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ “มนุษย์” ไม่ควรทำ

ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ หรือการเอาเปรียบนานาชนิดนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่ควรจะทำอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะไปทำร้ายผู้อื่น การกระทำนั้นมักจะย้อนมาทำร้ายตัวเอง (ไม่ร่างกายก็จิตใจ) เสมอ

หมายถึง “มนุษย์” ทุกคนไม่ควรทำ ไม่ใช่ว่า “คนไทย” ไม่ควรทำ เพราะถ้าทำแล้วมันจะไม่ไทย แต่ถ้าคนบราซิลหรือคิวบาน่าจะทำได้–ไม่น่าใช่อย่างนั้น

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ ผมไม่มีวิธีการเล่นน้ำที่ดีมาฝากหรอกครับ เพียงแค่ขอให้เล่นกันให้สนุกสนานสำราญใจ จะเล่นแบบไทยหรือสไตล์แซมบ้าก็เชิญกันตามสะดวก เพราะผมว่า “การเล่นให้สนุก” นั้นครอบคลุมไปถึงการไม่มีทุกข์มาถึงตัวอยู่แล้ว

สวัสดีปีใหม่ไทย ขอให้ชุ่มฉ่ำครับ!

ปลุกปั่นกันไปปลูกป่า

เมษายน 10, 2008

ขอหยุด “คู่มือบริโภคหนังสือ” เอาไว้เพียงเท่านั้นก่อน เมื่อมีอารมณ์จะกลับมาต่อ ถ้าไม่มีก็พักมันไว้อย่างนั้นนั่นเอง อ่านจากความเห็นหลากหลายคาดว่าแต่ละคนก็มีวิธีของตน และขอบคุณมากๆ ครับที่นำมาแบ่งปันกัน : )

ต่อไปนี้จะเขียนไดอารี่แบบไดอารี่จริงๆ เสียที ไม่ต้องนั่งลงเขียนเลียนแบบบทความอีกต่อไป เขียนเอาสนุกมือสนุกใจ และได้บันทึกไว้ให้รำลึก วันไหนคึกก็มีสาระ วันไหนไม่ก็ไร้สาระ ส่วนวันนี้ไม่แน่ใจว่าจะมีสาระหรือไม่ แต่อยากจดไว้เอาสนุก

ไปนั่งเล่นที่อะเดย์ตั้งแต่บ่ายโมงกว่ายันเมื่อกี้นี้ นั่นหมายความว่าเฉียดเที่ยงคืน! อะเดย์เป็นสถานที่จุดไฟแต่ไหนแต่ไร เวลาหายหัวไปนานๆ แล้วได้ย่องเข้าไปนั่งคุยกับพี่ๆ ก็รู้สึกดีทุกครั้งไป เวลาคุยกับผู้ใหญ่ไม่ต่างอะไรกับได้อ่านหนังสือ มีคำคมและคำสอนดีๆ หลุดลอยติดมากับออกซิเจนในอากาศตลอดเวลาเชียว

ชอบบรรยากาศแถวนั้นในตอนนี้ ร้านประตูสีฟ้าบรรยากาศดี๊ดี มีสมอลล์รูมอยู่ใกล้ๆ (คนที่สมอลล์รูมบอกว่าบรรยากาศเหมือนโรงอาหารใต้ถุนตึกในมหาลัยเข้าไปทุกวัน) คาดว่าในอีกไม่กี่ปี พื้นที่ตรงนี้คงเป็นชุมชนศิลปะที่น่ารักน่าเอ็นดูเอ็นฟังและเอ็นกิน

ไม่กี่วันก่อนก็มาเจอนักร้องหนุ่มคนหนึ่งที่นี่ ฮาดีไม่หยอก นึกว่านั่งคุยอยู่กับหะหม่ำ!

วันนี้นั่งวางแผนซ่องสุมก่อการดี รวมหัวรวมตัวกู้โลก (ภาษาทรงศีลคงต้องบอกว่า “ครองโลก”) กันกับพี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน และอัพ-ทรงศีล ทิวสมบุญ วางแผนกันไปมาเคล้าเสียงหัวเราะจนมึนตึงไปด้วยความง่วง แต่ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปและแผนการดีๆ ที่อีกไม่นานคงจะได้นำมาแปะบอกกัน และคงถือโอกาสชักชวนกันไปร่วมก๊วนกู้โลกของพวกเรา (ซึ่งไม่ได้หมายถึงเราสามคน)

แผนการคร่าวๆ ที่พอแง้มให้ฟังกันได้มีอยู่ว่า นักเขียนวัยกระเตาะทั้งสามคนมีความต้องการอยากทำโลกให้ดี แต่ไม่รู้จะทำยังไง จึงจัดการเดินทางโดยสารรถไฟไปเชียงใหม่ (อ.เชียงดาว) เพื่อไปปลูกต้นไม้ลดคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับโลกกัน แต่ไอ้ครั้นจะทำกันสามคนก็กลัวเหนื่อย จึงวางแผนล่อลวงท่านผู้อ่านไปถือจอบแบกเสียบเสียบลงบนดินเพื่อขุดหลุมเจาะรูลงพันธุ์ไม้ให้ไชรากฝากไว้ในพื้นโลก เผื่ออะไรต่อมิอะไรจะดีขึ้น ที่ร้อนก็จะได้กลายเป็นเย็น อย่างน้อยก็ในใจผู้ที่ได้กระทำ

แผนการที่วางไว้คาดว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 3-5 พฤษภาคม เราจะไปค้างกันที่กระท่อมกลางป่า ใกล้ชิดธรรมชาติ ลำคลอง และภูเขา ดูรูปถ่ายที่พี่ก้องไปสำรวจมาแล้วต้องบอกว่า วิวสวยเหมือนผู้หญิงที่ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้า ดูเหมือนรอบข้างจะเงียบสงบรอเสียงเจี้ยวจ้าวจากพวกเราอยู่

แผนการคร่าวๆ (มากๆ) ก็ประมาณนี้ รายละเอียดคงตามมาอีกทีในเร็ววัน เพราะเราได้คิดกิจกรรมระหว่างค้างแรมที่นั่นเอาไว้เกือบจะครบแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาสนุกๆ ระหว่างผู้อ่านกับผู้เขียน ซึ่งจะเปลี่ยนสถานะเป็นเพื่อนร่วมทางไปแทน จากที่เคยร่วมทางกันผ่านตัวหนังสือ คราวนี้คงได้ร่วมทางกันจริงๆ สักครั้ง

เรายังฝันเฟื่องกันไปถึงขั้นว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของการเดินทางไปปลูกต้นไม้ที่ชายดอยครั้งนี้จะสำเร็จออกมาเป็นหนังสือขนาดน่ารักสักหนึ่งเล่ม ที่พวกเราทั้งสามก็ยังจินตนาการไม่ออกว่ามันจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร เมื่อหนึ่งหนุ่มนักเขียนหน้าตาเกาหลีที่มีใจรักโลกและห่วงใยสิ่งแวดล้อม ร่วมเดินทางไปกับหนึ่งหนุ่มนักวาดการ์ตูนสุดดาร์กผู้หวาดกลัวแสงแดดและส่ายหัวให้กับการทำความดี กับอีกหนึ่งหนุ่มที่ชอบเดินทางแต่ไม่ค่อยใส่ใจชั้นโอโซน เราแค่คิดว่าส่วนผสมประหลาดๆ นี้มันคงคลอดออกมาเป็นผลงานที่สนุกดีเหมือนกัน แน่นอนว่า เรื่องราวในนั้นย่อมมีส่วนหนึ่งเป็นของเพื่อนร่วมทางหน้าใหม่ที่เราเพิ่งเริ่มทำความรู้จักกันบนรถไฟอย่างคุณผู้อ่าน ซึ่งเราประมาณการไว้ที่สามสิบคน

ระหว่างนั่งคิดกันก็ตื่นเต้น เฮฮา แถมยังเพลิดเพลินกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเกือบเที่ยงคืน คิดว่าบรรยากาศในวันที่ 3-5 พฤษภาคมน่าจะดีพอดู จะนำรายละเอียดมาแปะและเชิญชวนไปร่วมขบวนรถไฟปลูกต้นไม้ด้วยกันในเร็ววันนี้ครับ

วันนี้แค่มาแง้มข่าวเช็คความสนใจสักหน่อย เพราะพวกเราก็กังวลอยู่ว่า สามสิบคนที่คิดกันไว้มันเยอะไปไหมหว่า

ข้อคิดก่อนนอน:
ไฟในตัวคนก็เหมือนไฟในเตา อยู่ใกล้แล้วร้อน พอไปแตะเข้าไฟก็ติดมาที่เราด้วย
(นับถือพี่ก้องกับอัพมากๆ ไฟลุกโชน พลังล้นเหลือ!)

คู่มือบริโภคหนังสือ (2)

เมษายน 9, 2008

ข้อสอง: ซื้อคราวหน้าได้ไหม?
อันนี้เป็นหนังสือที่ได้คำตอบกับตัวเองแล้วว่า “อ่านจบแน่ๆ” แต่เมื่อก้มลงไปมองถุงโตงเตงในสองมือที่ถือแทบจะไม่ไหว (นั่นย่อมหมายความว่าคงอ่านไม่หมดในหกเดือนนี้ด้วย) ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาทำตาอาลัยเหมือนพี่มากกำลังจะลาอีนาคไปรบ แล้วเดินจากไปอย่างอาวรณ์ พูดกับหนังสือเล่มนั้นในใจว่า “คราวหน้าเจอกันใหม่ ถ้าพี่ยังอยากได้เธออยู่” หรือ “ตราบที่เราถูกกำหนดมาเป็นของกันและกัน มันต้องมีสักวันที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกัน”

การตัดสินใจแบบนี้นี่นับว่ามีข้อดีอย่างน้อยสองประการ หนึ่ง-ไม่ต้องเอาเงินไปจมอยู่ในหนังสือ ไม่ต้องเอาหนังสือไปจมอยู่ในกองฝุ่น และสอง-การมาซื้อคราวหน้านั้นก็ช่วยทำให้จ่ายน้อยลงอีกด้วย หนังสือบางเล่ม เวลาผ่านไปหกเดือน ราคาลดลงจนน่าตกใจสำหรับคนที่ซื้อไป และน่าแสยะยิ้มสำหรับคนที่กลั้นใจไว้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานวัน ราคาก็ยิ่งต่ำลง ผมเคยซื้อหนังสือชุดหนึ่ง (สี่เล่ม) ในราคาเจ็ดร้อยกว่าบาท ณ วันนี้เขาขายแค่สองร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง!

ข้อสาม: รักจริงหรือ?
ข้อนี้ใช้วิธีพิสูจน์เหมือนเวลาเราไม่มั่นใจว่าจะรักใครคนนั้นจริงหรือเปล่า (ให้เวลาเป็นคำตอบ) ใช้สำหรับเล่มที่ชอบแต่ยังไม่ใช่ (อ่านจบแล้วอาจจะใช่) ด้วยวิธีเดินผ่านมาผ่านไป หยิบดูแล้วดูอีก อ่านหน้าโน้นทีหน้านี้ที มีหนังสือบางเล่มที่ผมทำอย่างนี้ประมาณห้ารอบ จนคนขายขำว่ามันจะลังเลอะไรนักหนา บางเล่มทำมาสามปีแล้วก็ยังไม่ได้ซื้อสักที วิธีนี้จะช่วยพิสูจน์ใจตัวเองได้ว่าอยากอ่านหนังสือเล่มนั้นมากขนาดไหน ถ้าหยิบจับขึ้นมาเกินสิบหน ก็สมควรซื้อ ไม่ใช่เพราะรักจริงหรอก แต่ควรซื้อก่อนที่จะโดนคนขายเขวี้ยงหนังสือเล่มนั้นใส่กบาล

ข้อสี่: ซื้อหนังสือเก่า
ข้อดีของงานหนังสือคือจะมีร้านหนังสือเก่ามาขายในโซนซีมากมายหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือดีๆ ของนักเขียนไทยอย่าง ‘รงค์ วงษ์สวรรค์, อาจินต์ ปัญจพรรค์, ฮิวเมอร์ริสต์, คึกฤทธิ์, มนัส จรรยงค์, ฯลฯ หรือหนังสือแปลดีๆ วรรณกรรมต่างชาติที่น่าสนใจ ข้อสำคัญคือ หนังสือเก่าเหล่านี้ราคาถูกสุดคุ้ม แค่ได้เดินเข้าไปพลิกดูหน้าปกสวยๆ ของยุคสมัยนั้นก็เพลิดเพลินแล้ว ระหว่างเลือกซื้อก็ยังได้รู้สึกราวกับเป็นนักสะสม เพราะแต่ละเล่มนั้นมีอายุไม่ใช่น้อย มีเรื่องราวและคราบราเลอะพองาม บางครั้งผมหยิบหนังสือเก่าๆ เหล่านี้ทีหนึ่งสิบเล่ม รวมราคาแล้วแค่สามร้อยบาทเท่านั้นเอง

ข้อห้า: ไม่ต้องยกเซ็ตก็ได้
เดี๋ยวนี้ สนพ. ต่างๆ จะมีโปรโมชั่นไม่ต่างจากบริษัทเครือข่ายมือถือ ซื้อผลงานนักเขียนคนนี้ครบชุด รับไปเลยแก้วกาแฟ แผ่นรองเม้าส์ หรือส่วนลดสุดพิเศษ บางบูธอาจแถมเบอร์คนขาย นั่นเป็นสิ่งยั่วยวนที่ย่ำยีความรู้สึกจริงแท้ที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านและตัวหนังสือ แทนที่จะซื้อเพราะอยากอ่าน เรากลับซื้อมาเพราะอยากได้ของแถม บางทีเราอาจจะต้องการอ่านงานของเขาบางเล่ม หรืออ่านทีละเล่ม ค่อยๆ เรียนรู้กันไป แต่พอเจอโปรโมชั่นเข้าไปก็หน้ามืด หอบกลับมาเป็นกอง ซึ่งก็เป็นกองจริงๆ หอบกลับมากองไว้ในห้องอ่านไม่ครบทุกเล่มที่ยกเซ็ตมา ผมเองก็เล็งเพชรพระอุมาเอาไว้หลายปีมาแล้ว โชคดีที่ไม่ได้ซื้อตอนคลั่ง (การซื้อ) หนังสือ ไม่งั้นถ้ายกเซ็ตมีหวังพุงกิ่ว เคี้ยวกระดาษแทนข้าวเป็นแน่ สำหรับนักเขียนที่เราอยากทำความรู้จักนั้น การเริ่มทีละเล่มสองเล่มน่าจะดี ส่วนสำหรับนักเขียนที่เราชื่นชอบและติดตามจะซื้อยกชุดก็คงจะได้ หากเราแน่ใจว่าจะอ่านหมด ผมคิดเสมอว่า สำหรับหนังสือแล้วไม่มีคำว่าเปลือง ถ้าซื้อแล้วได้อ่าน

(น่าจะยังมีอีก วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ)

คู่มือบริโภคหนังสือ (1)

เมษายน 8, 2008

ปัญหา: หนังสือกองโตนับร้อยเล่มยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน
ปัญหา (อีก): งานหนังสือทีไรก็ซื้อมากองเพิ่มอีกหลายสิบเล่ม
วิธีแก้: ยังไม่รู้ จึงเขียนบล็อกครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ

ผมหา “วิธี” ที่จะบริโภคหนังสืออย่างพอดีมานานนม บางครั้งผมก็รู้สึกผิดบาปที่ซื้อกระดาษหลายปึกมากองกันไว้ ใช่! หนังสือที่ไม่ถูกเปิดอ่านก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปล่า! และกระดาษเหล่านั้นมันก็เคยเป็นต้นไม้มาก่อน โลกร้อนเพราะเราขยันบริโภคหนังสือ หากซื้อมาถือมาอ่านก็คงไม่ผิดอะไร แต่เล่นซื้อมากองไว้นี่มันชวนให้หงุดหงิด

ทุกครั้งที่เหลือบไปเห็นกองหนังสือ ผมเห็นธนบัตรและต้นไม้ รวมไปถึงความรู้ เมื่ออ่านหนังสือมาได้สักระยะ ผมก็เริ่มรู้สึกตัวว่าไม่ต่างอะไรกับสาวๆ เวลาเห็นรองเท้าหรือกระเป๋าสะพาย คือมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เห็นเล่มใหม่ก็อยากได้อีก ไอ้เล่มเก่าก็ยังไม่ได้อ่านสักเท่าไหร่ รู้สึกว่ามีเก็บไว้อุ่นใจดี บางทีก็เลยเถิดไปถึงขนาดรู้สึกว่า “แค่ซื้อก็ฉลาดแล้ว” นั่นเป็น “อารมณ์บริโภคนิยม” ดีแท้

พักหลังจึงพยายามตั้งสติ คิดก่อนซื้อ แทบจะหาลูกประคำมาเดินนับขณะเดินป้วนเปี้ยนในงานมหกรรมและสัปดาห์ลดราคาหนังสือ อ่านหนอ-คิดหนอ-ควักตังค์หนอ-จ่ายตังค์หนอ-มึงจะอ่านไหมหนอ ผมต้องสร้างสมาธิและถามตัวเองในใจว่าซื้อไปแล้วจะได้อ่านไหม หรือมันจะเป็นอีกหนึ่งเล่มที่ถูกกองไว้เป็นมิตรสหายกับฝุ่น

วันนี้ผมจึงมานั่งหาวิธีบริโภคหนังสือที่พอดี ซื้อมาแล้วได้อ่าน หรืออย่างน้อยซื้อมาก็ได้ใช้ประโยชน์ จะค่อยๆ คิดค่อยๆ เขียนไป หากใครคิดอะไรออกอีกก็มาบอกกันด้วย หากมันได้ผล เรามาทำเป็นคู่มือแจกในงานลดราคาหนังสือคราวหน้ากันดีกว่า

ข้อหนึ่ง: อ่านไหม
คำถามนี้สำคัญ หนังสือที่ซื้อมาแล้วไม่อ่านไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่มันก็ไม่มีทางดีได้ถ้าเราไม่อ่านมัน บางครั้งเราซื้อมาเพียงเพราะได้ยินมาว่ามันดี หรือบางทีก็เพราะพลิกๆ ดูแล้วอู้หูอ้าหา แล้วพอกลับบ้านมาแล้วก็วางกองไว้ ไม่ได้หยิบมันขึ้นมาอีกกระทั่งสิ้นลมหายใจ หนังสือประเภทนี้เป็นเรื่องของใครของมัน แต่สำหรับตัวเอง หลังๆ ผมเริ่มจับทางได้ว่าผมจะมีหนังสือดีที่ซื้อมาแล้วไม่อ่านอยู่สองประเภท

หนึ่งคือ หนังสือที่มีเนื้อหาในเชิงวิชาการ ที่วิชาการเอามากๆ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเนื้อหาที่ผมสนใจในเวลานั้น แต่เนื่องจากดันซื้อหนังสือมาเยอะเกินไป และมักจะหยิบเล่มที่อ่านง่ายมาอ่านก่อน พอรู้สึกตัวอีกที อ้าว งานหนังสืออีกแล้ว ไปซื้อเล่มใหม่มา เล่มเก่าที่ยากๆ ก็ยังกองไว้ ประมาณประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ไทย, การเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ห้า, มนุษยวิทยาของสตรีชาวไตลื้อ หรืออะไรในทำนองใกล้เคียง กระทั่งถึงเนื้อหาหนังอึ้งทรงปัญญาอย่าง รวมฮิตปรัชญาตะวันตก, รวมมิตรปรัชญาตะวันออก แนวนี้นี่ถ้าเป็นแบบคัดย่อและสรุปมักจะอ่านจบ แต่เล่มที่มีรายละเอียดยิบย่อยมักจะถูกปล่อยไว้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หนังสือที่ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นหนังสือที่ถูกปล่อยไว้ให้แมงมุมโยงใยเล่น จึงเห็นว่าคราวหน้าคราวหลังควรจะฟังเสียงตัวเองให้ดีว่าซื้อมาแล้วจะอ่านไหม หากคำตอบคือ-ไม่ ก็ควรวางมันไว้ และให้คนอื่นที่เขาจะอ่านได้ซื้อไปเหลาสมอง ไม่ต้องมากองเป็นซากต้นไม้เช่นนี้

สองคือ งานวรรณกรรมชั้นยอดที่โลกยกย่อง ซึ่งมักจะมีความหนาเกินหกร้อยหน้า หันไปมองครั้งใดก็อยากอ่านเพื่อที่จะได้เข้าใจโลกและชีวิตให้มากขึ้น อีกทั้งยังได้เรียนรู้กลวิธีในการเรียบเรียงความคิดออกมา แต่แล้วก็แพ้ภัยความหนาของหนังสือ เหมือนเงยหน้ามองภูเขาลูกใหญ่แล้วถอดใจไปไต่ภูเขาลูกเล็กแทน ถึงมุมที่ได้มองจะไม่อลังการเท่า แต่อย่างน้อยก็ได้ไต่หลายเขาและได้หลายมุม

สองประเภทที่กล่าวมาอาจเป็นหนังสือที่ “อ่านจบ” ของหลายคน และหนังสือที่ผมอ่านจบ ก็อาจมีญาติมิตรท่านอื่นไม่นึกแม้แต่จะหยิบขึ้นมาอ่านด้วยซ้ำ จะมานั่งเถียงกันเรื่องรสนิยม ผมว่าเราเอาเวลาไปหม่ำข้าวมันไก่หรือนั่งขบคิดว่าผัดมาม่าอย่างไรให้อร่อยน่าจะมีคุณค่ามากกว่า รสนิยมเป็นเรื่องของ “รส” ที่ต่างคนต่าง “นิยม” แต่คำถามสำหรับการซื้อหนังสือนี่เราน่าจะร่วมมือร่วมใจร่วมใช้ด้วยกันได้ ไม่ว่าเราจะนิยมรสไหน

คำถามแรกที่ผมแนะนำก็คือ “ซื้อไปแล้วจะได้อ่านไหม”

“กำลังใจ” สิ่งที่ไม่มีขาย

เมษายน 7, 2008

มีคนแซวว่า รักผู้อ่านมาก กลับมาเมืองไทยคงไปเจอแฟนหนังสือก่อนเอากระเป๋าไปเก็บที่บ้าน จริงๆ แล้วอยากบอกว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ จริงๆ แล้วที่ขยันไปงานหนังสือนั้นเพราะรักตัวเองมากกว่า

นักเขียนไม่เหมือนนักร้อง นักดนตรี ที่มักจะได้รับกำลังใจดีๆ เสมอยามที่มีคอนเสิร์ต เก็บเสียงกรี๊ดใส่ลิ้นชักความทรงจำ สามารถดึงออกมาใช้ได้ในวันที่เนือยๆ แต่นักเขียนนั้นได้แต่นั่งสนทนากับจอมอนิเตอร์ เหมือนกำลังเขียนหนังสือคุยกับใครสักคน แต่ก็ไม่รู้ว่าคุยไปแล้วคนนั้นเขาจะยิ้มหรือทำหน้าแหยเก ไม่เหมือนนักร้องที่ร้องเพลงไปแล้วเห็นรอยยิ้มของผู้คนในทันควัน

สมัยที่เราเล่นละคอนถาปัดกัน จริงๆ แล้วมันน่าเหนื่อยเพราะเป็นละคอนเวทีที่ต้องเล่นใหม่ทุกรอบ ไม่เหมือนหนังหรือละครทีวีที่เล่นรอบเดียวแล้วฉายวนได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเรามีพลังเต็มถังทุกรอบก็คือ เสียงหัวเราะของคนดูนั่นเอง ยิ่งฮายิ่งอยากเล่น เสียงหัวเราะก็เหมือนเป็นลิโพวิตันดี!

การไปงานหนังสือจึงเหมือนการเติมพลัง เป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการทำงานสร้างสรรค์ นั่นคือพลังใจ ซึ่งเปรียบเสมือนต้นน้ำธารพลัง ที่ก่อเกิดพลังกายให้ทำงานต่อไปได้อีก

การได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินคำว่า “ชอบอ่าน” ได้ฟังคำว่า “มีความสุข” นั่นเป็นกำลังใจที่หาซื้อไม่ได้ที่ไหน งานหนังสือเป็นโอกาสหนึ่ง (ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสเดียว) ที่จะได้เก็บกำลังแบบนี้กลับบ้าน เพราะเป็นโอกาสอันน้อยนิดที่คนอ่านกับคนเขียนจะได้เขยิบมาชิดกันโดยไม่มีหน้ากระดาษกั้นขวางอยู่ตรงกลาง

เมื่อวาน ผมได้กำลังใจก้อนใหญ่หนึ่งก้อน เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยเรียนที่ไอดี จุฬาฯ เมื่อได้เห็นหน้าอาจารย์ผมแหกยิ้มกว้างตาหยีมือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก คำแรกที่พูดออกไปคือ “ขอบคุณมากๆ เลยครับจารย์” ตามด้วย “อาจารย์อ่านด้วยเหรอครับ” อาจารย์ตอบกลับมาว่า “อาจารย์ยินดีด้วยมากๆ นะคะ อาจารย์ตามอ่านทุกเล่มเลย” ผมยิ้ม ตาหยีหนักเข้าไปอีก “ขอบคุณมากๆ ครับ ดีใจมากครับจารย์ นี่ผมตื่นเต้นนะเนี่ย เซ็นไม่ถูกเลย” อาจารย์ยิ้มอย่างเมตตา “อาจารย์ก็ตื่นเต้นนะคะ อาจารย์เป็นผู้อ่านได้มาเจอผู้เขียน” แล้วเราก็ยิ้มตาหยีใส่กัน ผมจรดปากกาแน่นิ่งอยู่นานหลังจากเขียนชื่อของอาจารย์…

“เขียนตามสบายค่ะ ไม่ต้องเกร็ง ไม่มีเกรดนะคะ”
“ฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะ “ถึงมี ผมก็ไม่กลัวแล้วล่ะครับ”
ผมเขียนลงไปว่า “ดีใจมากๆ และตื่นเต้นมากๆ ครับอาจารย์ จากลูกศิษย์ของอาจารย์”

เมื่อลองมานั่งนิ่งๆ คิดว่าทำไมผมถึงดีใจ ผมก็คิดได้ว่า ผมดีใจที่อาจารย์ชื่นชอบผลงานของลูกศิษย์ที่อาจารย์สอนมากับมือ ก็คล้ายกับสมัยที่ได้เกรดเอในตอนเรียนนั่นเอง เพียงแต่ตอนนี้มันไม่มีเกณฑ์วัดผลตามมาตรฐานของอาจารย์ เราวัดกันด้วยความรู้สึก ในหนึ่งแวบของความรู้สึกผมดีใจที่เป็นศิษย์คนหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ “ยินดี” ซึ่งผม “ยินดี” กว่าอาจารย์มากครับ

ผมยังได้รับกำลังใจในหลายรูปแบบ ขอบคุณป๊อกกี้หลายกล่อง (ผมคุยกับน้องในซุ้มว่า วันหลังน่าจะอ่อยว่าชอบกินหูฉลาม–ฮี่ฮี่ ล้อเล่นนะคร้าบ) ขอบคุณหนังสือของเจ้านิ่มกับเจ้านุ่ม ขอบคุณเคาน์เตอร์เพนของหลิง (ฮามาก) ขอบคุณอีกหลายๆ อย่างจากหลายๆ คนที่ไม่ได้จดชื่อเก็บไว้ และขอบคุณรูปถ่ายสวยๆ โปสการ์ดกับข้อความดีๆ ที่เขียนมาข้างหลัง เวลาได้ฟังว่าตัวหนังสือของเราไปทำให้เขามีรอยยิ้มมีพลัง เราก็มีพลังกลับมาเช่นกัน

พลังแบบนี้เวลาถ่ายทอดกันไปมานี่มัน “มีแรง” ดีนะครับ

“เจอกันงานหนังสือคราวหน้าครับ / ค่ะ” ผู้อ่านบางคนกล่าวลากันอย่างนี้
นี่คือความสัมพันธ์ของผู้อ่าน-ผู้เขียน
นานๆ เจอกันที แต่เจอแล้วมีกำลังใจ

มีกล้ามไม่มีกลุ้ม

เมษายน 6, 2008

อัพเดินออกจากซุ้มขายหนังสือของอะบุ๊ก หันมาบอกว่า “ไปละพี่ ผมจะไปใช้ชีวิตวัยรุ่น” ผมหัวเราะ หันไปบอกกับอัพบ้าง “เออ เดี๋ยวเราก็จะไปวัยรุ่นบ้างเหมือนกัน”

“นี่ถ้าเฟอร์กี้รู้ว่าพวกเราพยายามกันขนาดนี้ มันต้องมาขอซื้อตัวพวกเราแน่เลยว่ะ” ผมบอกเพื่อนไปอย่างนั้น ขณะที่กำลังขับรถแหวกความมืดในช่วงเวลาสองทุ่ม เพื่อไปเตะบอล เตะตอนดึกๆ จะได้ไม่ดำ หนุ่มสำอางอย่างพวกเราออกจะกลัวแดด คือกลัวข่าวเศร้าว่า ตากแดดยังไงก็ไม่ดำไปกว่านี้แล้ว เพราะมันดำทะลุจุดสุดยอดไปแล้ว ก็เลยชอบเตะกันตอนกลางคืน

ขับรถไปเตะบอลตอนสองทุ่มก็เรียกได้ว่าทุ่มเทโคตรแล้ว แต่หากรู้สถานที่ตั้งของสนามที่เราไปเตะจะต้องนับถือในความมุ่งมั่นในการออกกำลังกายทำลายพุงของพวกเรา เพราะสนามแห่งนั้นตั้งอยู่แถวพุทธมณฑลสายสอง! พวกเราขับรถไปตามแผนที่อันมั่วซั่ว ป้ายเหนือหัวชี้ทางไป จ.สุพรรณบุรี ผมถามเพื่อนว่า “มึงจะไปเตะกับทีมบรรหาร-แจ่มใสเหรอ” แล้วเราก็ได้รู้ว่าเรามาผิดทาง นอกจากไกลโพ้นแล้วแผนที่ยังดูไม่รู้เรื่องอีก นั่นทำให้เราต้องตีวงกลับรถกลับมาอีกหลายกิโลเมตร เพื่อที่จะขับไปตามทางที่เพื่อนบอกว่า “ตามป้ายนครปฐมไป” ฟังแล้วอยากจะกอบขี้หมูมาทุ่มใส่กบาลมันจริงๆ!

สนามแห่งนั้นตั้งอยู่ในซอยลึกและลับ จนผมไม่อยากเชื่อว่าจะมีมนุษย์ที่ถ่อมาเตะบอลกัน แต่มันก็มี! นั่นหมายความว่าธุรกิจสนามบอลทุกวันนี้รุ่งเรืองดีแท้ ผมยังนึกภาพตึกทั้งหลังย่านสีชมที่เปิดเป็นสนามฟุตบอลชั้นละสอง-สามสนาม อาจจะฮิตในหมู่ของนักฟุตบอลไฮโซก็ได้ แต่นักฟุตบอลเบี้ยน้อยหอยน้อยแต่ความุมานะเยอะอย่างพวกเราก็ต้องไปเตะกันในเมืองลับแลนั่นแหละเหมาะแล้ว

การได้เหงื่อไหลไคลห้อยอีกครั้ง นำมาซึ่งความสุข ผมไม่ได้วิ่งมาหนึ่งปีเต็มๆ แล้ว ตอนที่อยู่เซี่ยงไฮ้ก็พยายามอาศัยการเดินขึ้นบันได และเดินถนนระยะไกลเพื่อละลายไขมัน แต่ก็ยังคิดว่าไขมันทั้งอิ่มตัวและหิวตัวในช่องท้องและเส้นเลือดนั้นน่าจะเกินเกณฑ์อยู่ไม่น้อย เพราะอาหารจานโปรดที่จีนคือหมูสามชั้นทำเค็ม โอว…แค่พูดก็น้ำลายไหล

ผมว่าคนเรานี่ ลองได้เหงื่อออกกับสิ่งที่อยากทำ มันก็มีความสุขง่ายๆ ไม่เฉพาะการเตะบอลกับเพื่อนสนิท แต่ยังรวมไปถึงการออกแรงทำในสิ่งที่ชอบ ทำงานที่ชอบแบบหามรุ่งหามค่ำ บางครั้งมันก็เพลินจนลืมเหนื่อย เหงื่อที่ไหลรินออกมานั้นหอมกรุ่นราวกับน้ำหอม CK — หอมความสุข

ได้ไปเตะบอลทำท่าทุเรศๆ ยิงข้ามคานทุกลูก แซวเพื่อนเวลามันทำอะไรผิดๆ เป็นความสุขเดิมๆ ที่คิดถึง พอโตขึ้นการเล่นบอลก็ไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนตอนเด็กๆ ที่อยากชนะทุกครั้งที่ลงไป พออีกฝ่ายทำแฮนด์บอล ล้ำหน้า ก็ยอมกันไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้นี่ยอมทุกอย่าง บางทีพออีกทีมทำประตูได้ แล้วถึงคราวเราต้องลงสนาม พวกคนชราอย่างพวกเราก็โบกมือหยอยๆ บอกให้น้องๆ เล่นกันต่อ ขอพี่พักให้หายเหนื่อยก่อน ลิ้นยังห้อยแฮ่กๆ อยู่เลย

เวลาเล่นเอาสนุกนี่มันสนุกดีจริงๆ แต่เวลาลงไปก็เล่นเต็มที่ เพราะการเล่นบอลที่ไม่สนุกที่สุดคือเล่นกับทีมที่เหยาะแหยะ เหมือนเวลาที่ทีมเก่งๆ ทำเป็นเล่นเหยาะแหยะกับทีมที่อ่อนกว่า แบบนั้นมันน่าช้ำใจ

เขียนเพื่อบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อวานเป็นวันที่พวกเรามีความพยายามในการเตะบอลมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เตะเสร็จก็ปาเข้าไปห้าทุ่ม วันนี้ตื่นมาก็ปวดเมื่อยไปทั้งตัว ความเมื่อยนี่มักจะมาทีหลังเหงื่อ

ส่วนสิ่งที่มาทีหลังความเมื่อยล้าก็คือ กล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นนั่นเอง

รับซาลาเปาไส้นิ้วเพิ่มมั้ยคะ

เมษายน 4, 2008

ฟังดูน่าหม่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเซเว่นอีเลฟเว่นจะมีซาลาเปารสใหม่ เพราะลำพังไส้หมูแดงก็คงอร่อยพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสดารอะไรนักหนา แค่มาส่งข่าวครับว่า ได้พูดคุย (สัมภาษณ์ผ่านอีเมล) กับนิตยสาร all ที่ขายในเซเว่นอีเลฟเว่น ลองเปิดดูเล่นๆ กันได้ครับผม

เจอกันในงานหนังสือศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์นี้ บ่ายๆ ครับ
: )

<img src=”Photobucket” alt=”all” />

ถุงผ้าทำให้โลกร้อน

เมษายน 2, 2008

mba เล่ม “อากาศเปลี่ยน โอกาสเปิด” เป็นนิตยสารเล่มแรกที่ซื้ออ่านหลังจากกลับมาจากจีน ประเทศที่ผมไม่สามารถซื้อแมกกาซีนมานอนอ่านเล่นได้ เพราะอ่านไม่ออก! เมื่อได้กลับมาเมืองไทย สิ่งหนึ่งที่พบเห็นอย่างชัดเจนนอกจากโฆษณาของพี่โดมกับน้องแพนเค้กที่ฉายอยู่จนล้นทีวี ก็คือกระแสเห่อและห่วงโลก เกรงว่ามันจะร้อนจนละลายนี่เอง ที่ใช้คำว่า “เห่อ” ก็เพราะมันลุกลามเหมือนผื่นที่เห่อขึ้นมาเวลาที่เราเผลอไปเกา ซึ่งเมื่อเทียบกับที่จีนแล้ว ขณะนี้เมืองไทย “เขียว” กว่ามาก

ผมสนใจพาดหัวของนิตยสาร mba เพราะเป็นการมองเรื่องโลกร้อนในอีกแง่มุมหนึ่ง มองวิกฤตเป็นโอกาส และเป็นด้านที่ผมยังไม่เคยคิดเลยว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งของโลกใบนี้ มันอาจนำพวกเราไปสู่อีกยุคสมัยได้เลยด้วยซ้ำไป คือยุคสมัยที่ผู้คนจะห่วงใยธรรมชาติและสีเขียวมากขึ้น นั่นเป็นประเด็นใหญ่ และหากมันยังประคับประคองกระแสของตัวเองต่อไปได้ในระยะยาว มันก็อาจจะเปลี่ยนวิธีคิดของผู้คนให้เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง

โอกาสทางธุรกิจการค้าเปิดกว้างอย่างกับรูโหว่ในชั้นโอโซน มองไปทางไหนในตอนนี้ก็เห็นสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ขายความเขียวและทำหน้าทำตารักโลกกันใหญ่ ผมยังไม่ได้เดินทางไปไหนมากสักเท่าไหร่ จะไปก็แต่งานหนังสือ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เห็นวางขายกันมากมายนอกจากหนังสือก็คือ “ถุงผ้า” และดูท่าว่าจะขายดี เพราะถุงชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยทำให้โลกไม่ร้อน (ไปกว่านี้) วิธีอธิบายง่ายๆ คือมันช่วยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติก

แต่เมื่อเห็นผู้คนซื้อถุงผ้ากันมากเข้า บางคนก็ซื้อถุงผ้าหลายใบ หลายขนาด หลายดีไซน์ ผมก็หลับตาเห็นกองขยะของถุงผ้าซึ่งไม่ต่างอะไรกับกองขยะถุงพลาสติก จริงอยู่ที่ว่าถุงผ้าอาจย่อยสลายง่ายกว่า แต่หากจะคิดย้อนกลับไปอีกสักหน่อย กว่าที่มันจะมาเป็นถุงผ้าที่เชื่อกันว่าทำให้โลกไม่ร้อนนี้ได้ มันต้องมีกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน ทอผ้า, เย็บถุง, สกรีนลวดลายล่อใจ และอื่นๆ หลับตานึกภาพกระบวนการเหล่านั้น ผมไม่เห็นผู้คนนั่งใช้มือสนเข็มด้นด้ายเย็บให้มันเกิดเป็นถุงขึ้นมา แต่เห็นภาพกระบวนการผลิตในโรงงานที่กำลังพ่นควันดำปุ๋ยๆ ลอยสู่อากาศ ซึ่งไฟฟ้าที่ส่องสว่างและเครื่องจักรในโรงงานเหล่านั้นก็น่าจะต้องใช้พลังงานไม่ใช่น้อย

ถุงผ้าทำให้เรารู้สึกดีขณะซื้อมัน เพราะเราจะได้ความรู้สึกของการเป็นผู้ถนอมโลกในวินาทีนั้น หากเราใช้งานถุงผ้าที่ซื้อมาอย่างคุ้มค้าของการที่มันเกิดมาเป็นถุงผ้าหนึ่งใบ ไปไหนก็พกพาไป ยื่นถุงพลาสติกคืนให้พนักงานคิดเงินอยูเสมอๆ เราก็น่าจะช่วยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้สักนิดหน่อย แต่หากเราเสพติดความรู้สึกที่ได้เป็นผู้รักษาโลก และติดใจการบริโภคความหมายของการเป็นคนดี และซื้อถุงผ้าทุกใบที่ดาหน้าเข้ามาในลูกกะตา เพราะในวินาทีที่ซื้อถุงผ้าเราจะรู้สึกว่าเรากำลังรักษาโลก หากเป็นแบบหลัง แทนที่จะช่วยให้โลกเย็นกลับกลายเป็นทำให้โลกร้อน และผู้บริโภคอย่างเราก็จะตกเป็นเหยื่อของ “มายา” ทางการตลาดไป

เป็นการซื้อ “ความหมาย” มากกว่า “การใช้สอย”
ไม่ต่างอะไรกับที่สมัยหนึ่งเราอยากสะพายกระเป๋าหลุยส์วิตตอง เพียงแค่ในวันนี้มันเปลี่ยนเป็นถุงผ้าไปแล้วเท่านั้นเอง

การบริโภคถุงผ้ามากๆ บางครั้งอาจทำให้โลกร้อนไวกว่าการหิ้วถุงพลาสติกด้วยซ้ำ ยิ่งผมได้รู้ข้อมูลใน mba ที่ซื้อมาว่า เดี๋ยวนี้มีพลาสติกบางชนิดทำจากข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งย่อยสลายได้ง่ายกว่าพลาสติกที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แต่ข้อมูลตรงนี้ก็น่าคิดต่ออีก เมื่อได้รู้ในอีกไม่กี่หน้าถัดมาว่า พลังงานทางเลือกบางชนิดอย่างพลังงานทางเลือกจากข้าวโพดนั้น ใช้พลังงานในการกลั่นแอลกอฮอล์จากข้าวโพดมากกว่าพลังงานที่ได้ออกมาเสียอีก

ที่คิดไว้ว่าดำ มันกลับเขียว
ที่คิดว่าเขียว บางครั้งมันกลับดำซะยิ่งกว่า

ผมคิดว่า ปัญหามันอยู่ตรงที่พวกเราชาวโลกยังไม่ยอมแพ้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค แต่กลับพยายามดิ้นรนหาทางที่จะใช้พลังงานเท่าเดิม ใช้ผลิตภัณฑ์เท่าเดิม ด้วยพฤติกรรมเดิมๆ ซึ่งสำหรับผู้สังเกตการณ์ ภาวะแบบนี้ก็น่าสนุกดี เวลาได้เห็นมนุษย์ขบคิดหาทางที่จะอยู่รอดต่อไป แต่สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ หากเห็นว่าการช่วยโลกร้อนเป็นแฟชั่นก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่หากใครที่อยากจะช่วยโลกให้โหว่ช้าลงจริงๆ เห็นทีจะต้องคิดให้ถ้วนถี่อีกสักหน่อย ไม่เพียงแค่บริโภค “สัญลักษณ์” แต่น่าจะคิดถึงพฤติกรรมการบริโภคของตัวเองให้มากขึ้นอีกด้วย

เพราะเราอยู่ในยุคที่ทุกคนจ้องแต่จะขายของ กระทั่งเรื่องอวสานของโลกก็ดูเหมือนจะโหมกระแสกันขึ้นมาให้คนเห็นว่ามันเป็นวิกฤต จะได้กลายเป็นโอกาสของผู้ค้าทั้งหลาย ผมว่าบางทีวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้โลกเย็นขึ้นบ้างก็คือการบริโภคสิ่งต่างๆ ให้น้อยลง

ใช่ครับ รวมถึงการบริโภค “ถุงผ้า” ด้วย