สี่วันอันยาวนาน
พฤษภาคม 7, 2008ไดอารี่วันที่ 6 พ.ค. 2551
เสียงดุกดิกขลิกขลุกปลุกให้ตื่นขึ้นมา แสงเช้าแยงตาบอกให้ลืมขึ้นมาสักที ค่อยๆ เอื้อมมือไปรูดม่านสีน้ำเงิน จึงเห็นว่าคนอื่นๆ บนตู้รถไฟเขาตื่นกันเกือบหมดแล้ว กำลังจะแหย่ขาลงมาทางบันได มือแปะไปโดนซองสีน้ำตาลจ่าหน้าซองว่า “To คนที่นิ้วกลมที่สุดในโลก” งงๆ เพราะยังไม่ตื่นดีเท่าไหร่ พลิก-หงายไปมาอยู่สอง-สามที ก่อนที่ก้าวลงบันไดมาแตะพื้นรถไฟ แล้วนำมันไปเก็บไว้ในเป้ใบใหญ่สีเทา คว้าแปรงสีฟัน บีบยา แล้วเดินไปที่อ่างล้างหน้า สวนทางกับเพื่อนๆ ที่นั่งบนรถไฟมาด้วยกัน ยิ้มอวดขี้ฟันแล้วกล่าวทักกันว่า “อรุณสวัสดิ์”
เดินไปก็ยังขำเมื่อเห็นคนที่อยู่ตู้เก้าตื่นเช้ามากองอยู่ตู้แปด เมื่อคืนก็ทำท่าจะไม่นอน ถ้าไม่มีกฏล็อกประตูตอนสี่ทุ่มก็คงจะคุยกันยันเที่ยงคืนเป็นอย่างน้อย ความรู้สึกตอนที่เดินสวนกันในวันนี้ต่างกับวันแรก (ที่ตกรถไฟ) อยู่มาก ความเขินหายไปกลายเป็นความสบายใจเข้ามาแทน (สบายแค่ไหน รูปถ่ายทั้งหลายคงฟ้องได้)
เชื่อแล้วว่ามีความสุขที่ได้คุยกันจริงๆ ทันทีที่ตื่นมาก็มานั่งจ้อกันต่อ เหมือนอย่างที่หมอกิ๊กบอกว่า “ทำอย่างกับไม่เคยเจอกัน” ซึ่งมันก็ถูกแล้ว จริงๆ แล้วต้องบอกว่า “ทำอย่างกับจะไม่ได้เจอกันอีก” รถไฟก็วิ่งของมันไป มันเคยหยุดรอใครเสียเมื่อไหร่ พยายามนำสมุดเฟรนด์ชิพส่งต่อให้หลายๆ คนได้เขียนตัวหนังสือลงไปในนั้น เพราะรู้ดีว่า ถ้าเขียนวันอื่นมันก็ “ไม่ใช่” แล้ว อยากได้ตัวหนังสือของเพื่อนร่วมทริปทุกคน แต่สุดท้ายก็ไม่ครบ แต่ก็ไม่เป็นไร
บางคนลงรถไฟไปก่อนถึงหัวลำโพง แยกย้ายกลับบ้านตามตำแหน่งแห่งที่ของแต่ละคน คนบนรถไฟถามไถ่กันว่า “เดี๋ยววันนี้ไปไหน” บ้างก็ตอบว่า “รีบไปเข้างาน” บ้างก็บอกว่า “เดี๋ยวจะโทรไปลางาน” จำได้ว่าตอนนั่งรถสองแถวออกมาจากบ้านปางแดงใน ฮิมพูดทำลายความเงียบขึ้นมาในรถว่า “อยากรู้จังว่า ทุกคนกลับไปจะทำอะไรเป็นอย่างแรก” ตอบไปว่า “อาบน้ำ” ฮิมส่ายหัว “ไม่เอาดิ หลังจากอาบน้ำ เก็บข้าวของแล้วสิ จะทำอะไร”
ไม่รู้เหมือนกันว่า หลังจากแยกย้ายกันทั้งบนรถไฟ และที่หัวลำโพงแล้ว ทุกคนไปทำอะไรกันบ้าง แต่ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้านนั้นมีความคิดลอยวนไปมา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่ หรือที่จริงอาจไม่ใช่ความคิดก็ได้มั้ง ท่าทางจะเป็นความรู้สึกมากกว่า หันหน้าไปมองรถติดๆ กับโฆษณาข้างรถเมล์แล้วรู้สึกคิดถึงที่นั่น จะบ้าหรือไง ไปแค่สาม-สี่วัน แต่มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกเหมือนยังกลับมาไม่ครบ เหมือนทิ้งอะไรบางอย่างไว้ที่นั่น และอยากกลับไปอีก
อาจเพราะอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและพูดคุยโขมงมาหลายวันล่ะมั้ง ตอนนั่งรถกลับบ้านคนเดียวก็เลยรู้สึกว่ามันเงียบ หยิบเฟรนด์ชิพขึ้นมาอ่านในแท็กซี่ อ่านของแต่ละคนก็มีภาพจำคนละอย่างลอยขึ้นมา จะว่าไปก็ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้มีเฟรนด์ชิพอีกเล่มหลังจากเรียนจบมัธยมแล้ว
รู้สึกเหมือนเดินทางไกลมาเป็นเวลายาวนาน เหมือนห่างจากสถานที่และสิ่งรอบตัวที่เคยชินไปนานมาก ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็แค่สี่วัน แต่เป็นสี่วันที่มีเรื่องราวมากเหลือเกิน เป็นเรื่องที่อยากจะเล่าให้คนทั้งโลกฟัง (ฟังดูโอเว่อร์ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) อยากให้ได้อยู่ด้วยกันที่นั่น เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางเล่าได้ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่มันเกิดขึ้น
อยากรู้ว่าคนอื่นเป็นบ้างหรือเปล่า เรานั่งรถกลับบ้านไปแบบเบลอๆ สงสัยคงกำลังทบทวนเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ในหัว เรื่องหลายเรื่องที่เหมือนใครบนนั้นเขียนสคริปต์ขึ้นมา แต่ไม่ใช่หรอก จริงๆ แล้วทุกคนช่วยกันเขียนมันขึ้นมาต่างหาก
อยากขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเติมทริปที่คนจัดทั้งสามไม่ค่อยคิดอะไร ปล่อยว่างๆ เอาไว้เยอะแยะให้มันเต็มขึ้นมา ซึ่งสำหรับเราแล้วมันโคตรจะสมบูรณ์เลยล่ะ ขอบคุณที่ส่งพลังถึงกัน เกิดมาไม่เคยเห็นกองความฝันใหญ่เท่านี้มาก่อน เพิ่งรู้ว่าเวลาฝันมากองรวมกันแล้วมันโคตรทรงพลังเลย เขียนๆ อยู่นี่ยังกลัวคนเขาหาว่าบ้า ไปปลูกต้นไม้ไม่กี่ต้นแค่ไม่กี่วันกลับมาฟูมฟายได้ขนาดนี้ อยากอธิบายให้ฟังจริงๆ
ขอบคุณพี่ก้องที่เป็นตัวตั้งตัวตีจัดทริปนี้ขึ้นมา พี่ทำให้ผมมีคำตอบสำหรับคำถามยอดฮิตแล้วว่า “การเดินทางครั้งไหนประทับใจที่สุด” จำได้ไหมพี่ ในซุ้มไม้ไผ่กลางน้ำท่ามกลางเสียงกบระงมนั้น เราเที่ยวไปถามน้องๆ เขาว่า “คิดว่ากลับไปจากทริปนี้แล้วตัวเองจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง” หากคำถามเรื่องหนังสือที่เราล้อมวงคุยกัน ที่ตอบไปว่ามีบางเล่มที่เปลี่ยนความคิด ผมว่าทริปนี้ก็มีสรรพคุณไม่ต่างกันสำหรับผม
ขอบคุณอัพสำหรับเสียงกีต้าร์คลอเสียงแมลงเม่าและเสียงร้องหล่อๆ กับที่ยอมสละความสำอางโบฮีเมี่ยนมาเลอะเทอะด้วยกัน มีคำถามหนึ่งที่ลืมถามไป “มึงมีเสื้อยืดแขนสั้นบ้างไหมวะ” อ้อ ออกจะภูมิใจที่ได้เห็นน้ำตาที่ไร้ความดาร์กของทรงศีล
ขอบคุณปอนด์ สำหรับการเรียกรวมพลอย่างทุ่มเท รวมถึงยาตะไคร้กันยุงด้วย
ยังย้อนกลับไปคิดว่า ตอนที่พี่ก้องชวน หากบอกว่าไม่ไปจะเป็นยังไงนะ คงอดเก็บช่วงเวลาดีๆ อีกช่วงหนึ่งของชีวิตเอาไว้ คนเรามันจะมีช่วงเวลาแบบนี้สักกี่ครั้ง เป็นโชคดีของผม และโชคดีของพวกเราที่ได้ใช้เวลาร่วมกันสี่วัน-สามคืน มาตัดกันในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งผมคิดว่าใครลืมได้นี่เก่งโคตร
กลับมาถึงบ้าน รูดซิบเป้ หยิบจดหมายใส่ซองสีน้ำตาลที่วางไว้ข้างหมอนตอนเราเผลอออกมาแกะดู เห็นลายมือก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ลายมือเหมือนน้องจิ๊บ (น้องสาวคนเล็กในทริป) ที่เซ็นไว้ในเฟรนด์ชิพ ในนั้นมีกระดาษอยู่สามแผ่น จิ๊บตื่นมาเขียนกลางดึก แผ่นที่สามเป็นเนื้อเพลงเพลงหนึ่งซึ่งจิ๊บเขียนไว้ข้างใต้ว่า “พวกเรากะจะร้องเพลงนี้ให้พี่ๆ ฟัง แต่ไม่มีโอกาสเลย” แทนที่จะอ่าน แกะออกมาร้องเฉย ร้องไปก็หัวไหล่โยกไป อยากให้พวกเราได้ร้องเพลงนี้ด้วยกันที่นั่น หรือบนรถไฟ เราน่าจะได้ร้องกันนะ
วันเวลาดีๆ เหล่านั้น เธอยังคงจำมันได้ไหม
วันที่เคยร่วมทุกข์ และสุขจนล้นหัวใจ
วันที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน
แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนั้น
อยากจะมีเพลงๆ หนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นพันๆ ให้เธอรู้
ให้ทุกๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้ นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป
และทุกๆ ครั้งที่ได้เพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะนานเท่าไร
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน
วันที่เราไม่เคยย่อท้อ วันที่เราต่างมีความฝัน
และทำทุกๆ สิ่งด้วยหัวใจเดียวกัน
เธอยังคงจำมันได้ใช่ไหม
แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนี้
อยากจะมีเพลงๆ หนึ่ง บอกเรื่องราวที่ดีๆ เตือนให้รู้
ว่าทุกๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้ นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป
และทุกๆ ครั้งที่ได้เพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะนานเท่าไร
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน
น่าจะได้ร้องด้วยกัน ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้จะได้คิดถึงปี๊บใบนั้น.
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:01 am
ขอเอาคอมเม้นท์มาแปะใหม่นะครับพี่น้อง : )
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:02 am
วันนี้เรื่องราวในทริปเราถูกเล่าขานในในออฟฟิศอย่างเมามัน
ประมาณว่าเป็นทริปที่มีนักเขียนชายสามคนร้องไห้
พรุ่งนี้พี่โทรบอกเอ๋อีกทีแล้วกันนะ ว่าตอนเย็นเราจะเจอกันไหม
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:02 am
พี่เอ๋..มันเป็นสุดยอดทริปมหัศจรรย์ครั้งหนึ่งในชีวิตเลยอ่ะ
นอกจากใช้เวลาสามวันร่วมกันอย่างดื่มด่ำแล้ว….
พอกลับมาถึงโลกจริงๆ..ก้อยังคงดื่มด่ำคนเดียวต่อไปอีก
จนเริ่มรู้สึกว่า โดนของป่าวเนี่ยยยยยยย
ทำไมมันวนเวียนในหัวได้ขนาดนี้เลยอ้ะ
รู้สึกดีใจมากๆเลยนะ ที่ได้เจอ รู้จัก พูดคุย
และเป็นเพื่อนร่วมทางครั้งหนึ่งของพี่ และทุกๆคนอ่ะ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:05 am
พวกพี่ทำให้พวกผมเป็นบ้าไปแล้วนะ
รีบจัด meeting ด่วนเยยยยยย
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:05 am
พี่เอ๋รู้มั้ยรถไฟขบวนนั้น
เป็นขบวนรถไฟที่บีมอยากขึ้นที่สุดในชีวิตเท่าที่ได้เจอมา
บีมกับพี่เอี้ยงชะเง้อมองทุกคนที่ขึ้นไป นั่งอยู่ตรงไหนบ้าง
ทำอะไรกันอยู่ แล้วในที่สุดบีมก็อดไม่ได้ ห้ามใจตัวเองไม่อยู่
ขึ้นไปส่งทุกคนบนรถไฟ
ในตอนนั้นการก้าวขาลงไปนั้นเป็นอะไรที่ฝืนใจตัวเองมากๆ
ไม่อยากออกไป ไม่อยากไปไหน
ในหัวคิดหาเหตุผลบ้าๆขึ้นมาสนองความอยากของตัวเอง
คิดไปถึงว่าจะโทรไปลางาน
แล้วยัดตัวใต้เบาะรถไฟเวลามีใครมาตรวจตั๋ว
คำนวณในหัวว่าเตียงจะรับน้ำหนัก2คนได้รึเปล่า
ทำยังไงให้ตัวเองได้ไป
แต่ก็นั่นแหละ ถึงยังไงก็ต้องลากันอยู่ดี
หลังจากพ้นสถานีไปแล้ว บีมพาพี่เอี้ยงไปเที่ยววัด แต่ในหัวยังเบลอๆงงๆ
ภาพวนอยู่แต่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น พี่เอี้ยงก็คงเป็นแบบเดียวกัน
กลับมาถึงห้องก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่คิดถึงมันจนหลับไป
มาทำงานวันนี้ก็ได้แต่กด f5 ทั้งวัน
เชื่อมั้ย อยู่ที่นี่บีมมองดอยสุเทพแล้ว
มันไม่สวย ไม่อบอุ่นเท่าดอยที่นั่นเลย มันต่างกันสุดๆ
ทั้งที่ก่อนหน้านี้บีมคลั่งดอยสุเทพขนาดนั้น
ทริปนี้ทำให้บีมเปลี่ยนไปจริงๆแหละ
ขอบคุณนะ ที่ให้บีมได้ไปเจออะไรดีๆแบบนี้
ขอบคุณจริงๆ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:11 am
อยากให้จดหมายบ้างจัง
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:13 am
อยากนอนในห้องที่ไม่มีพัดลมหรือแอร์ แต่ก็ขดตัวด้วยความหนาว
อยากตื่นมาแล้วเห็นดอยที่มีแต่เมฆหมอกปกคลุมตลอดเวลา
อยากกินอาหารอร่อยๆ ที่แม้ว่าจะเป็นอาหารชนิดเดียวกันแต่กินที่อื่นคงไม่อร่อยเท่านี้
อยากโดนน้องเหม็นงับ จนน้ำลายแตกฟองอยู่บนเสื้อ จาว่าไปก็มันดีนะ ฮ่าๆ
อยากระทึก อยากพูดคุย อยากหัวเราะ อยากฟังเพลง(ที่คนเล่นไปไม่ไหวในบางเพลงแต่ก็พยายาม) อยากสุขแบบนี้ อยากซึ้งแบบนี้ (คันตาจัง)
สุขโคดดดดดดดดดด
พี่เอ๋วันที่ 10 เด๋วเจอกันนะ อยากได้หนังสือด้วยเน้อออ*-*
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:16 am
เพลงนั้นก็ฟังมาหลายครั้งแล้วนะ แต่ฟังครั้งนี้มันโคดดดดเพราะเลยอ่ะ
คิดถึง
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 2:36 am
พี่ก้อง > ข่าวเร็วดีจังนะครับพี่ ฝากบอกด้วยว่า ผมเข้มแข็งที่สุดในสามคน
เมย์ > ดีใจที่เราไม่ได้เป็นคนเดียว เหมือนตื่นจากฝัน บางทีก็เหมือนเพิ่งกลับมาจากดินแดนไกลโพ้น บอกกับคนอื่นว่า รู้สึกเหมือนเดินออกมาจากหนังน่ะ
ด.โดม > ไปร้องเพลงนี้ด้วยกันวันที่สิบดีก่า
บีม > เราว่าเราได้ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันแล้วนะ
แป้ง > อ่านที่แป้งเขียนให้แล้วงง pong นี่มันใครหว่า ตอนแรกนึกว่าป้อง อ้อ อยากจะบอกว่า เราชอบทฤษฎีของแป้งนะ
พลอย (ไหนเนี่ย) > เจอกัน เจอกัน ลองร้องดูดิ เรานั่งร้องอยู่คนเดียว บ้าจริงๆ!
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 3:26 am
โอ้ บล็อกนี้ รวมพลคนนอนดึกมากๆ ครับ
มีเพลงมากมายที่เหมาะสมกับการเป็น “the soundtrack of my trip”
แต่ถ้าต้องให้เลือกเพลงเดียว ผมจะเลือกเพลงนี้
*******************************
เดินจับมือกันทุกข์สุขด้วยกันหัวเราะร้องไห้ด้วยกันมานานเท่าไหร่ฉันไม่เคยลืมจากใจ
วันที่เรายิ้มวันที่ทะเลาะภาพวันและคืนเหล่านั้นจะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป
*ยังคงเป็นดังเหมือนเมื่อวานอยู่ในส่วนลึกความทรงจำแตกต่างกันแค่เพียงในตอนนี้
**ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆเหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่านทุกๆสิ่งทุกๆอย่างมาด้วยกัน
นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆที่ (และก็) เคยเกิดขึ้นกับฉัน เพราะเธอ…
เพลงและของขวัญตัวจากตรงนั้นจดหมายก็ส่งให้กันในวันที่ห่างฉันนั้นยังคงเก็บไว้
วันที่เหนื่อยล้าถ้อยคำที่ปลอบใจภาพวันและคืนเหล่านั้นจะยังงดงามไม่เคยเปลี่ยนไป
(*,**)
ไม่รู้ว่าเธอไม่รู้ว่าจะได้ยินเพลงนี้หรือยังอยากจะให้เธอช่วยรับฟังว่าฉันนั้นคิดถึง นะ…
(**)
(**)
ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างได้ผ่านมาด้วยกันนับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุดแม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ
และก็ เคยเกิดขึ้นกับฉัน เพราะเธอ…
*****************************************
ปล.รอยปากกาที่ขีดตรงข้อมือผมเมื่อตอนเล่นไพ่เมื่อคืน
ยังคงอยู่จนถึงตอนนี้เลยครับ (ปิดแขนไว้เวลาฟอกสบู่)
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 5:40 am
ชาร์จไฟมาเกือบเต็ม
รีบถอดปลั๊ก
แล้วมากด refresh ต่อ
เหมือนคนโรคจิตเข้าไปทุกนาที
พี่เอ๋ > จะรอไปร้องวันนั้นเหมือนกันครับ หากเปิดฟังวันนี้คงไม่ไหว ความคิดถึงคงทำให้ใจผมสั่น
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 7:52 am
เสียดายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เศร้า (T T)
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 8:09 am
ทริปนี้เราแอบคิด อยากให้รถไฟวิ่งช้า ๆ
ตอนขาไป เราอยากใหรถไฟวิ่งช้า เพราะกลัวทุกคนที่ตกรถไฟจะตามมาขึ้นไม่ทัน
แต่ขากลับ เราอยากใหรถไฟวิ่งช้า เพราะเราอยากมีเวลาอยู่ด้วยกันให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้
เราเป็นคนตู้ 9 ที่ใช้เวลากว่าครึ่งอยู่ที่ตู้ 8 ตอนนี้เจ้าหน้าที่สถานีบอกว่าจะปิดประตูแล้ว เราแอบจ๋อยอ่ะ แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ตอนเช้าเรารีบตื่น เราชอบบรรยากาศที่ตื่นมาเจอกันตอนเช้า ไม่รู้ดิ เราว่า มันคงต้องสนิทกันในระดับนึงล่ะ ถึงจะมีโอกาสในเจอกันในตอนพึ่งตื่นนอน ขี้ฟันเต็มปาก สีหน้างัวเงีย กับรอยยิ้มตาตึง ๆ ตอนตื่นนอน เราว่า…มันจริงดี…
ตอนเดินออกจากหัวลำโพงเรา อุดนีย์และเปิ้นเอี้ยน เดินออกมาโดยไม่ค่อยรู้สึกใจหายเท่าไหร่ เพราะเราสามคนรู้สึกว่า เดี๋ยวพวกเราจะได้กลับมาเจอกันอีก เราเชื่อกันอย่างนั้น
แต่……….พอทุกคนต่างขึ้นรถ ประตูแท๊กซี่ปิดลง เรา ต้องอยู่คนเดียว เฮ้ย มันโหวง…บอกไม่ถูก เราคิดผิด เราใจหาย…ไม่สิ เราโคตรใจหาย ตอนแรกเราคิดว่า ตลอดเช้าเมื่อวาน เรื่องทั้งหมดมันยังอยู่ในหัวเรา…เราโคตรคิดถึงทุกคน
ขอบคุณ…พี่ก้อง พี่เอ๋ อัพ ที่ร่วมกันจัดทริปที่สมบูรณ์โคตร ๆ ทริปนี้ขึ้นมา…
ขอบคุณ…เพื่อนทุกคน ที่เข้ามาช่วยกันเติม ให้ทริปนี้เต็ม ถ้าขาดใครไปสักคน เราก็ไม่รู้ ว่ามันจะรู้สึกเทพ ขนาดนี้มั๊ย
ขอบคุณจริง ๆ เราขอบคุณ
ปล. ตอนนี้นั่งฟังและร้องเพลงนี้คนเดียว โคตรรรรเหงา ถ้าได้ร้องด้วยกัน…คงสุขสุด ๆ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 8:16 am
เอ๋ เราดีใจที่กระโดดขึ้นรถไฟไปด้วยจัง
กลับมามีพลังมั่กมาก แล้วจะไปบอกต่อให้
ใครๆ ฟังว่า ในชีวิตนี้ลองกระโดดขึ้นรถไฟดูมั่งสิ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 9:26 am
ตอนนี้บีมรู้สึกว่า บีมโครตโชคดีเลยอ่ะ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 9:50 am
แหม แหม พี่เอ๋ ช่างกล้าพูด “ผมเข้มแข็งที่สุดในสามคน”
วันนี้มาทำงานแล้ว ก็ยังแอบเปิด blog ไว้ที่หน้าคอม พอมีคนเดินผ่านก็รีบหุบมันลงมา (ทำหยั่งกะดูคลิปโป๊แน่ะ!) พอว่างก็แอบเปิดดูใหม่ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมากๆแต่ก็ขอทำตามความรู้สึก เพราะพอกลับมาก็เหมือนหลงๆลืมๆ ลืมอะไรไว้ที่นู่นก็อธิบายไม่ได้ ไม่ได้ตั้งใจดราม่า แต่ก็คงไม่ลืมทริปนี้ในชีวิตเหมือนกัน การเปิด blog อ่านเม้นท์ของทุกคน ช่วยเติมเต็มความว่างๆในอารมณ์ตอนนี้ได้จริงๆ
พี่เอ๋ ยิ้มอดไปแหกปากร้องเพลงด้วยแล้วล่ะ ต้องไปชุมพรอย่างที่เคยบอกพี่เอ๋ไว้
เศร้าใจเลยพี่
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 10:06 am
“ขอเชิญคุณมาร่วมแบ่งปันความคิด สิ่งที่น่าสนใจ สะท้อนความเป็นตัวคุณ เพื่อให้เป็นสังคมออนไลน์คุณภาพแห่งใหม่ http://www.bloggoo.com/
ขออภัยหาก E-mail ฉบับนี้รบกวนท่าน. ขอบคุณมากครับ.
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 10:09 am
อ่านที่เอ๋เขียนแล้วก็นึกไปถึงตอนที่จัดเปิดตัวผู้อ่านครั้งแรก
ตอนนั้นเรายังกล้าๆ กลัวๆ กันอยู่ว่าทำดีไม่ทำดี
สุดท้ายก็ได้ทำ แล้วก็เลยได้เจอสิ่งดีๆ
ทริปนี้ตอนเริ่มก็คงคล้ายๆ กันมั้ง
แต่แปลกที่พวกเราไม่มีใครกลัวกันเลย
มั่นใจกันมาก ไม่รู้ไปกินดีหมีที่ไหนกันมา
ถ้าวันนั้นพวกเราเกิดลังเลกัน แล้วล้มทริปนี้ไปคงเสียดายแย่
ในระหว่างที่เอ๋เขียนบล็อกนี้ เสียน้ำตาไปกี่ลิตรหว่า อยากรู้
เพราะตอนที่พี่เขียนนี่ไหลเป็นสาย
และแอบเดาว่า ตอนเขียนต้นฉบับเล่มนี้ น่าจะโดนอีก…
ถ้าไม่ร้องเพราะซึ้ง ก็ร้องเพราะเขียนไม่เสร็จ!
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 10:45 am
เหลือเชื่อ!!
ไม่เคยคิดว่าจะมีเวลาแบบนี้ในชีวิต
เป็นสุดยอดรางวัลของวิวเลยอะ
อย่างที่บอก
เพิ่งผ่านวันเกิดวิวไปได้ไม่นาน(ซึ่งด๊านนนไปตรงกะพี่แว่นดำอัพด้วย)
แต่เนี่ย
เป็นของขวัญที่พวกพี่ๆเพื่อนๆน้องๆได้บรรจงให้วิวมา
ก่อนแกะห่อของขวัญชิ้นนี้ ลองเขย่ามันดู อืม..เหมือนจะว่างเปล่า
เปล่าเลย พอได้แค่แง้มมันออกนิดเดียว กลิ่นมิตรภาพนี่คลุ้งไปทั่วแล้ว
ตอนเปิด อืม..เปิดง่ายดีจังแฮะไม่ต้องอารมบูดกับการแกะสก๊อตเทปเหนียวๆเลย ยิ่งพอเปิดกล่องออกมา ก้อได้พบสิ่งสวยงามอันดับต้นๆไม่แพ้แปดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลย
นั่นคือ.. ความฝันของทุกๆคน ไมตรีอุ่นๆ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ บรรยากาศดี๊ดี(ยิ่งกว่าฉากหนังเกาหลีซะอีก)คราบน้ำตาที่ไม่ได้มาจากควมอ่อนแอ และปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง
ซึ่งกล่องใบนี้ ก่อนที่วิวจะต้องปิดมัน อาจปิดด้วยน้ำตา(ตอนถือมันกลับบ้านมาคนเดียวนี่แหละ ไม่ไหวจิงๆ)แต่ตอนเปิดครั้งต่อไป มันต้องเปิดด้วยรอยยิ้มสระอิของวิวแน่นอน^^
ปล. ขอบคุณสำหรับภาพ(ไม่)เหมือนที่พี่เอ๋วาดให้บนรถไฟ(หล่อโคดๆอะพี่)
^^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:22 am
โอวว ยืนอยู่ที่หัวลำโพงกันถึงกี่โมงคะเนี่ย
แบบว่าเตยต้องรีบกลับบ้านอะ แอบเสียดายเล็กน้อย….
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:34 am
เมื่อคืนพ่อถามว่า “เป็นไง คุ้มมั๊ย?”
เราก็นิ่งไปสักพัก แล้วตอบไปว่า “พลอยโชคดีมากที่เชื่อแม่ เพราะถ้าพลอยเชื่อพ่อ พลอยคงเสียใจไปตลอดชีวิต(เพราะพ่อไม่ให้พลอยไป)”
ตอนนี้เจอใครก็จะถามว่า “ไปเที่ยวมาเป็นไงบ้าง?” ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคำถามที่ตอบยากมาก
เพราะพอเล่าไปมันก็จะฟังดูเว่อๆ แต่ยังไงมันก็อยากเล่าซ้ำๆอย่างงี้ไปเรื่อยๆ
** พี่เอ๋ นี่พลอยน้องคณะเอง ร้องแล้วนะ มันซึ้งจริงๆ ซึ้งกว่าวันปัจฉิมอีก^^ **
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:37 am
ขอบคุณมากนะท่านนิ้วฯ
จะเขียนยังไงจะเล่ายังไง ก็เล่าไม่หมดแน่ๆ
รู้สึกว่าโชคดีที่ตัดสินใจไปด้วย
ทั้งที่เกือบจะขอสละสิทธิ์อยู่แล้ว
ขอบคุณน้องปอนด์ที่โทร.มาในวันนั้น (22 เม.ย.)
เพราะตอนนั้นพี่กำลังตัดสินใจว่า “ไม่ไป”
แต่พอปอนด์โทร.มา มันเหมือนมีอะไรบางอย่างบอกว่า
“พี่ต้องไปด้วย”
ขอบคุณจริงๆ ค่ะ
ขอบคุณอัศวินทั้งสาม
ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปทุกคน
ขอบคุณโชคชะตาที่พาให้พวกเราได้มาพบกัน ^^
ทุกคนแล้วเจอกันใหม่นะคะ see you
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:46 am
ลืมไป พี่เอ๋ ..
ขอบคุณสำหรับมุมมองดีๆ
ขอบคุณสำหรับภาพงามๆที่ช่วยวาดล่วงหน้าไปสัก 20 ปี 55+(แซวเล่นนิ)
ขอบคุณสำหรับข้อความที่อ่านแล้วแอบวูบ และก็
ขอบคุณสำหรับคำสั้นๆ แต่อ่านแล้วได้กำลังใจเหลือเกิน ^^
แล้วจะสร้างให้สวยนะ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:47 am
อู้วว..~* แค่อ่านก้ออิน เหมือนไปมาด้วย
ว่าแต่ ลืมอะไรกันไว้คะเนี่ย
จะไปเก็บกลับคืนมาเมื่อรัย
บอกด้วยนะคะ จะไปด้วย
…เฮ่อ เสียดายจัง ^^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:58 am
อูมกลับถึงบ้านรีบอาบน้ำออกไปออฟฟิศ
เพื่อที่จะได้เปิดคอม รอนั่งอ่านบล็อก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
งานไม่ได้ทำเลย ไม่มีสมาธิ เพราะในหัวมีแต่
ถั่วงอกๆๆ รถไฟๆๆ ดาวหางๆๆ
ถึงคุณหมอกิ๊ก พลอยพยาบาล
พอดีว่าตั้งแต่กลับมาเราเป็นอะไรก็ไม่รู้ สมองปั่นป่วน ตาแดง บางทีก็นั่งยิ้มอยู่คนเดียว กลับบ้านไปก็นั่งรอดูแต่ดาวหาง คิดถึงดาวหาง และอยากให้โคจรมาอีกครั้ง ทำไงดีๆ จะมีทางรักษาไหม
เพื่อนๆ พี่ๆ ช่วยเราด้วย…
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 12:08 pm
- ก็รอพี่เมื่อไหร่จะกลับ จะได้มาอัพให้อ่าน ..
- แต่ก็คงรอหนังสืออีกที ..
- อยากไปมากๆๆ ไม่ไหวแล้ว ..
- มิตรภาพ สร้างไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก ..
- ; ] ..
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 12:16 pm
เมื่อกี้พี่โทรมาจากเชียงแสน น้ำเสียงดูจริงจัง
บอกว่าคนทำเค้กที่ร้านอาจจะไปเมืองนอก
ที่นั่นร้านพี่บีม เค้กขึ้นชื่อมาก ใครๆก็รู้จักเพราะเค้ก
พี่ถามบีมว่าสนใจจะมาทำเค้กรึเปล่า
มาเริ่มเรียนกันใหม่เลย
บีมยังไม่ได้ให้คำตอบ เพราะมันไม่เคยอยู่ในหัวบีม
ทำไงดีพี่
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 12:38 pm
สวัสดี คนที่นิ้วกลมที่สุดในโลก
ดีใจที่พี่ได้อ่านจดหมายฉบับนั้น
เดินออกจากสถานีอารมณ์ค้างๆ อยากวิ่งกลับไปถามว่าได้รับแล้วใช่มั้ย
ในใจภาวนาว่าขอให้พี่มองเห็น แล้วหยิบมันขึ้นมา
ตอนที่ตื่นมาเขียน ในหัวก็มีแต่เพลงนี้ อยากร้องเพลงนี้ด้วยกัน
วันที่ 10 จิ๊บอยากไปนะ แต่ติดภารกิจเพื่ออนาคตตัวเองที่โรงเรียน
ฝากพี่ๆถ่ายรูปมาฝาก แล้วก็มาเล่าสู่กันอ่านบ้างนะคะ
ไม่แน่ว่าถ้าภารกิจเสร็จเร็ว จิ๊บจะตามไป
ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเดินทาง อยากพบทุกคนในเร็ววัน
คิดถึงมากมายจริงๆ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 12:47 pm
ตอนที่พี่ถาม ว่า ประทับใจอะไรที่สุดใน ทริป
ได้ตอบไปว่า ชอบเวลาที่อยู่ในโรงอาหาร
แล้วได้ฟังคนอื่นพูดคุยกันไปเรื่อยๆด้วยรอยยิ้ม
บล็อกนี้ ความรู้สีกก็ยังเหมือนที่โรงอาหาร
ดีใจที่ได้ไป ทริปนี้นะคะ
แม้ว่าไม่ได้ขึ้นรถไฟไปด้วย
ทั้งๆที่อยากไปใจจะขาด
แต่ก็ต้องหลบออกมาเพราะเกรงใจเพื่อนจะรอ
ปล. เดี๋ยวจะนั่งรถไฟไปร้องเพลงกับพี่เอ๋นะคะ ^^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 1:06 pm
คิดถึงชะมัด….หนูกลับมาถึงบ้านแต่ดันเกิดอาการซิกโฮมซะได้
…อยากกอด…………………………………………….
…………..อยากเจอ……………………………………
……………………อยากคุย……………………………
………………………………………………………….
เมื่อวานตอนที่แคร์นั่งพิมพ์เมล์ของทุคน…แทบอยากจะกดโทรศัพท์ไปคุยให้รู้แล้วรู้รอดเลยยยย…..ถ้าเมล์พิมพ์ผิดก้อขอโทดด้วยนะค่ะ..พอดีมีน้ำอะไรไม่รู้อยู่ที่ตา…ขอบคุณทุกคนจิงๆ
…พวกเราเหมือนเป็นตัวต่อแต่ละตัว..ที่ช่วยกันก่อสร้างความฝัน.
…ความทรงจำต่างๆ…อีก 10 ปี สิ่งก่อสร้างนี้คงใหญ่เกินกว่าที่จะมีใครมาทำลายได้….
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 1:13 pm
ส่งข่าว
วันนี้ไปเจอซาวแทรคของพี่เอ๋ฉบับแถมซีดีมาสองเล่ม
ใครอยากได้บอกนะ
เดี๋ยวตาลซื้อไว้ให้
คิดถึงทุกคนนะ*
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 1:55 pm
สวัสดีค่ะพี่เอ๋ พี่สาวกวาง(แคร์)แอบเล่าว่าพี่เอ๋ร้องไห้ ฮ่าๆๆ
แถมยังอัดวีดีโอไว้ด้วย กะว่าจะเอามาดูสักหน่อย (แสยะยิ้ม)
เสียดายมากเลยที่วันที่3 ต้องไปมอบตัว
อยากลองสมัคร แต่ก็ได้แค่อยาก (ปิ้วว)
แถมวันที่ 10 ก็ติดเรียนอีก อยากจะไปฟังนิ้วแบนด์สดๆ
เมื่อวันที่ 4 ไปดูพี่แตมร้องเพลงมา ก็คุยว่าอยากจะฟังทฤษฎีสีชมพูสดๆจังเลยน้า..
ขอให้มีครั้งต่อๆไปด้วยนะคะ ^^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 1:58 pm
พี่เอ๋รู้ป่าวเนี่ย
ตอนนี้ตาตี่(หมายถึงตาของติ๊ดตี่นะไม่ใช่ตาตี่)ไหม้หมดแล้ว
แค่อ่าน…ก็รู้สึกซึ้งไปด้วย
อยากไปมากๆเลย แต่ไม่มีโอกาส เพราะอยู่ไกล
ถ้ามีโครงการอย่างนี้อีก
มาที่ใต้บ้างนะพี่เอ๋
ตี่จะได้ไปร่วมวงด้วย ^-^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 4:19 pm
พี่เอ๋คะ
วันที่ไปถอนผักบุ้ง จิตรแนะนำวิธีถอนให้พี่เอ๋และฮิมที่ตามมาทีหลัง พี่เอ๋บอกว่า “โห ก็พูดได้สิ มาลองถอนดูไหม” จิตรคิดในใจ “พี่เอ๋ท้าทายลูกชาวไร่ชาวนามากๆ” ก็เลยวางกล้องและไปถอนเงียบๆ ตอนนั้นเป็นวันแรกๆเลยไม่กล้าอวดว่า”ผักบุ้งที่จิตรถอนรากขาดไม่เกินห้าต้น”
คืนที่สัมภาษณ์ ในบรรดาพี่สามคน จิตรนั่งตรงหน้าพี่เอ๋เลย เพราะว่าวางของบนโต๊ะ และโต๊ะก็อยู่หน้าพี่เอ๋ สิ่งที่ทำให้จิตรกล้าเล่าคือสายตาของพี่เอ๋ มันเป็นประกาย เหมือนเรื่องที่จิตรเล่ามันน่าสนใจมาก(ทั้งที่จริงมันอาจน่าเบื่อ)มันทำให้ความฝันที่เป็นเมล็ดกล้างอกออกมาเจอโลก และทำให้รู้ว่า “อย่าดูถูกความฝันของตัวเอง เพราะพี่ๆและเพื่อนๆทำให้จิตรรู้สึกว่าความฝันของจิตรไม่ใช่เรื่องงี่เง่าค่ะ”
วันที่ฝังแคปซูล จริงที่พี่เอ๋ไม่ได้ร้องไห้ตอนพูดถึงของที่ฝัง แต่ตอนจิตรเปลี่ยนมาถือกล้องผลัดกับจอม จิตรก็ตกใจแกมสังสัยว่าพี่เอ๋ ร้องไห้ทำไม พี่เอ๋ทำให้พี่ก้องร้องไห้ทำไม เพราะจิตรไม่เห็นว่าพี่ทำอะไรกัน มัวแต่เปลี่ยนกล้อง เปลี่ยนถ่าน ประมาณนั้น ตอนนั้นพี่ร้องซะจิตรตกใจ นอกจากนั้นพอคุณแม่น้องจิ๊บมา พี่สะอื้นซะจิตรแบบ พี่เอ๋ อย่าร้องได้ไหม สะอื้นตัวโยนเป็นยังไง จิตรได้เห็นกับตาเลยพี่ และรู้สึกเหมือนที่พี่นีเขียนในบล็อกพี่ก้องว่า “ไม่อยากเห็นน้ำตาลูกผู้ชายเลย” มันเหมือนจะขาดใจตามอะพี่ (อันนี้จากใจจริงเลย ต้องขอบคุณพี่นีที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา)
ตอนที่เรานั่งรถเหลืองมาสถานีรถไฟด้วยกัน เราได้คุยกันเยอะพอควร ดีใจนะคะที่ได้คุยเรื่องครอบครัวกับพี่เอ๋ พี่เอ๋ทำให้จิตรคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อกับแม่ ถ้าต่อไปพี่เอ๋เขียนถึงครอบครัว พี่เอ๋รู้ไว้เลยจิตรนี่แหละเป็นแฟนคลับ”หลังคาเดียวกัน”ของพี่
ตอนอยู่สถานีรถไฟ จิตรให้พี่เอ๋เขียนอะไรให้ พี่เอ๋วาดรูปต้นไม้ และเขียนว่า
จิตร ขอให้ “สวย” และมีความสุข ดูแลต้นไม้ด้วยกันนะ
อ่านแล้วก็สงสัยและเอาความสงสัยนั้นมาถามจอมแบบขำๆว่า “เฮ้ย จอมพี่ขี้เหร่มากเลยเหรอ พี่เอ๋อวยพรให้พี่สวยอะ” แล้วก็หัวเราะ จอมยิ้มๆแต่ไม่ได้ตอบและความสงสัยนั้นก็ยังลอยวนอยู่ในหัวเสมอเวลาเอาสมุดเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน
วันนี้เอามาเขียนออกอากาศ รบกวนพี่เอ๋ตอบด้วยนะ ว่าสวยที่ว่า มันมีความหมายอย่างไร (เอาความจริงนะพี่ ไม่ต้องห่วงความรู้สึก จิตรรับได้55 หัวเราะกลบเกลื่อน)
ภาพที่จิตรจำพี่เอ๋ได้ติดตาคืออะไรรู้ไหม ภาพนั้นคือพี่เอ๋ เอาต้นไม้ออกจากถุง ให้พี่นี และคนอื่นๆแบ่งไปถือ จากนั้นก็อุ้มถุงปุ๋ยไว้กับอก เดินนำหน้าจิตร พี่เอี้ยง บีมไปไม่ไกลเท่าไหร่ การอุ้มของพี่ จิตรรู้สึกว่าของที่อยู่กับอกมันมีความสำคัญเท่ากับอวัยวะที่อยู่เหนืออกนั้นนิดนึง พี่ทะนุถนอมมันมาก ตั้งอกตั้งใจเดินมาก(ไม่รู้เพราะกลัวลื่นโคลนหรือเปล่านะ) พี่ทำเหมือนว่าของที่พี่อุ้มคือหัวใจ และมันก็เป็นความจริง เพราะมันคือหัวใจของพวกเราทุกคน
ขอบคุณนะคะพี่เอ๋ ที่ไม่หัวเราะหลังจากได้ฟังความฝันของจิตร พอจิตรตอบบทสัมภาษณ์เสร็จสิ่งที่จิตรบอกคนอื่นๆคือ เวลาฟังคนอื่นพูดจิตรได้แต่ชื่นชมว่าทำไมทุกคนมีสาระ มีความคิด มีตัวตน มีความฝันที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่พอเราตอบเหมือนเราไร้สาระและตอบไม่ได้เรื่องเลย หมอกิ๊กได้ฟังเลยพูดมาประโยคหนึ่งจิตรจำได้ชัดแค่ท่อนหลังประมาณว่า”เฮ้ย นี่มันไม่ใช่…….นะทำไมมันต้องมีสาระหรือไร้สาระด้วยล่ะ” ได้ฟังแล้ว เออ ใช่อะ ทำไมมันต้องมีสาระ หรือไร้สาระ (ถ้าพี่กิ๊กมาอ่านช่วยเติมคำในประโยคให้สมบูรณ์ให้ด้วยนะคะ จิตรก็อยากจำได้อีกครั้งว่าประโยคนั้นคืออะไรที่ทำให้ปล่อยวางความครุ่นคิดไร้สาระนั้นออกไปจากสมองได้ ขอบคุณพี่กิ๊กที่เตือนสติค่ะ)
สุดท้ายขอโทษด้วยหากแบบเห็นอะไรก็คิดถึงพี่ทั้งสามคน นาฬิกาโครเชต์รองเม้าท์(สุดเท่ห์)จะทำให้ข้อมือที่มีรอยขีดตอนเล่นไพ่แพ้ขวัญไม่ปรากฏชัดแก่สายตาผู้อื่นนะคะ 555
มาลัยมะลิแทนความหอมกรุ่นของมิตรภาพที่ให้มาทางรอยยิ้มและสายตา(มันอุ่นยิ่งกว่า)น้ำเต้าหู้ที่ซื้อมาจากกาดหลวงและหวานยิ่งกว่าขนมข้าวซอยเสียอีกนะพี่ (อนุญาตให้อ้วกได้พี่ 55 จริงๆจะซื้อป๊อกกี้มาให้เหมือนกัน ปรึกษากับจอมแล้วแต่ร้านที่มานึกได้มันไม่มีขาย เลยซื้อขนมข้าวซอยมาฝากค่ะ)
ตอนนั่งรถไฟแล้วพี่เอ๋เอาสมุดมาให้เขียน ขณะที่จอมกำลังเขียนอยู่ รู้สึกเวลาเจอพี่เอ๋นั่งตรงหน้า มันเกร็งๆ จะพูดอะไรก็ไม่ค่อยกล้า นอกจากมีคนอื่นพูดนำก่อน คงได้แต่มองแล้วยิ้ม กลัวเหลือเกินจะโดนพี่เอ๋หาว่า “มันบ้าอะไรวะมองและยิ้มอยู่ได้จะพูดอะไรก็ไม่พูด” เลยทำเป็นมองวิวนอกหน้าต่าง แต่หูนั้นยื่นไปฟังพี่เอ๋คุยกับคนอื่นๆ(55ตลกตัวเองดี)
พี่เอ๋ รู้ไหม ตอนอยู่หัวลำโพงที่พี่บอกพวกเราว่าจะกลับแล้วนะ โบกมือลาและเดินออกไป จิตรมองตามหลังพี่เพื่อลุ้นว่าพี่เอ๋จะหันกลับมามองพวกเราอีกไหมแต่พี่ก็ไม่หันมา จิตรคิดไปเองว่าพี่เอ๋อาจกำลังซ่อนน้ำตา(ลูกผู้ชาย)อยู่ จิตรก็คิดนะว่าพี่เอ๋จะเหงาไหมที่ไม่มีพวกเราหัวเราะและยิ้มไปด้วยกัน พี่เอ๋จะคิดถึงพวกเราเหมือนที่พวกเราคิดถึงพี่ไหม สุดท้ายจิตรปรบมือให้พี่เงียบๆในใจ “พี่เอ๋โคตรเก่งเลยว่ะที่ไม่หันมา ไม่งั้นพี่จะได้เห็นฉากดราม่าจากคนเบื้องหลัง”
ป.ล.พี่เอ๋ จิตรไม่รู้ว่าวันที่ 10 นี้จะเคลียร์งานไปทันร่วมร้องเพลงและให้กำลังใจพี่ทันไหม แต่ก็อยากถามเผื่อไว้ว่า ถ้าจิตรไปทันจิตรจะได้ฟังเพลง “เธอสวย” จากพี่เอ๋และพี่แสตป์หรือเปล่าคะ?
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 4:47 pm
ฮือ ฮือ…
ไม่ได้ไป
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 4:53 pm
เราอ่านที่พี่จิตรเขียนทุกๆครั้ง
แล้วทำให้เรามีพลังฝันมากขึ้นอีกอ่ะ
เราเข้าใจนะ คิดว่ามีแต่เราเป็น เราก้อไม่ค่อยกล้าพูดอ่ะ
เวลามองหน้าพี่ตรงๆ มันเกร็งๆ(..สงสัยพี่เอ๋หล่อจัดมั้ง ฮ่าๆๆ)
แต่ไม่เป็นไร เรามั่นใจว่า คราวต่อไปที่ได้เจอ
เราคงหน้าด้านทักทายพูดคุยกว่าตอนนี้อ่ะ ฮ่าๆๆ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 5:16 pm
จิตร … พี่น่าจะพูดว่า ..
“เฮ้ย … นี่มันเรื่องความฝันของเรานะ .. ทำไมมันจะต้องมีสาระหรือไร้สาระด้วยล่ะ”
นึกขึ้นได้ .. ว่า วันสุดท้าย ที่เราไปฝัง time capsule .. ฝนไม่ตกเนอะ..
สงสัยคนบนฟ้าจะรู้… ว่าเราจะใช้น้ำตา รด กันไปขนาดนั้น …
ไม่งั้น ต้นไม้รากเน่าแน่เลยยยยย …
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 5:24 pm
รู้สึกเหมือนพี่จิตรเลย เราเองก็ยังไม่ทันยกมือขึ้นมาโบกบ๊าบาย พี่เอ๋ก็ไปซะแระ
แอบดูอยู่เหมือนกันว่าจะหันมามั๊ย เป็นเราคงไม่หันแน่!! ฮ่าๆ : D
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 5:39 pm
เป็นเหมือนพี่จิตรเลย…หนูชอบเวลาที่พี่พูดถึงเรื่องธรรมะนะ^^
..หายเร็วๆนะ..
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 5:53 pm
พี่กิ๊กคะ
ขอบคุณเท่าที่คำขอบคุณของคนๆหนึ่งจะแสดงถึงความรู้สึกซาบซึ้งนั้นได้ จิตรดีใจที่เมืองไทยมีหมออย่างพี่นะคะ ดีใจแทนคนไข้ที่พี่รักษาเพราะจิตรเชื่อว่าพี่จะดูแลคนไข้ด้วยหัวใจไม่ใช่แค่เพราะหน้าที่ ดีใจที่ได้เจอพี่กิ๊กค่ะ ถ้าจิตรจะบอกว่าพี่เป็นหมอเทวดาพี่จะเชื่อไหม แต่ถึงไม่เชื่อ จิตรก็จะให้พี่กิ๊กเป็น(55ยัดเยียดสุดๆ)
เม
น้ำตาของเม ทำเราใจไหวเสมอ อย่าร้องไห้บ่อยเกินไปนะเม ไม่ใช่ว่าน้ำตาของเมไม่ดีหรือผิดอะไร แต่เรากลัวว่า น้ำตามันจะท่วมโลก เพราะเมื่อมันออกจากตาเม มันชวนให้คนที่เห็นอยากหลั่งน้ำตาเป็นเพื่อนเมเหลือเกิน ในรถเหลืองกลับมาสถานีรถไฟ เม ร้องไห้ทำไม เราไม่ได้ถามแต่รู้ไหมคนเห็นปวดใจชะมัด ถ้าเราทำให้เมร้องไห้ เราขอโทษนะ เข้มแข็งๆแล้วไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยกันนะ เราจะพยายามหาเวลาไปกับเม
พลอยคะ
พี่ถึงบอกว่าพี่เอ๋เก่งไง ที่เดินออกไปโดยไม่หันกลับมา เพราะถ้าเป็นพี่ พี่ไม่แมนขนาดพี่เอ๋ว่ะ ดีใจที่มีพลอยเป็นคนเบื้องหลังเหมือนกันนะคะ วันหน้าถ้าเจอกัน ยิ้มให้พี่ทีนึง พี่ชอบมองแก้มที่เปื้อนลักยิ้มของหนูค่ะ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 6:37 pm
มาซึมซับ…
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 6:51 pm
เดินมาลงนั่งข้างๆ พี่หมูตุ้ย … ขอซึมซับด้วยคน
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 6:58 pm
คงจะดีไม่น้อย ถ้าได้ไปอยู่ด้วยกัน “ตรงนั้น” กับเพื่อนๆ
เชื่อว่าหัวใจของทุกคนในที่นั้น
คงผูกพันกลมเกลียว เหมือนเพลงโปรดของตัวเองเช่นกัน
“หัวใจผูกกัน”
สี่วันนั้น แม้ไม่ได้ไปปลูกป่าด้วย
แต่ก็ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
“จดหมายจากนักเขียนหนุ่ม” ที่ให้ความรู้สึกว่า
“เป็นนักเขียนนั้นยิ่งใหญ่” เหมือนกันนะ
แม้ว่าครั้งหนึ่งเอ๋เคยบอกว่า
“เป็นนักเขียนไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักหนาหรอก”
เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้สึกได้
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 7:05 pm
ไม่ได้ไป แต่อ่านแล้ว…เสียดายสุด ๆ จริง ๆ ครับ…
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 7:26 pm
อิจฉาจัง
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 7:26 pm
มาร่วมรับรู้บรรยากาศ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 7:35 pm
เฮ่อ ! พี่ ..
เหมือนได้ความรุ้สึกดีดีกลับมาด้วยเลยอ่ะ ^^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 8:02 pm
แช่ม ยังจำตอนที่พี่จิตสัมภาษเส็ดแร้ว
แร้วกลับมานั่งข้างๆ แช่ม
แร้ว บ่นว่า คนอื่นพูดกันได้ดีหมดเรย
ทำไมตัวเองกลับพูดอะไรออกไปก้ไม่รุ้
แล้วแช่มก้เถียงขาดใจกลับไปว่า
แช่มก้เปงเหมือนกัน
แร้ว ถามต่อว่า แล้วความฝันที่พี่จิตเล่าไปให้พี่ๆฟังคืออะไร
พี่จิตรู้มั้ย
พี่จิตหันมาตอบแช่ม
ด้วยสายตาที่จริงใจและมุ่งมั่น
เล่าให้น้องคนนึงฟังอย่างตั้งใจ
แช่มดีใจมากๆที่พี่จิต เล่าให้ฟัง ยังกะเล่าให้คนสำคัญฟัง
และแช่มประทับใจมากๆที่พี่จิต มีแววตาที่สวยงาม
จากที่แช่มนั่งฟีงพี่จิตคนเดียว
ต่อมา ก้มีคนมานั่งฟังพี่จิตเรื่อยๆ
มีพี่หมอ ที่นอนตั้งใจฟัง
มีน้องแคร์ ที่หลับไปฟังไป
มีพี่เอี้ยง พี่บีม พี่ขวัญ พี่จอม พี่โดม
และอีกหลายๆคนที่ขยับเข้ามานั่งฟัง จนกลายเปงวงกลมใหญ่
คืนนั้น สุดยอดจิงๆ
ความฝันของพี่จิตสุดยอดมากเลย
เรามารักษาความฝันให้แข็งแรงร่วมกันนะ
^ ^
ปล. อยากกอดพี่จิตเหมือนเดิม อิอิ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 8:24 pm
แช่ม
เพราะมีหนูมั้งพี่เลยกล้าเล่า ทันตแพทย์อะไรรักษาใจคน ไปๆกลับไปดูแลฟันของผู้ป่วยได้แล้ว 55 (ค่ากอด มาอุดฟันให้พี่เลย แมงกินฟันเพราะฟังคำหวานๆของหนูทั้งวันเนี่ย)
เม
ขอโทษนะ ลูกพรุนที่ทำให้เมท้องเสีย เป็นของเราเอง รบกวนพี่นีให้แจกจ่ายไม่น่าเชื่อทำทั้งเมเสียน้ำตาและท้องเสีย เจอหน้ากันจะให้เราขอโทษยังไงดี?
แพร(แคร์)
พี่ปลื้มหนูจะแย่แล้ว ประโยคนี้ “หนูชอบเวลาที่พี่พูดถึงเรื่องธรรมะนะ^^
..หายเร็วๆนะ..” ทำให้พี่วิ่งปร๋อเลยค่ะหนู
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 8:39 pm
สารภาพตามตรงว่าเพิ่งรู้ข่าวพายุนากีสถล่มพม่า
ภาพคนที่ตายเกลื่อนกลางทุ่งนามันช่างน่าหดหู่
และทำให้รู้สึกขนลุกขึ้นมา
จำได้ว่าเย็นวันที่2 ที่ผ่านมา พี่ที่ออฟฟิตเปิดแผนที่กรมอุตุผ่านเว็บไซด์ให้ดู
เป็นรูปพายุที่กำลังก่อตัวเป็นสีชมพูอมส้มเป็นหย่อมๆบริเวณใกล้ๆกับพม่า
มันหมุนวนเข้าหาจุดศูนย์กลาง
มีเส้นสีแดงจากจุดนั้นลากมายังบริเวณภาคเหนือตอนบนของไทย
แล้วกากบาทสีแดงตรงจุดสิ้นสุด
พี่บอกว่าเส้นนี้หมายถึงเส้นแนวที่พายุจะผ่าน ส่วนกากบาทนั่นเป็นจุดที่มันจะสงบ
เมื่อดูแล้วจุดที่กากบาทนั่นใกล้เคียงกับเชียงใหม่มากๆ
มันอาจเป็นลำพูนหรือลำปางที่ไหนสักที่
เค้าชี้ให้ดูแล้วหันมาถาม
แน่ใจแล้วเหรอว่าจะไปปลูกป่าทั้งๆที่พายุกำลังจะเข้าแบบนี้
ในตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าพายุมันแรงแค่ไหน รู้แต่ว่าไม่ได้กลัวอะไร
ถ้าเกิดอะไรขึ้นอย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรม
พูดยังไม่ทันขาดคำฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ ไฟในออฟฟิตก็ดับลง
มองไปที่หน้าต่าง เห็นลมข้างนอกแรงมากๆ
ต้นไม้เหมือนจะปลิวตาม
ฝนก็ตกอย่างบ้าคลั่งเสียงดังจนต้องตะโกนคุยกัน
เราทุกคนในตึกถูกขังอยู่ที่นั่น ไม่สามารถออกไปไหนได้เลย และไม่มีใครกล้าออกไปด้วย
ทั้งๆที่มันเลยเวลาเลิกงานมานานแล้ว
ในใจนึกหวั่นๆ ถึงคนที่กำลังจะเดินทางมา ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง ฝนตกเหมือนที่นี่รึเปล่า
ก็ได้แต่โทรไปเชคกับพี่เอี้ยง ถึงได้รู้ว่าที่โน่นไม่มีอะไรปกติดี
พอหลังจากที่กลับมาจากทริป พี่คนเดิมบอกว่า โชคดีนะที่พายุเปลี่ยนทิศซะก่อน
ไม่อย่างนั้นเราก็คงโดนไปด้วย
ก็แอบแปลกใจเล็กๆ ทั้งที่ช่วงนั้นก็มีฝนตลอดเวลา
ก็คิดว่าเป็นพายุที่อ่อนกำลังลงซะอีก
แท้จริงแล้วนั่นเป็นเพียงหางของมัน
ส่วนพายุนั้นเปลี่ยนทิศลงสู่อ่าวไทยไปแล้ว
พอรู้อย่างนั้นเราก็ขนลุกขึ้นมาทันที
นี่พี่กำลังบอกเราว่า พวกเรากำลังรอดตายใช่ไหม
ถ้าพายุเข้าจริงๆ ป่านนี้เราคงต้องตายเหมือนในรูปนั่นแล้วใช่ไหม
ตอนนี้เรากำลังรอดตาย และใช้ชีวิตใหม่อยู่สินะ
แล้วที่เรามีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ได้คงเป็นกำไรชีวิตมหาศาล
ช่วงชีวิตที่เหลือต่อจากนี้มันจะเป็นของใคร
และเราควรทำอะไรกับชีวิตที่เหลือต่อจากนี้…
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 9:05 pm
พี่จิตรขา..ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งสิ้นนะ
เพราะว่าจิงๆเราก้อชอบกินลูกพรุนเหอะ
ยังมีอยู่ในตู้เย็นอยู่เรยอ่ะ ดีแล้ว ท้องโล่งไม่อึดอัด ฮ่าๆๆ
ตอนนี้เราอยู่บ้านเพื่อน เพื่อนเปิดสวรรค์เบี่ยง
แต่เราเปิดเนทใช้ กลับมานี่ ความสนใจต่อพี่เคนลดลงเลย ฮ่าๆๆ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 10:56 pm
อ่านแล้วก็สุขใจตาม อยากจะบอกชาวทริปว่า รู้สึกมั้ยเนี่ยว่ามี ชัตเตอร์ เกาะบ่า เกาะไหล่ตามไปตั้งหลายคน เหอ เหอ
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:27 pm
กลับมาแล้วก็ยังเม้าแตกไม่เลิก
ตอนนั่งรถแท็กซี่กลับ
ฮิมถึงกับต้องเล่าเรื่องทริปนี้
ให้พี่คนขับแท็กซี่ฟัง มันเป็นความรู้สึก
ที่เราต้องการบอกใครหลายๆคนว่า
เราได้ไปเจออะไรมา 4 ก่อนหน้านี้
มันคงเป็นความประทับใจที่ล้นปรี่
ขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ร่วมกันสร้างสิ่งดีๆ
ที่เกิดขึ้นในทริปนี้
ตอนนี้ฮิมกำลังหาที่เรียนอย่างเคร่งเครียด -*-
ขอบคุณสำหรับกำลังใจด้วยครับ
พี่เอ๋บอกว่า”ฮิมโชคดีแล้วที่ได้รู้ผลentที่นี่”
ฮิมว่าจริงอย่างที่พี่เอ๋บอก ฮิมโชคดีมากจริงๆ
ขอบคุณครับทุกคน
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:51 pm
ฮิม
เรายินดีช่วยเหลือทุกสิ่ง
หากนายต้องการนะ
^^
พฤษภาคม 7, 2008 ที่ 11:51 pm
เฮ้ยย ฮิม เคร่งได้แต่อย่าเครียดนะ เป็นห่วง
เพราะตอนสมัยนั้น เราก็เป็นเหมือนฮิม
หาที่เรียน จะเรียนที่ไหนดีหว่า เครียดๆ
แต่พอเวลาผ่านไป ได้ที่เรียนแล้ว ก็คิดได้ว่า
เฮ้ยย เรียนที่นี่มันก็ดีนี่หว่า
ถ้าเรามัวแต่เครียด เดี๋ยวจะไม่สนุกกับการเริ่มต้นนะ
ขอให้หาที่เรียนได้ไวไว
เอาใจช่วยนะน้อง
: )
พี่อูมมี่
พฤษภาคม 8, 2008 ที่ 12:17 am
test test
พฤษภาคม 8, 2008 ที่ 12:25 am
เอา”ใจ”ช่วยฮิมด้วยคนจ้า
สู้ สู้ นะ
พฤษภาคม 8, 2008 ที่ 12:34 am
โอย…เพิ่งเข้ามาอ่าน จะไล่ตามโต้ตอบกลับไปทีละคนนะคร้าบ
บดินทร์ > รอยปากกานั่นยังติดตาอยู่ ปนกับเสียงฮาของพลอย ปนกับอาการอ้าปากงับอากาศของขวัญ และอาการหยิบฝาช้าของยี่ ฮ่าฮ่า
โดม > ได้ข่าวจากพี่ก้องว่านั่งกดรีเฟรชจนเจ้านายเอ่ยปากถามเลยหรือ ฮ่าฮ่า
นาย > เสียดายจริงๆ น่าจะได้ไปด้วยกัน
แอ๊นท์ > อยากให้รถไฟวิ่งช้าทั้งไปทั้งกลับจริงๆ อยากให้ความทรงจำวิ่งหายไปช้าๆ เหมือนกัน
แอน > มีพลังมากมายเช่นกัน
ยิ้ม > อีกสิบปีค่อยไปร้องเพลงด้วยกันที่นั่น ไม่ต้องเสียดายไป โอกาสยังมีเหลือเฟือ
พี่ก้อง > ผมนั่งน้ำตาไหลในห้องน้ำ ตอนร้องเพลงที่น้องจิ๊บเขียนมา นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ผมว่าช่องเจ็ดน่าจะจ้างพวกเราไปเล่นบท “อีเย็น” นะพี่
วิว > ภาพมันมีเหมือนหรือไม่เหมือนด้วยเหรอ ไหนบอกว่าภาพอะไรก็สวยได้ไงเล่า คือเกิดมาไม่เคยวาดคนแก้มใหญ่ขนาดนี้มาก่อน เลยไม่ถนัดน่ะ อ้อ ของขวัญชิ้นนั้นน่ารักโคตร จะเก็บรักษาไว้อย่างดี
เตย > เราก็กลับบ้านไวเหมือนกัน ระหว่างนั่งรถกลับบ้านรู้สึกเหมือนเพิ่งเดินออกมาจากหนังเรื่องหนึ่ง บางทีหันไปดูตึกก็รู้สึกเหมือนเพิ่งเดินออกมาจากหนัง Cast Away ดีใจที่ได้ถามถึงลายเสื้อ “ดาวยอ” ตัวนั้น
พลอย น้องคณะ > กลับมาป๊าเราถามว่า “เป็นไง” เราตอบป๊าไปว่า “สุดยอดโคตรๆ” ตั้งใจสร้างตึกนะน้อง
พี่เอี้ยง > ดีแล้วครับที่พี่เอี้ยงได้ไป ฝากส่งอะไรดีๆ ต่อไปยังชาวฟลาเนอร์ทุกคนด้วยครับ
พฤษภาคม 8, 2008 ที่ 12:40 am
อิจฉาจังค่ะ
อยากมีความทรงจำดีดีแบบทุกคนบ้าง
จัดอี