สี่วันอันยาวนาน

ไดอารี่วันที่ 6 พ.ค. 2551

เสียงดุกดิกขลิกขลุกปลุกให้ตื่นขึ้นมา แสงเช้าแยงตาบอกให้ลืมขึ้นมาสักที ค่อยๆ เอื้อมมือไปรูดม่านสีน้ำเงิน จึงเห็นว่าคนอื่นๆ บนตู้รถไฟเขาตื่นกันเกือบหมดแล้ว กำลังจะแหย่ขาลงมาทางบันได มือแปะไปโดนซองสีน้ำตาลจ่าหน้าซองว่า “To คนที่นิ้วกลมที่สุดในโลก” งงๆ เพราะยังไม่ตื่นดีเท่าไหร่ พลิก-หงายไปมาอยู่สอง-สามที ก่อนที่ก้าวลงบันไดมาแตะพื้นรถไฟ แล้วนำมันไปเก็บไว้ในเป้ใบใหญ่สีเทา คว้าแปรงสีฟัน บีบยา แล้วเดินไปที่อ่างล้างหน้า สวนทางกับเพื่อนๆ ที่นั่งบนรถไฟมาด้วยกัน ยิ้มอวดขี้ฟันแล้วกล่าวทักกันว่า “อรุณสวัสดิ์”

เดินไปก็ยังขำเมื่อเห็นคนที่อยู่ตู้เก้าตื่นเช้ามากองอยู่ตู้แปด เมื่อคืนก็ทำท่าจะไม่นอน ถ้าไม่มีกฏล็อกประตูตอนสี่ทุ่มก็คงจะคุยกันยันเที่ยงคืนเป็นอย่างน้อย ความรู้สึกตอนที่เดินสวนกันในวันนี้ต่างกับวันแรก (ที่ตกรถไฟ) อยู่มาก ความเขินหายไปกลายเป็นความสบายใจเข้ามาแทน (สบายแค่ไหน รูปถ่ายทั้งหลายคงฟ้องได้)

เชื่อแล้วว่ามีความสุขที่ได้คุยกันจริงๆ ทันทีที่ตื่นมาก็มานั่งจ้อกันต่อ เหมือนอย่างที่หมอกิ๊กบอกว่า “ทำอย่างกับไม่เคยเจอกัน” ซึ่งมันก็ถูกแล้ว จริงๆ แล้วต้องบอกว่า “ทำอย่างกับจะไม่ได้เจอกันอีก” รถไฟก็วิ่งของมันไป มันเคยหยุดรอใครเสียเมื่อไหร่ พยายามนำสมุดเฟรนด์ชิพส่งต่อให้หลายๆ คนได้เขียนตัวหนังสือลงไปในนั้น เพราะรู้ดีว่า ถ้าเขียนวันอื่นมันก็ “ไม่ใช่” แล้ว อยากได้ตัวหนังสือของเพื่อนร่วมทริปทุกคน แต่สุดท้ายก็ไม่ครบ แต่ก็ไม่เป็นไร

บางคนลงรถไฟไปก่อนถึงหัวลำโพง แยกย้ายกลับบ้านตามตำแหน่งแห่งที่ของแต่ละคน คนบนรถไฟถามไถ่กันว่า “เดี๋ยววันนี้ไปไหน” บ้างก็ตอบว่า “รีบไปเข้างาน” บ้างก็บอกว่า “เดี๋ยวจะโทรไปลางาน” จำได้ว่าตอนนั่งรถสองแถวออกมาจากบ้านปางแดงใน ฮิมพูดทำลายความเงียบขึ้นมาในรถว่า “อยากรู้จังว่า ทุกคนกลับไปจะทำอะไรเป็นอย่างแรก” ตอบไปว่า “อาบน้ำ” ฮิมส่ายหัว “ไม่เอาดิ หลังจากอาบน้ำ เก็บข้าวของแล้วสิ จะทำอะไร”

ไม่รู้เหมือนกันว่า หลังจากแยกย้ายกันทั้งบนรถไฟ และที่หัวลำโพงแล้ว ทุกคนไปทำอะไรกันบ้าง แต่ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้านนั้นมีความคิดลอยวนไปมา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่ หรือที่จริงอาจไม่ใช่ความคิดก็ได้มั้ง ท่าทางจะเป็นความรู้สึกมากกว่า หันหน้าไปมองรถติดๆ กับโฆษณาข้างรถเมล์แล้วรู้สึกคิดถึงที่นั่น จะบ้าหรือไง ไปแค่สาม-สี่วัน แต่มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกเหมือนยังกลับมาไม่ครบ เหมือนทิ้งอะไรบางอย่างไว้ที่นั่น และอยากกลับไปอีก

อาจเพราะอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและพูดคุยโขมงมาหลายวันล่ะมั้ง ตอนนั่งรถกลับบ้านคนเดียวก็เลยรู้สึกว่ามันเงียบ หยิบเฟรนด์ชิพขึ้นมาอ่านในแท็กซี่ อ่านของแต่ละคนก็มีภาพจำคนละอย่างลอยขึ้นมา จะว่าไปก็ไม่คิดว่าชาตินี้จะได้มีเฟรนด์ชิพอีกเล่มหลังจากเรียนจบมัธยมแล้ว

รู้สึกเหมือนเดินทางไกลมาเป็นเวลายาวนาน เหมือนห่างจากสถานที่และสิ่งรอบตัวที่เคยชินไปนานมาก ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็แค่สี่วัน แต่เป็นสี่วันที่มีเรื่องราวมากเหลือเกิน เป็นเรื่องที่อยากจะเล่าให้คนทั้งโลกฟัง (ฟังดูโอเว่อร์ แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ) อยากให้ได้อยู่ด้วยกันที่นั่น เพราะรู้ตัวดีว่าไม่มีทางเล่าได้ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่มันเกิดขึ้น

อยากรู้ว่าคนอื่นเป็นบ้างหรือเปล่า เรานั่งรถกลับบ้านไปแบบเบลอๆ สงสัยคงกำลังทบทวนเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ในหัว เรื่องหลายเรื่องที่เหมือนใครบนนั้นเขียนสคริปต์ขึ้นมา แต่ไม่ใช่หรอก จริงๆ แล้วทุกคนช่วยกันเขียนมันขึ้นมาต่างหาก

อยากขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเติมทริปที่คนจัดทั้งสามไม่ค่อยคิดอะไร ปล่อยว่างๆ เอาไว้เยอะแยะให้มันเต็มขึ้นมา ซึ่งสำหรับเราแล้วมันโคตรจะสมบูรณ์เลยล่ะ ขอบคุณที่ส่งพลังถึงกัน เกิดมาไม่เคยเห็นกองความฝันใหญ่เท่านี้มาก่อน เพิ่งรู้ว่าเวลาฝันมากองรวมกันแล้วมันโคตรทรงพลังเลย เขียนๆ อยู่นี่ยังกลัวคนเขาหาว่าบ้า ไปปลูกต้นไม้ไม่กี่ต้นแค่ไม่กี่วันกลับมาฟูมฟายได้ขนาดนี้ อยากอธิบายให้ฟังจริงๆ

ขอบคุณพี่ก้องที่เป็นตัวตั้งตัวตีจัดทริปนี้ขึ้นมา พี่ทำให้ผมมีคำตอบสำหรับคำถามยอดฮิตแล้วว่า “การเดินทางครั้งไหนประทับใจที่สุด” จำได้ไหมพี่ ในซุ้มไม้ไผ่กลางน้ำท่ามกลางเสียงกบระงมนั้น เราเที่ยวไปถามน้องๆ เขาว่า “คิดว่ากลับไปจากทริปนี้แล้วตัวเองจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง” หากคำถามเรื่องหนังสือที่เราล้อมวงคุยกัน ที่ตอบไปว่ามีบางเล่มที่เปลี่ยนความคิด ผมว่าทริปนี้ก็มีสรรพคุณไม่ต่างกันสำหรับผม

ขอบคุณอัพสำหรับเสียงกีต้าร์คลอเสียงแมลงเม่าและเสียงร้องหล่อๆ กับที่ยอมสละความสำอางโบฮีเมี่ยนมาเลอะเทอะด้วยกัน มีคำถามหนึ่งที่ลืมถามไป “มึงมีเสื้อยืดแขนสั้นบ้างไหมวะ” อ้อ ออกจะภูมิใจที่ได้เห็นน้ำตาลที่ไร้ความดาร์กของทรงศีล

ยังย้อนกลับไปคิดว่า ตอนที่พี่ก้องชวน หากบอกว่าไม่ไปจะเป็นยังไงนะ คงอดเก็บช่วงเวลาดีๆ อีกช่วงหนึ่งของชีวิตเอาไว้ คนเรามันจะมีช่วงเวลาแบบนี้สักกี่ครั้ง เป็นโชคดีของผม และโชคดีของพวกเราที่ได้ใช้เวลาร่วมกันสี่วัน-สามคืน มาตัดกันในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งผมคิดว่าใครลืมได้นี่เก่งโคตร

กลับมาถึงบ้าน รูดซิบเป้ หยิบจดหมายใส่ซองสีน้ำตาลที่วางไว้ข้างหมอนตอนเราเผลอออกมาแกะดู เห็นลายมือก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ลายมือเหมือนน้องจิ๊บ (น้องสาวคนเล็กในทริป) ที่เซ็นไว้ในเฟรนด์ชิพ ในนั้นมีกระดาษอยู่สามแผ่น จิ๊บตื่นมาเขียนกลางดึก แผ่นที่สามเป็นเนื้อเพลงเพลงหนึ่งซึ่งจิ๊บเขียนไว้ข้างใต้ว่า “พวกเรากะจะร้องเพลงนี้ให้พี่ๆ ฟัง แต่ไม่มีโอกาสเลย” แทนที่จะอ่าน แกะออกมาร้องเฉย ร้องไปก็หัวไหล่โยกไป อยากให้พวกเราได้ร้องเพลงนี้ด้วยกันที่นั่น หรือบนรถไฟ เราน่าจะได้ร้องกันนะ

วันเวลาดีๆ เหล่านั้น เธอยังคงจำมันได้ไหม
วันที่เคยร่วมทุกข์ และสุขจนล้นหัวใจ
วันที่เราได้ผ่านมาด้วยกัน
แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนั้น
อยากจะมีเพลงๆ หนึ่ง ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นพันๆ ให้เธอรู้

ให้ทุกๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้ นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป
และทุกๆ ครั้งที่ได้เพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะนานเท่าไร
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน

วันที่เราไม่เคยย่อท้อ วันที่เราต่างมีความฝัน
และทำทุกๆ สิ่งด้วยหัวใจเดียวกัน
เธอยังคงจำมันได้ใช่ไหม
แต่ว่าเวลาที่ผ่านพ้นไป อาจจะทำให้ใจของใครลืมสิ่งนี้
อยากจะมีเพลงๆ หนึ่ง บอกเรื่องราวที่ดีๆ เตือนให้รู้

ทุกๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้ นั้นยังมีรักอยู่
เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป
และทุกๆ ครั้งที่ได้เพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ ไม่ว่าจะนานเท่าไร
เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป
ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน

น่าจะได้ร้องด้วยกัน ทุกครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้จะได้คิดถึงปี๊บใบนั้น.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: