ในยามที่ ‘โลกทั้งใบเป็นของเราคนเดียว’

พฤศจิกายน 9, 2006

หลังจากได้อ่าน ‘โลกหมุนรอบตัวเอง’ งานรวมเรื่องสั้นเล่มเกือบจะหลังสุด
ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ก็ชวนให้ออกเดินตามล่าหาเล่มอื่นของนักเขียน(หนุ่ม)คนนี้
มาไว้ในครอบครอง มาอ่านไว้ติดสมอง และมาติดประทับไว้ในใจ

ตื่นเช้าขึ้นมาตะแคงตัวอ่าน ‘บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร’
งานเขียนบทความน้อยชิ้น(ตามคำบอกเล่าของเขาในคำนำ ที่ว่า
เขาไม่เคยเขียนงานประเภทอื่นนอกจาก ‘วรรณกรรม’)ของเขาในบทท้ายๆ
อ่านมาเกือบเดือน ได้เวลาเสร็จสิ้นภายในไม่กี่วันนี้แหละ

บท ‘ตามเส้นทางของดวงจันทร์’
พูดถึงการทำงานของนักเขียนที่รักการทำงานในยามค่ำคืน
ผูกโยงกับการตื่นแต่เช้าของชาวสวนยาง
ที่ต้องฝืนไม่นอนในช่วงเวลาที่ ‘น่านอน’ ที่สุด
เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงที่การผสมผสานความคิดภายในหัวสมองผู้เขียน
เข้ากับเรื่องราวภายนอกใน ‘หุบเขาฝนโปรยไพร’
เมื่อผสมกันออกมาย่อมได้รสชาติเข้มข้นเป็นทวีคูณ

กนกพงศ์ พูดถึงงานเขียนไว้ว่า
“ในเมื่อ ‘การเขียน’ เป็นเพียงผลลัพธ์ของ ‘การคิด’
องค์ประกอบสำคัญสุดในการทำงานเขียนจึงตกอยู่ที่ ‘สมาธิ’ ”
นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เขานำมาสนับสนุนความรัก ‘ค่ำคืน’ ของเหล่านักเขียน

“ผมเข้าใจเอาเองว่า
คงเป็นทั่วโลกกระมังที่นักเขียน-กวีมักเลือกทำงานตอนกลางคืน
เหตุสำคัญเพราะพวกเขาต้องการโลกอันสงัด
โลกทั้งใบที่เป็นของเขาคนเดียว”

ไม่เฉพาะนักเขียนหรือกวี
เราคิดว่า การมีช่วงเวลาที่ ‘โลกทั้งใบเป็นของเราคนเดียว’ นั้นสำคัญต่อชีวิต
เพราะตลอดวันที่ผ่านมาเราผ่านเหตุการณ์ ‘โลกทั้งใบให้นายคนเดียว’
มาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง!
การได้อยู่กับตัวเองนั้น เปิดโอกาสให้ได้ทำความรู้จักกับ ‘คนที่น่ารู้จักที่สุดในโลก’
และน่าเสียดายเอามากๆ หากเกิดมาใช้ชีวิตไปโดยไม่ทำความรู้จักกับเขา
คนคนนั้นก็คือ ตัวของเราเอง

“ธรรมชาติของคนแก่ วันหนึ่งๆ ต้องการเวลาพักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ล่วงตีสองตีสามเป็นต้องตื่นขึ้นมา และเมื่อโลกยังไม่เริ่มหมุน
ชั่วขณะนี้เองคือช่วงเวลาแห่งการรื้อฟื้นสิ่งที่ผ่านพบในชีวิตทั้งหมด
มาจัดเรียงและเพ่งพินิจหาข้อผิดข้อถูก หาจุดบกพร่อง-ดีงาม
สรุปไว้เป็นครรลองแก่ลูกหลาน”
กนกพงศ์ กล่าวถึงผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นบ่อกำเนิด ‘ปัญญา’ ที่สืบส่งต่อ
มายังลูกหลานไว้เช่นนั้น

อีกความคิดหนึ่งที่แหลมคม
“ที่สุดของการเขียนคือการค้นหาความหมาย-คำตอบให้แก่ชีวิต
ขณะวิธีการแห่งการเขียนที่สำคัญที่สุดคือสมาธิ และคำตอบซึ่งค้นพบ
จากการเขียนนั่นเองที่มาเพิ่มพูน ‘สมาธิแห่งการมีชีวิตอยู่’ อีกชั้นหนึ่ง”

‘สมาธิแห่งการมีชีวิตอยู่’ อาจเกิดจากภาวะ ‘โลกทั้งใบเป็นของเราคนเดียว’
เมื่อนานวันเข้า ‘สมาธิแห่งวัน’ ก็จะก่อร่างสร้างเป็น ‘สมาธิแห่งการมีชีวิต’

กนกพงศ์ ยังเขียนเลยไปถึงตัวละครในนวนิยายของ อังตวน แซงเต็กซูเปรี
‘ฟาเบียง’ ใน ‘เที่ยวบินกลางคืน’ และ ‘กิโยเม’ ใน ‘แผ่นดินของเรา’
(เล่มแรกเราอ่านจบไปแล้ว-ประทับใจ เล่มหลังต้องหามาอ่านให้ได้)
“ทั้งสองตัวละครจัดเป็นบุคคลซึ่งน่าอิจฉาอย่างยิ่ง
เพราะความที่มีการงานอาชีพอันเอื้อต่อ
การครุ่นคิดค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่
นั่นเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การรู้จักตัวตน
ซึ่งมีผลตอบแทนคือความสุขในชีวิต”

อาชีพของ ‘ฟาเบียง’ คือนักบินข่นส่งไปรษณีย์เที่ยวบินกลางคืน
ส่วนของ ‘กิโยเม’ นั้นไม่แน่ใจ ต้องไปหามาอ่านก่อน
แต่เดาว่าอาจเป็นอาชีพเดียวกัน ด้วยเพราะมีหลายคนยกย่องให้
‘แผ่นดินของเรา’ เป็นฉบับสมบูรณ์ของ ‘เที่ยวบินไปรษณีย์กลางคืน’

“ฟาเบียงและกิโยเมคือความคิดและความเชื่อของแซงเต็กซูเปรีโดยแท้-
แซงเต็กซูเปรีผู้ยึดมั่นในความหมายแห่งชีวิตที่ว่า
“เราจะมีความสุขก็เมื่อเราสำนึกถึงบทบาทแม้เพียงเล็กน้อยที่สุดของเรา
เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจึงจะมีชีวิตอยู่อย่างสันติสุข จะตายไปอย่างสันติสุข
เพราะว่าสิ่งที่ให้ความหมายต่อชีวิต ก็ให้ความหมายต่อการตาย”

“การงานซึ่งให้ความสุขคือการงานที่ให้ความหมายฐานะสิ่งสร้างสรรค์โลก”
กนกพงศ์ สรุปไว้เช่นนั้น

การขนส่งไปรษณียภัณฑ์ของทั้งคู่ ย่อมมีความหมายและสร้างสรรค์
เพราะเป็นการนำข่าวคราว ความรัก ความคำนึงจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
และเราคิดเอาเองว่า แท้จริงแล้วเกือบทุกอาชีพและหน้าที่การงาน
ก็ล้วน ‘มีความหมาย’ ในแง่ใดแง่หนึ่ง ต่อผู้ใดผู้หนึ่งทั้งสิ้น

หากสัตวแพทย์เห็นความหมายของตัวเองในรอยยิ้มของหมาแมวที่หายป่วย
คนขายเต้าฮวยเห็นอาการเอร็ดอร่อยของคนที่ตักเต้าหู้และน้ำขิงเข้าปาก
ก็คงไม่ยากที่ทุกอาชีพจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ (หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เขาเชื่อและชอบ)

แต่กนกพงศ์ คิด(และเขียน)ว่า
“มีงานไม่มากรูปแบบนักหรอกที่เปิดโอกาส
ให้คนเราได้ครุ่นคิดถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่”

“ผมให้ความสนใจกับบางอาชีพการงานอันมีลักษณะพิเศษซึ่งเอื้อต่อการครุ่นคิด
ด้วยเชื่อว่าการครุ่นคิดเท่านั้นที่ทำให้คนเราเข้าถึง ‘ความหมาย’ ”
เราคิดว่าเป็นคำกล่าวของคนที่ภาคภูมิและทะนงในวิชาชีพที่ตนเลือกอย่างยิ่ง!

และนั่นเองที่ทำให้เราคิดว่า
สิ่งที่กนกพงศ์เขียนออกมานั้น กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับความเชื่อ
รวมไปถึงความหมายในการใช้ชีวิตของเขา-แนบสนิทแบบแยกไม่ออก

และยิ่งนึกเสียดายเหลือเกินที่นักเขียนหนุ่มคนนี้ต้องลาจากโลกไปไวเกินเหตุ
เราคิดว่ากนกพงศ์ไม่ต่างจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เขากล่าวถึงไว้ว่า ตื่นขึ้นมาครุ่นคิด
และหาความหมายแท้จริงของชีวิตจากประสบการณ์อันโชกโชนเพื่อสร้าง
‘ปัญญา’ ส่งต่อให้ลูกหลาน — เราคิดว่ากนกพงศ์ก็เป็นเช่นนั้น

นั่งครุ่นคิดในยามค่ำคืน เพื่อเรียงร้อยความเชื่อและความคิดที่ตกตะกอน
มาให้คนอ่านที่ไม่ได้ประกอบการงานที่มีโอกาสได้ครุ่นคิดได้คิดตาม
และ…เมื่อคิดตาม ‘ปัญญา’ ของแต่ละคน(ไม่ซ้ำกัน)ย่อมก่อกำเนิด
ต่างกับผู้เฒ่าก็ตรงแค่เขายังหนุ่มอยู่! – และจะหนุ่มไปตลอดกาล!

‘บันทึกจากหุบเขาฝนโปรยไพร’ แจกแจงและจารไนรวมไปถึงเจียรไน ‘การเขียนหนังสือ’
ได้อย่างน่าภาคภูมิแทน ‘นักเขียน’ ทั้งหลาย — ภาคภูมิในวิชาชีพของตัวเอง
ว่ากันตามจริงก็น่าอิจฉาอยู่ไม่น้อย เพราะอันที่จริงทุกวิชาชีพ หากได้รับการหยิบขึ้นมา
จารไนและเจียรไนให้เห็นรายละเอียดของความงามในหน้าที่การงาน
ก็ล้วนน่าภาคภูมิใจทั้งสิ้น เพียงแค่เป็นโชคดีของนักเขียน ที่มีเพื่อน/พี่/น้องร่วมอาชีพ
ที่โดยธรรมชาติย่อมเป็นคนขยันคิดขยันเขียนขยันสังเกตแง่งามของชีวิต
มาช่วย ‘เขียน’ มันออกมาให้ได้นั่งอ่าน และนั่งภูมิใจกัน

แต่ก็มิน่าจะเป็นไร หากมีเวลาดึกๆ ในคืนมืดๆ และเงียบสงบ
ในห้วงเวลาที่ ‘โลกทั้งใบเป็นของเราคนเดียว’
คนในอาชีพอื่นก็ย่อมมีโอกาสนั่งคิดทบทวนถึง ‘ความหมาย’
และ ‘แง่งาม’ ในอาชีพของตนเช่นกัน
โดยมิจำเป็นต้องเขียนมันออกมา
หากทว่า บันทึกมันไว้ในใจ.

3 Responses to “ในยามที่ ‘โลกทั้งใบเป็นของเราคนเดียว’”

  1. viphaluk Says:

    อืม ไม่จำเป็นต้องเขียนออกมา แต่ทว่าบันทึกมันไว้ในใจ

    ไม่จำเป็นต้องบอกออกมา แต่ทว่าจดมันเอาไว้ในใจ…อืม

    ชอบ…

  2. jummdcu Says:

    ในยามนั้นจะเป็นยังไงนะ
    คงจะรู้สึกตัวเราโตพิลึก
    หรืออาจจะตัวเล็กกระจ้อยร้อยก็ได้เนอะ

  3. Tit For Tat Says:

    อยากให้ เซ็นต์ หนังสือ ให้ อ่ะ

    ไม่ทราบว่า พี่จะตกลงมั้ย ขอบคุณ นะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: