Fat Festival 6: ความฝัน ความสด และประสบการณ์

พฤศจิกายน 11, 2006

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านมาหกปีแล้วหรือ?
จากงานแฟตฯ ครั้งแรกที่จัดขึ้นที่โรงงานยาสูบ
ร้อนตับแทบแตก อบ+อ้าว พอๆ กับที่อบอุ่น
มาจนถึงยุคนี้ที่อพยพหนีร้อนมาพึ่งแอร์ที่ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี

หกปีมาแล้วสินะ
ที่เรายกพลพรรคไปนั่งขายหนังสือทำ(เองกับ)มือ
เอาไปวางแผ่แบหลายั่วยวนสายตาบรรดาเด็กแนวนั้นแนวนี้
เป็นความสุขเล็กๆ ที่ได้นำ ‘ผลงาน’ ออกสู่สายตาประชาชี
และรู้สึกดีเมื่อมีคนมาพูดคุย ถึง ‘ผลงาน’ ของพวกเรา

หกปีมาแล้วสินะ
ที่หัวข้อสนทนาของพวกเราและลูกค้าที่มานั่งคุยด้วย
วนเวียนอยู่ในกลุ่มคำที่มีหัวข้อใหญ่ว่า ‘ความฝัน’
จำได้ดีว่ามีน้องเด็กชลบุรีคนนึงมานั่งบ่นเพลงฮิปฮอปให้ฟัง
เจ๋งไม่หยอกเลย เราสนับสนุนให้น้องทำเดโม แล้วส่งไปตามค่ายเพลง
น้องบอกว่าน้องอยากทำมาก แต่ยังไม่กล้า
จำได้ว่าคุยกับน้องไปว่า ที่ร้องมาน่ะเจ๋งมากแล้วนะ
แล้วก็ช่วยๆ กันอธิบายไปประสารุ่นพี่ผู้มีความฝันกะเค้าเหมือนกัน ว่า
“อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ หากรอทำได้ดีก็ไม่ได้ทำกันพอดี
ทำทำไปเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ทำซะเลยก็คงอยู่กับที่
และไม่มีอะไรออกมา”

จำประโยคเท่ปนมั่วของไอ้น้ำได้
“พี่อยากกวาดบ้านก็หยิบไม้กวาดขึ้นมากวาด
อยากทำหนังสือกันก็ลงมือทำกันเลย”
ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้กวาดบ้านกับการทำหนังสือมันเกี่ยวกันยังไง?

ป่านนี้ไม่รู้น้องฮิปฮอปคนนั้นไปกวาดบ้านอยู่แถวไหน?

งานแฟตฯ เป็นงานที่ไปแล้วเกิดสองความรู้สึกอย่างแน่นอน
(ส่วนความรู้สึกสาม-สี่-ห้า…คงมีอีก แต่ไม่แน่เท่าสองความรู้สึกนี้)
หนึ่ง, คือรู้สึกมีไฟ ด้วยก้อนความฝันมักจะลอยคลุ้งในงาน
สอง, คืออิจฉา! อิจฉาช่วงวันวัยที่ความฝันกำลังลุกโชน(ของน้องๆ)

บรรยากาศในงานแฟตฯ ไม่ว่าจะจัดที่ไหน ก็ร้อนอยู่ดี
ร้อนด้วยไฟฝันของคนในงาน ทั้งคนที่อยู่บนเวที ล่างเวที ข้างเวที
คนที่เอา ‘ของ’ มาขาย คนที่มาเดินดู ‘ของ’ ของคนอื่น

เห็นแววตาหลายคู่ที่ขายเพลงของตัวเอง, หนังสือทำมือของตัวเอง,
รูปถ่ายโปสการ์ดของตัวเอง, สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากไอเดียของตัวเอง
ในนั้นบรรจุความฝันและความหวังเอาไว้มิใช่น้อย

รวมถึงรอยยิ้มตาหยี
เมื่อ ‘ของ’ ของพวกเค้า ถูกเราถือติดไม้ติดมือกลับบ้าน
ดีใจที่ได้ปล่อย ‘ของ’

จากวันนั้นถึงวันนี้ น่าจะนับได้หนึ่งปีเต็มพอดิบพอดี
นับจากวันที่ได้รู้จักกับวงดนตรีที่เล่นดนตรีได้มันส์โคตร!!
เพลงก็มีซุ้มเสียงสำเนียงที่น่าสนใจและน่าสะใจ
หากจะมีข้อเสียสักอย่าง ก็เห็นจะเป็นหน้าตา
หน้าตาที่หล่อเกินเหตุของทุกคนในวง
ไอ้ครั้นจะชอบก็เลยไม่ชอบเต็มที่
เพราะมันช่างหล่อเกินหน้าเกินตาเหลือเกิน!
SLUR คือ ชื่อของวงดนตรีวงนั้น

ได้ไปแอบยืนดูและกลั้นใจไม่กระโดดที่ใต้ถุนตึก
คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในงานลอยกระทง

หนึ่งปีผ่านไวเหมือนโกหก…
วันนี้ SLUR อยู่ท่ามกลางแสงไฟบนเวที
กระหึ่มล้อมด้วยเสียงกรี๊ดจากสาวๆ
เราว่าพวกเขาเท่ขึ้นเป็นกอง! (แหม…ก็แต่งตัวกันซะ)

อีกครั้งที่ต้องกลั้นใจ เอ้ย! กลั้นขาไม่ให้กระโดด
และกลั้นปากไม่ให้ส่งเสียงกรี๊ดความหล่อ-กลัวสาวๆ แถวนั้นหันมาตบ!
SLUR เล่นในมันส์สมกับที่เฝ้ารอ (ไปวันนี้เพื่อดู SLUR)

รู้ทั้งรู้ว่า SLUR ออกอัลบั้มมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่เพิ่งซื้อเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อจะมาฝึกฟังให้คุ้นหู
จะได้ดูคอนเสิร์ตสนุกขึ้น และก็สนุกอย่างที่หมายไว้

สิ่งหนึ่งที่อยากเห็นแต่ไม่ได้เห็น
คือ ท่ากระทืบเท้าเข้าจังหวะเพลงของพวกเขา
ซึ่งเราว่าแม่งโคตรเท่เลย!
แต่คราวนี้ท่วงท่าเท่ๆ อันพร้อมเพรียงนั้นไม่มีให้เห็น!

แต่บุคลิกหนึ่งที่ SLUR คงไว้
คือความพูดน้อย อัดอัดอัดอัดอัด ห้า-หกเพลงติด แล้ววิ่งลงเวที
ปล่อยให้คนดูอารมณ์ค้างอยากเอาอีก อยากฟังอีก อยู่อย่างนั้น
เอาเป็นว่าวันนี้พวกเขาเล่นได้ประทับใจ
แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากวันนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อน-คือ ความสด

ราศีแห่งความเป็น STAR จับ SLUR อย่างไม่มีคำถาม
เสียงกรี๊ดแสนหวานเหล่านั้นเป็นพยานได้อย่างดี
สำหรับคนที่เพิ่งดูพวกเขาแสดงสดครั้งแรก ต้องนับว่าพวกเขากำลังสดใหม่
หลายเสียงบอกกันว่า กำลังมาแรง!

แต่เราอดคิดไม่ได้ว่า หนึ่งปีที่ SLUR ได้ซุ่มซ้อมอยู่กับบทเพลงเหล่านี้
จนช่ำชองนั้น น่าจะทำให้พวกเขา ‘คล่อง’ และเริ่มจับแบบแผนการเล่นได้
ต่างจากเมื่อตอนหนึ่งปีที่แล้วที่พวกเขายังดูไม่มีประสบการณ์ช่ำชองขนาดนี้

มือเบสของวงพูดใส่ไมโครโฟนว่า
“ปีที่แล้วพวกเรามาเล่นในงานแฟตฯ เหมือนกัน มีใครไปดูบ้างมั้ยครับ?”
ไม่กี่มือถูกชูขึ้นเหนือหัว แน่นอน, เมื่อปีก่อนพวกเขาเล่นบนเวทีเล็ก

อดภูมิใจแทนพวกเขาไม่ได้ที่มีพัฒนาความฝันที่กระโดดเด้งเช่นนี้

เราเดินไปเวทีอเวจี
ไปดูไอ้ตุ๋ย(เพื่อนสนิท)ตีกลองให้วงรุ่นน้องที่คณะ
อเวจีเป็นเวทีของวงที่ยังไม่ผุดไม่เกิด รอจะ ‘เกิด’ อยู่
คนดูนั่งกันกระจัดกระจายเป็นหย่อมๆ
ไม่รู้เหมือนกันว่าปีที่แล้วเวทีที่ SLUR เล่น
สถานการณ์เป็นเช่นนี้รึเปล่า?

วงรุ่นน้องที่มีมือกลองเป็นเพื่อนเรา เล่นสนุกไม่หยอก
ที่ตลกคือมันเอาเพลง เซนต์เซย่า มาเล่นด้วย!
มันร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่เชื่อว่าพวกมันเองก็คงฟังไม่ออก
แต่ได้อารมณ์สุดๆ

ปีหน้าพวกนี้จะได้ ‘เกิด’ กันรึเปล่าก็ไม่รู้?

ในหมู่ก้อนความฝันที่ล่องลอยอยู่ทั่วบริเวณงานแฟตฯ
คงมีหลายก้อนที่ถูกปั้นให้กลั่นตัวลงเป็นหยดฝนของผลงานจริง
อันฉ่ำชุ่มชื่นใจ ในขณะที่คงมีอีกมากมายที่สลายระเหยไป
เป็นไอน้ำ เหลือเพียงความทรงจำจางๆ ของความฝัน
ว่าครั้งหนึ่งเคยอยากทำอยากเป็นอะไร และได้ลองทำไปแค่ไหนกัน

เหลือไว้ให้คิดถึง

ใครบางคนพูดว่า
“ความฝันเป็นสิ่งประหลาด พอเราไปถึงมันก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว”
ใช่-เมื่อเราพิชิตความฝันได้ มันก็กลายเป็นความจริง

ใครอีกคนบอกไว้
“การพิชิตความฝันเป็นเรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากกว่าคือ
การประคับประคองความฝันเอาไว้ให้ได้ หลังจากพิชิตมันได้แล้ว”
เป็นอีกมุมหนึ่ง สมมุติว่ามันไม่หายไป ก็ต้องทำมันต่อไปให้ดี

ในวัยแห่งความฝัน เป็นวัยที่แต่ละคนมี ‘ความสด’
หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่าน ความสดจะหายไป
และสิ่งที่จะมาทดแทนคือ ‘ประสบการณ์’
เรียกอีกอย่างว่า ‘ความเก๋า’

ในความสดมีข้อผิดพลาด แต่มันส์โคตร
ขณะที่ความเก๋าผืดพลาดน้อย สมบูรณ์ขึ้น แต่สดน้อยลง

ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือก
หากแต่คือสิ่งที่ต้องเป็นไป

แต่ใครบอกว่า วัยแห่งความฝัน มีอายุขัย?
ไม่จริงเลย

ขณะเดินอยู่ในงาน
เจอพี่ที่รู้จักกันแนะนำเพลงให้ฟังอัลบั้มนึง
เป็นเพลงที่สดมาก ฟังแล้วชอบตั้งแต่แรกได้ยิน
ตัดสินใจควักเงินซื้อ กลับมาฟังต่อที่บ้าน
พี่ชายเอ่ยปากถามว่า “เอาลายเซ็นด้วยมั้ย?”
“อ้าว! เพลงของพี่เหรอครับ?”
พี่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม และแววตาเป็นประกาย
เป็นรอยยิ้มเดียวกันกับรอยยิ้มของพวกเราเมื่อหกปีที่แล้ว
เป็นแววตาเดียวกันกับน้องๆ ที่ได้ปล่อย ‘ของ’

พี่ชายคนนี้อายุสามสิบห้า.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: