Archive for ธันวาคม 15th, 2006

สถานการณ์หลังจับเมีย

ธันวาคม 15, 2006

แคชเมียร์เป็นที่เรียบร้อยครับ!
จริงๆ แล้วคันไม้คันมือคันปากอยากเล่าให้ฟังมากๆ
ราวกับโดนผู้ไม่ประสงค์ดีเอาหมามุ่ยทาปาก
คันคะเยอเชียว แต่ไอ้ครั้นจะเล่าไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า
ก็เกรงว่าจะไม่สวย+งามตามที่แคชเมียร์เป็น
จึงขออนุญาตเล่าเกร็ดๆ ให้ฟังบรรเทาอาการคันไปก่อน

สิ่งต่างๆ ที่ได้พบพานมาตลอดเวลาเกือบสิบวันที่นั่น
พอจะสรุปเป็นใจความ(ไม่ค่อย)สำคัญได้ดังต่อไปนี้

1.หนาว!
ไม่ได้หยิบเครื่องวัดอุณหภูมิติดตัวไป
แต่มั่นใจว่าไม่มีวันไหนที่มีตัวเลขสองตัวโผล่ให้เห็นเป็นแน่
จะมีก็แค่วันเดียวที่มีเลย 12 โผล่ออกมาจากปากผู้คนบนภูเขา
เค้าบอกกับเราว่า “คืนนี้อุณหภูมิประมาณ ลบสิบสององศาเซลเซียส”
ระหว่างที่อยู่ที่นั่นไม่ต้องห่วงเลยว่า ถ้ามีอันเป็นไปแล้วจะเกิดอาการเน่า
เพราะความเย็นที่ว่าน่าจะเก็บรักษาสภาพศพไว้ได้เป็นอย่างดี

2.หิว!
ความหนาวทำให้เราไม่ได้รับการปล่อยตัวออกมาเดินตามตลาดมากนัก
ชีวิตติดแหง่กอยู่กับ ‘บ้านเรือ’ ในทะเลสาบดาลเลก (สวย+น่ารักมาก)
ร่างกายซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม ที่บางคืนต้องใช้ ‘ฟูก’ ห่มแทนผ้า!
อาหารการกินแบบเครื่องเทศจัดๆ ผักแฉะๆ จึงเป็นสูตรควบคุมน้ำหนักที่ดี
สำหรับเราไป ใจหนึ่งก็หิว อีกใจก็ดีใจที่พุงห้อยๆ จะได้ย้อยน้อยลง
แต่แล้วก็กลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อมาถึงเดลี ดันเจอแขกทำอาหารไทยเป็น
ก็เลยเล่นมันซะทุกมื้อ สั่งแต่ละมื้อก็เปรียบประดุจกล่องข้าวน้อยกลับชาติมาเกิด
ต่างก็แค่ไม่ได้ลงมือฆาตกรรมแม่ก่อนกิน พุงห้อยๆ ก็เลยคล้อยเหมือนเดิม

3.ชา!
‘ชา’ ที่ว่ามีสองชา ชาแรก เป็นอาการหลังจากไปย่ำพื้นหิมะที่มีความหนาระดับ
ครึ่งแข้ง บางจังหวะก็กินเลยมาถึงหัวเข่า เพิ่งรู้ว่าไอ้ที่เค้าว่าต้องตัดขาตัดนิ้วกัน
เพราะหิมะกัดนั้นมันเป็นเช่นนี้เอง หลังจากถอดถุงเท้า รองเท้าออกมา
ก็ได้พบว่า ขาไม่มีแล้ว! คือยังมีขาอยู่ แต่เส้นประสาทที่ขาไม่เชื่อมต่อกับสมอง
อีกต่อไป เรียกได้ว่า ถ้าตัดทิ้งไป สมองคงไม่ทันจะเสียดาย

ชาที่สอง เป็นชาที่จิบเพื่อระงับชาแรก คนแคชเมียร์ดื่มชากันมากกว่า
นักกีฬาซดเกเตอเรต ล่อกันทั้งวันทั้งคืน (หมายถึงล่อชา) เช้ามาก็ชา
สายก็ชา กลางวันก็ชา บ่ายก็ชา เย็นก็ชา ค่ำก็ชา ก่อนนอนก็ชา
ไปซื้อของก็ยกชามาเสิร์ฟ เรียกได้ว่าแทบจะติดใจ เอ้ย! ติดชาไปเลย
(ใจ = ชา ในภาษาแคชเมียร์) อ้อ! ลืมบอกไปชาที่ว่ามีหลายหลายรส
และอร่อยล้ำทุกรสเชียว

4.สุข
ขนาดหนาวจนตัวแข็ง ขนตั้ง หน้าแห้งขนาดนั้น แต่ผู้คนในแคชเมียร์
และครอบครัวเจ้าของบ้านเรือที่เราไปพักกลับทำให้อุณหภูมิในช่องใจ
อบอุ่นขึ้นมาได้อย่างประหลาด คงไม่เคยมีใครลองวัดอุณหภูมิ ‘ความสุข’
ว่ามันสามารถทำให้คนอบอุ่นขึ้นมาได้หรือไม่ หรือมันอาจแปรผกผันตาม
สภาพอากาศที่แวดล้อมอยู่ หากร้อนอยู่ ความสุขก็อาจทำให้เย็นใจ
ความสุขง่ายๆ สงบๆ (ภายใต้สงครามระอุ) นั้นชวนให้รู้สึกสุขไปด้วย
ถ้าไม่หนาวคงไม่อยากกลับ มีชาวต่างชาติมากมายฝังร่างกายอยู่ที่นั่น
เฮ้ย! ไม่ได้หมายถึงตาย แต่ฝังร่างหลบจากความวุ่นวายของเมือง
เป็นเดือนๆ สามเดือนบ้าง ห้าเดือนบ้าง สภาพความเป็นอยู่ในทะเลสาบ
ชวนให้เป็นสุข ชวนให้ทุกข์ละลายไปกับสายน้ำใสๆ ในทะเลสาบ

5.สวย
ตามแผนที่แบบปูดนูนตามความสูงของผิวโลก
‘เมืองศรีนาคา’ เปรียบได้กับกะละมังที่ถูกฝังลงในเทือกเขาหิมาลัย
เมืองทั้งเมืองจึงถูกโอบล้อมไปด้วยผนังภูเขาหิมะรอบด้าน
มองไปทางไหนก็เห็น มองไปทางไหนก็สวย
หากจะมีอะไรมาบดบัง ก็เห็นจะเป็นหมอกสีขาวที่รอการคลี่ตัว
ภูเขาสูงใหญ่มั่นคง ยังต้องเร้นกายเมื่อหมอกบางมาปกคลุม
เวลาเคลื่อนที่ไปไหน ก็ราวกับว่ามีภูเขาหิมะวิ่งไล่ตาม
รถวิ่งไปไกลแค่ไหน เขาหิมะก็ยังวิ่งคู่ขนานไปด้วยไม่รู้เหนื่อย
(จะเหนื่อยได้ไง ภูเขาไม่มีปอด!)
ความสวยยังมีอีกหลายแง่มุม พรรณนาไปก็เหนื่อย
รอให้ ‘รูปถ่าย’ ช่วยพรรณนาบ้างน่าจะดีกว่า

ยังมี ‘เรื่องราว’ และ ‘แง่มุม’ อีกมากสำหรับแคชเมียร์
เมืองน่ารักที่มีทหารยืนเต็มเมือง!
ติดตามได้ ในงานหนังสือเดือนตุลาฯ นี้ครับ!
ฮ่าฮ่า…

ปล.หากหาวิธีแปะรูปได้แล้วจะนำมาแปะให้ดูกันเล่นๆ ครับ.

Advertisements