Archive for ธันวาคม 17th, 2006

ในร้ายมีดีเสมอ

ธันวาคม 17, 2006

1.
สมัยฝึกงานอยู่ที่บริษัท ลีโอ เบอร์เนทท์
มีพี่ครีเอทีฟคนหนึ่งให้โจทย์เรามาคิดโฆษณาขาย “แมลงสาบ”
เราหัวเราะเสียงดัง แล้วถามพี่ไปว่า “จะไปขายใครครับพี่?”
พี่เค้าตอบกลับมาว่า “ไม่รู้สิ ฝากคิดด้วยละกัน”
เราหัวเราะในโจทย์อันแสนจะสร้างสรรค์ แต่นึกในใจ
“จะบ้าเหรอ ใครจะไปอยากได้แมลงสาบ”
เพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกันในห้องนั้นโพล่งออกมาว่า
“ขายให้คนเลี้ยงปลาสิ
ผมเคยอ่านหนังสือเจอว่าชาวบ้านบางแห่งใช้แมลงสาบเลี้ยงปลา”
เราเองก็เคยเห็นอาเจ็กโยนแมลงสาบให้ปลาอะโรวาน่ากิน
มันก็ขย้อนเข้าไปอย่างเอร็ดอร่อย

เหตุการณ์เล็กๆ วันนั้น ฝังอยู่ในหัวเรามาตลอด
มันกลับมุมมองของเราที่มีต่อทุกอย่าง
ถ้า ‘แมลงสาบ’ ยังมีข้อดี
ถ้า ‘แมลงสาบ’ ยังขายได้
อะไรอะไรก็คงขายได้ (ในแง่ของนักโฆษณา)
แต่ที่สำคัญว่าการขาย การได้รู้ว่า
‘ทุกสิ่งทุกอย่างมีข้อดี ขอแค่เราหาคนที่ต้องการมันให้เจอ’
นั้นช่วยให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ

2.
เมื่อกี๊นั่งดูรายการ คุยคุ้ยข่าว ของคุณ สรยุทธ
แกเสนอข่าวเกี่ยวกับที่ดินบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิ
ที่เราต่างก็รู้กันว่า ตอนนี้ที่ดินที่ใกล้สนามบินมากๆ นั้นราคาตกฮวบ
เพราะเสียงที่ดังสนั่นจากการขึ้น-ลงของเครื่องบินไม่รู้วันกี่สิบรอบ

แต่แล้วก็มีเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น แทรกตัวเข้ามาในเสียงเครื่องบิน
เสียงนั้นคือเสียงของคุณ แคล้ว ทองสม
(ลองเสิร์ชจากกูเกิ้ลแล้วพอจับใจความได้ว่า
เขาน่าจะทำงานทางด้านการประเมินมูลค่าที่ดิน)
คุณ แคล้ว เสนอว่า
“ให้จัดโซนเสียงดังนั้น เป็นโซนผับ เทค”
โอ้โห! จบเลย
จากร้ายกลายเป็นดี
เสียงดังที่น่ารำคาญก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับนักท่องราตรีอยู่แล้ว
ดีไม่ดีจะยิ่งเพิ่มดีกรีความมันส์เข้าไปกันใหญ่

ข้อเสนอพลิกมุมมองแบบนี้ ทำให้โลกน่าอยู่
ด้วยพยายามมองหา ‘ดี’ ใน ‘ร้าย’

ซึ่งจริงๆ สิ่งต่างๆ ในโลกก็คล้ายกับสัญลักษณ์ เต๋า
ในขาวมีดำ ในดำมีขาว
อยู่ที่ใครมองสีอะไร?

Advertisements

นึกสนุก

ธันวาคม 17, 2006

คิดเล่นๆ ว่า อยากแปลงร่างบล็อกเป็น ‘สมุดบันทึก’ ครับ
บ้านพักความคิดและข้อมูลต่างๆ ที่ห้อย ‘ฝาก’ ไว้กับอากาศ

แทนที่จะบันทึกลงในสมุดแบบเละๆ เหมือนเคย
ก็หันมาเก็บใส่ในบล็อกแทน
เพราะมันแบ่งหมวดหมู่ง่ายดีครับ
ก็เลยแบ่งหมวด+หมู่ (ไม่มีจ่า) ไว้คร่าวๆ สิบหมวด
ดังที่ได้เห็นกันข้างๆ (ซ้ายมือ)

จึงอาจจะ ‘ทด’ อะไรใส่บ่อยกว่าที่ควร
คือ บ่อยกว่าที่บล็อกควรจะเป็น
(บล็อกควรจะเป็นแบบไหนหว่า?)
เพราะมองว่ามันเป็นสมุดบันทึกฝากอากาศ
ที่บันทึกไว้อ่านและแบ่งคนอื่นอ่าน
ตามหมวดและหมู่นั้นๆ

ถ้าใครที่เผลอเข้ามาอ่าน อยาก ‘ทด’ หรือ ‘บันทึก’ อะไรเพิ่มเติม
ก็น่าจะต่อยอดจากสิ่งที่ทดไว้แห้งๆ ได้ครับ
เผื่อ ‘หน่อ’ แห้งๆ จะแตกกิ่งก้านออกมาเป็นอย่างอื่นอีก

พอแตกออกเป็นต้นก็จะได้เอาไปปลูกกันให้ร่มเงาและออกซิเจนกันต่อไป หุหุ

บล็อกจึงแปลงร่างเป็นสมุดบันทึก ณ บัดนี้
และพฤติกรรมการเขียนและการอ่านก็อาจจะเปลี่ยนไปครับ
คือเขียนบ่อย และพออ่านก็อาจจะตาลายหน่อยๆ
ว่าทำไมเอ็งอัพบ่อยจังวะ?

ง่ายๆ ครับ, อ่านย้อนกลับก็ได้
หรือจะเปิดอ่านตามหมวดหมู่ก็ได้
จริงๆ ไม่ต้องแนะนำก็ได้ (คนเค้ารู้น่า!)
แต่ก็แนะนำไว้ เผื่อมึน (ฮ่าฮ่า…)

อ่านแล้วอยากทดอะไรเพิ่มเติมก็เชิญตามสบายนะครับ
ถือซะว่า เอาความคิดมาห้อย ‘ฝากอากาศ’ ไว้ด้วยกัน

ขอบคุณครับ.

ค่ำคืนแห่งความสำเร็จที่ว้าเหว่ที่สุดในโลก

ธันวาคม 17, 2006

1.
หากพูดพร่ำถึง ‘รางวัล’ บ่อยเกินไป
ก็เกรงว่าจะกลายเป็นคนที่หมกมุ่นกับ ‘รางวัล’ มากจนเกินงาม
แต่พอดีว่าฤดูนี้เป็น ‘ฤดูรางวัล’ จึงมีเรื่องเกี่ยวกับ ‘รางวัล’ ให้พูดถึงมากสักหน่อย
มาก-ไม่มาก สามบรรทัดที่ผ่านมาก็ล่อเข้าไปสี่ ‘รางวัล’ แล้ว!

2.
วันนี้เป็นวันประกาศรางวัล แบด อะวอร์ดส์ ครับ
ขณะเดียวกัน วันนี้ก็เป็นวันที่ออฟฟิศของเราจัดงานปาร์ตี้ปีใหม่
(ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ มิใช่น้องปีใหม่!)
สรุปว่า ‘ปาร์ตี้’ กับ ‘งานแบด’ จัดวันเดียวกัน
มิเพียงวันเดียวกัน แต่ยังเป็นเวลาเดียวกันอีกด้วย
แต่ไอ้สิ่งที่อยากให้เป็นเดียวกัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้ๆ กัน
อย่าง ‘สถานที่’ มันกลับช่างไกลกันเหลือเกิน
มิสามารถเดินไป-เดินมาได้!

‘งานแบด’ จัดที่สนามมวยราชดำเนิน
‘ปาร์ตี้’ จัดที่ดาดฟ้าตึกเซ็นทรัลเวิลด์
(เว้นบรรทัดนี้ ให้เวลาผู้อ่านจินตนาการถึงความห่างกันของที่ทั้งสอง)

เราจึงจำต้องเลือกไปงานใดงานหนึ่ง
หรือไม่ หากหลายใจ ก็ต้องไปไปกลับกลับ ทั้งสองงาน

สุดท้าย
เราเลือกไปงานปาร์ตี้-แล้วค่อยไปงานแบดฯ-แล้วค่อยกลับมาปาร์ตี้

3.
ทันทีที่เท้าแตะบริเวณดาดฟ้าเซ็นทรัลเวิลด์
เรารู้สึกได้ทันทีเลยว่า นี่จะเป็นงานที่ ‘เข้าท่า’ งานหนึ่ง
และน่าจะเป็นงานที่จัดได้ดีเยี่ยมที่สุดตั้งแต่เราทำงานที่นี่มาเกือบสามปี

เพลงที่เลือกเปิด แสงไฟ บรรยากาศ อาหารพุง และอาหารตา
ชวนให้อิ่มหนำ+สำราญ
อ้อ! ลืมบอกไปว่า ‘ปาร์ตี้ปีใหม่’ เราต้องแต่งแฟนซีกันด้วย
ธีมแฟนซีประจำปีนี้คือ ‘เรต X’
แค่ชื่อก็ชวนให้หวามหวิว และชวนให้ล้อเลียนได้ล้านแปด
จะแต่งเป็นอะไรดีล่ะ…
เอ็กซเรย์ / เอ็กซ์วายแซด / เอ็กซ์เอ็กซ์เอ็กซ์ / เอ็กซ์เซอร์ไซส์ /
หรือถ้าแบบกวนๆ ก็ เอ็กซ์กะชัย / เอ็กซ์อีเอ้กเอ้ก / เอ็กซ์กะลักษณ์ของไทย
กระทั่งพี่พี่บางคนก็คิดไปไกลกว่านั้น และ…เอ็กซ์กว่านั้น
อาทิ เอ็กซ์กะเจา!
(และเราเกือบตกปากรับคำเล่นบท ‘เจ๊ก’ ด้วยความตาตี่สมบทบาท)

4.
เราก้าวเข้างานในชุดทำงานปกติ-เสื้อยืด กางเกงยีนส์
ก่อนที่หลายคนจะเดินมาท้าทายและทวงถามว่า
ไม่แน่จริงนี่หว่า ไม่ยอมแต่งแฟนซี
พวกเรายิ้มกรุ้มกริ่ม ทำเป็นไม่มีชุด ทั้งที่เตรียมมาพร้อมสรรพ

เมื่ออาหารไหลจากจานสู่พุงจนเต็ม(เกือบล้น)
เราทั้งโต๊ะก็ลุกขึ้น สะพายกระเป๋า เดินเข้าห้องน้ำ
ก่อนที่จะหยิบ ‘ชุดแส็ก’ ของหญิงสาวสีแรดสะแมนแตนมาห่มร่าง
โดยมิลืมปลิดความเป็นชายทั้งหมดทิ้งไป
อวดหัวไหล่สีน้ำตาลผ่อง และแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยสิว
“ทำไมแผ่นหลังเธอถึงเหมือนม้าลายแบบนี้?”
ถ้าเพื่อนน้องแตงโม(ในโฆษณา)มาเห็นพวกเราคงทักแบบนั้น

แล้วพวกเราก็ก้าวเท้าออกมาจากห้องน้ำ
ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ ที่หันมาจ้องเป็นจุดเดียว
เสียงโห่ฮาปาก วี้ดวิ้ว…กรี๊ดกร๊าด…ในความอุบาทว์
หรือว่าสวยงาม พวกเราก็มิอาจแน่ใจ
แต่เท่าที่ส่องกระจกในห้องน้ำแล้ว ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า
ซอกจั๊กกะแร้และลำแข้งที่เต็มไปด้วยเส้นขนของแต่ละคนนั้น
ชวนให้กรี๊ดเพราะน่ากลัวและสมเพช มากกว่าจะกรี๊ดเพราะหลงใหล

แต่เราก็ฉีกยิ้ม ยินดีกับเสียงตอบรับอันล้นหลามนั้น
หัวใจพองโต ด้วยความรู้สึกว่า ‘กูไม่แป้ก’

น้องสาวในกลุ่มของพวกเราเปลี่ยนชุดเป็นสูทมาดภูมิฐาน
พร้อมใส่หน้ากากรูป คุณ ‘บอย ถกลเกียรติ’ เดินตามพวกเราออกมา
เมื่อมีคนมาถามว่า “แต่งเป็น ‘เอ็กซ์’ อะไรกัน?”
พวกเราก็ตอบพร้อมกันว่า “เอ็กซ์-แส็ก ไงล่ะคะ”

เพื่อนๆ ร่วมออฟฟิศเข้ามาถ่ายรูปเก็บความอุบาทว์
ไว้เป็นตัวอย่างเอาไว้บอกลูกหลานว่า อย่าทำตามไอ้พวกนี้!
แต่พวกเราก็ยินดีที่ได้เข้ากล้อง และได้ยืนข้างๆ
เจ้าของกล้องน่ารักๆ เหล่านั้น

คุ้มค่ากับ ‘แส็ก’ ที่เตรียมมา ‘เอ็กซ์’

5.
เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางมาถึงเวลาที่สมควร
ราวกับซินเดอเรลล่า เรารีบถอดชุด ‘เจ้าหญิง’ อันงดงามนั้น
แล้วเปลี่ยนร่างกลับคืนเป็น ‘เจ้าชาย’ (?) ในทันที
ก่อนที่จะฮ่อแท็กซี่บึ่งไปงานแบดฯ ที่สนามมวยราชดำเนิน

แน่นอน ในเมื่อออฟฟิศมีปาร์ตี้คืนนี้
จึงมีแต่พวกเราแค่เจ็ดคนที่ไปร่วมงานแบดฯ
(ขณะที่เอเจนซี่อื่นเค้าไปกันเป็นสามสิบ-สี่สิบ-ห้าสิบคน)
แต่พวกเราก็เต็มใจ เพราะเตรียมตัวไปรับ ‘รางวัล’

การประกาศผลรางวัลค่อยๆ ไล่เรียงไปเรื่อยๆ
แต่ละเอเจนซี่กรี๊ดกร๊าดกันอย่างมีความสุข เฮฮา สนุกสนาน
ปรบมือให้เพื่อนร่วมบริษัทกระหึ่มกึกก้อง
ส่งยิ้มให้กันไป-มา ยกนิ้วโป้งให้กันนัยว่า เอ็งแน่มาก!

กระทั่งมาถึงงานของพวกเรา เสียงปรบมือที่เคยดังกระหึ่ม
กับเสียงกรี๊ดกึกก้องนั้น เหลือเพียงเสียงยุงบิน
แหม…คนเจ็ดคนช่วยกันกรี๊ดจนคอแตกก็คงได้ยินกันแค่เจ็ดคนนั่นแหละ
เรารับ ‘รางวัล’ จำนวนไม่น้อยนั้น แล้วหอบกลับงานปาร์ตี้อย่างเงียบๆ
เจียมเนื้อเจียมตัว ไม่มีใครร่วมดีใจ มีเพียงเสียงปรบมือของพวกเราเบาๆ
ให้กันและกัน ไป-มา

6.
เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้หวนคิดถึงเมื่อครั้งได้รางวัลแบดฯ จูเนียร์
สมัยที่ยังเป็นนิสิต ครั้งนั้นเพื่อนร่วมคณะ(สถาปัตย์ ไม่ใช่เชิญยิ้ม!)
มานั่งรอลุ้นในงานด้วยราวสิบคน ทันทีที่โฆษกบนเวทีประกาศชื่อเรา
เพื่อนกระโดดตัวลอย ดีใจราวกับมันได้รางวัลซะเอง
พอเราเดินกลับลงมาจากเวที จึงได้เห็นว่า มันกำลังซับน้ำตา
ขณะที่ปากยิ้ม และเผยอบอกกับเราเสียงสั่นว่า “ดีใจด้วยว่ะ แกทำได้!”
เพื่อนคนนั้นเป็นผู้หญิง ถึงแม้เพื่อนที่เหลือจะไม่เสียน้ำตา
แต่จากแววตาและสัมผัสตบหลังตบไหล่ ก็พอบอกกับเราได้ว่า
มันยินดีอย่างจริงใจ

พวกเรากระโดดขึ้นรถ เพื่อนเปิดเพลง Beautiful Day ของยูทู
“เพื่อมึง!” มันบอกกับเรา เรานั่งยิ้มตลอดทางจนถึงบ้าน
วันนั้นเราไม่ได้บอกกับพวกมันว่า
เราดีใจกับสิ่งที่พวกมันทำ มากกว่าที่ได้รับรางวัลซะอีก

7.
ทันทีที่กลับมาถึงงานปาร์ตี้ เสียงกรี๊ดก็ดังลั่นแก้วหู
เพื่อนๆ ในออฟฟิศกำลังตะโกนแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล
จากการจับฉลากแจกของ ของออฟฟิศ
ทุกคนมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า คราบแอลกอฮอล์เปื้อนเสื้อ
และคราบความสนุกยังเกาะอยู่ตามรอยขี้เกลือสำหรับคนที่สวมเสื้อสีเข้ม
เกือบทุกคนกระโดดโลดเต้นในแบบที่เราไม่เคยคิดว่าเค้าจะทำ

พวกเราเดินเข้ามาพร้อม ‘รางวัล’ เต็มมือ
ค่อยๆ นั่งลงเงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสนานสุดเหวี่ยง
บางคนเดินมาถามผลรางวัล และแสดงความยินดีด้วย(เบาๆ)
ท่าทีของเค้าคึกคักและมีความสุขสวนทางกับอารมณ์แห้วของพวกเรา

ทำไมพวกเราแห้ว?
แน่นอน ยอมมิใช่เพราะไม่ได้ ‘รางวัล’
แหม เราก็ได้มันมาพอสมควร
แต่เราแห้ว เพราะไม่มี ‘เสียงปรบมือ’ แบบนี้
ในตอนที่เราได้รับการประกาศผลรางวัลต่างหาก

มิใช่คนเหงาที่ต้องการคนยอมรับนับถือ
โหยหิวเสียงปรบมือเพื่อเติมเต็มตัวตน
พวกเราย่อมมิใช่คนแบบนั้น
แต่ก็นั่นแหละ เราเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง(อ้อ!เจ็ดคน)
เราย่อมอยากมีเพื่อนยืนอยู่ข้างๆ ยามที่ประสบความสำเร็จ

เราวาง ‘รางวัล’ ทั้งหมดลงบนโต๊ะ
งานปาร์ตี้ที่สนุกที่สุดกำลังจะจบลง

8.
นาทีท้ายๆ ของค่ำคืน เราถือ ‘รางวัล’ เดินหารถแท็กซี่
ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับงดงาม
เพลงคริสต์มาสและปีใหม่คลอเคลียไปกับอากาศ
ถนนราชประสงค์ช่วงปลายปีแลดูชวนให้มีความสุข
ในทางตรงกันข้าม, มันชวนให้คนที่กำลังอยู่ในอารมณ์เหงา
ยิ่งเหงาหนัก!

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข
คนที่กำลังมีความทุกข์ จะยิ่งทุกข์เป็นทวีคูณ

เรามอง ‘รางวัล’ ในมือ
และนั่งนึกภาพนักกีฬาที่ยืนอยู่บนแท่นรางวัล
นักฟุตบอลที่วิ่งเต้นไปรอบสนามตอนได้แชมป์โลก
เรากำลังนึกภาพว่า
จะเป็นยังไง ถ้าหากพวกเขาวิ่งไปรอบๆ สนาม โดยไร้กองเชียร์?
จะเป็นยังไง ถ้านักกีฬาชูเหรียญสุดเหยียดแขน แต่ไร้เสียงปรบมือ?
ความภาคภูมิและดีใจในชัยชนะจะยังเท่าเดิมหรือเปล่า?

หรือที่จริงแล้ว?
เมื่อเราประสบความสำเร็จ เราต่างต้องการคนร่วมชื่นชมยินดี
แล้วความสำเร็จและความสุขนั้นจะยิ่งทวีเป็นหลายเท่า
แบ่งกันสุขกับความสำเร็จร่วมกัน

และคนที่ได้รับรางวัลแต่ไร้คนที่รออยู่ข้างล่างเวทีตอนเดินกลับมา
อาจเป็นคนที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จในอีกบางแง่มุมของชีวิต

รางวัลหลั่งน้ำตาให้ใครไม่ได้ มันไม่มีหัวใจ

หรือที่จริงแล้ว
อาจจะใช่-เราภาคภูมิใจและดีใจที่ได้รับรางวัล
แต่สิ่งที่จะทำให้วันที่สวยงาม (The Beautiful Day) นั้นสมบูรณ์
คือเสียงปรบมือ การตบหลังตบไหล่ โอบกอด รอยยิ้ม
และหยาดน้ำตาแห่งความจริงใจของคนข้างล่างเวที

และยิ่งในวันที่เราแพ้พ่าย ไม่ได้รับ ‘รางวัล’ ใดใดติดมือ
คนที่รออยู่ข้างล่าง ข้างๆ สนาม และข้างๆ กายยิ่งจำเป็นเข้าไปใหญ่
คนเหล่านี้ใช่หรือไม่ ที่ทำให้เราอยากมีชีวิตต่อไป
ไม่ว่าวันนี้จะสำเร็จ หรือ ล้มเหลว

ท่ามกลางความงามระยิบและบรรยากาศอวลสุข
ในห้วงเวลาแห่งเทศกาลปลายปี-ค่ำคืนอันว้าเหว่นี้
เราอดคิดไม่ได้ว่า
บางที, คนข้างๆ ที่คอยปรบมือและซับน้ำตา
อาจสำคัญกว่า ‘รางวัล’.