สนามแห่งความสุข

ธันวาคม 19, 2006

1.
ก่อนที่จะได้ชมหนังเรื่อง Driving Lessons ที่ลิโด
เราได้ดู Total Bangkok สารคดีขนาดสั้นประมาณยี่สิบนาที
ของพี่เป็นเอก รัตนเรือง อย่างสนุกสนานสำราญเรติน่า

Total Bangkok เป็นสารคดีเกี่ยวกับนักฟุตบอลใต้ทางด่วน
ดูเผินๆ อาจเรียกพวกเค้าอย่างที่เคยเรียก “พวกเล่นบอลใต้ทางด่วน”
แต่พอได้ไปดูใกล้ๆ จนได้กลิ่นเหงื่อและมีขี้เกลือติดตามา
เราก็กล้าเรียกพวกเค้าเต็มปากว่า “นักฟุตบอล”
(แถมยังเป็นนักฟุตบอลที่แข่งชนะทีมชาติชุด U20 อีกต่างหาก!)

หนังดำเนินไปอย่างเรียบง่าย และเป็นธรรมชาติ
ร้อยเรียงบทสัมภาษณ์ความรู้สึก ความคิด กระทั่งความฝัน
ของบรรดานักฟุตบอลทั้งหลายด้วยผู้บรรยายที่ทำหน้าที่
เหมือนไม้เสียบลูกชิ้น เสียบร้อยเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน
ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว

ผู้บรรยายเสียงเท่ปนยียวน (ก็พี่เป็นเอกนั่นแหละ)
หยอดมุขพอให้ยิ้มเป็นระยะ อาทิ
“วันไหนที่คุณเล่นได้สุดยอด มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ
เหมือนกับได้มีเซ็กซ์กับซอนย่ายังไงยังงั้น
เอ่อ…อันนี้ผมเดาเอานะครับ ผมก็ไม่เคยมีเซ็กซ์กับซอนย่า”

หนังค่อยๆ ไล่เรียงให้เห็นลำดับของการเนรมิตพื้นที่สี่เหลี่ยมว่างเปล่า
ให้กลายมาเป็นสนามฟุตบอลอันอบอุ่นไปด้วยมิตรภาพแบบพี่ๆ น้องๆ
ตั้งแต่การเก็บเงินคนละสองบาทมาซื้อไฟเพื่อติดข้างสนามทีละดวง
ทีละดวง ทีละดวง ทีละดวง จนครบสี่ดวง ค่อยๆ เก็บเงินแล้วลงมือ
ประกอบโกล ซื้อตาข่าย กระทั่งเริ่มมีกล่องสำหรับเก็บอุปกรณ์ต่างๆ
จากพี่ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีเพียงสองคน นักบอลก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น
จนคึกคัก

ผู้คนหลากหลายมาจากต่างสถานที่ แต่ก็มารวมตัวกันที่นี่
เพราะมีความสุขในสิ่งเดียวกัน สิ่งนั้นคือการ ‘เตะบอล’
บางคนบอกว่า บ้าเตะบอลจนต้องเลิกกับแฟน
บางคนบอกว่า ชอบเตะบอลมากกว่าไปเที่ยวกลางคืน
บางคนบอกว่า กลับถึงบ้านก็เปลี่ยนชุดวิ่งมานี่ การบ้งการบ้านไว้ทีหลัง
บางคนบอกว่า มันเป็นความสุขที่สุดของชีวิต

เราก็เคยเป็นแบบนี้ ต้องเตะบอลทุกเย็น
บางวันก็ตอนเช้าและกลางวันด้วย
มันเป็นความสุขชนิดหนึ่ง ความสุขที่ได้เหงื่อออก
ได้วิ่ง ได้ส่ง และรับบอลจากเพื่อน
ได้เล่นด้วยกัน ได้ยิงประตู ได้ดีใจ ได้เซ็งตอนเสียประตู
ได้ตะโกนเรียกชื่อเพื่อนดังๆ ให้มันส่งบอลมา
(ซึ่งในเวลาปกติ คงไม่มีใครเรียกใครดังและตื่นเต้นขนาดนั้น)
ได้นั่งพัก ได้พูดคุยกันถึงจังหวะนั้นจังหวะนี้ ลูกยิงสุดสวย
ลูกรับสุดเหนียว ลูกส่งสุดยอด ที่ขาดไม่ได้คือการค่อนขอด
ทีมฝ่ายตรงข้ามในจังหวะที่เพลี่ยงพล้ำจนหนำใจ-ทีใครทีมัน

เดี๋ยวนี้ก็ยังพอจะมีโอกาสได้ฟาดแข้งบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทุกเย็น
แบบพวกเค้าเหล่านี้

“สนามฟุตบอลมันอยู่ตรงนี้ มันให้ความสุขกับคุณแน่นอน
ขอแค่คุณมีเวลาเดินทางมา และลงสนามเท่านั้น”
(หนังพูดไว้ดีกว่านี้เยอะ แต่เราจำได้แค่พอเลาๆ)

2.
ตั้งแต่ได้มานั่งเขียนบันทึกนึกก่อนนอนลงในอากาศ
เราก็รู้สึกว่า นอนหลับอย่างมีความสุข
บางที เวลาเราได้คิดอะไรเสร็จสรรพในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
มันก็ทำให้จิตใจสงบได้ไม่น้อย

หากนักฟุตบอลใต้ทางด่วนบางคน กลับถึงบ้านแล้วโยนกระเป๋า
เปลี่ยนชุด พุ่งไปยังสนามเพื่อฟาดแข้งกับเพื่อนฝูง
เราเองก็คงไม่ต่างจากเค้าซักเท่าไหร่ กลับถึงบ้าน
โยนกระเป๋า เปลี่ยนชุด พุ่งไปยังสนามที่ฝากไว้กับอากาศ
ลงฟาดนิ้วกับตัวหนังสือและแป้นคีย์บอร์ด

ก็อดคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่ทำให้มีความสุขในการฟาดนิ้วนั้น
อาจเพราะมีคนร่วมลงสนามนี้ด้วยบรรยากาศแบบพี่ๆ น้องๆ

การฟาดนิ้วกับตัวอักษรในบล็อกนั้นเป็นไปอย่างสบายใจ
ไม่เกร็ง และไม่กังวลอะไรมากมายนัก ต่างจากการเขียนหนังสือ
เพื่อลงนิตยสาร หรือเพื่อประกอบร่างเป็นพ็อกเก็ตบุ๊ก
ซึ่งดูจะต้องใช้เวลา ความคิด และการประดิษฐ์ประดอยมากกว่า
แถมบางทีก็ยังมีการกังวลอีกว่า มันดีพอหรือยัง?

นิตยสารและแผงหนังสือเป็นสนามใหญ่ คนดูเยอะ ต้องตั้งใจเล่น
แต่บล็อกฝากอากาศเป็นสนามปูนเล็กๆ ใกล้บ้าน มีเพื่อนมาร่วมเตะบ้าง
พออบอุ่น เตะเอามันส์ เตะได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร ฮ่าฮ่า…

พี่เป็นเอกพูดไว้ท้ายๆ เรื่อง(ประมาณ)ว่า
“ผมตั้งใจมาบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับนักบอลใต้ทางด่วน
แต่สิ่งที่ผมได้กลับไป กลับเป็นบันทึกของความสุข

…ทันทีที่คุณเปลี่ยนชุดลงสนาม
คุณจะวางตัวตนของคุณทิ้งไป
ลืมความกังวล ความอิจฉาริษยาทั้งหลาย
เหลือเพียงแค่ ลูกบอล เท่านั้น…

ไนกี้บอกผมว่า Just do it.
Bobby McFerrin บอกผมว่า
Don’t worry, Be happy.
ผมเพิ่งรู้วันนี้เองว่า มันเป็นสิ่งเดียวกัน
สิ่งนั้นเรียกว่า ความสุข

3.
หลังจากดูหนังจบ
เราแทบอยากโทรไปหาเพื่อนแล้วชวนมันเตะบอลโกลหนู
แต่นั่นก็เป็นอารมณ์ชั่วแว้บ กลับมาที่บ้าน โยนกระเป๋า
เปลี่ยนชุด ลงสนามที่คุ้นเคย-สนามตัวหนังสือขนาดเล็ก
และก็พบว่า มันก็เป็นสนามที่รอเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
และเราก็สามารถมีความสุขกับมันได้แบบเชื่อใจได้
ไม่ต่างจากสนามฟุตบอลใต้ทางด่วนของพวกเค้า

ใครๆ ก็คงมี ‘สนามแห่งความสุข’ ของใครๆ
ต่างคนต่างรูปแบบต่างสนามให้ลง ‘เล่น’
เป็นสนามที่ไม่มีใครมานั่งตั้งหน้าตั้งตาคาดหวังกับเรา
ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสบาย แค่เล่นให้สนุก

และหากวันไหนโชว์ฟอร์มได้สุดยอดขึ้นมา
ก็คงมีความสุขไม่ต่างจากการได้มีเซ็กซ์กับ…เอ่อ…
เลือกกันเอาเองก็แล้วกัน

ว่าแต่…
สนามแห่งนั้นของคุณคืออะไร?

21 Responses to “สนามแห่งความสุข”

  1. พุงกลม Says:

    สนามแห่งความสุขของเราเหรอ? บางทีก็เป็นหน้าจอสี่เหลี่ยมๆ (หน้าจอ ไม่ใช่หน้าคน อิอิ) ทั้งทีวี และ จอคอม บางทีก็เป็น “หนังสือ” ที่อ่านแล้วให้ความสุข สนุกสนาน บางทีก็เป็น “โต๊ะกินข้าว” ทั้งกับเพื่อนฝูงและครอบครัว บางวันก็เป็น “ร้านหนังสือ” ที่มีหนังสือให้เลือกมากมาย แม้ไม่มีตังค์ซื้อ ไปยืนลูบๆ คลำๆ ก็ยังดี ดูเหมือนจะมีหลายสนามผลัดเปลี่ยนกันไป เลือกไม่ถืกเรย.. 😀

    ว่าไป..อยากดู total bangkok เหมือนกัน.. วันก่อนก็ไปยืนอ่านป้ายหน้าโรง แต่ยังไม่ว่างดู

    ปล. อ่านคอลัมน์ใน “ฮิฮิ” แล้วนะ .. เขียนน้อยจัง อ่านไม่สะใจ ^_^

  2. จี Says:

    ถึงจะไม่เคยแตะบอลทั้งโกลจริงและโกลหนู….
    แต่ก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ดู (นักฟุต) บอล….\(^^)/

  3. Doraethee Says:

    🙂 สนามแห่งความสุข มันคงอยู่ในใจทุกคนมั้งคะ
    แล้วแต่ว่าใครพร้อมจะลงไปเล่นรึป่าว 😀

  4. jummdcu Says:

    สนามแห่งความสุขของเรา…

    ที่ที่มี คนที่เรารัก (ไม่ต้องมากปริมาณ เน้นคุณภาพ)
    มีงานที่ทำเพื่อประโยชน์กับผู้อื่น เหมือนตอนนี้
    มีสิ่งบันเทิงใจให้หายเครียด..
    หนังสือดีดีหลายๆเล่ม เพลงเพราะๆหลายๆเพลง
    ที่สำคัญคือ เวลา และ เจ้าตัวความสุข นี่แหละจ้า

    พี่จุ๋ม..

  5. เติ้ล Says:

    สนามความสุขของเติ้ล ขนาดไม่แน่ไม่นอน
    บางทีก็ใหญ่กว่าโกล์รูหนู บางทีก็เล็กกว่าโกล์รูหนูมาก ๆ
    ทุกครั้งที่ลงสนาม เรื่องปวดหัว ปวดประสาทจะหายไป
    เหลือแค่สี พู่กันกับตัวการ์ตูนตรงหน้า
    เป็นสนามส่วนตัวที่ไม่มีใครเคยตั้งหน้าตั้งตาคาดหวัง
    และเราเองก็ไม่เคยตั้งหน้าตั้งตาคิดเกินเลยกับมันไปไหน
    … แค่เล่นให้สนุกทุกครั้งที่ลงสนาม

    จะว่าไปสนามแบบนี้นี่ดีเน๊อะ
    ไม่มีผู้กำกับเส้น ไม่มีกรรมการ ไม่มีใบเหลือง ไม่โดนแบน
    แถมยังไม่โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม … สนุกจริง ๆ ;p

  6. นิ้วกลม Says:

    ฮ่าฮ่า…เออแฮะ จริงด้วยเติ้ล

  7. nhephex Says:

    roundfinger คือ นิ้วกลม หรือเปล่าครับ
    นิ้วกลม คนที่เขียนลง a day หลายๆเล่ม
    แล้วก็อายุน้อย ป่าวครับ

    ถ้าใช่ ยินดีที่ได้รู้จักครับ โซกลีครับ

  8. นิ้วกลม Says:

    ช่ายคร้าบ ยิงลีที่ล่ายรู้จักเช่งกังคับ
    อายุม่ายค่อยน้อยหรอกคร้าบ หุหุ 😀

  9. พี่เมกิ Says:

    มาเล่าให้ฟังว่า
    ไป “ลงสนาม” มาแล้วจ้ะ
    สนามนี้ มีความสุขไหม? ไม่รู้
    รู้แต่ว่า “สนุก” ที่ได้ ลงสนาม

    ————————————–

    “ถ้ามีความหวัง ก็แปลว่ามีโอกาส”
    กระดาษใบน้อยเท่าโพยที่นักศึกษาซุกเข้าห้องสอบ
    เสียบอยู่ในหนังสือเล่มที่ไม่เคยอ่านจบเลยสักที
    นั่นคือ กลองสังกะสี :The Tin Drum พะยี่ห้อโนเบล
    ปี 1999 จากเยอรมนี ความหนาเท่าพจนานุกรม
    สองเล่มซ้อนกัน…

    อ่านมาเป็นปีแล้วยังได้ไม่ถึงสามสิบหน้า
    กะว่าจะพยายามอ่านให้จบก่อนอายุสี่สิบ
    ซึ่งก็เหลืออีกตั้งหลายปี…

    ส่งท้ายปลายธันวา
    ด้วยการสร้างความตื่นเต้นให้หัวใจได้ครื้นเครง
    กับการ “ทดสอบ” ศักยภาพด้านสติปัญญา
    โดยการลงสนามทดสอบฝีมือกับพี่น้อง
    ในสาขาเดียวกัน สิบเอ็ดชีวิตที่มาจากต่างสถาบันฯ
    และต่างประสบการณ์
    แต่ละคน…ก็ “ไม่ใช่ธรรมดา” ทั้งนั้น
    ต่างก็มาเพื่อปลายทางเดียวกัน
    นั่นคือการถูกเลือกให้เหลือเพียงหนึ่ง!
    กับ การทดสอบที่หฤโหด ไม่แพ้กับการฝึก
    Cobra gold หรือ Cope Tiger เลยเชียวล่ะ…

    น่าสนุก…
    เพราะการแข่งขันมักจะทำให้ “หัวใจเต้นแรง” ได้เสมอ

    * * *

    เมื่อการแข่งขันจบลง แล้ว
    ถ้าไม่เป็นผู้ถูกเลือกล่ะ? จะเสียใจไหม

    คำตอบมีอยู่ล่วงหน้าแล้วว่า “ไม่”

    เหตุผลข้อที่หนึ่งคือ – –

    ไม่เคยสกัดดาวรุ่งตัวเองด้วยการบั่นทอนกำลังใจ
    อันมีอยู่นิดน้อย… เท่าหอยมด
    เรารู้ว่าเราพร้อมแค่ไหน? และเรารู้ว่าอะไรที่เราไม่รู้ – –
    เราอาจจะไม่รู้ว่า “คู่แข่ง” ทั้งสิบคนนั้นฝีมือเป็นยังไง
    แต่เรารู้ว่าเรามีฝีมือเราเป็นยังไง

    เหตุผลข้อที่สองคือ – –

    “ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่” เพราะมันไม่ใช่การตัดสิน
    ว่าชีวิตเรา “ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว”
    มันเป็นเพียงการ “ทดสอบสมรรถภาพ”
    อย่างหนึ่ง เท่านั้นเอง
    ซึ่งก็แปลว่า เมื่อผลออกมา มันทำให้เรารู้ว่า
    เราแข็งแกร่ง อ่อนซ้อม หรือต้องสั่งสมประสบการณ์
    และชั่วโมงบินมากเท่าใด จึงจะสามารถ “ลงสนาม”
    ได้ใหม่อีกครั้ง

    * * *

    แต่ถ้าหากผู้ “ถูกเลือก” เกิดเป็นเราขึ้นมาล่ะ?

    ก็ดีสิ เพราะมันจะทำให้เรายิ่ง “หัวใจเต้นแรง” มากขึ้น
    เมื่อเราต้องค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาใหม่
    ที่จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ

    น่าสนุกออก…

    การอยู่นิ่งๆ และรอคอย
    ไม่ใช่วิสัยของเราโดยพื้นฐาน
    และการทำอะไรซ้ำเดิมในทุกวัน
    มันก็ไม่ใช่เรื่องสนุกเท่าใดนัก

    ถ้าเราไม่รู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตจะมาถึงเมื่อใด
    ก็ไม่น่าแปลกที่เราจะใช้ให้มันคุ้มค่า
    ก่อนที่มันจะหมดลงโดยไม่รู้ตัว?

    หนุ่มเมืองจันท์เขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์
    โดยอ้างบัณฑิต อึ้งรังษี มาอีกทีว่า

    กฎข้อที่หนึ่งคือ ต้องยอมรับว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม
    ไม่ต้องถามว่า ทำไม…
    ยอมรับไปเลย เพื่อที่จะไม่เสียเวลาตีโพยตีพาย
    เอาเวลาไปใช้ในการต่อสู้ดีกว่า… และแน่นอนว่า
    เราต้องยอมรับความจริงให้ได้.. ไม่ว่าจะดีหรือร้าย

    แต่เราต้องไม่ยอมแพ้เด็ดขาด
    เราเชื่ออย่างที่ไนกี้บอก Just Do It

    พี่เมกิ เอง

  10. pattararanee Says:

    ที่นี่ สนามแสนสนุกสุขใจของใครหลายคนคงจะคล้ายๆ กัน

    อย่างเช่นตอนนี้ เราก็กำลังมีความสุขที่ได้เข้ามาเสพ “ศิลปะ”
    ได้เข้ามาพูดคุยกับตัวหนังสือของทุกคน บนกำแพงบ้านพักฝากอากาศหลังนี้จ้า

    จะว่าไปมันเป็น กราฟิตี้ อย่างหนึ่งรึเปล่าคะ ^_^

  11. นิ้วกลม Says:

    ไม่เจอ(ตัวหนังสือ)ตั้งนานครับพี่เมกิ
    ขอบคุณกับข้อความยาวๆ ไฟพุ่ง!
    ขออนุญาตแก้คำนิดนึงครับพี่
    จำได้ว่า คุณบัณฑิต บอกว่า
    “ยอมรับไปเลยว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม
    เอาเวลามาใช้ใน ‘การฝึกซ้อม’ ดีกว่า”
    อาจจะดูโหดน้อยกว่า ‘ต่อสู้’ นิดนึงครับ หุหุ

    สู้สู้คร้าบ!

  12. Modz(มด) Says:

    ดีค่าพี่เอ๋ อืมม..สนามแห่งความสุขของมดหรอ เอาแน่เอานอนไม่ได้ค่ะ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง

    ตอนนี้ก้อคงเป็นการเข้ามาอ่านblog+post ที่บ้านพักฝากอากาศของคนแถวนี้ละมั้ง(ช่วยดีใจหน่อยสิ!) ^0^

    Happyกับสนามแห่งความสุขมากๆนะคะพี่เอ๋

  13. Spacetrain Says:

    อืม…….สนามแห่งความสุขหรอ

    บางครั้ง เราไม่ต้องลงสนามเองก็มีความสุขนะ

    ได้มองเห็นความสุขของคนอื่น

    ก็มีความสุขแล้ว

    พักจากสนามของตัวเอง มาเกาะขอบสนามคนอื่น

    (แบบที่กำลังทำอยู่ตอนนี้) ก็มีความสุขค่ะ

    ^_____________________^

  14. Vingt-Neuf Says:

    สนามแห่งความสุขของปอ ก็คงเหมือนหลายๆคนแหละค่ะ

    ถ้าเปรียบการเข้าสู่โลกไซเบอร์เหมือนการเดินออกจากบ้าน
    การเดินเรื่อยๆ ดูบ้านนู้น แวะทักบ้านนี้ ก็มีความสุขดีไม่น้อย

    แต่จะว่าไป..นี่ก็นานแล้วเหมือนกันนะคะ…
    ที่ไม่ได้เดินออกไปทักเพื่อนบ้านข้างๆ (ที่อยู่ในโลกจริง!)

    อ่อ.. วันนี้จะเข้ามาขอบคุณพี่เอ๋คับ
    ตัวหนังสือพี่เอ๋ทำให้น้องปอได้ประโยคเด็ดๆไปทำรายงานเยอะแยะเลยค่ะ ^^


  15. สนามแห่งความสุข
    อยู่ทุกๆที่บนโลกใบนี้
    ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะมองมันมากกว่า
    บางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเรา เราไม่เห็นว่ามันสุข
    แต่ถ้าสิ่งนั้น เกิดกับคนอื่น(ที่ไม่ใช่เรา) บางทีสิ่งนั้นอาจจะเป็นความสุขสำหรับคนอื่นก็ได้

    มองกันคนละมุม
    มองกันคนละหัวใจ
    แต่ไม่ได้มองโลกกันคนละใบ
    เพราะอยู่อยู่บนโลกใบเดียวกัน


  16. ความสุขของผมคือทุกอย่างที่ไม่ทำให้ผมเป็นทุกข์(กำปั้นทุบดินไปหรือเปล่าเนี่ย) แต่การได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ เพื่อนใหม่ ได้เห็นคนรักมีความสุข อ่านหนังสือหรือบทความที่ดี ให้ความรู้ ก่อเกิดจินตนาการ(แน่นอนว่าหนังสือของพี่เอ๋ด้วยแหละ…โดยเฉพาะข้อสุดท้าย:D) ถึงแม้ว่าผมจะไม่เป็นผู้ชื่นชอบฟุตบอล แต่ทุกครั้งที่ได้เล่นมันก็ทำให้ผมมีความสุข (แม้ว่าจะเล่นกลางพื้นมีเต็มไปด้วยหิมะและอุณหภูมิต่ำกว่า-10องศา) อ๋อ! เวลาที่ผมนึกถึงเมืองไทย ผมก็มีึความสุขเหมือนกัน(อยากเจอพี่เอ๋)

  17. นิ้วกลม Says:

    หากสนามโล่งๆ ที่ห้อยล่องหนเอาไว้กับอากาศแห่งนี้
    เหมือนสนามปูนที่พี่พี่น้องน้องเค้ามารวมแข้งเตะบอลกัน
    เราว่ามันก็มีความสนุกดีที่ได้มาฟาดนิ้วกันเป็นระยะ
    แลกเปลี่ยนความคิดกันพอเหงื่อออก (หนุกๆ)

    หากสนามนี้เป็นความสุขของบางคนก็ดีใจครับ 😀

    ศร…ท่าทางจะมีความสุขดีกับความหนาว
    ที่นี่เริ่มหนาวแล้วเหมือนกัน หนาวหน่อยๆ แต่ก็ค่อยยังชั่ว 😀

  18. pattararanee Says:

    November 17
    อ่าน “อะไร” เห็น “อะไร”
    เมื่อก่อนนี้หนังสือที่ฉันสนใจและใส่ใจอ่านก็จะมีเพียง “วรรณกรรมแปล” เน้นที่เป็นวรรณกรรมสำหรับเยาวชนเสียด้วยสิ
    ฉันไม่ได้อ่านหนังสือหลากแนวเหมือนใครอีกหลายคน นั่นก็เพราะฉันมักมองโลกในมุมแคบๆ ในมุมของฉันเพียงคนเดียว “ไม่เห็นอยากอ่านหนังสืออะไรที่มันยากๆ เครียดๆ แค่ทำงานนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว ยังจะไปอ่านหนังสือเครียดๆ อีกทำไม” นั่นล่ะ ความคิด

    แต่เมื่อกี๊นี้เอง (ฉันรู้สึกเหมือนมันเพิ่งผ่านมาเองนะ ทั้งที่มันก็หลายเดือนแล้ว) หนังสือที่ฉันมองเพิ่มขึ้นและหามาอ่านจึงเป็น สารคดีท่องเที่ยว
    เพราะ “คาราโครัม ไฮเวย์” นี่เอง ทำให้ทัศนะการมองโลกของฉันเปลี่ยนแปลงไป

    สองสามเดือนมานี้ ฉันได้รู้จัก “คน” เพิ่มขึ้นอีกหลายคน โดยผ่านทางตัวหนังสือของเขาเหล่านั้น มีทั้งโต้ตอบด้วย chat อี-เมล บันทึกขนาดสั้น – ยาว หรือแม้กระทั่ง “หนังสือ”
    ฉันคิดเอาไว้ บางทีเราอ่านหนังสือรวดเดียวจบ บางครั้งก็อ่านบ้างพักบ้าง
    แล้วฉันก็ค้นพบว่า หากเราค่อยๆ อ่าน ทุกๆ วัน ทีละเล็กทีละน้อย
    คงเหมือนเรากำลังอ่านคนเขียนอยู่ด้วย ดูว่าเขาหรือเธอเป็นคนอย่างไร
    แต่แล้วความคิดนี้ก็ทลายลงในฉับพลัน ด้วยคำ “สร้างภาพ”

    ฉันไม่แน่ใจนักว่าที่บอกอย่างนี้ เขาหมายความว่าอย่างไร หรือเขาอยากให้ฉันเข้าใจว่าอย่างไร
    อาจเพราะ “เรา” ยังไม่รู้จัก “ตัวตน” ของกันและกันเลยน่ะเอง

    ในความนึกคิดของฉัน คำหรือเรื่องราว ต่างๆ เราสามารถเขียนมันหรือประดิษฐ์ขึ้นมาได้
    แต่ “วิธีคิด” นี่สิ มันเป็น “ปัจเจก” (ขอใช้คำยาก-ประหลาดๆ ที่ตัวเองก็ไม่เคยเข้าใจคำนี้อย่างแท้จริงสักที)
    เพราะในตัวตนของแต่ละคนย่อมมีสิ่งนี้ผนึกแน่นอยู่ในกมลสันดานของคนนั้นๆ นะสิ
    สุดท้าย วิธีคิด ก็ลงเอยด้วย “ปรุงแต่ง” กันได้อีก คนๆ นั้นบอก

    มาย้อนนึกดู ฉันอาจเข้าใจผิดและเลือกใช้คำผิดมาตลอด พอสื่อสารออกไป เขาจึงได้ตอบมาอย่างนั้น
    หรือหากว่าเขาเข้าใจถูกต้องแล้ว
    ฉันก็ต้องยอมรับมันโดยดี ว่ามันก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง เพราะว่า เจ้าวิธีคิดเนี่ยก็มาจาก ความคิดที่ถูกหล่อหลอมด้วยเตาไฟแห่งชีวิต
    วิธีคิด มันมาจากน้ำตา อารมณ์ความรู้สึกประดามี ความสุข ความทุกข์ และหรือประสบการณ์ต่างๆ ที่พานพบในชีวิต

    แล้วสองสามเดือนที่ผ่านมานี้ ฉันได้รู้จัก “คน” เพิ่มขึ้นอีกหลายคน ผ่านทางตัวหนังสือของเขาหรือเธอคนนั้น
    นั่นทำให้ฉันมีวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงไป (อีกแล้ว) มุมมองโลกของฉันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
    แม้มันจะเป็นการพูดคุยผ่านโลกไซเบอร์ก็ตาม หน้าต่างเอ็มเอสเอ็นมีความหมายมากขึ้น การรอคอยจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้รู้สึกปวดใจจี๊ดๆ – มากกว่ารอจดหมายซึ่งส่งโดยบุรุษไปรษณีย์เสียอีก เพราะการเดินทางผ่านสายโทรศัพท์มันย่อมเร็วกว่าจดหมายธรรมดาเป็นไหนๆ – แต่ท้ายที่สุดแล้ว การที่เราไม่ได้รับนั้น อาจเป็นเพราะเขาหรือเธอ – ไม่อยากตอบ – ไม่คิดจะตอบ – ยังไม่ได้อ่าน – เฮ้อ!!! มันจึงบีบคั้นหัวใจสุดๆ ไปเลยน่ะสิ –

    นี่อาจเป็นเพราะฉันรอคอยที่จะเติบโตทางความคิดโดยหยิบยืมเอาหัวสมองของ “คนอื่น” จากการอ่านตัวหนังสือของเขา มากเกินไปก็ได้
    ทว่าฉันก็ยังอยากจะ “มองเห็นโลกใบนี้ในมุมอื่นๆ” อีกอยู่ดี

  19. jummdcu Says:

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปสนามแห่งความสุขอีกแห่งนึงของเรา
    แอบเห็นว่าเป็นสนามแห่งความสุขของคนอีกหลายๆคนด้วยซิ

  20. แขก Says:

    ได้เก็บกระเป๋าเตรียมออกเดินทาง
    ก็เหมือนเดินเข้าสนามแห่งความสุขแล้วครับ

  21. jummdcu Says:

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเปลี่ยนสนามแห่งความสุขไปอยู่ใน Paragon Hall
    มีความสุขจริงๆเลย
    เหมือนได้ย้อนวัยไปตอนเราเริ่มวัยสะรุ่น
    ได้เจอไอดอลที่อยู่ในใจ
    ได้เห็นแววตาที่มีความสุขของใครต่อใคร
    ถ้าส่องกระจกก็คงเห็นความสุขที่อยู่ในแววตาของตัวเอง อิอิ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: