คนอย่างเรา (บ้าง)

ธันวาคม 22, 2006

*หมายเหตุ: อ่าน ‘คนอย่างเรา’ ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ในจีเอ็ม
แล้วชอบมาก ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า แล้ว ‘เรา’ ล่ะเป็นคนอย่างไหน?
คงไม่มีวิธีไหนตอบตัวเองได้ดีไปกว่าการนั่งบ่นกับตัวเอง ดังต่อไปนี้…
——————————————————-

เราเป็นคนที่มีความสุขกับชีวิต
หากเรียกแบบไม่สุดโต่งเกินไปคงต้องบอกว่า ทุกข์น้อย
ที่ทุกข์น้อยเพราะไม่นิยมนั่งจมอยู่กับความทุกข์นานนัก
เราเชื่อว่าคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์
แต่เกิดมาเพื่อหาทางออกจากทุกข์ให้กับตัวเองให้เจอ

ยิ่งความรักยิ่งไม่ควรนำมาซึ่งความทุกข์
การที่จะรักใคร เราน่าจะเข้าใจในสิ่งที่เค้าทำมิใช่หรอกหรือ?
เราเคยอกหักรุนแรง ร้องไห้น้ำเกือบหมดตัวอยู่หนึ่งวันเต็มๆ
แล้ววันรุ่งขึ้นก็ตื่นขึ้นมาดำเนินชีวิตตามปกติ
ไม่ใช่ลืมเร็ว แต่พอเข้าใจแล้ว ความทุกข์ก็ทุเลาลงพอสมควร

คนรอบข้างชอบยัดเยียดตำแหน่ง คนมองโลกในแง่ดี ให้
แต่เราไม่ค่อยมั่นใจว่าเราเหมาะสมกับตำแหน่งนั้น
เพราะเราก็มองเห็นความเลวปะปนอยู่กับความดีทุกวี่วัน
ถ้าเลือกได้เราก็อยากมองโลกในหลายๆ มุม
มองมุมเดียวมันคงจะแคบไป (ต่อให้เป็นมุมดีก็เหอะ)

นั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราอยากออกไปเห็นโลก
เพราะมีความเชื่อว่า โลกใบนี้มีไม้บรรทัดเป็นล้านๆ อัน
และยิ่งเราเห็นความหลากหลายของไม้บรรทัดของคนอื่นมากเท่าไหร่
เราจะยิ่งยึดติดกับมาตรวัดเก่าๆ ของเราน้อยลง เมื่อยึดติดน้อย
ก็จะทำให้เปิดใจและหันหูไปฟัง(ไม่จำเป็นต้องเชื่อ)มาตรวัดของคนอื่นบ้าง
ฟังและพยายามทำความเข้าใจ และสิ่งหลังนั้นเองที่เราเชื่อว่า
มันค่อนข้างสำคัญสำหรับการอยู่ร่วมกันบนโลกใบเดียว

การพยายามทำความเข้าใจในอะไรต่อมิอะไร น่าจะช่วยให้
เราดำเนินชีวิตอย่างไม่หดหู่เกินไปนัก เพราะการพร่ำบ่นก่นด่า
ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เรามักเชื่อว่าทุกอย่างมีที่มาและสาเหตุ
กระทั่งในพฤติกรรมที่เลวที่สุด หากเราพยายามทำความเข้าใจ
เราอาจจะเข้าใจมันได้

หากอยากเข้าใจผู้คน ก็คงต้องเรียนรู้จากความคิดของคนที่แตกต่าง
วิธีลัดสองอย่างที่ใช้ค่อนข้างบ่อย คือ การดูหนัง และอ่านหนังสือ
หนังสือเป็นการประมวลความคิดแบบกระชับ เปิดมุมในการมองโลก
ขณะที่หนังนั้นเป็นชีวิตขนาดย่อ ให้เราได้เรียนรู้จากประสบการณ์
ที่เราไม่มีโอกาสได้สัมผัส ชีวิตที่เราไม่ได้เกิดมาเป็นแบบนั้น
หนังเปรียบเสมือนชีวิตฉบับอัดแน่นและเข้มข้น เป็นช่วงชีวิต
ที่ถูกเลือกมาแล้วว่า น่าสนใจที่สุด นอกจากเรียนรู้แง่มุมใหม่
เรายังได้ทำความเข้าใจผู้คนในแบบนั้นๆ ไปด้วย

เราปิดทีวีมาได้เกือบปีแล้ว ไม่ได้หมายความว่าไม่ดูเลย
เวลากลับบ้าน(พ่อแม่)เรามักนั่งเล่นหัวเราะรื่นเริงไปกับรายการโปรด
ของพวกเค้า กระทั่งนั่งด่าความโง่ของพระเอกที่ถูกอีตัวอิจฉา
ลากไปลากมาผ่านหน้านางเอกตลอดโดยไม่ขัดขืน
แต่ที่ห้องของเรา เราไม่เปิดทีวีมานานมาก
ล่าสุดอาจเป็นวันที่เพื่อนโทรมาบอกว่า “เฮ้ย! เค้าปฏิวัติกัน”

รายการโปรดในจอสี่เหลี่ยมมีแค่ไม่กี่รายการ
คนค้นคน, ชิงร้อยชิงล้าน, แฟนพันธุ์แท้, เกมอัจฉริยะ,
เอ่อ…นึกไม่ออกแล้ว!

วิทยุก็ไม่ได้ฟังมานานมาก แต่ก่อนฟังแฟตฯ
แต่แล้วก็เลิกฟังไปเฉยๆ จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเลิกฟังแฟตฯ
แต่เลิกฟังวิทยุ ก็เลยเลิกฟังแฟตฯ ไปโดยปริยาย
วงโปรดล่าสุดจึงหยุดอยู่ที่ Slur ตั้งแต่ซื้อแผ่นมา
ก็ยังกระดกหัวขึ้นลงกับเพลงสิบเอ็ด-สิบสองเพลงอยู่แค่นั้น

นี่ก็เพิ่งหยิบ MP3 The Beatles มาฟังวนไปวนมา
ด้วยเพราะว่ามีเพลงบางเพลงถูกเรายืมมาใส่ไว้ในหนังสือเล่มใหม่
The Beatles ต้องมาวนเวียนอยู่ในรถทุกปี
มาทีไรก็อยู่นาน

บางทีเราก็รู้สึกว่าการได้หยุดโลกของตัวเองไว้บ้าง
มันก็ทำให้ชีวิตไม่รกรุงรังจนเกินไป เพราะทุกวันนี้ ‘ของใหม่’
มันหลั่งไหลถาโถมเข้ามามากมายจนหูตาลายไปหมด

ชีวิตที่ดีน่าจะเป็นชีวิตที่เรากำหนดจังหวะของตัวเองได้
ไม่ใช่เต้นไปตามจังหวะอันเร่งรีบของโลก
อย่างนั้นมันเหนื่อยไปหน่อย

ปัญหาเดียวที่แก้ไม่หายก็คือนิสัยการชอบซื้อหนังสือเข้าบ้าน
เตียงนอนตอนนี้มีที่เหลือแค่พอเอาตัวสอดเข้าไปในผ้าห่ม
ซ้าย-ขวาเต็มไปด้วยตั้งหนังสือที่อ่านค้างไว้ โซฟาในห้อง
ไม่เหลือที่ให้นั่ง ต้องยกพื้นที่ให้หนังสือกองพะเนินอยู่อาศัยไปก่อน
ยังไม่มีเวลาไปซื้อหิ้งมาติดเพิ่ม
แหม…เวลาจะชำระสะสางหนังสือยังไม่มีเลย!

แต่เราอ่านไม่มีวันหมดหรอก
วันนี้ก็เพิ่งขนแมกกาซีนเข้าบ้านมาอีกสามเล่ม

เราเพิ่งคิดได้ไม่นานนี้ว่า เราจะไม่ซื้อรองเท้าอะไรอีกแล้ว
นอกจากคอนเวิร์ส ออลสตาร์สีดำ เพราะเราซื้อรองเท้ามากี่คู่ต่อกี่คู่
ก็ไม่เคยได้ใส่มันแบบบ่อยๆ สักที และไอ้คอนเวิร์สสีดำคู่เก่งก็มักจะ
ขาดก่อนใครเค้า เปลี่ยนไปสามคู่แล้ว คู่อื่นยังใหม่นิ้งอยู่เลย
เวลาจะเดินทางไปไหนต่อไหน เราก็มักเลือกใช้บริการของมันเสมอ
ด้วยเพราะมันรู้ตีน(คล้ายๆ รู้ใจ)กันเป็นอย่างดี

เราพบว่าการมีเสื้อยืดแบบเดียวกันทั้งตู้เป็นความเรียบง่ายในชีวิตชนิดหนึ่ง
ตั้งใจมานานพอสมควรว่าจะตัดใจให้มันเหลือสีเดียวให้ได้
แต่ก็ยังทำไม่ได้ เวลาเห็นเสื้อสีสวยๆ ก็มักซื้อรวมโหลมากับเสื้อสีดำ-สีโปรด
มันมักแทรกตัวมาเสมอ เขียวอ่อน ส้มแปร๋น ชมพูหวาน
แต่แล้วก็เฉกเช่นเดียวกันกับรองเท้า ไม่เคยได้ใส่มันไปไหน
กาลเวลาผ่านไป ก็มักจะกลายร่างเป็นเสื้อนอน
ทุกวันนี้เราใกล้จะทำได้สำเร็จ ในตู้เสื้อผ้าขณะนี้มีเสื้ออยู่แค่สี่สี
ดำ, น้ำตาล, น้ำเงิน (สีที่ใส่แล้วช่วยอำพรางพุง) จะเพิ่มอีกสีก็คือ ขาว

ยิ่งวันเรายิ่งพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่งคนเราจะเริ่มรู้ว่า
อะไรเหมาะกับตัวเอง และอะไรที่ไม่เหมาะ
อะไร-ใช่, อะไร-ไม่ใช่ ยิ่งวันเราจะยิ่งตัดสิ่งที่ ‘ไม่ใช่’ ทิ้งออกไป
จะได้มีเวลามาใส่ใจกับสิ่งที่ ‘ใช่’ มากขึ้น
ยิ่งแก่คนเราก็จะยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของเวลามากขึ้นเรื่อยๆ
ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็ตระหนักมันซะตั้งแต่ยังไม่แก่น่าจะดีกว่า
กลัวจะตระหนักช้าไป

เราเป็นคนที่ค่อนข้างในความสำคัญกับความสัมพันธ์ระดับใกล้ชิด
พ่อ แม่ และครอบครัว เป็นกลุ่มคนที่ควรให้เวลาอย่างมาก
ให้เวลาในขณะที่ยังสามารถให้กันได้ เฮฮาในเวลาที่สามารถ
ได้ยินเสียงหัวเราะของกันและกัน

การแบ่งเวลาเคยเป็นปัญหาหนักอกของเรา หนักขนาดที่อยากไปบวช!
ด้วยจินตนาการว่า หากไปอยู่วัดคงมีเวลามากกว่าที่เป็นอยู่
แต่จริงๆ แล้วเวลาของเรามักจะหายไปกับสิ่งที่ไม่ค่อยจำเป็น
และบางกรณีที่หากรู้จักปฏิเสธก็คงจะเหลือเวลามากขึ้นได้
การปฏิเสธเป็นศิลปะ แต่เราก็ไม่ค่อยถนัดนักที่จะอ้อมค้อม
บางที เราก็บอกไปตรงๆ “ไม่อยากไป” บ่อยเข้าเพื่อนๆ ก็ชินไปเอง
แต่กับคนอื่น(ที่ไม่ใช่เพื่อน)คงต้องประดิษฐ์ถ้อยคำสักหน่อย

เขียนไปเขียนมาก็เริ่มมองเห็นว่าตัวเองวนเวียนอยู่กับเรื่องของ
‘เวลา’ และ ‘ความเข้าใจ’ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต
และออกจะเป็นการพูดถึงตัวเองมากกว่าสังคมรอบข้าง
อาจเพราะ ยิ่งวันเรายิ่งรู้สึกว่า แต่ละชีวิตมีวิถีของตัวเอง
บางที เราแค่อยากนั่งมอง มีบ้างที่อยากพูดคุยด้วย
มีบ้างที่อยากถามไถ่ แต่ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด
ของคนอื่นยิ่งวันยิ่งหดตัว เราเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า
แต่ละชีวิตจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดก็จากประสบการณ์ของตัวเอง

กลับไปที่ ‘เวลา’ และ ‘ความเข้าใจ’
สงสัยมันจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา ณ ตอนนี้ (ปี2006)
พฤติกรรมที่พยายามตัดสิ่งต่างๆ ที่เป็นส่วนเกินออกไป
เพื่อให้มี ‘เวลา’ เพิ่มมากขึ้น ลึกๆ แล้วเราคงอยากได้
‘เวลา’ มาเพื่อทำความเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง
อาจด้วยความคิดพื้นฐานที่ว่า หากเรา ‘เข้าใจ’ แล้ว
เราจะดำเนินชีวิตได้ ‘นิ่ง’ ขึ้น

หากยังพยายามเข้าใจ นั่นย่อมแปลว่าเรายังไม่เข้าใจ
แต่ก็นั่นแหละ โลกนี้มีเรื่องให้ต้องเข้าใจมากมายนัก
บางครั้ง แค่การพยายามทำความเข้าใจ ก็ช่วยให้ ‘สติ’ เกิด
ส่วน ‘ปัญญา’ นั้นต้องใช้เวลาเดินทางตามมาอีกที

การจดบันทึก ‘คนอย่างเรา’ ครั้งนี้ก็ช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
นับเป็นสิ่งที่ดีในโอกาสที่กำลังจะขึ้นปีใหม่
เราเป็นคนอย่างนี้นี่เอง

คุณล่ะเป็นคนอย่างไหน?
————————————————
*ขอบคุณ พี่วรพจน์ พันธุ์พงศ์ สำหรับแรงบันดาลใจ.

17 Responses to “คนอย่างเรา (บ้าง)”

  1. pattararanee Says:

    July 26
    หัวใจเต้น….
    ในทุกวันของการหายใจ
    ตื่นเช้ามา…ทำงาน….กิน…พูด….คุย…..ฯลฯ
    บางทีอยู่กันหลายคน
    บางทีอยู่คนเดียว

    ในบางวันของการหายใจ
    หายใจเข้า….หายใจออก
    ไม่เคยรู้สึกตัว
    แต่เมื่อวินาทีแห่งความเป็นความตายมาเยือน
    หัวใจเต้นแรงขึ้นถี่ขึ้น……

    ฉันยังมีชีวิตอยู่
    บนโลกน้อยใบนี้
    นั่นนับว่าดีแล้ว
    เพราะมีอีกหลายเรื่องหลายอย่าง
    ยังทำไม่เสร็จสิ้น

    ปล. 1. นั่งสมาธิสักวันละ 10 นาที คงดีไม่น้อย ^_^
    2. ขอบคุณ คาราโครัมไฮเวย์ ที่สร้างแรงบันดาลใจชนิด extreme ให้กับเรา

  2. PeeYong Says:

    ชอบตุนหนังสือเหมือนกันครับ ซิ้อมาเก็บไว้ ค่อยๆละเลียดอ่านเวลาไม่มีอะไรทำ ตอนนี้มีหนังสือในสต็อคอีกเพียบ

    เร็วๆนี้ก็เพิ่งไต่เขากับเนปาลประมาณสะดือจบครับ

  3. Doraethee Says:

    “บางทีเราก็รู้สึกว่าการได้หยุดโลกของตัวเองไว้บ้าง
    มันก็ทำให้ชีวิตไม่รกรุงรังจนเกินไป เพราะทุกวันนี้ ‘ของใหม่’
    มันหลั่งไหลถาโถมเข้ามามากมายจนหูตาลายไปหมด”

    อ่านแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งคะ เราว่าบางทีโลกที่หมุนเร็วจนเกินไปทำให้คนเราละเลยไม่มีเวลาใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในชีวิต
    สิ่งใหม่ๆ ของใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ มันร่ำร้องที่จะให้เราเข้าไปค้นหา
    แต่กับสิ่งเดิมๆ ของเดิมๆ สังคมเดิมๆ เพื่อนเดิมๆ เรายังเห็นว่าไม่มีเวลาไปใส่ใจเท่าไหร่เลย
    ชีวิตมันยุ่งๆไปหมด ยากที่จะเข้าใจโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว สังคมที่แปรเปลี่ยนไปทุกๆวัน
    ถ้าเรานิ่งขึ้น ตัดส่วนเกินทิ้งไปอย่างที่พี่ว่า คงสงบกว่านี้ 🙂
    เคยอยากให้วันนึงมี 48 ชม.แต่พอมาคิดอีกที 24 ชม.ก็ยังดีกว่าไม่มีเวลาให้เก็บเกี่ยวเลยด้วยซ้ำนะคะ

    มองโลกในแง่ดี คงไม่ใช่ว่ามองอะไรก็ดีไปหมด แต่แค่เข้าใจโลกอย่างที่มันเป็นและยอมรับ ถึงแม้มีทั้งดีและเลว มันก็ต้องมีผสมๆกันอยู่แล้ว ถ้ายอมรับไม่ได้อย่างที่มันเป็นก็คงมีมุมมองด้านลบในชีวิตแน่ๆ
    แต่ทุกคนก็ล้วนมีโลกในแบบที่ตัวเองอยากให้เป็นทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าโลกของเค้าเหล่านั้นมันเป็นโลกแบบไหนกันแน่ ใหญ่ เล็ก บูดเบี้ยว หรือว่าแหว่งๆ 🙂 มันก็แล้วแต่ใครจะเลือกคะ

    ปล. พี่เขียนเรื่องดีจังคะ 🙂 ตอนนี้ตู้เสื้อผ้าโบก็มีเสื้อยืดสีขาวเต็มตู้เหมือนกันคะ 🙂

  4. พุงกลม Says:

    หนังสือกำลังล้นตู้เช่นกัน แต่คิดว่าซื้ออีกกี่ตู้ก็คงจะไม่พอ ว่าจะซื้อบ้านอีกหลังไว้ทำห้องสมุด 555 ว่าไปโน่น…

    ชอบดูทีวีกับแม่ บางทีไม่ได้อยากดู แต่นั่งดูเป็นเพื่อนเขา ก็เหมือนว่าได้ให้เวลากับเขาเหมือนกัน ได้หัวเราะ ได้ด่าพระเอกโง่ๆ ด้วยกัน ก็สนุกดี

    เคยอ่านเรื่อง “โมโม่” มั้ย? เกี่ยวกับเรื่องเวลาเหมือนกันนะ น่าแปลกที่เรายิ่งทำอะไรประหยัดเวลา แต่เวลาก็ยิ่งหายไป..

  5. ฝน Says:

    ฝนว่า บางทีการเรียนรู้โลกกว้าง ก็ทำให้เรากลับมาใช้ชีวิตได้ “กระชับ” ขึ้น
    และยิ่งเรารู้จัก “ไม้บรรทัด” ของคนอื่นมากเท่าไหร่
    ไม้บรรทัดของเราก็จะยิ่งกลายเป็น “สายวัด” ที่ยืดหยุ่นได้มากขึ้นเท่านั้น

    เป็นมนุษย์ล้าสมัยเรื่องเพลงมานานแล้วเช่นกันค่ะ
    แต่กลับรู้สึกดี ที่รู้จังหวะดนตรีที่ตัวเองต้องการฟังในแต่ละเวลา

    “เวลา” เป็นสิ่งสมมติที่สร้างปัญหาให้ชีวิตมากที่สุดจริงๆ 😦

  6. jummdcu Says:

    คนอย่างเราเคยใช้ชีวิตน่าเบื่อ…
    ใช้ชีวิตเหมือนๆกันเกือบทุกวัน
    ไม่ค่อยมีเรื่องน่าตื่นเต้น
    แต่บางครั้งดูเหมือนว่าบางคนน่าเบื่อกว่า
    ถ้าใช้ไม้บรรทัดของเราเป็นตัววัดนะ
    ตอนนี้คนอย่างเรามีมุมมองชีวิตที่กว้างขึ้น (เหมือนอายุที่เพิ่มขึ้น)
    ผ่านสายตาคนอื่นบ้าง สายตาเราเองบ้าง
    เรื่องน่าเบื่อก็เลยลดลง ลดลง
    หวังว่าซักวันจะหมดไป….

  7. จี Says:

    “ยิ่งวันเรายิ่งพบว่า เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่งคนเราจะเริ่มรู้ว่า
    อะไรเหมาะกับตัวเอง และอะไรที่ไม่เหมาะ
    อะไร-ใช่, อะไร-ไม่ใช่ ยิ่งวันเราจะยิ่งตัดสิ่งที่ ‘ไม่ใช่’ ทิ้งออกไป
    จะได้มีเวลามาใส่ใจกับสิ่งที่ ‘ใช่’ มากขึ้น
    ยิ่งแก่คนเราก็จะยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของเวลามากขึ้นเรื่อยๆ”

    แล้วมันจะมีวันที่พี่รู้สึกว่า…บล็อก..กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่สำหรับตัวเอง
    และตัดมันออกไปเพื่อรักษาเวลาของตัวเองบ้างมั้ย….สงสัยๆ
    ยังไงก็อย่าพึ่งรีบรู้สึกว่ามันไม่ใช่เลยนะ…..ไม่งั้นคงเศร้าน่าดู

  8. ake Says:

    แล้วเวลามันไปอยู่ที่ไหนหมดครับ
    เหมือนกับว่า เวลาแปลผกผันตามอายุ
    ที่พออายุมากขึ้น เวลาก็เริ่มน้อยลง
    หรือเป็นเพราะเราไม่รู้จักพอ แม้กระทั่งเวลา

  9. Modz(มด) Says:

    ทำไมเดี๋ยวนี้รู้สึกเหมือนเวลาเดินเร็วกว่าเมื่อก่อน? หรือว่ามดทำอะไรช้าลง? ไม่น่าจะใช่นะ เพราะมดยังไม่แก่(เหมือนเจ้าของblog)เลย^0^ วันๆนึงถ้าไม่ตั้งใจทำอะไรนะ จะเหมือนไม่ได้อะไรเลย หรือว่าเวลาสอนมดให้ตั้งใจทำอะไรมากขึ้น?

    พูดถึงเรื่องเสื้อผ้า เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าพี่เอ๋ใส่เสื้อแค่ 4 สี ไม่เหมือนมดเลย พวกสีดำ น้ำเงิน อะไรพวกนี้ไม่ค่อยย่างกรายเข้ามาในตู้(ที่ใส่รวมกับแม่และน้อง)ของมดเลย

    ป.ล.1 สงสัยมากมาย ใครกล้าทำพี่เอ๋(ที่น่ารัก)อกหักซะขนาดนั้น ^_^
    ป.ล.2 อ่านแล้วเหมือนรู้จักพี่เอ๋มากขึ้นค่ะ
    ป.ล.3 อะไร-ใช่, อะไร-ไม่ใช่ ของพี่เอ๋นี่ “Blog” เป็นอย่างแรกหรืออย่างหลังคะ?

  10. นิ้วกลม Says:

    เขียน Blog ก็สนุกดีครับ
    เหมือนคุยกับตัวเองให้เพื่อนบ้านฟัง
    เวลาเขียนหนังสือก็หนุกอยู่แล้วครับ
    ชอบ ก็เลยน่าจะใช่ (มั้ง) แหะแหะ 😀

  11. Spacetrain Says:

    บล็อกวันนี้
    อ่านแล้ว สะทกสะท้าน จริงๆ*_*

    เคยมีคนบอกว่าเรามองโลกในแง่ดีเกินไป
    แต่เรารู้ ว่าในโลกนี้ มีทั้งดี และ ไม่ดี
    แค่เพียงแต่ ถ้าเรามีเวลากันคนละน้อยนิด
    เราจะมัวจมอยู่กับความไม่ดี ไปเพื่ออะไร

    นั่นแหละ สิ่งที่เราเข้าใจ
    แต่บางคนไม่เข้าใจ

    เคยรู้สึกว่าเวลาในแต่ละวันมันน้อยเกินไป
    เพราะเราไม่สามารถ แบ่งเวลาของเรา
    ให้ทุกคนได้ พร้อมๆกัน
    ทั้งๆที่บางที เราก็อยากจะใช้เวลาไปกับตัวเองบ้าง

    บางครั้งเราใช้เวลา นั่งคิดถึงเรื่องของคนอื่น
    เพราะไม่เข้าใจ ว่าทำไม
    เขาต้องเสียเวลา คิดแต่เรื่อง ที่ไม่สบายใจ
    จนเข้าใจว่า

    เราไม่มีทางที่จะเข้าใจคนอื่น
    ตราบใดที่เราพยายามเข้าใจ จาก มุมมองของเรา

    ตอนนี้ เรายอมรับและเข้าใจได้กับความคิดของคนอื่น
    เหลือก็แต่ รอเวลา
    ให้ เขา เข้าใจ เรา ซักที

  12. หน้ากลม Says:

    หรือว่าที่นี่ ที่ blogนี้
    คือที่รวมของ…”คนอย่างเรา”กันนะ

    มีพี่ชายคนหนึ่งบอกกับเราว่า
    อ่านหนังสือของคุณแล้ว
    รู้เลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนดี
    เอากะเค้าสิ!เราก็ได้แต่ยิ้ม

    หากตัวหนังสือบอกตัวตนของคนได้ระดับหนึ่ง
    เราก็เชื่อว่าคนอย่างคุณ…มีมุมดีๆอยู่เยอะทีเดียว

  13. Modz(มด) Says:

    แม่มดก้อบอกเหมือนกันนะ หลังจากได้เห็นหน้าพี่เอ๋+อ่านหนังสือที่พี่เอ๋เขียน
    ว่าพี่เอ๋เป็นคนน่ารักน่ะ…น่ารักของแม่คงหมายถึงน่ารักทั้งความคิด+หน้าตา
    (อืมม..อย่างหลังนี่ไม่รู้ว่าเจ้าตัวจะลอยไปแล้วรึป่าว อิๆ)

    ความคิดที่พี่เอ๋สื่อออกมาทางตัวหนังสือ ก็พอจะทำให้มดเห็นมุมมองที่น่ารักๆของพี่เอ๋ ตัวตนของพี่ได้ดีทีเดียวค่ะ

  14. roundfinger Says:

    หัวติดเพดานอยู่ครับมด+หน้ากลม
    ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่ก็…ขอบคุณนะครับ
    😀

  15. mon Says:

    บางทีเราก็รู้สึกว่าการได้หยุดโลกของตัวเองไว้บ้าง
    มันก็ทำให้ชีวิตไม่รกรุงรังจนเกินไป

    เราหยุดแต่คนอื่นเค้าไม่ยอมให้หยุดหน่ะสิพี่
    เฮ้อ ! ชีวิต

    หลังจากผันตัวมาเป็นสาวกพี่เอ๋
    ก็รู้ว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่น่าทำอีกเยอะ

    ขอบคุณมากน่ะเฮีย

  16. amazonthai Says:

    อ่านแล้วรู้สึกดีค่ะ…ก็เชื่อเรื่องมองโลกในแง่ดีเช่นกัน
    แต่ว่าทุกวันนี้เหมือนยังสับสนอยู่กะวังวนของชีวิต,
    หลาย ๆ ครั้งที่เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ดี(ซึ่งบางคนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ)
    ตัวอย่างเช่น โกหกลูกค้าเพื่องาน,โกหกเพื่อนร่วมงาน,โกหกที่บ้านว่าเราสบายดี,ฯลฯ ซึ่งเรารู้สึกอึดอัดมากเราคิดว่าการโกหกมันเหนื่อยใจมากเพราะต้องสรรหาคำมามากมายเพื่อมาทำให้คนนั้นคนนี้เชื่อถือ
    แต่จะทำไงได้ในเมื่อสังคมสมัยนี้อันนี้พูดถึงสังคมที่ทำงานนะ
    บางทีเราพูดความจริงไปเขากลับรับไม่ได้และคิดว่าเราเป็นคนปากร้ายนิสัยไม่ดี
    ทั้งๆ ที่เราหวังดีถึงได้พูดหรือแสดงอะไรออกไป
    แต่หารู้ไม่เราทำผิดอย่างมหันต์
    สังคมเริ่มต่อต้านและมองเราอย่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราสื่อไปซะงั้น)

    บางครั้งเราก็มีอารมณ์โมโห,โกรธคนนั้นคนนี้,ทำไมเขาทำอย่างนั้นอย่างนี้
    คิดไปสารพัด แต่สิ่งที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ก็เพราะการมองโลกในแง่ดีและ
    ก็การพยายามทำความเข้าใจคนอื่น,การเปิดใจ และพยายามที่จะเข้าใจว่า
    ธรรมชาติหรือประสบการณ์ของแต่ละคนแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น
    คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการกระทบกันอย่างแน่นอน
    เราคิดว่าสิ่งที่น่าภูมิใจที่สุดในชีวิตของคนเราคือการชนะใจตัวเอง
    ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด บางครั้งก็ชนะบ้างแพ้บ้าง
    แต่ถ้าชนะขึ้นมารู้สึกจะภูมิใจเอามาก ๆ (ไม่รู้จะมีใครคิดอย่างงี้บ้างนะ?)

    สุดท้ายเราคิดว่าชีวิตนี้ยังมีอะไรให้ต่อสู้อีกเยอะ,เพราะฉะนั้นจงสนุกกับการใช้ชีวิต
    ในแบบของตัวเอง แต่จำไว้ว่าอย่าพยายามเบียดเบียนคนอื่น(หรือถ้าจำเป็นให้น้อยที่สุด) แล้วเราก็จะใช้ชีวิตอย่างสนุกและมีความสุขกะมัน

    โชคดีกะการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ค่ะ
    และขอบคุณเจ้าของ blog ด้วยนะคะ
    bye…amazonthai

  17. Ann Says:

    Day in and day out, we find ourselves in the monotony of life:
    self help books, work, family, friends, cars, house, medications..
    Most of us are simply trying to live a “normal” life.
    Have you ever found yourself wondering whether
    or not the goal of life should be normalcy?
    Now is time to stop and think.

    Find yourself who you are!!


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: