แอบอุ่น

ธันวาคม 27, 2006

1.
เผลอแผลบเดียวเหมือนเอาลิ้นเลียริมฝีปาก
เราอยู่คนเดียวในห้องเล็กๆ ที่บรรจุรวมกับห้องเล็กๆ อีกหลายร้อยห้อง
มาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว ความรู้สึกของคนที่นอนกอดความอบอุ่น
ในบ้านมาตลอดยี่สิบกว่าปี มีพี่ มีพ่อ มีแม่ รอยิ้มรับตอนกลับบ้าน
เปลี่ยนเป็นการเปิดประตูห้องเข้าไปเพื่อพบกับความเงียบ
บางทีก็ เงียบสงบ บางครั้งก็ เงียบเหงา – แล้วแต่อารมณ์ของวัน

คอนโดฯ โดยทั่วไป(หมายถึงที่ไม่ได้หรูหราอลังการอะไรนัก)
มักมีลักษณะการออกแบบคล้ายคลึงกัน คือ เป็นห้องเดี่ยวๆ ให้ชีวิตเดี่ยวๆ
ได้หายใจอยู่ในนั้นแบบต่างคนต่างอยู่ มีพื้นที่ส่วนกลางที่เปิดโอกาส
ให้คนร่วมชุมชนมาแบ่งปันชีวิต พูดคุย แลกเปลี่ยน หรือกระทั่งเปิดโอกาส
ให้เส้นทางของแต่ละคนได้มีโอกาสมาเดินตัดกันน้อยยิ่งกว่าน้อย
และโดยเจตนาแล้วก็ไม่มีความต้องการจะให้คนเหล่านั้นพบปะกันสักเท่าไหร่

(แน่อยู่แล้ว คอนโดฯ ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณที่ดินราคาแพง
จะมาแบ่งพื้นที่ให้กับการพบปะสังสรรค์กันทำไม แบ่งไปก็ไม่ได้ตังค์
เอามากั้นห้องสร้างตึกเยอะๆ ใหญ่ๆ คุ้มกว่า)

จึงมีพื้นที่เพียงไม่กี่ส่วนเท่านั้นแหละที่คนร่วมคอนโดฯ จะได้จ้องตากัน
ที่จอดรถ, ในลิฟต์, ร้านขายของ, ร้านซักผ้า
หากหรูหราหน่อยก็อาจจะมีสระว่ายน้ำหรือฟิตเนส
แต่ก็เป็นการจ้องตากัน แล้วก็หลบตากันไปแบบเขินๆ
คำพูดคุยสั้นๆ แค่ ‘สวัสดีครับ/ค่ะ’ ก็ยังไม่ถูกเอ่ยออกมา
กระทั่งยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากก็ยากที่จะหยิบยื่นให้กัน

ชุมชนในคอนโดฯ จึงเป็นชุมชนที่มีความ ‘หนาแน่น’ สูง (คนเยอะในพื้นที่แคบ)
แต่กลับไม่มีความ ‘แนบแน่น’ เลยแม้แต่น้อย
นั่นย่อมหมายถึง เป็นชุมชนที่ไม่มี ‘พลัง’ ด้วย
ไม่ว่าพลังในการร่วมกันทำสิ่งที่ดี หรือร่วมกันต่อต้านสิ่งที่ไม่ดีก็ตาม

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เพราะคนที่เลือกอยู่คอนโดฯ ชอบอยู่แบบ ‘อย่ามายุ่งกะกู’
หรือตัวคอนโดฯ กันแน่ที่ทำให้คนที่อยู่อาศัยรู้สึกว่า ‘อย่าไปยุ่งกะมัน’

2.
บอร์ดส่วนกลาง เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ชาวคอนโดฯ จะร่วมรับรู้ข่าวสารร่วมกัน
โดยมากมักจะเป็นข่าวสารจากส่วนกลาง(นิติบุคคล)
บอกเรื่องน้ำ ไฟ ขยะ จิปาถะทั่วไป อาจมีการทวงหนี้(ประจาน)บ้าง
สำหรับห้องที่ติดค้างชำระนานไปหน่อย แต่น้อยยิ่งกว่าน้อย
ที่เราจะเห็น ‘ข้อความ’ ที่ส่งจากชาวคอนโดฯ ผู้โดดเดี่ยว
ถึงชาวคอนโดฯ ผู้รักชีวิตแบบตัวใครตัวมันคนอื่นๆ ร่วมตึก

กระทั่งวันนั้น เราได้เห็นโปสเตอร์สีแดง-ดำขรึมเข้มเอาจริงเอาจัง
มีการจัดวางตัวหนังสือและเลือก Typeface มาอย่างดี ติดอยู่ที่บอร์ด
ความ ‘มีดีไซน์’ ของมันกระโดดเตะเข้าที่ตาของทุกคนที่เดินผ่าน
รวมทั้งตาตี่ๆ ของเราด้วย ข้อความจริงจังพอๆ กับดีไซน์เขียนว่า

‘พวกเราไม่ได้เสียเงินซื้อบ้าน เพื่อที่จะมีอาคารจอดรถสูงโด่มาบดบังทัศนวิสัย
ได้โปรดเหลือพื้นที่โล่งๆ ให้เราได้มองเห็นวิวและได้หายใจหายคอกันบ้างเถิด’

โดยมีข้อความเล็กๆ ด้านล่าง เขียนไว้ทำนองว่า
‘ร่วมกันคัดค้านการก่อสร้างอาคารจอดรถสูงหลังตึกเรา’

จะมีการสร้างอาคารจอดรถหรือ?
เราเพิ่งรู้จากโปสเตอร์แผ่นนี้นี่แหละ

สำหรับเรา เราว่ามันเป็นแผ่นกระดาษที่มีพลังมาก มีพลังในการสร้างอารมณ์ร่วม
ของคนในชุมชนเดียวกัน(ที่อยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่มาตลอด)ให้มาร่วมกันต่อต้าน
สิ่งที่ไม่ค่อยชอบมาพากล และได้ร่วมตะโกนเสียงเบาๆ ของเราออกไปพร้อมกัน
แน่นอนว่ามันต้องดังขึ้น และอาจดังไปถึงหูของผู้เกี่ยวข้อง

เป็นพื้นที่ประชาธิปไตยเล็กๆ ที่เราไม่เคยเห็นในคอนโดฯ

เรายังคาดหวังที่จะเห็นการรวมตัวกันของคนในคอนโดฯ
เพื่อแสดงออกถึงความคิดเห็นที่ไม่เคยมีใครได้พูดออกมา
ความคิดเห็นที่ทุกคนอาจคิดเหมือนๆ กัน
แต่ก็ได้แต่เก็บมันไว้เงียบๆ คนเดียวในห้องเล็กๆ
ที่ถูกผนังกั้นความเป็นเพื่อนมนุษย์ของเราทุกคนออกจากกัน

อยากเห็นชุมชนที่ ‘หนาแน่น’ มา ‘แนบแน่น’ กันสักครั้ง

แต่ความคาดหวังของเราก็หายไปพร้อมกับกระดาษแผ่นนั้น ในวันรุ่งขึ้น
พื้นที่ประชาธิปไตยที่พยายามต่อรองคัดง้างกับอำนาจมักอยู่ไม่ได้นาน

3.
หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เราก็ไม่ได้คิดถึงการรวมตัว
ไม่ต้องนับไปถึงรวมใจกันของผู้คนที่อยู่ปะปนในตึกเดียวกันอีกเลย
เราได้แต่เดินขึ้นห้อง กดลิฟต์เปิดเพื่อรอเพื่อนร่วมตึกบางคน
บางทีเค้าก็เปิดรอเราบ้าง เราต่างยิ้มให้กัน และเอ่ยคำสั้นๆ ว่า ‘ขอบคุณ’
ก็แค่นั้น เราไม่มีอะไรที่จะพูดจาแบ่งปันกันได้

กระทั่งเมื่อวาน วันธรรมดาๆ หลังวันพิเศษที่มีลุงแก่เครายาว
หอบหิ้วของขวัญมาแบ่งปันคนอื่น เป็นวันหนึ่งในฤดูหนาวที่อากาศเย็น
ทำหน้าที่ของมันตามเวรยามแห่งฤดูกาล เราใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้ามา
เหมือนทุกวัน และก็พบถุงผ้าใบใหญ่ตั้งอยู่หน้าห้องแรกที่เปิดเข้ามาเจอ
ตั้งอยู่หน้าลิฟต์ ทุกคนที่เดินเข้ามาก็คงเห็นและสะดุดตา
ด้วยว่า ตามกฎกติกาของคอนโดฯ แล้ว เจ้าของห้องไม่สามารถนำสิ่งของมาวางเกะกะ
บริเวณทางเดินอันแสนแคบนั้น เกรงว่าจะเดินสวนกันไม่ได้ แต่นี่เป็นถุงขนาดใหญ่!

หรือตาลุงซานต้าลืมทิ้งไว้?

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จึงเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ติดอยู่บนถุงนั้น
ตัวหนังสือเขียนด้วยลายมือ(น่าจะเป็นหญิงสาว) เส้นสายจากปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน
ลากเป็นประโยคว่า ‘ช่วยกันแบ่งปันเสื้อผ้าไปบริจาคเด็กดอย’
พร้อมกับลงชื่อเบอร์ห้องกำกับไว้

ช่างเข้ากันกับฤดูกาลแห่งการให้-แบ่งปันความอบอุ่นในฤดูหนาว

ถุงผ้าใบนี้ไม่ต่างอะไรกับภาพต้นไม้ต้นเล็กๆ ที่พยายามดิ้นรนผลิใบสีเขียว
อยู่ในซอกคอนกรีตในเมืองใหญ่, ไม่ต่างอะไรกับหยดน้ำเล็กๆ ที่หยดลงบน
ใจแห้งๆ แข็งๆ ของคนที่อยู่อาศัยแบบตัวใครตัวมันในคอนโดฯ เหงาๆ อย่างเรา
และอาจจะอีกหลายคนในตึกแห่งนี้

เราเดินเข้าไปชะโงกดูซิบที่เปิดอ้าไว้ เห็นเสื้อผ้ามากมายอยู่ในถุงใบนั้น
ภาพบางภาพเกิดขึ้นในหัว เป็นภาพคนต่างห้องที่ไม่รู้จักกัน
เดินเอาเสื้อผ้ามาหย่อนลงในถุงทีละคน ทีละคน โดยไม่ได้เจอหน้ากัน
หรืออาจเจอกันและก็เพียงส่งยิ้มให้แก้เขิน

โดยไม่รู้ตัว เรายิ้ม

เราเดินขึ้นห้องตามปกติ ที่ไม่ปกติก็คือ ปาก
ที่พยายามท่องเบอร์ห้องในกระดาษแผ่นนั้นในใจ
อยากเห็นหน้าเจ้าของลายมือน่ารักนั้นสักครั้ง
เราอาจเคยเดินสวนกันใช่ไหม?

33 Responses to “แอบอุ่น”

  1. pattararanee Says:

    อ่านแล้วอุ่นใจดีจังค่ะ ^_^

    *แวะเอาเสื้อสีดำ เทา… ที่ไม่ใส่ (เพราะคับบบ) ไปบริจาค อาจจะได้เจอ “เจ้าของลายมือน่ารักน้ำใจงาม” คนนั้นในเร็ววัน

  2. The first Says:

    เราอาจเคยเดินสวนกันไปมา.. อีกคนอาจเดินอยู่ข้างหน้า ขณะที่อีกคนเดินตามหลัง.. อยู่คนละฝั่งฟากของถนน หรืออยู่ชั้นบนกับชั้นล่าง.. ด้วยโชคชะตา ทั้งที่เคยพบเห็นกันมาก่อน แต่ฟ้าคงยังไม่รู้เห็นเป็นใจให้ทั้งคู่รู้จักกัน.. เหมือนกับหนังเกาหลีเรื่อง Turn Left Turn Right ..

    สายลมหนาวพัดผ่านมา.. และกำลังผ่านไป..

    ใครบางคนกำลังมีความสุขได้ใช้เวลาอยู่กับคนรัก ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และใช้ชีวิตอย่างที่อยากเป็น.. แต่บางคนกำลังหว้าเหว่ ไม่มีแม้ใครสักคนคอยเคียงข้าง ใช้เวลาทีละน้อยให้หมดไป กับการรอคอย.. รอว่าเมื่อไหร่จะมีคนที่รักและเข้าใจ และพร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกัน.. แต่สำหรับฉัน ตอบไม่ได้ว่าเป็นแบบไหน

    ความรักยังคงมีอยู่จริงในโลกมนๆ ใบนี้ โลกที่มีผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาในแต่ละวัน แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะรู้จักคำๆ นี้อย่างแท้จริง.. ฉันใช้เวลาในการเดินตามหาสิ่งนี้มาเกือบสิบปี พบกับความสมหวังและผิดหวังคละเคล้ากันไป เรียนรู้กับการเป็นผู้รับและผู้ให้ ซึ่งต้องแลกมาทั้งรอยยิ้มและน้ำตา.. และฉันก็ได้เรียนรู้ว่า “รัก” ออกแบบไม่ได้จริงๆ

    สิ่งที่ฉันกลัวไม่ต่างจากคนอื่นก็คือการสูญเสีย กลัวว่าสิ่งที่เรารักจะไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป.. ทุกก้าวย่างที่ฉันผ่านมา สั่งสมให้ฉันได้รู้ว่า มันเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่จะต้องพลัดพรากจากกันเมื่อไหร่เท่านั้นเอง.. และเชื่อเถอะว่าสักวันเราก็ต้องทำใจรับมันได้

    ถึงวันนี้ฉันก็มีคนที่ฉันรัก คนที่เป็นเหมือนแรงใจคอยผลักดันให้ฉันก้าวเดินอย่างเข้มแข็ง แม้ว่าเขาจะไม่สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดที่ฉันมีให้ก็ตาม แต่จะเป็นไรไป เพราะนั่นเป็น “ความรัก” ในแบบที่ฉันเลือกเอง และฉันก็เรียกมันว่า “ความรัก”

  3. yui Says:

    อยู่คอนโดมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เพราะเป็นเด็กต่างจังหวัดที่พ่อแม่ส่งมาหแสวงหาความเจริญและความก้าวหน้าด้านการศึกษาในเมืองหลวง โชคดีที่มีพี่สาวมาอยู่ด้วยเลยไม่เหงาเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะเรียกร้องหาความอบอุ่นจากครอบครัว….
    …จนกระทั่งเรียนจบ เข้าสู่สังคมการทำงาน ชีวิตก็ยังเวียนว่ายอยู่ในคอนโดเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือ พี่สาวไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว
    …คอนโดไม่ใหญ่ อยู่กลางเมืองใหญ่ ที่ผู้คนที่นี่อยู่กันเหมือนเป็นหมู่บ้านในต่างจัหงวัด เพราะส่วนใหญ่เป็นครอบครัว พ่อ แม่ ลูก แทบทุกห้องจะรู้จักกัน รู้ว่าเด็กคนนี้ลูกใคร อยู่ห้องไหน บางครั้งพ่อแม่ไม่อยู่ สามารถฝากลูกให้คนข้างๆ ห้องดูแลได้ อย่างไม่มีปัญหา
    …เวลาเย็น ลานรอบๆ คอนโด จะเต็มไปด้วยเด็กตัวเล็กตัวน้อยในชุดนักเรียนวิ่งเล่น ส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว ถึงบ้างช่วงจะรำคาญเสียงทะเลาะกันไปบ้าง แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ “บ้าน” มีคนในคอนโดเป็นเหมือนครอบครัวของเรา เวลากลับมาจากที่ทำงาน จะมีแม่บ้านและพี่ป้าน้าอาที่อยู่ในคอนโดเดียวกันถามว่า “กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ รถติดรึเปล่า” แทบทุกวัน เลยรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ไม่โดดเดี่ยวอยู่ในคอนโด สิ่งก่อสร้างที่หลายคนยัดเยียดให้มันเป็นสถาปัตยกรรมที่ไร้ชีวิต

  4. tiktok Says:

    แวะมาแอบอุ่นค่ะ ไม่เม้นท์อะไรมากนะคะพี่ ช่วงนี้เป็นโรคขี้เกียจยังไงก็ไม่รู้ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอากาศหรือเป็นเพราะอะไรกันแน่🙂

  5. หน้ากลม Says:

    ถ้าไม่มัวแต่แอบอุ่นต่อไป
    ก้อคงได้พบความอบอุ่นใจในเร็ววันนะ
    ช่วงนี้เขียนเรื่องได้น่ารักจัง
    เข้ากับบรรยากาศเชียว
    เราเชื่อว่า
    นิยายของนิ้วกลมคงน่ารักไม่แพ้กัน
    เนอะ!

  6. Vingt-Neuf Says:

    ” ใส่ใจรายละเอียด ” เหมือนเดิมเลยค่ะพี่เอ๋…
    อ่านแล้วขอ ” แอบอุ่น ” ด้วยคนนะคะ

    ท่ามกลางอากาศหนาวๆ คงไม่มีอะไรทำให้อุ่นได้เท่า ” ใจอุ่นๆ ” แล้วหล่ะค่ะ ^^

  7. PeeYong Says:

    หลายคนในคอนโดคงอยากรู้จักกันนะครับ แต่ไม่มีโอกาส

    มีกิจกรรมน่ารักๆแบบนี้ก็ดีครับ

    อุ่นอกอุ่นใจครับ

  8. Wil* Says:

    เคยมีความคิดเหมือนกันว่า
    ทำไมน้า.. คนอยู่ตึกเดียวกันยังไม่เคยคุยกันสักครั้ง

    ไม่เคยอยู่คอนโดหรอกค่ะ
    แต่กำลังจะย้ายไปอยู่เร็วๆนี้

  9. roundfinger Says:

    คุณเอี้ยง
    เสื้อยังไม่คับครับ ช่วงนี้พุงยุบไปหน่อยนึงแล้ว

    คุณ yui ครับ
    เป็นคอนโดฯที่น่ารักมากๆ เลยนะนั่น

    ติ๊กต่อก
    ช่วงนี้เราก็ขี้เกียจเหมียนกัลล์

    หน้ากลม
    นิยายไม่น่ารักเลยครับ ว่าแต่ จะเขียนจบมั้ยเนี่ย?

    ปอ
    ในที่สุดเราก็แปะรูปได้ตามคำแนะนำของปอ ฮ่าฮ่า

    คุณ PeeYong
    ใช่ครับ แต่โอกาสมันมีน้อยครับ กำแพงมันหนา

    วิว
    ย้ายไปอยู่ที่เดียวกับคุณyuiสิ😀

  10. ปอนด์ Says:

    อ่านแล้วทำให้คิดถึง MV เพลง ‘เหงา’ ของ peacemaker เลย เป็น mv อีกอันหนึ่งที่เศร้าที่สุดในโลก โดยเฉพาะตอนที่น้องหมาตาย T_T
    แทบไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ที่จะมีคนที่ ‘ไม่มีใครขนาดนั้น’ แต่มันก็อาจเป็นเรื่องจริงในสังคมเมืองนะ

  11. pattararanee Says:

    นิยาย!!!! ไม่รู้ว่าจะเขียนออกมาแนวไหน????
    แต่ถ้าเป็นเรานะ ช่วงนี้อากาศหนาว… ถ้าได้นอนดูดาวเพลินๆ คงโรแมนติกดี… อาจได้เป็นนิยายรักนะคะ

    เมื่อปีที่แล้วต้นเดือนธันวาคม ณ ห้วยน้ำดัง
    ตัวฉันซุกอยู่ใต้ผ้าห่มในเต้นท์ หัวโผล่ออกมา นับดาว…ดาวตก อยากไปอีกจังเลยยยยย
    อ้อลืมบอกไป ประชากรบนลานกางเต้นท์ก็หนาแน่น แต่อบอุ่น..แนบแน่น แถมร้องเพลงกล่อมกันไปจนดึกดื่น ฟังเพลง…นับดาว (จะไปอีกๆๆๆ)

    *ย้ายไปอยู่กะ คุณyui ด้วยคน อิอิอิ ^_^

  12. Spacetrain Says:

    นี่คงไม่ใช่แค่เรื่อง แอบอุ่น หรอกนะ
    เพราะมันอุ่นมาถึง หน้าจอนี้เลย

    การอยู่ด้วยกัน โดยมีผนังกั้นสัดส่วน
    มันเป็นวิธี สร้างความสบายใจในการมีพื้นที่ส่วนตัว
    แต่บางที
    มันก็ทำให้เรามอง ไม่เห็น สิ่งที่ดีๆบางอย่าง
    ซึ่ง อยู่แค่อีกฝั่ง ของกำแพง

    อันที่จริง ถึง อยู่บ้าน หรือ คอนโด
    ถ้า สร้างกำแพง ล้อมกรอบ ตัวเองอยู่ตลอด
    มันก็ไม่ต่างกัน

    บางที ความรัก อาจจะ เป็นสิ่งเดียว
    ที่ทะลุผ่านกำแพง ทุกอย่างไปได้

    ว่าแล้วก็ต้องรีบ ส่งใจอุ่นๆ ไปให้ใครสักคน
    ก่อนที่มันจะเย็น เดี๋ยว มันจะชืด ซะก่อน
    ^__^

  13. น้ำ Says:

    ว่าแต่ว่าแล้วพี่นิ้วกลม ได้เอาอะไรไปใส่ในถุงนั่นบ้างหรือป่าวครับพี่ หรือว่าได้แต่ อมยิ้มที่ริมฝีปาก น้องๆชาวดอยเค้าน่าจะอยากได้ เสื้อยืดสีพื้นไม่สกรีนลายของพี่นิ้วกลมนะครับผมว่า

  14. นกพรายแสง Says:

    “ผู้หญิงเลี้ยวซ้าย ผู้ชายเลี้ยวขวา”
    เมื่อนักเขียนพบกับนักดนตรี ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ น่าจะเริ่มจาก “นักเขียน แต่งเนื้อเพลง ให้นักดนตรี…”

    ว่าแต่ถ้า “ผู้หญิงคนนั้น” เป็นนักดนตรีก็คงดีเนอะ ^^ คุณเอ๋

  15. นิ้วกลม Says:

    น้ำ
    ไม่ได้หย่อนขอรับ แต่หย่อนไปให้คนที่แคชเมียร์
    จนไม่มีของให้หย่อนแล้วคร้าบ😀

  16. jummdcu Says:

    คนอื่นแอบอุ่น.. แต่สำหรับตัวเองตอนนี้กำลังอิ่มอกอิ่มใจค่ะ
    เป็นช่วงปลายปีที่รู้สึกดีดีอีกปีนึง
    โชคดีที่ไม่เคยต้องใช้ชีวิตที่ต้องแอบอุ่น (นอกจากแอบลุ้น)
    และก็ไม่ค่อยได้สร้างกำแพงมาล้อมกรอบตัวเองนัก
    หรือจะเป็นเพราะสังคมที่ตัวเองอยู่ไม่ค่อยมีภาวะตัวใครตัวมัน
    เนื่องจากต้องช่วยเหลือกันและกัน และต้องช่วยเหลือคนอื่นๆอยู่ตลอดเวลา
    ไม่ต้องคอยแอบ เพราะความอิ่มอุ่นมีให้เห็นกับตาและซึมซับเข้าไปในใจอยู่บ่อยๆ
    บางครั้งอุ่นจนร้อนก็มีนะ
    อะไรที่มันไม่พอดี มันก็มีปัญหากันได้บ่อยๆ ทั้งมากไปน้อยไป
    ตอนนี้ก็เลยยึดหลักการ “ความพอเพียง”
    ทั้งในด้านรูปธรรม และก็นามธรรม

  17. Modz(มด) Says:

    ความรู้สึก”แอบอุ่น”เหมือนชื่อเรื่องค่ะ…

    เอ..เสื้อยังไม่คับนี่ จาใช่พุงยุบจริงๆ เร้อออ ไม่ใช่ว่าเสื้อมันยานหรอกหรอพี่เอ๋ ก๊ากๆ ^0^

    อ่านไปแล้วก้อคิดไปน้า ว่ามดไม่ค่อยจะได้บริจาคสิ่งของที่เป็นพวกเสื้อผ้าอย่างนี้เลย
    เคยบริจาคที่เป็นสตางค์มากกว่า…

    เห็นพี่เอ๋พูดถึงแคชเมียร์ แล้วก็อยากเห็นรูปง่า เอารูปที่มีหน้าพี่เอ๋นะ ไม่ต้องตัดต่อเอานิ้ว(กลมๆ)ใส่ คิกๆ

  18. หน้ากลม Says:

    นิยายไม่น่ารัก
    ไม่เป็นไร
    คนเขียนน่ารัก
    ก็แล้วกัน!🙂


  19. แล้วถ้าหากว่า เจ้าของถุงผ้านั่น
    เป็นผู้ชาย!!

    พี่นื้วกลมยังจะอยากเห็นอยู่อีกมั้ยค๊า..
    อิอิ

  20. Vingt-Neuf Says:

    งั้นก็เสิร์ฟรูปแคชเมียร์เลยค่าพี่เอ๋ ^^

  21. pattararanee Says:

    HAPPY NEW YEAR 2007
    โชคดีปีใหม่กันทุกๆ คนนะคะ

    *คุณเอ๋
    คิดสิ่งใด… ก็ขอให้สมหวังนะคะ

    ปล. ขอที่ลุงซานต้า ปีหน้าเด้อค่ะเด้อ… ^_^

  22. สิ Says:

    เป็นอีกประสบการณ์นึงที่สิเจอกับตัวเองแฮะ อืม.. คนส่วนมากชอบพูดว่าชีวิตรีบเร่งมั้งคะ ทั้งๆที่ความจริง บางครั้งจังหวะการก้าวของชีวิตเราก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบร้อนก้าวไปตามมันก็ได้ แข่งกันวิ่ง แข่งกันแซง จราจรติดขัด..

    เมื่อไม่นานนี้ สิมีโอกาสได้รู้จักรุ่นน้องที่โรงเรียนที่อยู่คอนโดเดียวกันในตอนเช้าที่ปกติสิไปเรียนเอง ก็เปลี่ยนเป็นไปกับน้องคนนี้เนี่ยหละ บางครั้งเวลาขึ้นลิฟท์เจอเด็กตัวเล็กๆน่ารัก อยากจะพูดคุยด้วย อยากเดินเข้าไปหยิกแก้ม ก็ทำไมได้ มันไม่ใช่ความเกรงใจหรืออะไรหรอก แต่มันรู้สึกว่า “ไม่ชินทั้งสองฝ่าย” มากกว่ามั้งคะ
    ไม่มีใครเริ่ม มันก็ไม่ได้เริ่ม สุดท้ายคนที่อาศํยแบบนี้ก็กลายเป็นคนที่ไม่ติดต่อกัน รึเปล่า?

    สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ ^^

  23. Modz(มด) Says:

    Happy New Year 2007 !!!!

    [แซ แฮ โบก บัด ดึ เซ โซ…สวัสดีปีใหม่]

    พี่เอ๋…มีความสุขมากๆ นะคะ สมหวังในทุกๆอย่างเลยค่า..

    P.S. Long vacationนี้ พี่เอ๋จะไปไหนรึป่าวคะ? ^0^

  24. นาย ด.โดม Says:

    อ่านแล้วอุ่นในใจดีครับ
    อย่างน้อยก็ยังมีความรู้สึกดีๆ แม้ไม่แสดงออกก็ตาม
    แอบอุ่นและแอบยิ้มขณะอ่านครับ

    เคยคิดว่าจะซื้อคอนโดอยู่ แต่ขดสนเรื่องเงิน
    แถมที่บ้านยังบอกว่าเป็นเหมือนที่ดินกลางอากาศ
    เอาแน่เอานอนอะไรกับมันไม่ค่อยได้
    ตอนนี้ก็เลยได้แค่หาที่ซุกหัวนอนไปพลางๆ

    ตั้งแต่กลับมาต่างจังหวัดได้หลายเดือน
    รู้สึกถึงความแตกต่างครับ
    ที่เมืองกรุง ต่อให้เจอกันทุกวัน
    แค่สบตายังเขินอาย
    หรือถ้ามีคนทักจริงๆ ก็ทำตัวไม่ถูกอีก
    จะคุยมากคุยน้อยดี
    จะถามต่อดีมั้ย
    หรือจะตัดบทดีหรือเปล่า

    แต่ที่ต่างจังหวัดนั้น แค่เดินไปซื้อของสัก 100 เมตร
    บางทีอาจเดินเกือบครึ่งชั่วโมง
    แวะคุยรายทางตลอด
    ทั้งที่เดินอยู่ทุกวัน
    คนถามก็ถามเรื่องเดิมๆ
    แต่ก็คุยได้ไปเรื่อย

    อุ่นทั้งใจอุ่นทั้งกายตลอดหนาวนี้นะครับ

  25. โป้ง Says:

    ผมไม่เคยอยู่คอนโดครับ
    ผมอยู่บ้านที่ติดกับพื้นดินมาตลอด

    แม้ตอนนี้ห้องพักที่อยู่จะมีลักษณะเป็นห้องชุด
    เป็นตึกๆ
    แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมดเป็นคนที่ทำงานที่เดียวกัน
    จึงไม่ได้พบกับอารมณ์อย่างนิ้วกลมว่า
    ถ้าเจอกันแล้วไม่ทัก ก็เพราะเบื่อหน้า(ที่เห็นมาทั้งวัน)กัน

    อารมณ์ที่นิ้วกลมเขียนมาใน แอบอุ่น ผมพอจะนึกออกครับ
    แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว

    อารมณ์ที่ว่านี้ผมเคยเจอตอนทำงานที่เก่า
    ออฟฟิสที่ทำงานอยู่นั้น
    ประกอบไปด้วยบริษัทลูกหลายๆบริษัท(ที่มีแม่เดียวกัน)
    มาอยู่รวมกัน ใช้ทางเข้าออกทางเดียวกัน
    แต่ก็มีการแบ่งโซนของแต่ละออฟฟิสไว้อย่างชัดเจน
    ด้วยกำแพงที่หุ้มผ้าสวยๆที่เราเรียกกันว่า partition

    กำแพงนี้เองที่ทำให้ผมไม่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ
    เพื่อนร่วมออฟฟิสคนอื่นที่ไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกับผม

    ที่จริงมีอีกกำแพงนึงเป็นกำแพงที่สำคัญ
    คือ Load ของงานที่ค่อนข้าง Over

    อยู่มาเป็นปีกว่าที่ผมจะได้ข้ามไปยังกำแพงอีกฝั่ง
    เพื่อยืมกระดาษมาพิมพ์งาน
    ด้านหลังกำแพงที่ผมเคยได้ยินแต่เสียงเล็ดลอดมา
    เป็นภาพที่แปลกตาสำหรับผม

    น่าแปลกที่สถานที่ซึ่งอยู่ห่างจากที่ที่ผม…
    ใช้เวลามากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน
    5 วันต่อสัปดาห์
    มาเป็นเวลาเกือบปี
    ไม่ถึงห้าเมตร จะดูแปลกตา…

    ผมจำไม่ได้ว่าตอนที่เดินทางไปไหนและทำอะไร
    ที่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้พูดคุย
    ได้รู้จักกับเพื่อนร่วมทางหลายๆคน

    บนเส้นทางที่ไปนั้นมีอุบัติเหตุที่ทำให้การเดินทางล่าช้า
    ทุกคนเริ่มงุ่นงาน บ่นโน่นนี่
    จากทีบ่นกับตัวเอง ก็เริ่มบ่นให้กันฟัง
    จากที่แต่ละคน ไม่คุยกัน(อาจจะไม่เคยคิดว่าจะคุยกันด้วยซ้ำ)
    ก็หันหน้ามาคุยกัน…

    เริ่มแรกก็เป็นเรื่องเหตุการณ์ตรงหน้า
    ต่อจากนั้นก็ลามไปเรื่องอื่นๆ
    จนมีบางคนถึงกับ ได้เจอเพื่อนของเพื่อน
    หรือเคยมีอะไรร่วมกันมาแต่ดันไม่รู้จักกัน

    อะไรร้ายๆ มักจะทำให้เราหันหน้ามาคุยกัน
    รวมตัวกัน คงเป็นสัญชาติญาณของคนเรามั้งครับ

    ว่าแต่ทำไม ที่เพื่อนบ้านของนิ้วกลมจะรวมกันต่อต้าน
    ถึงได้ล้มไปล่ะครับ น่าเสียดายออก
    จริงๆมันน่าจะมีทางอื่นที่จะช่วยกันต้านได้อีกครับ
    ผมว่าถ้าทุกคนได้ทราบข้อมูล น่าจะช่วยกันส่งเสียงให้ดังขึ้น

    ได้ยินเรื่องอย่างนี้แล้วของขึ้นครับ

    ยังไงปีใหม่นี้มีความสุขมากๆครับ
    ผมยังตามอ่านเรื่อยๆครับ

  26. Vingt-Neuf Says:

    เข้ามา Happy Ney Year 2007 ล่วงหน้านะคะพี่เอ๋
    เพราะพรุ่งนี้ปอจะไปลุยบ้างแล้ววว

    คุยกันใหม่ปีหน้านะคะ ^^
    (ยังรอดูรูปแคชเมียร์เหมือนเดิมนะคับ..ยืนยันๆ)

  27. gooogolf Says:

    กร๊ากกกก! Mellow มากๆเลยฮะ ชอบๆๆ
    คอนโดไหนเนี่ย?

  28. roundfinger Says:

    โอ้โห เพื่อนบ้านชุกชุมแฮะ😀

    คุณดื่มครับ
    ถ้าเป็นผู้ชายก็ขอชื่นชมอยู่ไกลๆ ไม่ต้องได้ยลหน้ากันก็ได้ครับ
    เดี๋ยวเกิดเผลอใจกันขึ้นมา เรื่องจะยาวและหฤหรรษ์เกินเหตุ

    ปอ
    รูปแคชเมียร์กำลังจะมาแล้น+ลุยให้หนุกเน้อ!

    คุณเอี้ยง
    เช่นกันครับ ขอให้เป็นปีที่สนุกครับ

    สิ
    แทนที่จะหยิกแก้มเด็ก ลองเปลี่ยนมาหยิกแก้มหนุ่มดูบ้าง
    เราว่าเค้าไม่น่าจะโกรธนะ และรับรองว่าหายเขินกันทั้งคู่ หุหุ

    มด
    สุขๆ เช่นกัน เราไม่ได้ไปไหนไกล วนเวียนอยู่ใน กทม ครับ

    โดม
    อากาศหนาวกำลังจะไป ความร้อนกำลังจะมา บรื๋อว์

    โป้งครับ
    เรื่องนั้นก็จบไปเฉยๆ แบบนั้นแหละครับ
    ที่แปลกก็คือ อาคารจอดรถที่ว่าไม่ยักกะสร้างขึ้น
    แต่กลับแปลงร่างเป็น ลานจอดรถ ไปแทน

    gooogolf
    ให้เช่า สนมั้ยครับ? ฮ่าฮ่า…

  29. Modz(มด) Says:

    ยังไงปีใหม่ก็อย่าหยุดอัพblog เหมือนไม่ต้องไปทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์นะพี่เอ๋…

    Fighting a ja a ja…สู้ๆ

    รูปแคชเมียร์อ่ะ..เร็วๆน้า อยากดูๆ

    ป.ล.เมื่อคืนดูแฟนพันธุ์แท้ เอาใจช่วยพี่กตัญญู แฟนพันธุ์แท้ a day สุดๆ แต่ดันไม่ติด1ใน5 เห็นพี่แกให้สัมภาษณ์ว่าเตรียมตัวมาไม่ค่อยดี (ดูไปก็อ่าน a dayเล่ม 76 ไปด้วย)..อืมม ความพร้อมสำคัญมากจริงๆเนอะพี่เอ๋

  30. roundfinger Says:

    เมื่อคืนดูอยู่เหมือนกันครับมด
    คำถามย้ากยากนะ เราว่า😀

  31. นาย ด.โดม Says:

    ว๊า อย่างนี้จากลับไปซดเบียร์โต้ลมหนาวม่ายทันแน่เยยย

  32. yayaa Says:

    ความเหมือนที่แตกต่าง

    จริง ๆ แล้วเราค่อนข้างจะเปลี่ยนที่อยู่บ่อย
    ที่พักคล้ายกับห้องชุด แต่จริง ๆ ใช้สอยอยู่ห้องเล็ก ๆ ห้องเดียว
    มีคนบอกว่าด้านนอกให้ทำแกลอรี่ หรือไม่ก็ฟิตเนส
    อยู่กันทั้งตึกมีแค่ 12 ครอบครัว รู้จักกันดี
    เปิดประตูห้องบางที ก็มีถุง ๆ แขวนอยู่ให้คอยแอบลุ้นเล่น ๆ ว่ามาจากไหน

    จริง ๆ แล้วคนไทยก็ยังมีน้ำใจ และอบอุ่นนะ
    โดยเฉพาะเรามาอยู่ต่างบ้าน ตัวคนเดียว แต่ได้รับน้ำใจอย่างล้นเหลือ
    ลองเปิดใจ ทลายกำแพงดูสิ
    เปลี่ยนจากยิ้มเฉย ๆ เป็นทักทายกันบ้าง
    อาจจะได้แอบอุ่นกับเค้าบ้างนะ จะบอกให้

  33. jummdcu Says:

    วันนี้อุ่นๆที่ตา เพราะหยิบเอาหนังสือ…ความสุขของกะทิ ภาคแรกมาอ่าน
    ชอบประโยคตั้งแต่หน้าแรกของหนังสือแล้วล่ะ

    ครั้งหนึ่งแม่บอกว่าคนเราก็ไม่ต่างจากตัวละครในหนังสือ
    ที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆในชีวิต
    และเมื่อผ่านพ้นมาได้ก็จะมีความลุ่มลึกในเนื้ออารมณ์
    เป็นคนเต็มคนมากขึ้น
    และมองทุกอย่างเปลี่ยนไป
    แม่ชอบใช้ “คำใหญ่” กับกะทิ
    ฟังดูดี แม้บางครั้งจะเข้าใจยาก
    แต่ ณ นาทีนี้
    กะทิรู้สึกจริงๆว่าตัวเอง”โตขึ้น”

    หันกลับมามองตัวเราเอง
    ก็โตขึ้นแล้วนิ
    ชอบฟังคำใหญ่ๆ ซึ่งพอเข้าใจได้ในระดับนึง


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: