เมื่อเอาสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปก็จะเหลือ

มกราคม 12, 2007

(วันนี้ยาวครับ เพลินไปหน่อย แหะแหะ)

1.
เราเป็นคนแต่งตัวจัด-จัดว่าแย่
คือแต่งตัวไม่เป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าสวมเสื้อผ้าไม่เป็น
และเที่ยวเดินเล่นล่อนจ้อนโทงๆ ไปทั่วเมือง (โทงๆ นะ ไม่ใช่ โทงเทง!)
แต่แต่งไม่เป็นในแง่ที่ว่า แต่งให้ดูสวยดูงามไม่ค่อยเป็น
แต่ก็เคยชอบแต่ง เพราะคิดว่าการแต่งตัวก็คือการแสดงตัวตนแบบหนึ่ง

ตัวตนที่แตกต่าง

สมัยเรียนสถาปัตย์ เราภาคภูมิใจกับการเป็นคณะ ‘ไม่ผูกไท’ มากๆ
เพราะนิสิตปีหนึ่งไม่ว่าคณะไหนๆ ก็ต้องเอาผ้าเส้นๆ สีน้ำเงินรัดรอบคอ
แต่ขอโทษ-คณะเรา ถ้าผูกไทเดินเข้าไปในโรงอาหาร รุ่นพี่จะสั่งให้ถอดทันที
เป็นการแสดงตัวตนว่า ‘ฉันไม่ถูกผูกติดไว้กับกรอบ’ อะไรทำนองนั้น

ไม่เท่านั้น พอขึ้นปีสอง พี่น้องในคณะของเราก็ยิ่งหล่อหนัก
เพราะเป็นหนึ่งในคณะที่นิยมแต่งตัวแบบมี ‘สีสัน’
คณะอื่นแค่นุ่งกางเกงยีนส์ก็เท่แล้ว แต่คณะเรากางเกงยีนส์นี่ธรรมดามาก
จำได้ว่า วันแรกตอนปีสอง เราใส่ถุงเท้าสีแดงแจ๊ดไปเรียน
หนักข้อเข้า ก็เริ่มสั่งตัดกางเกงผ้าขาบาน เป็นทรงเฉพาะตัว ไม่มีขาย
(เพราะคงไม่มีใครใส่) กางเกงลายสก๊อตสีเขียวก็เคยนุ่งมาแล้ว (ไอ้บ้าเอ๊ย!)
ส่วนเสื้อเชิ้ตนั้นไม่ต้องห่วง เค้าชอบใส่แขนยาวกัน กูจะใส่แขนสั้นทุกตัว
สีขาวน่ะเหรอ อ่อนว่ะ! เสื้อทุกตัวต้องมีลาย เคยแขวนเสื้อลายสก๊อต
เต็มตู้เสื้อผ้าอยู่ช่วงหนึ่ง ใครมาแอบเปิดดู อาจนึกว่าเป็นตู้ของพี่เต๋า สมชาย!

ชอบนักแหละ อะไรที่ไม่ธรรมดาน่ะ ขอข้าแต่ง

พอเริ่มเข้าทำงาน นึกว่าเป็นครีเอทีฟต้องแต่งตัวแรงๆ
แต่ก็อย่างว่า ด้วยความแต่งไม่เป็น (แต่กระแดะอยากแต่ง)
ก็เคยใส่รองเท้าสีฟ้า เสื้อสีส้ม ไปทำงาน
มันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร อย่างน้อยก็เลือกสีจากทฤษฎีที่เรียนมา
แต่เมื่อมันมาอยู่บนตัวเราแล้วมันเหมือนนักบอลจาไมก้ายังไงชอบกล

หลังจากดิ้นรนอยู่สอง-สามนาน เมื่อเห็นว่าไปไม่รอด
จึงหันมาสอดตัวเข้าไปในเสื้อยืดไม่มีลาย กางเกงยีนส์ทรงปกติ
และรองเท้าผ้าใบสีดำ เพราะเห็นว่า พยายามไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
แถมยังทรมานตัวเองและผู้พบเห็นเปล่าๆ

แปลกดี ที่ยิ่งแต่งก็ยิ่งชอบ

2.
เห็นแต่งตัวจัดว่าแย่แบบนี้ แต่เราก็เรียนออกแบบมานะ
ที่จบออกมาแล้วจะได้รับการเรียกขาน
ด้วยนามเพราะๆ ว่า ‘ดีไซเนอร์’ นั่นแหละ

สมัยเรียนออกแบบในปีท้ายๆ
ขณะที่เพื่อนหมกมุ่นอ่านหนังสือทฤษฎีและความคิด
ของเหล่านักออกแบบเก๋ๆ ทั้งหลาย เราดันอกหักก็เลยหันมาติดใจ
ในรสพระธรรมจากหนังสือพุทธศาสนาอยู่ช่วงหนึ่ง

ค่อนข้างรู้สึกว่า มันอยู่คนละด้านกับสิ่งที่ร่ำเรียนมา
เพราะพุทธศาสนาใส่ใจกับ ‘แก่น’ มากกว่า ‘เปลือก’
และเริ่มรู้สึกว่า เรากำลังเรียนให้เป็นนักผลิตเปลือกอยู่

เคยคุยกับเพื่อนว่า “อาชีพพวกเรานี่มันสร้างสิ่งรุงรังให้กับโลกจริงๆ ว่ะ”
และพวกเราก็มักจะพูดกันบ่อยๆ ว่า “หากเกิดสงครามขึ้นมา
มนุษย์ที่ไม่จำเป็นที่สุดก็คือไอ้พวกนักออกแบบนี่แหละ”
เพราะโลกจะต้องการความงามก็ต่อเมื่อมนุษย์มีปัจจัยพื้นฐานครบสมบูรณ์

ตอนนั้นเรามองนักออกแบบเป็นแค่อาชีพที่สร้างความสวยงาม
สร้าง ‘เปลือก’ สวยๆ ไว้หุ้มห่อ ‘แก่น’
(ทั้งที่จริงๆ แล้ว แนวความคิดในการออกแบบนั้นมีมากมายนัก)

ช่วงฟุ้งซ่านมากๆ ยังเคยยกมือถามอาจารย์ว่า
“เราจำเป็นต้องดีไซน์เก้าอี้ใหม่ด้วยเหรอครับ ในเมื่อไอ้สี่ขาที่มีอยู่
มันก็ผลิตง่าย และนั่งได้สบายอยู่แล้ว”

แนวความคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่นั้น ต้องเริ่มจากการมองหา
‘ปัญหา’ ในสิ่งที่มีอยู่ แล้ว ‘ปรับปรุง’ สิ่งนั้นๆ ใหม่จนกว่าเราจะพอใจกับมัน
ผลลัพธ์คือสิ่งของใหม่-เป็นการแก้ที่ ‘ข้างนอก’

ขณะที่บางแนวคิดจากโลกฝั่งตะวันออก กลับมอง ‘ปัญหา’ ว่ามันเกิดจากตัวเรา
วิธีแก้คือ ‘ปรับ’ ความคิดและใจของเราให้เข้าใจมัน ให้พอใจกับมันให้ได้
ผลลัพธ์คือจิตใจที่เปลี่ยนไป-เป็นการแก้ที่ ‘ข้างใน’

การพัฒนาสิ่งใหม่ กับ ความพอใจในสิ่งที่มี จึงเป็นสองวิถีที่ทำให้เราสับสน

3.
องค์ประกอบในงานโฆษณา แบ่งออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ
ตามภาษานักโฆษณาเค้าเรียกกันว่า Idea และ Execution

Idea คือ แก่นแกนความคิดหรือแก่นของ ‘สาร’ ที่ต้องจะสื่อออกไป
Execution คือ วิธีการนำเสนอ

ด้วยความที่โฆษณามีเวลาน้อย วิธีการนำเสนอจึงไม่ควรมากวนไอเดีย
เพราะหากใส่รายละเอียดฟูมฟาย สารที่ต้องการจะสื่อก็จะเบลอไปหมด
โฆษณาที่ดี จึงเป็น โฆษณาที่มีไอเดียชัดๆ และไม่รก

สมมุติลองเทียบกันระหว่าง Copy สองชิ้นในงานโฆษณา เช่น
ซักผ้าขาวหมดจด
กับ
ซักผ้าข๊าวขาวหมดโจ๊ดหมดจดสามสิบกะละมังก็ยังขาวไม่มีเทาปะปน
ผ้าไม่ขึ้นขนเหมือนจั๊กกะแร้เด็กที่นมเพิ่งแตกพานสำราญกับราคาใหม่
ที่ลดลงไปตั้งสิบบาทผ้าไม่ขาดเพราะมีน้ำยาถนอมผ้าหอมเหมือนอาม่า
เพิ่งฉีดสเปรย์กลบกลิ่นเต่าดมแล้วไม่เหงาสามีรักสามีหลงแถมฟรี
ตุ๊กตาหมีข้างกล่อง

อันหลังก็ฟังมันส์ดี แต่ไม่รู้ว่าคุณพี่เค้าจะบอกอะไรกันแน่
ใครจะไปจำได้ บอกอย่างเดียวชัดๆ ดีกว่า เวลายิ่งจำกัดอยู่

ไม่มีใครเปิดทีวีเพื่อดูโฆษณา
ไม่มีใครซื้อแมกกาซีนมาเพื่ออ่านหน้าโฆษณา
ไม่มีใครเปิดวิทยุเพื่อรอฟังสปอต
ไม่มีใครขับรถบนถนนเพื่อไล่ชมบิลบอร์ด
โฆษณาที่ดีจึงต้อง สั้น ชัด ง่าย ทำงานกับสมองผู้อ่านอย่างเร็ว

เล่ามาตั้งยาว ก็เพราะนึกถึงพี่ครีเอทีฟคนหนึ่งที่เคยเล่านิทานให้ฟัง
“ฝรั่งคนนึงไปเที่ยวที่ประเทศอินเดีย ไปเจอคนอินเดียนั่งแกะขอนไม้
เป็นรูปช้างอย่างเหมือน ฝรั่งคนนั้นทึ่งมากๆ ก็เลยเดินไปดูใกล้ๆ
แล้วเอ่ยปากชมว่า ทำได้ยังไงน่ะ แกะไม้ให้เป็นช้าง”

พี่แขกที่นั่งแกะอยู่เงยหน้าขึ้นมาหาพี่หัวทอง ตอบหน้าตาเฉย
“จะไปยากอะไรล่ะอีนี่นายจ๋า ก็แค่แกะไอ้ส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไปเท่านั้นเอง”

พี่ตบท้าย “ไอเดียในงานโฆษณาก็เหมือนกัน
ถ้าเราเอาสิ่งที่ไม่ใช่สาระสำคัญออกไปให้หมด สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือไอเดีย”

4.
อ่านสัมภาษณ์ Masanobu Furuta – Senior Managing Director
แห่งบริษัท Ryohin Keikaku ผู้ผลิตแบรนด์ดีไซน์เรียบง่ายชื่อดังอย่าง MUJI
ใน Wallpaper* เล่มใหม่แล้วชอบใจจังครับ

(MUJI เป็นแบรนด์ขายของที่มีดีไซน์แบบพอดี ของแต่ละชิ้นแทบไม่มีส่วนเกิน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นมีประโยชน์ใช้สอยทั้งสิ้น)

ขออนุญาตคัดมาแบ่งกันอ่านดังต่อไปนี้

ถาม: รู้สึกอย่างไรที่ความเรียบง่ายของ MUJI ได้สร้างความเป็นแบรนด์ขึ้นมา
และเป็นจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์?

ตอบ: เป็นคำถามที่ตอบค่อนข้างยาก เพราะเมื่อตอนเริ่มต้นนั้นเราไม่ได้คิดว่า
จะสร้างแบรนด์เพื่อจะหากำไรจากตัวแบรนด์ เราเพียงมีความคิดที่อยากจะผลิต
สินค้าที่มีราคาสมเหตุสมผลและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้

ถาม: คิดว่า MUJI ได้สร้างเทรนด์หรือแฟชั่นของความเรียบง่ายขึ้นมาหรือไม่?
ตอบ: เราไม่ได้คิดเรื่องแฟชั่นหรือคิดว่าจะเป็นผู้นำแฟชั่น แค่คิดว่าจะต้องทำ
สิ่งที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวก แต่ถ้าจะมีดีไซน์อะไรเพื่อให้ผู้ใช้สบายตา
ก็เป็นส่วนประกอบเท่านั้น ถ้าหากเราไปเน้นที่เรื่องดีไซน์เป็นอันดับแรก
มันจะทำให้เกิดส่วนที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดความเปล่าประโยชน์ตามมา
เป็นสิ่งฟุ่มเฟือยและทำให้สินค้าราคาแพงเกินไป

ถาม: คุณรู้สึกอย่างไร ถ้าหากว่า MUJI สามารถสร้างปรากฏการณ์ความฮิต
ขึ้นมาได้โดยเฉพาะกลางหมู่วัยรุ่นคนไทยที่กำลังคลั่งไคล้ความเป็นญี่ปุ่นอย่างหนัก?

ตอบ: MUJI ต้องยอมรับตามตรงว่าเราคงไม่ค่อยดีใจเท่าไรนัก หากเราได้รับ
การตอบรับด้วยการมีเรื่องของเทรนด์ กระแส มาเป็นเหตุผล เพราะเรา
อยากให้คนชอบ MIJI ที่เนื้อแท้ของมัน คือความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอย
ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นเราคงจะดีใจมากกว่า

เป็นคำตอบที่เราชอบมากๆ
เราว่า Fashion อายุสั้น แต่ Function อายุยืน

แทนที่จะดีไซน์ ‘เปลือก’ MUJI กลับดีไซน์ที่ ‘แก่น’

อ้อ! ยังเหลืออีกหนึ่งคำถาม
ถาม: ในเรื่องของการดีไซน์เป็นเรื่องยากแค่ไหนที่จะต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ
บนความเบสิกเรียบง่าย?

ตอบ: หลักการของเราคือการเลือกวัตถุดิบว่าจะต้องมีคุณภาพและสมราคา
จะต้องลดขั้นตอนการผลิตให้สิ้นเปลืองน้อยที่สุด และตัดทอนความฟุ่มเฟือย
ของแพคเกจจิ้งออกไป ซึ่งเมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทุกอย่างออก
มันก็จะเกิดความเรียบง่ายที่อยู่ได้นานที่สุด และเมื่อบวกกระบวนการนี้เข้าไป
ในการดีไซน์ก็จะทำให้สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมาได้เรื่อยๆ

ทันทีทันใด ช้างไม้, เสื้อไม่มีลาย และคำถามเก้าอี้สี่ขาก็แว้บขึ้นมาในหัว
แทนที่จะ ‘แต่งเติม’ MUJI พัฒนาสิ่งใหม่ด้วยการ ‘ตัดออก’

อดทบทวนพฤติกรรมการแต่งตัวของตัวเองในอดีตไม่ได้
อดคิดไม่ได้ว่า ไอ้ที่แต่งๆ ให้แปลกนั้น จริงๆ ก็แค่อยากแตกต่าง
อยากหนีไปจากความธรรมดาที่คนอื่นเค้าแต่งกัน
โดยที่ลืมไปว่า ยิ่งวันยิ่งหนีไกลออกไปจากตัวเองขึ้นเรื่อยๆ
และก็ไม่รู้ว่าจะหนีไปไหน หนีไปถึงเมื่อไหร่?

หากเปรียบเป็นงานโฆษณา
ก็เป็นชิ้นงานที่หวือหวาแต่ไม่รู้ว่า ‘เนื้อหาสำคัญ’ คืออะไรกันแน่

แน่นอน-ย่อมมีบางคนที่ชอบและสนุกกับการแต่งตัว
การแต่งตัวจัดๆ ก็เป็นตัวตนของใครคนนั้น
‘ช้าง’ ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน
แต่คนที่พยายามเติม ‘ช้าง’ ของตัวเองให้เป็นอย่างอื่นนั้น-น่าเหนื่อย
เพราะยิ่งเติมเปลือก ก็ยิ่งไม่เจอ ‘ช้าง’
ยังไม่ต้องนับการวิ่งตามแฟชั่นที่ถูกกำหนดมาโดยคนอื่นอีก

เราว่า ‘ช้าง’ ไม่มีแฟชั่น
จะกี่ปีกี่วัน ‘ช้าง’ ก็เป็นของมันแบบนี้

หาอยากรู้ว่า ‘ช้าง’ ของเราหน้าตาเป็นแบบไหน
วิธีการที่ใช้ไม่น่าจะเป็นการ ‘ใส่เพิ่ม’ หากแต่คือการ ‘แกะออก’
แกะส่วนที่ไม่ใช่ ‘ช้าง’.

27 Responses to “เมื่อเอาสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปก็จะเหลือ”


  1. แล้วเป็ด จะเหมือน ช้าง มั้ยค๊ะ

  2. Vingt-Neuf Says:

    มันดูไม่น่ายากเลยนะคะพี่เอ๋ กับการแกะสิ่งไม่ใช่ช้างออก
    แต่ปอว่ามันคงจะยากก็ตรงที่ตัดใจเอามันออกให้ได้นี่สิคะ

    มันจะเกี่ยวกับคำว่า “โลภมาก” รึปล่าวคะที่อยากจะทำให้
    ช้างของเรา ‘ตัวใหญ่’ และ ‘มีอะไร’ มากกว่าใคร
    ทั้งๆที่มันจะทำให้มันห่างไกลคำว่า ‘ช้าง’ ออกไปทุกที..

    การใช้ความคิดตอนสมองงงๆ นี่ก็แปลกไปอีกแบบค่ะ
    ขอบคุณสำหรับความคิดรอบดึก(?)คับ
    ปอคงต้องไปหาทางตัดอะไรออกไปมั่งแล้ว วันเสาร์(คง)เจอกันค่ะพี่เอ๋ ^^

  3. จี Says:

    อืม….พูดจาดี…มีเหตุผลน้อ (^๐^)

  4. fn313 Says:

    อ่านแล้วนึกถึงคติญี่ปุ่น เรื่อง วาบิ-ซะบิ (http://en.wikipedia.org/wiki/Wabi-sabi) และคติเซนเลยค่ะ นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศิลปินและนักออกแบบชาวญี่ปุ่น นึกถึงการ “ตัดออก” เป็นอันดับต้นๆ – เพราะเขามองเห็น “ความว่างเปล่า” (space) ว่าเป็น presence อย่างหนึ่ง ไม่ใช่ absence แบบในคติโลกตะวันตก

  5. yayaa Says:

    ย้าว ยาว ดีเนอะ

  6. yayaa Says:

    ยังงี้จะพูด 2 ชั่วโมงสบาย ๆ (ชิว ชิว)

  7. pattararanee Says:

    การตัดออกที่ง่ายที่สุด คงจะเป็น การปล่อยวาง

    ปล. นึกว่าคุณเอ๋เป็น “ซัม ซิท” ใน “คิม ซัม ซุน” เพราะเสื้อสีแปลกที่แตกต่าง (หากใครเคยดูคงนึกออก) ^_^

  8. tiktok Says:

    ตอนลงเรียนเขียนบทหนัง พี่ที่สอนก็เคยยกตัวอย่างประมาณนี้เหมือนกันค่ะ เค้าเล่าว่า ผู้กำกับดังมาก (จำชื่อไม่ได้แล้ว) คนนึง ไปหมู่บ้่านหัตถกรรมที่อเมรืกาใต้ แล้วเห็นการแกะสลักไม้รูปม้่าที่เหมือนจริงมาก เขาเลยถามเทคนิค คนทำก็ตอบว่า เค้าก็แค่แกะส่วนที่ไม่ใช่ม้าออก เท่านั้นแหละ ตาผู้กำกับนั่นบรรลุึเลย ว่าควรจะทำหนังยังไง

    แต่ทุกวันนี้ เรายังไม่บรรลุึเลยล่ะีพี่เอ๋ 🙂

    อืม..วัีนเสาร์เจอกันนะคะ


  9. โอเคเลยพี่เอ๋ ตัดส่วนที่ไม่ใช่ช้างอะไป

    วันนี้ต้องเขียนต้นฉบับเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง

    โอเค ตัดส่วนที่ไม่ใช่เมืองใหญ่ออกไป

    ยากชะมัด แฝ๊ววว

  10. นิ้วกลม Says:

    เพี้ยน
    เป็ดไม่เหมือนช้าง เพราะเป็ดไม่มีงวง

    ปอ
    เราว่าสิ่งที่ยากที่สุด อาจจะเป็นการมองเห็น ‘ช้าง’ ก่อนแกะ(สลัก)
    เพราะถ้าไม่เห็น ‘ช้าง’ แกะยังไงก็ไม่เป็น ‘ช้าง’
    ชอบที่ปอพูดถึง ‘ตัวใหญ่’ ใช่ๆ เราว่าคนที่ชอบทำตัวใหญ่ๆ เกินจริง
    เค้าอาจไม่ใช่ ‘ช้าง’ แต่เป็น ‘อึ่งอ่าง’ รึเปล่า? (ปากจัดไปมั้ยเนี่ย?)

    เติมๆ…
    ไอ้วิธี ‘แกะช้าง’ อาจไม่เหมาะกับทุกอย่างก็ได้
    เพราะในแง่ของงานสร้างสรรค์ เห็นช้างซ้ำๆ ก็น่าเบื่อ
    ก็เลยต้องมีการแต่งตัวช้างบ้างเป็นช่วงๆ แล้วแต่ชอบ

    อย่างงานเขียน, หนัง, หรือเพลง
    เราว่ามันจำเป็นต้องมี ‘ความสุนทรีย์’ ปะปนอยู่ในนั้น
    ก็คงคล้ายๆ กับก๋วยเตี๋ยวที่ต้องมีน้ำบ้าง
    ถึงจะไม่ได้ซดจนหมดชาม แต่มันก็ช่วยให้กินเส้นและลูกชิ้น
    ได้คล่องคอขึ้น รึเปล่าหว่า?
    😀

    แต่พอดีว่า วิธีคิดแบบ MUJI มันครบทั้งสองด้าน
    คือ มองความไม่เกินเป็นความสุนทรีย์
    แต่ถ้าโลกนี้เป็น/คิดแบบ MUJI หมด ก็น่าเบื่อไปหน่อย
    ว่าไหมครับ?
    😀

  11. ปอนด์ Says:

    เราเชื่อว่าพื้นฐานลึกๆของมนุษย์ทุกคน (ที่ยังไม่บรรลุเป็นอรหันต์) ต่างก็ต้องการ ‘อะไร’ มาเพิ่มเติมเสมอ
    เหมือนกับว่ามนุษย์มีสิทธิ์ที่จะทำให้ตัวเองมีสิ่งที่ดีขึ้น
    เราจึงมัก ‘เพิ่ม’ มากกว่า ‘ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก’ มากกว่า มั้ง
    แต่มนุษย์ทุกคนอาจไม่ยึดติดกับมันมากเช่นนั้น
    แต่เราว่า แม้เราจะขยัน ‘เพิ่ม’ แต่พอถึงจุดหนึ่ง มนุษย์ก็จะหันกลับมาหาสิ่งพื้นฐาน
    ซึ่งก็เป็นอย่างที่พี่เอ๋บอก ‘แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออก’
    ตรงนี้แหละที่เราว่ามันยากนะ
    เพราะกว่าคนเราจะรู้ว่าอะไรคือแก่น
    อาจคงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตก็ได้
    (บางคนแก่นของเค้าก็คือสิ่งที่เค้าเพิ่มเข้าไป)
    แต่ขณะที่คนกำลังก้าวไป แต่นักโฆษณาสามารถมองเห็นและจับจุดบางอย่างได้
    แล้วโยนมันเข้าใส่ผู้คน
    แล้วกระทบใจอย่างจังได้
    เราว่าอย่างนี้สิที่…… ฝรั่งใช้คำพูดว่าอะไรนะ
    อ๋อ……incredible! 😀

    อธิบายเปรียบเทียบเรื่องโฆษณาและไอเดียได้ cool มากเลยพี่
    ขอบคุณความรู้ที่(ยัง)แฝงด้วยเนื้อหา สาระและบันเทิงครบครัน
    ps. สงสัยว่างานนี้จะชวดอีกแล้วเน้อ
    คงจะทำกรรมมามากกว่าคนอื่น ถึงต้อง’มีเหตุ’ทุกครั้งที่จัดงาน T_T

  12. jummdcu Says:

    วันนี้อ่านตัวหนังสือของนิ้วกลมแล้ว
    เกิดอาการ..ตื้อ..
    ยาวแต่มีสาระดี
    เอาไว้จะลองกลับไปหาแก่นของตัวเอง
    แล้วเลาะเอาเปลือกที่ไม่จำเป็นออกไปละกันนะ

    เจอกันพรุ่งนี้จ้า

  13. นิ้วกลม Says:

    ผมว่าผมก็ตื้อครับพี่จุ๋ม ฟูมฟายไปหน่อย
    จริงๆ แล้วลองกลับมาอ่านสัมภาษณ์ดูอีกที
    ก็พบว่า ชอบความที่ไม่พยายามสร้าง ‘แบรนด์’
    สร้าง ‘เทรนด์’ หรือ ‘กระแส’
    (ทั้งที่ในโลกนี้ทุกคนกำลังพยายามสร้าง)

    แต่เค้ากลับเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าดี
    และทำในสิ่งที่ตัวเองเป็น
    แล้วก็รอให้คนอื่นเห็นด้วยและมาซื้อ
    ไม่ใช่ชอบแบรนด์เพราะการ ‘สร้าง’ ขึ้นมา
    (แบบนั้นคงไม่ยั่งยืน)

    ไอ้ ‘ช้าง’ หรือ ‘ไม่ช้าง’ ที่ฟังแล้วสับสนๆ น่ะครับ
    จริงๆ แล้วผมคงพยายามบอกตัวเองว่า
    ‘ช้าง’ ไม่จำเป็นต้องสร้าง
    แต่มันมีอยู่แล้วในตัวเราๆ ทุกคน

    ไม่ต้อง ‘สร้าง’ ให้คนอื่นชอบ
    แต่เป็นตัวเองน่ะแหละ เดี๋ยวก็มีคนที่คิดแบบเดียวกัน
    มาชอบเอง

    โอ๊ยยาว…มึนเหมือนกันคร้าบ!
    😀

    ปอนด์
    ชอบประโยคที่บอกว่า
    (บางคนแก่นของเค้าก็คือสิ่งที่เค้าเพิ่มเข้าไป)

    อืม ‘ช้าง’ ข้างในตัวเรามันก็เปลี่ยนไปเรื่อยแหละมั้ง
    เวลาผ่านไป ‘ช้าง’ ก็ต้องตัวใหญ่ขึ้น หนังเหี่ยวบ้าง เป็นธรรมดา
    ว่าไหม?
    😀

  14. อ้อน้อย Says:

    แหะๆ พี่เอ๋จำเค้าได้ป่าววววว (หว่า)
    น้องอ้อเองน้า

    ล่าสุดเราคิด feature ให้ mars
    ชื่อเรื่องว่า “หนุ่มๆ นักเดินทางที่สาวๆ อยากเดินทางด้วย” อ่ะ
    อุอุ

    พี่เอ๋ไม่ได้รอดพ้น หรอกนะ เรามีนัดพบกันอีกแน่ๆ อิอิ
    คิดถึงเน้อ แวะมาอ่านเรื่อยแหละ แต่ไม่ได้เม้นท์

    (นี่ๆ แฟนคลับเยอะขึ้นนะเนี่ยพี่น่ะ สงสัยต้องมีสาวๆ อยากเดินทางกับพี่มากมายแน่ๆ ) หุหุ

  15. อ้อย Says:

    มาโวตค่ะพี่เอ๋…(เห็นคนพันทิพชอบพูดกัน)
    ขยันอัพบล็อกเจงๆๆท่านเอ๋ 😀 ตามไปดูบล้อกอ้อยบ้างดี่
    มีบล็อกเหมือนกัน เพิ่งจะทำไม่นาน เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

  16. สิ Says:

    สิ่งเหล่านี้อาจจะตอบสนองความต้องการเปลือกไม่รู้จักพอของมนุษย์ก็ได้นะคะ

  17. shallowsleep Says:

    อ่านแล้วนึกถึง พี่ช้าง
    คงเป็นคนเดียวกันที่เล่าให้พี่เอ๋ฟังใช่มั้ยคับ

    คำพูดฟังดูเหมือนง่าย แกะเอาช้างออก
    แต่บางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่าช้างของเราเป็นแบบไหน

    การใส่เพิ่มเข้าไป บางทีมันก็อาจจะเติมแต่งช้างของเราได้เหมือนกันนะผมว่า

    เพราะบางทีช้างที่เราแกะไป เราอาจแกะมันจนขาแหว่งไปข้างนึงก็ได้นี่
    ใครจะไปรู้

    สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะครับ -*- หายไปนาน จนเกือบจะสวัสดีเมียใหม่ละ(วาเลนไทน์)

  18. PAT Says:

    “เมื่อเอาสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปก็จะเหลือ..”
    อีกหนึ่งความเห็น อืมม..
    “เมื่อเพิ่มส่วนที่ไม่มีเข้ามา ก็อาจเรียกว่า สมบูรณ์..”

  19. yayaa Says:

    ช้างของเราที่เรามองว่าดีแล้ว สวยแล้ว
    เอาวางไว้ผิดที่ผิดทาง ผิดเวลาก็อาจจะดูแกะกะ
    บางตัวดูไม่สวย อาจมีที่เหมาะ ๆ ให้ตั้งได้
    บางตัวดูครั้งแรกไม่เป็นช้าง ดูบ่อย ๆ สักวันอาจดูเหมือนช้างได้…


  20. สรุปว่าคติที่ว่าLess is moreเป็นเรื่องที่ดีมั้ยเนี่ย จริงๆผมก็พอเข้าใจนะ เวลาที่เราใส่สิ่งต่างๆลงไปมากเกินก็น่าเบื่อ มีน้อยไปก็น่าเบื่อ ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวมากกว่านะครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยที่คนไทยหลายคนมองว่าคติวัตถุนิยมเป็นตัวแทนของโลกตะวันตก ที่ฟินแลนด์แฟชั่นที่มักเป็นที่นิยมที่สุดมักจะยึดคติLess is moreนะครับ (Mies van der Roheก็เป็นชาวตะวันตก) ชาวฟินน์ไม่ชอบสีสันฉูดฉาด และผมคิดว่ามันแสดงตัวตนของพวกเขาว่าเป็นคนเรียบง่าย เรียบง่ายมากๆจนคนเมืองอย่างผมเกือบเป็นโรคเบื่อตายในช่วงแรกๆที่มาถึงที่นี่ ลองไปดูแฟชั่นของฟินแลนด์ได้ที่ http://www.finnstyle.com/ ผมไม่รู้ว่าที่กรุงเทพฯมีขายหรือเปล่า แต่ตอนนี้ผมเป็นโรคบ้าแฟชั่นสีเรียบไปแล้วอ่ะ

  21. roundfinger Says:

    หนุกดีครับ
    ความหลากหลายคือความจริงแท้ที่ซู้ด
    ความหลากหลายรวมกันเข้าก็อาจจะกลายเป็นความสมบูรณ์(ของโลก?)
    แต่ละคนก็คงคิดเห็นต่างกันไปในเรื่องต่างๆ
    ขอบคุณมากๆ ครับที่แสดงทรรศนะ
    และช่วยเปิดความเข้าใจให้กับผมไปด้วย
    😀

    ไม่กล้าสรุปให้กับ ‘ความเป็นสากล’ หรอกครับผม
    ใครจะไปกล้าฟันธง(สำหรับทุกคน)ว่าต้อง ‘ตัดออก’ เท่านั้น
    (แหม ข้าพเจ้ามิใช่หมอลักษณ์)

    พออ่านความเห็นของเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เข้ามาพิมพ์
    ก็เห็นด้วยนะครับว่า เราอาจเจอตัวเราจากการใส่เพิ่มก็ได้
    อืม น่าจะจริงอยู่ ตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป ใส่เพิ่มในสิ่งที่ไม่เคยลอง
    ถ้าลองแล้วไม่ใช่ก็ตัดออกไป ถ้าใช่ก็หลอมเข้าด้วยกัน
    ตัวเรามันก็เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยอยู่แล้วนี่
    😀

    ขอบคุณทุกความเห็นที่เปิดสมองให้ครับ
    ยินดีที่จะได้ถกกัน
    เพราะเวลาที่ได้ฟังความเห็นที่แตกต่าง
    เราก็ได้เข้าใจคนที่คิดแบบอื่นไปด้วย
    และนี่ก็เป็นวิธี ‘ใส่เพิ่ม’ แบบหนึ่งนี่นา

    ช้าง ของเราคงไม่เหมือนกันไปซะหมด
    แต่ก็วิ่งเล่นอยู่ในป่าเดียวกันได้อย่างมีความสุข
    ถ้ามีโอกาสได้เปิดหูโตๆ มาฟังกันบ่อยๆ (ชอบฟังครับ)
    ก็อยู่กันอย่างมีความสุขทั้งช้างป่าเดียวกัน
    และไม้ป่าเดียวกันนั่นแหละครับ หุหุ
    😀

  22. iamh2o Says:

    ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างรึเปล่า
    อิอิ

  23. thitipat Says:

    มีเศรษฐีคนหนึ่งเคยถามพระว่า “ผมต้องการความสุข” ผมจะต้องทำอย่างไร พระท่านนั่งฟังแล้วตอบกลับอย่างนุ่มนวลว่า ให้เศรษฐี ตัดคำว่า “ผม” (อัตตา) และคำว่า “ต้องการ” (โลภะ) เท่านี้ก็มีแต่ความสุขแล้ว ^^

  24. แขก Says:

    ห้องของผมมีพื้นที่แคบๆ แค่เดินได้ไม่กี่ก้าว
    พื้นที่ส่วนใหญ่มอบให้กับกองหนังสือ อยู่บนชั้นบ้าง อยู่ในลังบ้าง
    พยายามจะ ‘ตัด’ หนังสือออก เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นบ้าง
    แต่ก็ทำใจไม่ได้สักที…
    สงสัยว่ามันคงจะไม่ใช่แค่ ‘เปลือก’ ของผมซะแล้ว

  25. roundfinger Says:

    คุณ thitipat ครับ
    อ๋อ! มิน่า พระก็เลยต้องตัด ‘ผม’ ทุกคน เอ๊ย! ทุกรูปเลย

    พี่แขกครับ
    ตัดไม่ได้เหมือนกันครับ
    เดี๋ยวนี้ต้องพยายาม ‘ตัด’ ใจตอนซื้อ เพราะกลัวอ่านไม่หมดน่ะครับ.
    😀

  26. pattararanee Says:

    “‘ตัด’ หนังสือออก เพื่อที่จะมีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นบ้าง” จากข้อความของพี่แขก

    บางทีที่เราตัดอะไรออกไป มันก็มักมีสิ่งอื่นเข้ามาแทนเสมอ
    เช่น ตัด “หนัง” ออกไป ก็จะกลายเป็น “หนังสือ”
    พอตัดหนังสือมันก็มีหนังเข้ามาแทน always…
    จนตอนนี้คิดว่า ไม่รู้มันกลายเป็นส่วนเติมเต็มในชีวิตไปตั้งแต่เมื่อไหร่…..

  27. แขก Says:

    พยายามตัดใจตอนซื้อเหมือนกันครับท่านนิ้ว
    แต่ ‘กิเลสปัญญา’ มันแรงเหลือเกิน
    และแล้วเที่ยงนี้ก็พลาดซื้อไปอีก 1 เล่ม โอ้ว…ไม่!

    เที่ยง ‘เพิ่มหนังสือ’ ไปแล้ว
    ตอนเย็นไป ‘เพิ่มหนัง’ บ้างดีกว่า แฮ่ม…


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: