ลูกที่ถูกผลิต

มกราคม 16, 2007

1.
วันอาทิตย์ที่ผ่านมานอนอ่าน มติชน สุดสัปดาห์ อยู่กับบ้าน
ได้ความรู้จากคอลัมน์ ‘คลุกวงใน’ ของคุณพิษณุ นิลกลัด
คอลัมนิสต์ที่เขียนถึงอะไรก็ดูจะมีเกร็ดที่น่าสนใจไปเสียทุกครั้ง
คราวนี้คุณพิษณุเขียนหัวข้อ ‘2007 ปีแห่งการตั้งครรภ์’
เค้าเล่าว่า ปีที่เรากำลังหายใจสูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้าปอดอยู่นี้
จะเป็นปีที่ผู้หญิงจีนและผู้หญิงเกาหลีตั้งครรภ์มากที่สุดในรอบหลายสิบปี
เพราะปีนี้เป็น ‘ปีหมูทอง’ ที่ฝรั่งเรียกว่า Golden Pig Year

ซึ่งเจ้าปีหมูทองนี่ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ ตามปฏิทินโหราศาสตร์บางตำราบอกว่า
หกสิบปี ปีหมูทองถึงจะเวียนมาหนหนึ่ง แต่บางตำราก็บอกว่าต้องหกร้อยปีโน่น!
ปีหมูทองจะเริ่มตั้งแต่วันที่สิบแปด กุมภาฯ ปีนี้ ไปสิ้นสุด สิบเจ็ด กุมภาฯ ปีหน้า
ใครอยากมีลูกเป็นหมู เอ๊ย! มีลูกในปีหมูทอง ก็ลองดู ยังพอมีเวลา
แต่สำหรับคนที่ยังหาผู้มาร่วมผลิตลูกหมูด้วยไม่ได้ ก็คงต้องรีบหน่อย
(แต่-อ๊ะๆ เดี๋ยวเราจะมีคำแนะนำตามมาสำหรับกรณีนี้)

คนสองประเทศที่ว่ามาเค้าเชื่อกันว่าเด็กที่เกิดในปีหมูทอง
จะเป็นเด็กที่ประสพความสำเร็จ อนาคตร่ำรวย เพราะตามความเชื่อของเค้า
หมูเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์มั่งคั่ง ตรงข้ามกับทางฝั่งตะวันตก
ที่ชอบด่ากันว่า “ไอ้หมูสกปรก!”

ความที่อยากคลอดลูกในปีหมูทอง ทำให้ตอนนี้เตียงคลอดในโรงพยาบาล
ชั้นนำหลายแห่งในเกาหลีคิวเต็มยาวไปถึงกุมภาฯ ปีหน้า!
ส่วนคนท้องที่มีกำหนดคลอดก่อนวันที่สิบแปด กุมภาฯ ก็พยายามอั้นกันเต็มที่

เรื่องตลกอยู่ตรงที่ มีสามี-ภรรยาหลายคู่เลือกที่จะมีลูกในปีอื่น (อาจเป็นหมาทอง)
เพราะเป็นห่วงว่าเด็กที่เกิดมาในปีนี้จะมีจำนวนมาก และนำมาซึ่งการแก่งแย่ง
ตั้งแต่ที่เรียนไล่ไปจนถึงที่ทำงาน ก็ดูสิ ขนาดเตียงคลอดยังต้องแย่งกันเลย
คุณพิษณุยังบอกด้วยว่า คณะกรรมการวางแผนครอบครัวของนครเซี่ยงไฮ้
ได้ประเมินไว้แล้วว่า เด็กรุ่นปีหมูทองจะประสบปัญหาห้องเรียนแออัด
และหางานลำบากเมื่อโตขึ้น

แหม…ถึงดวงหมูทองจะแรง แต่พอเจอดวงหมูทองด้วยกัน
ก็ต้องฟาดฟันกันเหนื่อย

2.
อีกคอลัมน์ที่ให้ข้อมูลแปลกใหม่ทุกสัปดาห์ คือ ‘โลกหมุนเร็ว’
ของคุณเพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง สัปดาห์นี้แกเขียนถึง ‘ลูก’ เหมือนกัน
แต่เป็น ‘ลูก’ แบบสั่งได้!

ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันนี้มีเด็กที่ไม่ได้เกิดจากความร่วมด้วยช่วยกันของพ่อแม่
แต่เกิดจากวิธีการที่เรียกว่า IVF หรือ in vitro fertilization ด้วยฝีมือของ
คุณหมอ พยาบาล และเทคนิเชียน รวมแล้วถึงสามล้านคน!

เดิมทีนั้น IVF มีไว้ใช้สำหรับแก้ปัญหาให้คู่สามี-ภรรยาที่ท่อทางเดินของไข่
จากรังไข่ไปยังมดลูกของภรรยามีปัญหา คุณหมอเลยเอาไข่กับสเปิร์ม
มาผสมกันนอกรังไข่เสียเลย

เดี๋ยวนี้จึงพัฒนามาสู่เทรนด์ของการมีลูกได้โดยไม่ต้องแต่งงาน
คนที่เป็นโสด, คนที่หาสามีไม่ได้, คนที่หาภรรยาไม่ได้, หาได้แต่ไม่ถูกใจ
หรือคนที่คิดว่าผู้ชายดีๆ ไม่มีในโลก, ผู้หญิงดีๆ เค้าก็ไม่แลเรา, หรือกระทั่งเกย์
ก็สามารถมีลูกได้โดยไม่ต้องง้ออีกฝ่ายหนึ่งให้มาร่วมสร้างสรรค์
จึงเกิดกิจการจับไข่ชนสเปิร์มขึ้นมาอย่างคึกครื้น

คุณเพ็ญศรีเขียนไว้ทำนองว่า อีกหน่อยไม่ต้องถามชื่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
แต่ต้องถามชื่อหมอผู้ ‘ทำ’ หนูออกมาแทน!

พอการมีลูกแบบไม่ต้อง ‘จิ้ม’ เป็นที่นิยมขึ้นมา
ก็เลยเกิดกิจการ ‘ธนาคารสเปิร์ม’ ขึ้น
สเปิร์มแบงก์ที่เค้ารู้จักกันดี (แต่เราเพิ่งรู้จัก) ชื่อ Cryos อยู่ที่เดนมาร์ก
ธนาคารแห่งนี้ได้ทำให้ผู้หญิงท้องไปแล้วกว่าหนึ่งพันราย

แต่ Cryos กำลังมีคู่แข่งคนสำคัญคือ California Cryobank
ซึ่งฟังดูแล้วน่าสนใจที่จะ ‘ทำธุรกรรม’ ด้วยเหลือเกิน
ที่นี่จะจ่ายเงินให้กับผู้บริจาคน้ำเชื้อ ‘ปื๊ด’ ละเจ็ดสิบห้าเหรียญ!
(เราลองกดเครื่องคิดเลขแล้ว…ตั้งสามพันบาทแน่ะ!!)
โดยจะจ่ายเป็นของขวัญและตั๋วภาพยนตร์
ส่วนลูกค้าที่มาใช้น้ำเชื้อนั้นก็ต้องจ่าย ‘ปื๊ด’ ละสองร้อยห้าสิบถึง
สี่ร้อยเหรียญ! (หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นหกพันบาท!! โอ้ว! ลูกพ่อ)

ไงครับท่านชาย? ฟังแล้วอยากจะขายสักห้า ‘ปื๊ด’ ต่อวันมั้ยครับ?

ราคาที่เพิ่มขึ้นมานั้นเกิดจากการที่ทางธนาคารจะรวบรวมข้อมูล
ของผู้บริจาคทั้งส่วนสูง น้ำหนัก สีผิว อาชีพ ถ้าอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้
เช่น หน้าตา, ปากบางหรือหนา, ตาตี่หรือตาโต (ไม่รู้อันไหนแพงกว่ากัน?),
รูจมูกบานหรือกำลังดี? ต้องจ่ายเพิ่มอีกสิบสองเหรียญ
ถ้าอยากได้ยินเสียงที่สัมภาษณ์ไว้ว่าจะก้องกังวานทรงอำนาจขนาดไหน
ก็ต้องจ่ายอีกยี่สิบห้าเหรียญ

ถ้าจ่ายอีกหกสิบห้าเหรียญก็จะได้ภาพเจ้าของสเปิร์มในวัยเด็ก,
ไฟล์เสียง, ประวัติส่วนตัว, ประวัติด้านสุขภาพจิต รวมไปถึง
ข้อเขียนและความรู้สึกที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารสเปิร์มมีต่อชายคนนั้นไปด้วย
เรียกได้ว่ารอบคอบปลอดอาชญากรรม ไม่ได้เชื้อโจรมาทำลูกแน่ๆ

อ่านไปอ่านมาหนังเรื่อง GATACA ก็ลอยขึ้นมาในหัว

นี่เราก้าวไกลไปถึงขั้นที่เลือก ‘พ่อ’ ของเด็กกันได้แล้ว
แต่เลือกพ่อได้ก็ใช่ว่าจะเลือก ‘ลูก’ ได้
ยังคงต้องรอลุ้นตัวโก่งว่าลูกที่ ‘ทำ’ ขึ้นมานั้นจะน่ารักน่าชังแค่ไหน
และยังต้องลุ้นต่ออีกว่า จะเลี้ยงยังไงให้โตขึ้นมาแล้วเป็นคนที่ ‘ใช้ได้’
ไม่ต้องนับไปถึงให้เป็น ‘ลูกที่ดี’ ซึ่งอันนั้นยากกว่ากันเยอะ

เรื่อง ‘ลูก’ ทั้งสองเรื่องนี้มาจากสองฝั่งโลก
ฝั่งหนึ่งเป็นความเชื่อเก่าแก่ อีกฝั่งหนึ่งเป็นวิทยาการล้ำสมัย
แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน คือ ความคาดหวังในตัวลูก
จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะ ‘ผลิต’ ลูกออกมาให้มีคุณภาพมากที่สุด

‘ผลิต’ ให้ทันช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ Launch Product
‘ผลิต’ ด้วยกระบวนการที่พิถีพิถันที่สุด เพื่อให้ได้ Product ที่มีคุณภาพสูงสุด
‘ผลิต’ Product ด้วยการคำนวณอย่างถ้วนถี่ในทุกแง่มุม
เพื่อจะมั่นใจได้ว่า Product ที่ ‘ผลิต’ ออกมานั้นจะสามารถ
เอาชนะคู่แข่งในตลาดได้อย่างสบายๆ และสุดท้าย Product นั้นๆ
อาจทำผลกำไรกลับคืนมาให้ ‘ผู้ผลิต’ มหาศาล

ใครมีเงินก็ไปเฟ้นเลือกหาสเปิร์มที่มีศักยภาพเหนือกว่า
ใครไม่มี-ก็รอปีหมูทอง ไก่ทอง มังกรทองกันไป วิถีใครวิถีมัน
เสียงนกหวีดเริ่มการแข่งขันนั้นดังขึ้น
ตั้งแต่ ‘ลูก’ ยังไม่เป็นชีวิตเลยด้วยซ้ำ.

21 Responses to “ลูกที่ถูกผลิต”

  1. pattararanee Says:

    โอ้โห!!! ผลิตภัณฑ์ดีเด่น จะมาจากฝ่ายไหนหนอ…
    พ่อ แม่ ลูก ถ้าไม่ครบ คงไม่รื่นรมย์เท่าไรนัก เนะอ ว่ามั้ยคะ ^_^

  2. jummdcu Says:

    เท่าที่สัมผัสมาไม่รู้เป็นไง
    พ่อแม่ที่ไม่ค่อยพร้อม เด็กมักชอบมาเกิดด้วย
    ส่วนพ่อแม่ที่พร้อมเหลือเกิน
    เด็กๆก็ไม่ค่อยเหลียวแลอยากจะมาอยู่ด้วยซะเท่าไหร่

    การที่เด็กคนนึงจะเผยโฉมลืมตามาดูโลกได้นั้น
    นอกจากต้องรอเวลานาน ใช้ขบวนการซับซ้อน
    ยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงต่อคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย
    ทั้งร่างกายและจิตใจ

    พอหนูๆเกิดขึ้นมาก็ต้องมาลุ้นกันอีกตั้งแต่วินาทีแรก
    ว่าจะแข็งแรงสมบูรณ์ อวัยวะครบ 32 หรือไม่
    ถ้าครบ ถ้าไม่มีปัญหาใดๆก็ดีไป
    แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม ก็จะมีคนเหนื่อยทั้งกายและใจกับหนูๆอีกหลายๆคน
    แถมพ่อแม่บางคนไม่อยากรอเวลาให้หนูๆเกิดตามธรรมชาติ
    อยากให้หนูเกิดในเวลาที่เลือกสรรว่าดีที่สุดสำหรับหนูแล้ว
    ก็เดือดร้อนใครต่อใครอีก
    ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหนูจะดีที่สุดอย่างที่พ่อแม่เลือกให้หรือเปล่า

    ครั้นพอหนูๆเติบโตไปตามวัย
    ยังมีเรื่องราวระหว่างทางอีกมากมายที่พวกหนูๆต้องเผชิญ
    ยิ่งในยุคนี้ พวกหนูๆยิ่งต้องแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ
    ใครๆก็พากันสร้างภูมิคุ้มกันใจให้พวกหนู ขึ้นกับวิธีใครวิธีมัน มากน้อยต่างกัน
    ก็ได้แต่หวังว่าหนูๆที่เติบโตขึ้นมา จะเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ
    และสำหรับพ่อแม่คงต้องบอกว่า..มีลูกเมื่อพร้อม น่าจะดีกว่า

  3. Modz(มด) Says:

    นั่นจิคะ การแข่งขันก็เริ่มตั้งแต่เด็กยังไม่ลืมตามาดูโลกเลย
    แย่นะคะ
    ลูกที่เกิดมาแบบพ่อกับแม่ร่วมด้วยช่วยกัน มดว่าดีกว่าสำเร็จรูปแบบนี้ [มีsperm+egg พร้อม แม่ก็แค่ถูกฉีดsperm+eggที่ถูกผสมแล้วกลับเข้าไป เพื่อให้ตั้งครรภ์ เท่านั้น]

    [ทำไมเราไม่วิ่งแซงโลก ด้วยการหยุดวิ่งล่ะ?…คุ้นๆมั้ยความคิดนี้ ใน”อิฐ”ไง เอามาmodifiedนิดหน่อย อิๆ]

  4. สิ Says:

    อืมม…

    สรุปแล้วเค้าอยากได้ลูก หรืออยากได้ตัวนำโชค หรืออยากได้เด็กที่เพอร์เฟคกันแน่

    อยากรู้ว่าเด็กที่ถูกทำให้เกิดมาด้วย2ประเด็นนี้โตมาจะเป็นคนยังไง

    มีความรู้สึกยังไงต่อวิธีการเกิดของตัวเอง

    ถ้าเป็นสิคงน้อยใจอยู่เล็กๆแหละ

    เด็กเกิดมาพ่อแม่จะแข่งกันอยู่รึเปล่า เห้ย ลูกชั้นเหนือกว่าลูกแก!!

  5. PeeYong Says:

    เมืองไทยก็มีนะ sperm bank แต่จำไม่ได้แล้วว่า “ปื๊ด” ละเท่าไหร่ (ไม่เคยอะ :P)

    เคยคิดเล่นๆว่า ถ้าเราไป “ปื๊ด” ไว้ แล้วอีก 10 ปี มีเด็กหน้าตาเหมือนเราเด๊ะเดินมา 3 คน แฟนเรา (ในอนาคต) คงสงสัยเราแย่เลย ข้ออ้างว่าเคยไป “ปื๊ด” มา มันฟังไม่ค่อยขึ้นอะ หรือใครมาอ้างว่าเราไปมีอะไรกะเค้า ให้รับผิดชอบ ขอตรวจ DNA คงจะวุ่นวายใหญ่ ต้องสืบค้นประวัติกันยาว

    ยากจริง การสู้กับธรรมชาติเนี่ย

  6. yayaa Says:

    เห็นด้วยกับคุณสิค่ะ
    ยังไงก็ตามก็ยังคงคิดว่า “เด็ก” ไม่ใช่สินค้า หรือของเล่นเอาไว้แข่งขัน
    หรือเป็นตัวนำโชค และดีหรือไม่นั้นอยู่ที่การเลี้ยงดูด้วยความรักของพ่อแม่
    ก็ไม่แน่ใจนักว่าคุณผู้ชายจะทำใจได้หรือไม่ ที่มีลูกโตมาหน้าเหมือนคนอื่น
    ดังนั้นจะเห็นได้ว่าวิธีการผลิตลูกยังต้องการ sperm ของพ่อและ egg ของแม่ โดยใช้วิธีการธรรมชาติก่อนวิธีการเหนือธรรมชาติค่ะ
    …….
    สำหรับคุณ Pee Yong
    เท่าที่ทราบเนี้ยหากตรวจ DNA ก็ต้องบอกว่าเป็นลูกคุณอยู่ดีอะค่ะ
    (ส่วนจะมาจากวิธีการไหนต้องถามเจ้าตัว…555)
    ที่แน่ ๆ คงต้องไปสืบประวัติว่าไป “ปี๊ด” มาจริงแล้วเปล่า ????
    (ไม่ได้โมเม……..อิอิ)

  7. แขก Says:

    อ่านเรื่องนี้มาซะยาว เขาไม่พูดถึงเรื่อง ‘ความรัก’ เลยนะ
    ‘ความรักหายไปไหน?’
    หรือมันไม่เกี่ยวกัน
    นี่เป็นแค่เรื่อง ‘การผลิต’ ก็เท่านั้นเอง

  8. pattararanee Says:

    นั่นสินะ รัก เป็นรึเปล่าล่ะ?????

  9. เติ้ล Says:

    จาก comment คุณแขก – – ทำให้สงสัยว่า …
    หรือ “ความรู้สึก” จะจำเป็นน้อยกว่าสเปิร์ม
    และ “ความรัก” ไม่จำเป็นเท่า “ความพอใจ อยากได้ อยากมี”

    เหนืออื่นใด … หรือเราคิดมากไป???


  10. ผมไม่รู้เรื่องครับ ยังเป็นเด็กไร้เดียงสา😛 อิอิ วันนี้พี่เอ๋มาประเด็นที่โดนมากๆ แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุดครับ อย่าฝืนมันดีกว่า เด็กที่หมอผลิตออกมาอาจจะมีความพร้อมสมบูรณ์ทางกายภาพแต่ผมไม่คิดว่าหมอจะทำได้ถึงขั้นที่ว่าเขาจะเป็นเด็กดี เป็นคนดีของสังคมและทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์นะครับ (ไร้เดียงสา ม่ายรู้เรื่อง :D)

  11. pattararanee Says:

    มีคนเข้ามาดู มาอ่านฝากอากาศกันในนี้ถึง 17,154 hits แล้วครับท่านนนน

  12. keyzame Says:

    สวัสดียามค่ำ…แหะๆ

    เคยดูหนังเรื่องไรไม่รู้ น่าจะประมาณว่าพระเอกจนมากมาก
    จนต้องเข้าไปขายสเปิร์ม แต่แบบร่างกายไม่แข็งแรงพอ
    ก็เลยอดไป 555+

    ป.ล.เล็กๆ คำว่า ประสพความสำเร็จ เขียนผิดป่าว…

  13. PAT Says:

    มองอีกมุมหนึ่ง..ความรักของคนที่เลือกให้เด็กเกิดมาไม่ว่าด้วยวิธีใดก็น่าชื่นชมนะคะ โดยไม่ต้องมีเส้นเขตแดนมาแบ่งว่าเป็นลูกที่เกิดมาตามธรรมชาติหรือใช้วิทยาศาสตร์การแพทย์มาช่วย ยังงัยก็ลูกเหมือนกัน ความรักของพ่อแม่ใช้แค่หัวใจล้วนๆ ค่ะ

  14. แขก Says:

    มุมมองของคุณ PAT ทำให้ผมยิ้มเลยครับ
    …ขอให้ความรักของพ่อแม่เป็นนิรันดร์


  15. หรือจริงๆแล้วก็เหมือนสมัยก่อน
    ที่มีการขอลูกคนอื่นมาเลี้ยงหรือรับลูกคนอื่นมาเลี้ยง
    แต่ตอนนี้มีวิธีทางวิทยาศาสตร์ วิธีของคนที่ไม่สามารถมีลูกเองก็เปลี่ยนไป

    ญาติคนหนึ่ง เค้าก็อุ้มเด็กจากครอบครัวที่ไม่สามารถเลี้ยงเด็กคนนั้นได้มาเลี้ยง
    แล้วเค้าก็เลี้ยงได้อย่างแม่แท้จริงๆเชียวค่ะ

    วิธีเริ่มต้นของเด็กอาจไม่สำคัญ
    การเริ่มต้นนั้นคงสำคัญตั้งแต่ที่คนสองคนอยากเป็น “พ่อแม่”
    และพร้อมที่จะเป็นพ่อแม่ใครซักคนตลอดไป

    เหมือน”ความรัก”ที่คุณแขกกับคุณPAT พูดถึงน่ะค่ะ

  16. pink 65 Says:

    มาหวัดดีพี่เอ๋ ไม่รุจำกันได้ป่าว
    แล้วก้อเชยมากเลย ที่เพิ่งรู้ว่า พี่เอ๋ เป้นนักเขียนดังไปแล้ว

    ได้อ่านเนปาลประมาณสะดือแล้ว ชอบมากๆ ประทับใจมากๆ
    ไม่รุจะพูดยังไง
    พูดไม่ออก //ได้แต่น้ำตาคลอ ซึ้งๆ ///

    ชอบมากจริงๆน๊า……

    นับถือ

    อุตส่าไปสืบจากป๋าเบียร์63 มา ว่า นิ้วกลมคือใคร 555

    ชอบตัวหนังสือในเนปาลประมาณสะดือ มาก
    มันอบอุ่นมากมาย

    เฮ้อ

  17. PeeYong Says:

    ^
    ^
    เห็นด้วยครับ

    จุดเริ่มต้นอาจแตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็ลูกเรานั่นแหละ

    โลกหมุนด้วยความรัก🙂

  18. cher3155 Says:

    วิทยาศาสตร์บางเรื่องนั้น … ออกจะทำให้เราตกใจอยู่เหมือนกัน
    เทคโนโลยี… บางทีเหมือนจะน่ากลัวๆ
    เดี๋ยวนี้ทุกอย่างสั่งได้ค่ะ…ต้องการอะไรขอให้บอก
    เค้าจัดให้เรียบร้อย เส้นผม จรดปลายเท้า
    บางครั้ง รับข้อมูล ข่าวสารมากๆ แล้วกลับมานึกๆว่า…
    สมัยนี้ผู้คนสนใจเรื่อง ความเป็น “เปลือกนอก” มากไปหรือเปล่า??

  19. อ้วนดำ Says:

    ลูกที่เกิดจากความตั้งใจของพ่อแม่ ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีไหน

    ธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์ก็จะมีชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางความรักเสมอ

    การที่พ่อแม่บางรายพยามกำหนดวันเกิดลูกที่จะเกิดมาก็เพราะเขาคิดตามความเชื่อของพวกเขาว่านั่นทำให้ลูกจะได้เติบโตมามีบุญวาสนาดีๆ ซึ่งโดยพื้นฐานก็เกิดจากความรักของพ่อแม่นั่นเองที่อยากให้ลูกตัวได้รับสิ่งที่ดีที่สุดน่ะค่ะ


  20. อิอิ
    พ่อแม่ย่อมอยากให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: