คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สอง)

มกราคม 25, 2007

‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’ อยู่ห่างจากกันแค่ขนาดของหมอน
พอเราหลับ ความจริงตรงหน้าจะหายวับไปกับตา
และพื้นที่ของความฝันก็เปิดกว้างขึ้น

ความจริงที่หายไปนั้นรวมความไปถึงข้อจำกัด ความเป็นไปไม่ได้
และความจำเป็นต่างๆ นานา ที่เราต้องลืมตามองมันมาตลอดทั้งวัน
แต่เมื่อเราเดินทางเข้าสู่พื้นที่แห่งความฝัน มันจะหายตัวไป

ในอาณาบริเวณของความฝัน เราจะทำอะไรก็ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้!

เราว่าความฝันมีหลายขนาด
และฝันขนาดใหญ่ก็สามารถหั่นซอยออกเป็น ‘ฝันย่อย’ ได้

หากฝันใหญ่คือพิชิตเขาเอเวอร์เรสต์
ฝันย่อยก็เอาแค่พิชิตภูกระดึงไปก่อน
ฝันกลางก็อาจหาเวลาไปให้ถึงหัวเข่าหิมาลัย
ฝันไซส์แอลก็อาจลองเดินไปให้ถึงค่ายฐาน
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

หากฝันใหญ่คือรางวัลซีไรต์
ฝันย่อยอาจเป็นการได้ส่งผลงานไปลงในนิตยสารสักเล่ม
ฝันกลางก็อาจจะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กรวมงานจากคอลัมน์นั้น
ฝันไซส์แอลก็อาจจะเป็นผลงานที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งเล่ม
ตามแต่เวลาและโอกาสจะอำนวย

สำหรับความฝัน เราน่าจะพอหาเวลาและโอกาสให้มันได้
ฝันของใครก็ของมัน กรุณาเติมฝันในช่องว่างด้วยตนเอง

ตัวอย่างที่ยกมาบอกใบ้ว่า เราน่าจะฝันให้ใกล้แล้วไปให้ถึง
ค่อยๆ เขยิบสู่จุดหมายโดยไม่บ่ายหน้าหนีไปทางอื่น
จุดหมายอยู่ไหน ก็มุ่งหน้าไปในทางนั้น
มุ่งหน้าไป-โดยที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่
หากแต่-ใช้เวลาที่เหลือ
เหลือจากเวลาในส่วนของความจริง

หากความจริงคือกลางวัน ความฝันอาจเป็นกลางคืน?

เผชิญหน้าความจริงที่ต้องอยู่กับมันให้ได้ดีที่สุดในตอนกลางวัน
และกระโจนเข้าสู่ดินแดนแห่งความฝันในเวลากลางคืน
หากเรารักสิ่งไหน เราน่าจะหาเวลาให้สิ่งนั้นได้

(ใครที่บอกว่ารักแฟนแต่ไม่มีเวลาให้แฟน
แบบนั้นแปลว่ารักแต่ปาก)

แบ่งปันและจัดสรรเวลามา ‘มุ่งหน้า’ ไปยังสิ่งที่ฝัน

มุ่งหน้าไปในทิศทางนั้น
เพราะหากเดินไปทิศทางอื่นย่อมยากที่จะไปถึง
อยากขึ้นสู่ยอดเอเวอร์เรสต์
แต่ดันเดินดุ่มไปตามทะเลทรายซาฮาร่า จะไปถึงได้อย่างไร

อย่างน้อย หากไม่ได้มุ่งไปในทางนั้น
ก็น่าจะหาเวลาลงมือฝึกปรือในสิ่งที่ไม่ต่างไปจากสิ่งที่ฝัน
ฝึกไต่เขาเตี้ย เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น
เผื่อวันหนึ่งมีโอกาสได้ไต่เขาสูงจะได้พร้อม

ความสุขจากการพิชิตยอดภูกระดึงกับเอเวอร์เรสต์
เป็นความสุขประเภทเดียวกัน-เราเดาว่าอย่างนั้น
ค่อยๆ พิชิต ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ มีความสุข

ไม่ใช่ทุกคนที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุด
และความสุขก็อาจไม่ได้รออยู่ที่ยอดเขาแห่งนั้น
หากแต่มันเกิดขึ้นระหว่างเดินไต่ระดับขึ้นไปต่างหาก
เป็นความสุขที่มาพร้อมหยดเหงื่อ
สุขแต่เหนื่อย ก็เพราะเหนื่อยจึงสุข

หยดเหงื่อที่ไหลออกมาจากการมุ่งหน้าเข้าหาฝัน
หากลองแลบลิ้นไปเลียมันน่าจะมีรสหวาน

หากความฝันได้มาง่ายๆ เหมือนเดินไปซื้อกล้วยแขกปากซอย
ก็คงไม่มีค่า และไม่ชวนให้โหยหาถึงเพียงนี้

เราเดาว่าคนส่วนใหญ่แอบมีความฝันเก็บไว้ในใจ
บ้างบอกคนที่พอบอกได้ บ้างก็เก็บงำไว้คนเดียว

หากเรามีน้องชายหรือน้องสาวแล้วมันอยากทำในสิ่งที่ฝัน
แต่ดันต้องทำสิ่งอื่นที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงชีวิต
เราจะขอร้องให้มันหาเวลามาทำในสิ่งที่ฝัน แม้วันละไม่กี่นาที
เพราะสิ่งที่ฝันก็เป็น ‘สิ่งจำเป็น’ สำหรับชีวิตเช่นกัน

หากต้องเลือกระหว่าง ‘สิ่งที่ต้องทำ’ กับ ‘สิ่งที่อยากทำ’
เราว่า ‘สิ่งที่อยากทำ’ นั่นแหละเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ ที่สุด

ทำแค่วันละไม่กี่นาที
แล้วเมื่อไหร่เราจะไปถึงฝันล่ะพี่? – น้องอาจถามเราแบบนี้
เราคงตอบว่า – กูจะไปรู้เหรอ มันขึ้นอยู่ที่ตัวมึง

แกล้งห้าวไปงั้นแหละ จริงๆ เราแอบคิดในใจแล้วว่า
ไม่กี่นาทีในแต่ละวันที่น้องได้ทำมันก็เหมือนกับ
ช่วงเวลาที่เราได้หลับตาหลบไปจากโลกแห่งความจริง
ทิ้งข้อจำกัด ความจำเป็น และความเป็นไปไม่ได้นานาไปชั่วขณะ

และช่วงเวลาเล็กๆ นั้นนั่นแหละ
ที่ความฝันได้กลายเป็นความจริงไปแล้ว.

31 Responses to “คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สอง)”

  1. chelie416 Says:

    ฝันใกล้ๆ ไปช้าๆ
    เดินเล่นไป มา
    เดี๋ยวก็ถึง……
    รึเปล่า รึเปล่า ^^”

  2. danlbom Says:

    โอย…..
    โดนนนนน

  3. ฝน :D Says:

    เวลาอวยพรวันเกิดคนอื่น ฝนมักจะชอบเขียนว่า “ขอให้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ”
    เพราะบางคนก็โชคร้ายที่ “สิ่งที่ต้องทำ” กับ “สิ่งที่อยากทำ” ของเขา
    มันอยู่ไกลกันจนหาทางบรรจบกันยากมาก
    สิ่งที่ทำได้ ณ ปัจจุบัน ก็คือ สุขกับสิ่งที่ต้องทำไปก่อน ก่อนที่จะตะกายกลับมาหา “สิ่งที่อยากทำ” ได้อีกครั้ง เมื่อถึงเวลา

    สำหรับฝน เส้นทางความฝัน กับสิ่งที่ต้องทำในชีวิต
    มันก็เดินขนาบข้าง แล้วมองหน้ากันอยู่เสมอ
    แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีโอกาสทักทายกันซะที (โชคดีที่มันยังอยู่ใกล้กัน)

    ใช่อย่างที่พี่ว่า ความสุขมันอยู่ที่ระหว่างทางในการพิชิตเขา
    มันโคตรเหนื่อย แต่มีความสุขดี
    แค่การได้ทำความฝันเตี้ยๆ ไซส์ขนาดภูกระดึง ภูเรือ หรือภูชี้ฟ้าได้บ้างเป็นครั้งคราว
    ก็ทำให้เรารู้สึกว่าได้เขย่ากล่องความฝันของเราบ้างแล้ว
    แม้ว่าทุกวันเราจะแหงนหน้ามองเอเวอร์เรสอยู่ตลอดเวลาก็เหอะ

  4. pattararanee Says:

    ฝันที่ฝัน
    คือฝัน
    ความฝัน
    การฝ่าฟัน
    ฟันฝ่า
    จุดหมาย
    คงไปถึง
    ถึงได้
    ไม่ไกล
    เพราะจุดหมาย
    อยู่ที่ใจ
    ใจจริง

    ขออนุญาต นำกลับมาอีกครั้ง สำหรับบทนี้
    สำหรับฉันข้อความนี้
    มันน่าจะตอบได้ดีถึงการจำแนก “สิ่งที่ต้องทำ” ออกจาก “สิ่งที่อยากทำ” ได้อย่างดี
    เพราะสิ่งที่อยากทำมันอยู่ในใจลึกๆที่สุด -สำหรับใครที่ยังหาฝันไม่เจอ- ลองหลับตาค้นหาดูที่ใจตัวเองว่าเราอยากทำอะไร
    บางทีอาจสับสน แต่ไม่นานคงเข้าใจ
    อย่ามุ่งหน้าดั้นด้นไปแบบไร้สมการ
    คิดสักนิดหนึ่งก่อน แล้วลงมือทำ ในบ้านพักฝากอากาศหลังนี้
    อาจใช้ขาเพื่อก้าวเดินไปสู่ยอดเขาแห่งใดแห่งหนึ่ง พร้อมหัวใจตั้งมั่น สมองใคร่ครวญ นั่นน่าจะครบแล้ว
    ไปตามฝันได้!!!
    ^_^ เหมือนที่คุณนิ้วกลมว่าไว้เลยยยย
    โตเกียวมันไม่มีขา 555

  5. ปอนด์ Says:

    เราก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่สันทัดในเรื่องความฝัน
    เพราะเรามีฝันเยอะแยะ สะเปะ สะปะ ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด
    ใช่ บางครั้งทำให้เรา สับสนและทำให้ท้ออยู่บ่อยๆ อย่างที่คุณ pattararanee ว่า
    แต่ระหว่างนี้ สำหรับคนที่มีฝัน มีจุดมุ่งหมายของตัวเองแล้วแต่ยังอยู่
    ในช่วงเดินทาง
    และคนที่กำลังมองหาความฝันกันอยู่ อย่าเพิ่งถอดใจนะ
    เราขอเป็นกำลังใจให้
    มีกลอน (หรือคำพูด) ของ Mark Twain ที่เราว่าเหมาะกับ ‘คนล่าฝัน’ อย่างเราๆอยู่

    ‘ Twenty years from now you will
    be more disappointed by the things
    that you didn’t do
    than by the ones you did do.
    So throw off the bowliness.
    Sail away from the safe harbor.
    Catch the trade winds in your sails.
    Explore ! Dream ! Discover !’

    ยาวอีกแล้วนะ ^-^

  6. Opal Says:

    ฝัน ฝัน ฝัน
    ตื่น ตื่น ตื่น

    ฝันแล้วตื่นมาผลักดันความฝันให้เป็นจริง

    ขอบคุณค่ะพี่เอ๋

  7. Vingt-Neuf Says:

    ขอบคุณนะคะพี่เอ๋ สำหรับเรื่องความฝัน….
    เพราะตั้งแต่วันเสาร์นั้นที่ปอถามพี่เรื่องความฝัน(ที่ TK Park)
    จนมาถึงวันนี้ เรื่องของความฝันนั้น ยังเป็นสิ่งที่พวกปอคุยกันไม่จบเลยค่ะ
    (แต่พออ่านบล็อกของวันนี้ให้เพื่อนๆฟังแล้ว ดูสโคปการคุยเริ่มจะแคบลงแล้วหล่ะค่ะ)

    ^____^

  8. jummdcu Says:

    …อ่านหัวข้อวันนี้ของเอ๋แล้ว ” ฝันลุกซู่ ” เลยล่ะ…

    ‘ ช่วงเวลาที่เราได้หลับตาหลบไปจากโลกแห่งความจริง
    ทิ้งข้อจำกัด ความจำเป็น และความเป็นไปไม่ได้นานาไปชั่วขณะ
    และช่วงเวลาเล็กๆ นั้นนั่นแหละ
    ที่ความฝันได้กลายเป็นจริงไปแล้ว ‘

    ตอนนี้หลับตาบ่อยค่ะ
    สงสัยฝันของเราจะแอบอยู่ในใจลึกๆมานาน
    ช่วงนี้ถูกกระตุ้นบ่อย ก็เลยโหยหาความฝัน
    เวลาหลบออกจากโลกแห่งความจริงก็รู้สึกดีไปอีกแบบนะ
    เข้ามาบ้านหลังนี้ ได้เห็นความฝันอันหลากหลาย ของใครหลายๆคน
    จะมีใครแอบเห็นความฝันของเรามั้ยน้า ?
    ถ้าเห็นตกหล่นที่ไหนก็ฝากหยิบมาคืนด้วยนะ😀

  9. pattararanee Says:

    ฝันกับการเป็นผู้กำกับโฆษณา
    ถือเป็นฝันชิ้นใหม่ ที่มีปนๆ กันไปมาในชีวิตจริงของใครหรือเปล่านะ
    สู้ๆ ขอให้ฝันเป็นจริง ^_^

  10. หมี Says:

    อยากเอาความฝันมาแชร์

    ก็แค่เป็นฝันเล็กๆ ขนาดกะทัดรัด

    อยากมีร้านเช่าพร้อมขายหนังสือซักร้านเป็นของตัวเอง

    ทำเลแถวๆ เมืองเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน

    อาจเป็นเมืองเล็กอย่าง ปาย ก็ได้

    ถ้ามีวันนั้น ขอเชิญทุกคนน่ะ จะเลี้ยงกาแฟฟรีจ้า


  11. วันนี้ผมจะมาเขียนเถียงพี่เอ๋แหละ (กล้ามาจากไหนเนี่ย) คือเรื่องความฝันกับกล้วยแขก สำหรับพี่เอ๋และอีกหลายๆคน การได้กล้วยแขกมายัดใส่ปาก เป็นฝันที่ไม่ท้าทายเอาเสียเลย มันง่ายเกินไป แต่คนที่อยู่ในสถานะที่ต่างกัน ความยาก-ง่ายของการทำให้ความฝันเป็นจริงมันก็ต่างกันนะครับ เช่นสถานะของผมตอนนี้คือ นักเรียนแลกเปลี่ยนที่อาศัยอยู่กลางป่าที่ฟินแลนด์ ถ้าฝันของผมคือการได้กินกล้วยแขก มันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายผมพอสมควรนะ อยู่ในป่าที่นี่ไม่มีทางหาแม่ค้าขายกล้วยแขกเจอ ต้นกล้วยเป็นพืชที่ไม่เคยถูกค้นพบที่นี่ (ผู้ใหญ่ที่นี่บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำว่ากล้วยเวลาอยู่บนต้น มันเป็นอย่างไร) ผมต้องเรียงลำดับความฝันของผมก่อน ก่อนอื่นผมต้องเดินไปป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุด(หน้าปากซอย) ขึ้นรถเมล์ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ใกล้ที่สุดซึ่งอยู่ห่างออกไป15กิโลเมตร เดินไปที่แผนกผลไม้ หยิบกล้วย1หวีใส่ถุงแล้วเดินไปชั่ง(บริการตัวเอง) เงินก็เป็นอุปสรรคหนึ่งเหมือนกันเพราะกล้วยที่นี่นำเข้าจากคอสตาริกา ราคาก็แพงไม่ใช่เล่น กิโลละ1.25ยูโร จากนั้นเดินไปซื้อแป้ง อุปสรรคต่อไปคือผมไม่รู้ครับว่าแป้งที่ใช้ชุบกล้วยเป็นแบบไหน อาจต้องโทรถามผู้เชี่ยวชาญผ่านเจ้าโนเกีย(ของฟินแลนด์^_^) จากนั้นก็ไปซื้องาขาวและน้ำมัน เดินไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน พยายามทอดกล้วยในห้องครัว(หวังว่ากล้วยจะไม่ไหม้) เอาใส่จานและยัดเข้าปาก… ว่าแล้วผมก็ตื่นและเดินไปขึ้นรถเมล์ดีกว่า…

  12. pattararanee Says:

    ไม่นึกว่าจะมีคนคิดเหมือนกัน
    บางที ที่คนอื่นเห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่คุ้มกัน
    แต่นั่นอาจเป็นฝันของเรา

    ขอให้น้องศรได้กล้วยแขก อร่อยๆ นะคะ
    ^_^

  13. (น้อง)เอ(ผมอยู่ปี 2 ครับ) Says:

    ผมไม่มีความฝัน!!!(มั้ง)
    อืม….
    อยากจะบอกนะครับว่า อ่านแล้วคิดถึงตอนที่ผมยังเด็กอยู่เลยครับ มีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ยิ้มโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้นว่าสิ่งใดจะเกิดต่อไป
    แต่แปลกนะ…ยิ่งโต ยิ่งรู้มาก ยิ่งคิดมาก จนบางทีมันทำให้ผมเขว้งไปได้เหมือนกัน ว่าอันที่จริงแล้ว ความฝัน… ความจริง… สิ่งที่อยากทำ …สิ่งที่อยากเป็น… หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ต้องทำ จริงๆแล้วมันคืออะไร ผมรู้ความต้องการของผมมากแค่ไหน บางทีผมคิดว่า ถ้าเราไม่คิดอะไรมากกับความเป็นจริง ตลอดเวลาที่เราเกิดมา เราผ่านการตัดสินใจมากี่ครั้ง กี่หน จนมาถึงวันนี้(ได้มาอ่านไดพี่) ผมว่าไม่ผิดหรอกที่เราจะต้องเลือกระหว่างสิ่งที่อยากทำ กับสิ่งที่ต้องทำ แต่! ถ้าเรายังอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องเดินตามทางของมัน เรา”ต้อง”มีสิ่งที่”ต้อง”ทำ ซึ่งก็คือ”หน้าที่” และส่วนมากหน้าที่ย่อมไม่เหมือนความฝัน(ไม่งั้นคงไม่ต้องเลือกหรอก) แต่ผมว่าเราดึง”มัน”ออกมาจากสิ่งที่เราต้องทำได้ ซื่อสัตว์ต่อการตัดสินใจของตนเอง ผมว่า…”ความสุขจะเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีความฝัน” จะดีแค่ไหนถ้าเราฝันทั้งๆที่เราตื่นอยู่ ไม่ต้องรอเวลาที่จะไปมีความสุขบนเตียง(ฝันนะ ) ผมว่ามันอยู่ที่ทัศนะคติของเราด้วยแหละครับ
    “ขอบคุณครับ”
    “เป็นแค่เพียงความคิดเห็นของผมเท่านั้นนะครับ ไม่อยากให้คิดว่าถูกหรือผิด ผมเพียงแค่อยากลองแลกเปลี่ยนดู”
    ปล.ผม link มาไดพี่ได้ไงก็ไม่รู้ อ่านแล้วรู้สึกดี เลยอ่านมาตั้งแต่แรกเลย ผมว่าความคิดพี่…ผมชอบมันว่ะ(ครับ)

  14. jummdcu Says:

    มีตัวหนังสือของพี่จุ้ย (ศุ บุญเลี้ยง) ที่อ่านเอาไว้นานมากแล้ว
    ไม่รู้จะเข้ากับหัวข้อวันนี้หรือเปล่า ลองเอามาให้อ่านกันเล่นๆละกัน

    ” ค่อยๆเก็บความทุกข์…ทิ้งลงถัง
    กอบความหวัง…มัดรวมเป็นกำใหญ่
    ปัดความเศร้า…ที่ทับถมให้หมดไป
    เปิดหน้าต่าง…รับแดดที่สาดมา
    จับความบ้า…ขึ้นเขียงลงมือหั่น
    หยิบความฝัน…ใส่กรอบแขวนข้างฝา
    ปักความรัก…ลงกระถางริมชายคา
    เริ่มต้นใหม่…อย่ารอช้าท้าตัวเอง ”

    ฝันใกล้ๆ ไปให้ถึงกันนะจ๊ะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ

  15. แขก Says:

    ท่านนิ้ว…ส่งกล้วยแขกไปฟินแลนด์ด่วน!!!

  16. สิ Says:

    พี่เอ๋ ดูท่าหัวข้อนี้จะมีต่อไปอีกยาว?

    อืม.. อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้น ก็ได้รู้รสชาติของความสุข

    สิเคยคิดเคยฝันอยากจะเป็นอะไร และอยากจะทำอะไรมากมายเลยแฮะ

    แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ กลับรู้สึกเสียดาย ถ้าตอนนั้นเราได้ทำ เราคงจะใกล้ถึงความฝันมากกว่านี้

    สิฝันอยากเป็นมัณฆนากรหรือทำงานด้านออกแบบโดยใช้คอมพิวเตอร์

    ปัจจุบันสิเรียน3Dอยู่ อย่างน้อยมันก็เป็นฝันย่อยๆของสิ

    ขอบคุณบทความของพี่เอ๋นะคะ ช่วงนี้สิเหนื่อยกับอะไรหลายๆอย่าง

    จนคิดจะทิ้งฝันของตัวเอง ขอบคุณบทความนี้ที่ทำให้เรามีแรงจะเดินหาฝันต่อไป

    ปล.เมื่อกี้สิดูข่าว มีเด็กชายคนนึงอายุ5ขวบบอกกับแม่ว่าเค้าอยากจะเล่นของเล่นไปตลอดชีวิต อยากทำงานเกี่ยวกับของเล่นเมื่อโตขึ้น แม่ของเค้าเลยเขียนจดหมายไปถึงบ.ของเล่นแห่งหนึ่ง จนจดหมายฉบับนั้นไปถึงมือCEOของบริษัท
    แล้วเชิญเด็กคนเนี้ยไปพบปะพูดคุย ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับของเล่นแต่ละชิ้นของบริษัท แล้วลองให้เด็กออกแบบของเล่นดู ปรากฎว่เค้ามีไอเดียด้านนี้ บริษัทเลยจะให้เค้ามาเป็นผู้ออกแบบของเล่นของบริษัททั้งๆที่อายุยังน้อย เป็นอีกเรื่องที่น่ายินดีที่ฝันเล็กๆได้รับการสานต่อ

    ^^

  17. สิ Says:

    ปร. ไปอ่านที่พี่เอ๋โพสตอบไว้เมื่อวานแล้วคิดประโยคขวานผ่าซากได้ประโยคนึง

    อะไรเรา(กู)ที่ว่าถูกว่าดีในความคิดเรา มันก็ต้องถูกต้องดีสิ(วะ)!!

    รุนแรงไปนิด -*-

  18. ฟ้า Says:

    เอนทรานซ์..

    เพื่อนคนนึงของฟ้า ยืนยันว่า ความมั่นคงของชีวิต
    สำคัญกว่าความฝันลม ๆ แล้ง ๆ
    แน่นอน..เพื่อนฟ้าเลือกแล้วที่จะไม่ทำตามฝัน

    แต่เรายังยืนยันที่จะทำตามฝันของเรา
    ในแบบของเรา
    ไม่มีใครรู้หรอกว่าวันนี้จะเป็นยังไง ถ้ามองมาจากวันนั้น

    แต่เวลานั้น สิ่งที่รู้คือความรู้สึกที่ได้ทำอะไรที่ใจรัก
    เป็นความรู้สึกที่ดีเอามาก ๆ ถึงจะไม่รู้ว่าผลจะเป็นยังไงก้อตามที
    คือ ชีวิตมันต้องผ่านการฝ่าฟันเพื่อแลกมาบ้าง
    การเดินบนเส้นทางมั่นคงที่มีคนวางไว้ให้มันปลอดภัยจริง
    แต่..ถ้าเป็นแบบนั้น เราเสียดายในสิ่งที่เพื่อนเราพลาดมันไป

    — เส้นบาง ๆ ที่คั่นระหว่างความฝันกับความจริง..คือการลงมือทำ —
    ขอเพียงเราเชื่อ.. เราจะทำได้..

    วันนี้ทุกอย่างพิสูจน์ตัวเองแล้ว
    ว่าถ้าเราไม่ถอยตามกระแสของอะไรก็ตามรอบ ๆ ตัวเรา
    ในระหวางทางที่ยากลำบากที่ได้ผ่านมา
    มันจะมีรางวัลสำหรับ..คนมุ่งมั่นเสมอ

    ฟ้ายังเชื่อนะ..
    ถึงสุดท้ายแล้วจะต้องเจ็บปวดเพราะความฝัน
    แต่เราจะได้บางอย่าง ที่คนนั่งมองฝัน ไม่มีทางได้แน่นอน^^

    * ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม .. .. คนช่างฝันทุกคน ต้องการกำลังใจดี ๆ หล่อเลี้ยงเหมือนกัน *


  19. สำหรับผม ไม่มีฝันเหมือนไม่มีชีวิต มีฝันแต่ไม่ตามฝันเหมือนมีชีวิตแต่ไม่มีเส้นทางชีวิต เพื่อนของพี่ฟ้าแน่ใจแล้วหรือว่าความมั่นคงที่ได้มามันจะเป็นเส้นทางของชีวิตของเขาจริงๆ ไปกินกล้วยแขกกันเถอะ…

  20. ฟ้า Says:

    บางที..เราว่าการออกไปซื้อกล้วยแขกก็เป็นฝันยิ่งใหญ่ได้นะ
    คือ..ถ้ามันไม่มาขายหลาย ๆ วันน่ะ
    ความท้าทายมันจะมีมากกว่าทุกวัน

    ตรงลง!!~
    เราไปกินกล้วยแขกกันเถอะ

    ((((((((แต่ต้องรอแม่เราโอนตังค์มาให้ก่อนนะ..พรุ่งนี้แล้วกันค่ะ))

  21. PeeYong Says:

    ทุกคนมีความฝัน แต่จะทำให้ระยะทางเท่าขนาดของหมอน ระยะห่างระหว่างความฝัน กับความจริง มาบรรจบกัน มันยากไม่ใช่เล่นนะครับ

    แต่เรื่องยากๆ ก็ไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ ไม่งั้นจะมีรายการฝันที่เป็นจริงได้ไง (พิมพ์ไป เริ่มงงตัวเอง)

    เอาใจช่วยทุกคนที่มีฝันครับ

    :))

  22. แขก Says:

    Spanish Apartment

    8 Mile

    เผื่อใครยังลังเลระหว่าง ‘ความจริง’ กับ ‘ความฝัน’
    หยิบ 2 เรื่องนี้ไปดู เอาหนุกๆ

  23. แขก Says:

    เอา ‘Amelie’ ไปอีกเรื่องละกัน
    จะมีฝันหนุกๆ

  24. pattararanee Says:

    หัวข้อ ถัดไป คำถามเกี่ยวกับความฝัน (สาม)
    อ่านได้ แต่เม้นต์ ไม่ได้ ไม่รู้เกิดปัญหาอะไรกับ คุณเอ๋ หรือว่าเมียหลวง (งานหลัก) กับ เมียน้อย (งานรัก) กำลังตีกันอยู่!!!!!
    ยังไงก็ขอให้ เลิกทะเลาะกันไวๆ นะคะ ^_^

  25. jummdcu Says:

    จริงด้วยล่ะเอี้ยง
    พยายามเข้าแล้ว แต่เข้าไม่ได้อ่ะ

  26. snowflake Says:

    เห็นด้วยมากมายเลยค่ะ
    เพราะหนูก็คิดเหมือนกันว่ามีฝันแล้วเราควรจะมีกินด้วย 555 ถ้าไม่มีกินแล้วก็คงจะไม่มีแรงฝันต่อหรอก
    อีกอย่างหนึ่งหนูเห็นด้วยกับคุณฟ้า เรื่องความฝันที่สองนี้ดูเหมือนเนื้อหาเหมาะแก่เด็กที่กำลงัจะเอ็นทรานซ์มากเลยอ่ะค่ะ อืม หนูได้ฟังโฆษณาตัวหนึ่งเกี่ยวกับเอ็นทรานอ่ะค่ะ เค้าพูดประมาณว่า “เราจะไม่เลิกเที่ยว ไม่เลิกดูหนัง ไม่เลิกเล่นเกมส์ ไม่เลิกกับแฟน และก็ไม่เลิก… (อีกมากมาย) เพื่อเอ็นทรานซ์ เพราเราเชื่อว่าจุดมุ่งหมายนั้น ไม่สำคัญเท่าระหว่างทาง…(แล้วก็โฆษณาผลิตภัณฑ์)” ฟังแล้วรู้สึกดีจังเลย จุดมุ่งหมายคงจะไม่สมบูรณ์ 100 เปอเซน ถ้าเราลืมระหว่างทางที่เราได้เดินผ่านมันมา…..จิงมั้ยค่ะ

  27. jummdcu Says:

    ตอนที่ฟังโฆษณาที่ snowflake ว่ามานั้น
    คุ้นๆมาก เหมือนอ่านเจอจากตัวหนังสือของคนแถวๆนี้
    ตอนที่ไปเที่ยวคนเดียวน่ะ

  28. ปิดตำราแสบ Says:

    ความฝันของเราหน้าตาเป็นยังไงเริ่มจำไม่ได้แล้วสิ ดูเหมือนมันจะผ่านมานานมาก นานจนเกือบลืมด้วยซ้ำว่าเรายังเคยมีฝัน…ทำยังไงให้เด็กสาวผู้เปี่ยมไปด้วยฝันคนเดิมกลับมาดีนะ? เพราะดูเหมือนว่าระหว่างทาง ความฝันจะค่อยๆหล่นหายไปแล้ว


  29. ขอบคุณนะคะที่เขียนอะไรดีๆอย่างนี้ให้ได้อ่าน


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: