สมการในสมอง: y = ax

มกราคม 31, 2007

ตื่นเช้ามานั่งอ่านหนังสือ กำแพงคนโง่
เขียนโดย ทาเคชิ โยโร่ แปลโดย โชว์เดียร์
แค่บทที่สองก็เริ่มสนุก

สนุกกับการคิด ‘สมการเชิงเส้นในสมอง’ ของผู้เขียน
จากข้อสังเกตที่ว่า “เราไม่สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่อยากรู้ได้”

หนังสือบอกว่า
ในระหว่างที่รับข้อมูลผ่านสัมผัสทั้งห้า และส่งข้อมูลออกไปจาก
การเคลื่อนไหวนั้น ในสมองจะทำการเคลื่อนไหวและหมุนเวียน
ข้อมูลที่ถูกใส่เข้าไป

ลองให้การรับข้อมูลที่ว่าคือ x และการส่งข้อมูลคือ y
ก็จะได้สมการเชิงเส้น y = ax
เมื่อมีข้อมูลค่า x อะไรก็ตามที่ใส่เข้าไป คูณเข้ากับ
สัมประสิทธิ์ a ผลหรือการตอบสนองที่ได้ก็คือค่าของ y

a คืออะไร?
a คือ ‘น้ำหนักที่เป็นความจริง’ ซึ่งจะแตกต่างกันไป
ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะให้น้ำหนักความจริงมาก-น้อยแค่ไหน

พูดง่ายๆ ก็คือ การตอบสนองของคนเราขึ้นอยู่กับ
ข้อมูลที่ใส่เข้าไปในตัวเราคูณเข้ากับการตัดสินของเราว่า
ข้อมูลนั้นจริงใจหรือไก่กา (จริงหรือไม่ จริงหรือเปล่า หว่าวๆๆๆ)

สมมุติว่า เราให้ค่าความจริงกับข้อมูล (a)
จากคุณสนธิ ลิ้มฯ (นามสมมุติ) ค่อนข้างมาก
การตอบสนองของเราก็จะมากด้วย เช่น
ไปร่วมเอาผ้ากู้ชาติผูกกบาลตะโกนตามหลังคุณ สนธิ ลิ้มฯ
แต่ถ้าเราให้ค่าความจริงกับข้อมูลนั้นน้อย
เราก็คงนอนอยู่บ้านเกาสะดือเล่นเฉยๆ
ถ้าหนักกว่านั้นคือให้ค่าเป็นติดลบ เราก็อาจหาทางออกอื่น
เช่นไปเย้วๆ กับม็อบคนรักทักษิณ หรืออื่นๆ ที่เป็นทางตรงข้าม
(ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเกลียดคนนี้แล้วต้องชอบอีกคนนึงเสมอไป)

ในหนังสือบอกว่า
โดยปกติแล้วถ้ามีข้อมูล x ที่รับเข้าไป ก็จะต้องมีปฏิกิริยา
สักอย่างเกิดขึ้น ก็เพราะเมื่อในเมื่อมีค่า y ปรากฏอยู่
a ก็จะไม่เป็นศูนย์

แต่มีกรณีพิเศษที่ a = 0 ในกรณีเช่นนี้ ถึงแม้จะมีข้อมูล
รับไว้มากเท่าไหร่ก็ตาม ก็จะไม่มีข้อมูลที่ส่งออกมา
ก็หมายความว่า ข้อมูลนั้นไม่ส่งผลไปที่การกระทำใดๆ

การที่ข้อมูลที่รับเข้าไปไม่ส่งผลใดๆ กับการกระทำนั้น
ก็หมายความว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ความจริงสำหรับคนคนนั้น

ในหนังสือยกตัวอย่าง คนอิสราเอลที่มีค่าสัมประสิทธิ์เป็นศูนย์
ต่อเรื่องที่ว่า คนอาหรับจะพูดถึงพวกเขาว่ายังไง
หรือโลกจะวิพากษ์วิจารณ์พวกเขายังไง เพราะฉะนั้น
มันจึงไม่มีผลต่อการกระทำของพวกเขาเลย

อีกตัวอย่าง
ถ้าเราเดินๆ อยู่แล้วมีหนอนไต่อยู่ที่เท้า
บางคนก็จะหยุดดู แต่คนที่ไม่สนใจก็จะไม่ใส่ใจหนอนตัวนั้น
เท่ากับว่าค่าสัมประสิทธิ์ของสมการที่มีต่อข้อมูลของหนอนตัวนั้น
สำหรับคนคนนั้นมีค่าเป็นศูนย์นั่นเอง

ในหนังสือยังยกตัวอย่างเวลาพ่อด่า
เมื่อเราไม่เชื่อข้อมูลที่พ่อด่าว่าเรา สมองเราจะรับเฉพาะ
ข้อมูลใบหน้าของพ่อที่กำลังโกรธว่าเป็นความจริง
แต่จะทิ้งคำด่า(อันเป็นประโยชน์)ไป
เพราะในตอนนั้นสำหรับเรา คำสั่งสอนของพ่อ ไม่ใช่ความจริง
(เพราะเราไม่เห็นด้วย)

แต่ถ้าพ่อชม เราคงรับฟังทุกถ้อยคำอย่างตั้งใจ
และค่า a ก็จะเป็นบวกทันที

ง่ายๆ ถ้าค่า a (น้ำหนักความจริง) ต่อ x (ข้อมูลที่ใส่เข้าไปในสมอง)
เป็นบวก ค่าของ y ซึ่งก็คือการกระทำตอบกลับก็จะเป็นบวกไปด้วย

คิดไปคิดมาก็เหมือนความรักเมื่อครั้งยังหวาน
น้องชี้นกแล้วบอกว่าไม้ พี่ก็ว่าไม้ไปตามวาจา
เห็นปูน้องบอกว่าปลา พี่ก็ว่าปลาไปตามดวงใจ

เราให้ค่าความจริงโดยตัดสินจากแหล่งข้อมูลนั้นด้วย

หนังสือยังบอกอีกว่า
การกระทำมีทั้งด้านลบและบวก ถ้า a เป็น บวก10a
ก็สามารถเป็น ลบ10a ได้เช่นกัน
อย่างนายโอซามะ บินลาดิน ที่ฝ่ายชังก็จะเกลียดมาก
ฝ่ายสนับสนุนก็จะชอบมาก a ของบินลาดิน
จึงเป็นตัวเลขที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ก็มาจากความใหญ่ของข้อมูล
(การกระทำ) ของเขานั่นเอง

เหมือนเวลาเราลงมือจีบใครสักคน
ถ้าเขาเปิดรับ ‘ข้อมูลการจีบ’ ของเรา ว่ามันมีอยู่จริง
เราก็ย่อมจะได้ค่า a คูณเข้าไปใน x (การจีบ)
แต่ถ้าตื้อมากๆ เข้า ก็อาจจะได้ค่า a ที่เป็นลบ
แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าค่า a เป็นศูนย์
เพราะนั่นหมายความว่า เราไม่มีตัวตน
หรือเธอไม่เห็นหัวเราอยู่ในสายตาเลยนั่นเอง

การที่ค่า a เป็นลบมากๆ นั้นมีผลดีกว่าเป็นศูนย์
เพราะเมื่อเราไม่เชื่อมากๆ มันจะนำไปสู่การแสวงหา
ในหนังสือเปรียบเปรยกับเกมหมากกระดานโอเทโล่
ที่เมื่อเป็นลบมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นบวกได้ทันที

พระเอกกับนางเอกที่ทะเลาะกันจะเป็นจะตายในตอนต้นเรื่อง
จึงลงเอยด้วยการแต่งงานหอมแก้มฟอดๆ กันได้ในท้ายเรื่อง
ก็เพราะค่า a ที่เป็นลบมากๆ นั่นแหละ (ตบจูบ ตบจูบ!)

แต่ในอีกกรณี ถ้าค่า a ของใครคนหนึ่งพุ่งไปถึง infinity
ข้อมูลหรือความเชื่อนั้นๆ จะเริ่มกลายเป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน
สำหรับคนคนนั้น และส่งผลต่อการกระทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เหมือนคนที่เชื่อในคำสอนใดมากๆ และสามารถทำทุกอย่างได้
ตามคำสอนของลัทธิเหล่านั้น

หนังสือบอกว่า
การที่ค่า a = 0 และ a = infinity นี่เองเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน
และหากสังคมเป็นแบบนั้น เราก็จะอยู่กันไม่ได้

เพราะเมื่อคนหนึ่งเชื่อในความจริงของตัวเองสุดกู่ (a = infinity)
และปิดประตูรับความจริงจากแหล่งข้อมูลอื่น (a = 0)
เราคงไม่สามารถพูดจาทำความเข้าใจอะไรกันได้

ผมมองว่า เราสามารถมีความเชื่อของเราได้
และไม่จำเป็นต้องแกล้งเห็นด้วยกับคนอื่นที่คิดต่างออกไป
แต่เรานั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเดียวกัน อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน
พูดจาแลกเปลี่ยนกัน รับฟังกัน ทำความเข้าใจกัน ก็น่าจะดี

ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย.

36 Responses to “สมการในสมอง: y = ax”

  1. pattararanee Says:

    หัวข้อนี้อ่านยาก เพราะต้องใช้สมาธิสูงเพื่อคิดไต่ไปตามเส้นสมการ
    *อันนี้สำหรับคนที่ไม่มี mind map นะ

    เพื่อการทำความเข้าใจเพิ่มเติม น่าจะมีกรณีศึกษามากกว่าเรื่องความรักนะคะ ^_^

    ถ้าลองมาทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นใดๆ ในบล็อกนี้ มันจะเป็นยังไงน้อ??????

  2. odigimon Says:

    สวัสดีครับนิ้วกลม ‘ เอ๋ ‘
    ดีใจจังเลยคับ และแล้วผมกับนายก็ได้มีอีกหนึ่งหนทางที่จะติดต่อกันนะ
    บังเอิญว่าผมได้เข้าไปอ่าน บล็อคของป๋าเต๋ด ยุทธนา บุญอ้อมแล้วเหนว่า
    บล็อคเวปนี้น่าสนใจดีเลยของสมัครดู ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนทำความเข้าใจ
    มันอยู่ เอาเป็นว่าว่างๆ จะแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ ละกันนะครับ


    http://odigimon.wordpress.com

    บล็อคผมว่างๆ แวะไปอ่านไปทักทายกันดูนะครับ

    แล้วคุยกันคับ


  3. ชอบค่ะ
    อ่านแล้วต้องคอยคิดตาม
    ทำให้คิดถึงวิชาเลขที่เรียนสมัยมัธยม(กี่ปีแล้วนี่!!!!!!!)
    x=y, y=x เท่านั้นไม่พอยังมีเลขยกกำลังอีก
    โอ้ย…………………………ปวดเฮด

    สมการจริงๆ มันตายตัวค่ะ
    สมการ 1 สมการ จะมีค่าของคำตอบ ได้เพียง 1 ค่า

    แต่ชีวิตจริงคงเป็นแบบที่คุณนิ้วกลมว่า

    !!!!!ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย!!!!!

    เราเลยได้ค่าคำตอบ หลายค่าจากสมการเดียวกันค่ะ
    แต่ละคนมุมมองแตกต่างกันจริงๆแหละค่ะ

    (คุณนิ้วกลมลองเขียนเรื่องเกี่ยวกับครูฝึกสอนบ้างสิค่ะพอดีเข้าไปเจอในhttp://www.katikala.com/ของคุณจุ้ย ศุ บุญเลี้บงนะค่ะ )


  4. y=ax + b สิ่งที่สามารถรู้ได้โดยทันทีก็คือสมการนี้เป็นสมการเชิงเส้น และก็สามารถรู้ได้นี่คือสมการเส้นตรง…ทบทวนสำหรับคนที่ลืมคณิตศาสตร์ไปแล้ว ความชัน(m)=(y2-y1)/(x2-x1)
    y=axเมื่อพลอตกราฟผ่านไปเรื่อยจึงจะรู้ว่า…ลักษณะเส้นตรงนี้จะเป็นอย่างไร
    แต่เมื่อถึงใน พอ ศอ เมื่อสถาบันกวดวิชามากมายออกหากินเกี่ยวกับเด็ก ออกมาเยอะแยะยิ่งกว่านักร้องหน้าตากระเดียดไปทางฝรั่ง…หรือนักร้องไทยที่เสียงรบกวนโสตประสาทจนหมาต้องเอาหูลู่ลงมาปิด(แถมเสือกเรียกตัวเองอีกว่าเป็นศิลิปน)
    สมการแค่นี้ถือว่าเป็นแค่ขนมไปเมื่อเด็ก มอ สอง… ค้อนมองพริบตาเดียวก็สามารถรู้ได้ว่ารูปทรงเป็นเช่นไรเมื่อรู้ค่าของเอ
    กำลังนั่งคิดอยู่ว่าทำไมนาย ทาเคชิ โยโร่…จึงใช้สมการเส้นตรงมาใช้ในการเปรียบเทียบเรื่อง’สมการในสมอง’ ทั้งมีมีหลายสมการที่เด่นชัดกว่าใรการนำมาเป็นเทียบ(ถ้าอยากที่จะเปรียบเทียบ)
    ความชันคือความลาดเอียงในเส้นสมการ…จะมีทิศทางที่สูงขึ้นหรือมีทิศทางที่ลาดลงขึ้นอยู่ที่สัมประสิทธิคือa
    สิ่งหนึ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับสมการคือ…ไม่ว่าเป็นสมการใดเรากลับสามารถรู้รูปร่างของมัน โค้งหรือตรง กำลังสองก็โค้งน้อยหน่อย(เช่นพาราโบลาหรือไฮเปอร์โบลา) กำลังสามก็โค้งหลายโค้งหน่อย(หายาหหน่อยถ้าอยากหาจุดสูงสุดสัมพัทธ์หรือต่ำสุดสัมพัทธ์)
    แต่อย่างไรก็ตาม สมการที่ไม่มีหัวใจเพียงแค่บอกชื่อก็จะรู้ที่มาที่ไป…ตัดแกนxที่ไหน ตัดแกนyที่ไหน สูงสุดเท่าไหร่ ต่ำสุดเท่าไหร่
    เพียงขอแค่เห็นสมการ…ก็สามารถบอกได้ว่ามันเป็นแบบใด(แม้ผู้คนหาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนก็ตาม)
    ต่างกับคน!!!…แม้รู้ชื่อหามีประโยชน์ไม่ แม้เห็นหน้าหามีประโยชน์ไม่ คำพูดแสนไพเราะมีค่าจริงหรือไม่
    ชื่อบอกสิ่งใดได้…รอยยิ้มที่มีให้บอกสิ่งใดได้ในโลกทุกวันนี้ หรือคำพูดคนสามารถบ่งบอกสิ่งที่ซ่อนลึกในใจได้
    สิ่งที่ยากเย็นที่สุดในจักรวาลอาจไม่ใช่คณิตศาสตร์…อาจเป็นคน!!!
    ด้วยเหตุนี้…ผมจึงคิดว่าไม่น่าใช้คณิตศาสตร์มาเปรีบยเทียบความความนึกคิดของมนุษย์ที่เรียกว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสิรฐ แค่นั้นเอง

  5. อ้อย Says:

    เเปะไว้ก่อนเด๋วกลับมาอ่าน
    พี่เอ๋ขยันอัพบล็อกจิงๆเลย
    อ่านไม่ทันเเล้วค๊าบ- -“เเปร่ว

  6. baramee Says:

    อ่านแล้วมึนตื้บ

  7. pattararanee Says:

    วันนี้ เข้ามาในบ้านพักฝากอากาศแล้ว เหมือนกับกำลังเดินขึ้นเขาอยู่เลยค่ะ เหนื่อย หายใจหอบ แต่รู้สึกว่า ชีวิตมีค่าขึ้น ยังไงไม่รู้นะ
    คล้ายกับการทำความเข้าใจเรื่องยากๆ หรือต้องทำความเข้าใจ คน ไปด้วยในตัว
    เข้มข้น จริงๆ!!!!

  8. jummdcu Says:

    กำลังทำความเข้าใจอยู่ค่ะ
    ยังบอกไม่ได้ว่าเห็นด้วยหรือเปล่า
    จะค่อยๆละเลียดคิดตามละกันนะ

  9. jummdcu Says:

    เห็นด้วยกับเอี้ยงจ้ะ

  10. นิ้วกลม Says:

    สวัสดีครับ โอดิจิมอน มาเยี่ยมได้เนืองๆ เน้อ!

    ฤดูฝน…ไว้จะลองนั่งรำลึกถึงอาจารย์ฝึกสอนเล่นๆ ดูครับ

    คุณสิบเดซิเบลครับ…ฮ่าฮ่า แปลว่า a ของคุณสิบฯ ต่อสมการของทาเคชิ
    เป็นลบ ก็เลยนำมาซึ่งการแสวงหา ก็เลยได้อะไรใหม่ๆ ออกมา
    ฮ่าฮ่า…ขอบคุณที่แลกเปลี่ยนกันครับ.
    😀

  11. สิ Says:

    อืมมมมมมม แอบงงๆค่ะ สิตกเลข 5555+

    สงสัยหลังจากอ่านบลอคพี่เอ๋วันนี้แล้วจะต้องไปฟื้นฟูพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ใหม่

    แล้วมาอ่านใหม่อีกรอบ -*-

  12. นิ้วกลม Says:

    เอ…สงสัยจะยากจริงๆ แฮะ
    เราก็ไม่เก่งเลขเหมือนกันสิ
    คุณหมอจุ๋มนาจะเก่งเลขนะครับ ใช่ไหม?
    จริงๆ แล้วมันก็ง่ายๆ นะครับ
    แต่รู้สึกสนุกตรงที่เค้าทำให้ยากนี่แหละ
    คนเราชอบหา ‘ระเบียบ’ ในความกระจัดกระจาย
    คนที่หาได้ ก็รู้สึกว่า เค้าคงสนุกดี (ตอนหา).😀

  13. แขก Says:

    นี่ๆ ขยันอ่าน ขยันเขียนจังเลยท่านนิ้ว!

  14. Sukanlaya Says:

    สมการจะอย่างไรก้อช่าง แต่ถ้าผลลัพธ์ที่ได้เป็นบวก
    ทุกๆ อย่างก้อดีแหละเน๊อะ

    ps. ขยันอัพ ขยันพิมพ์จริงๆๆ เราก้อจะขยันให้กำลังใจ โดยขยันเม้นท์น๊า 5555+

  15. หมี Says:

    เห็นหัวข้อแล้ว ค่อยมาอ่านวันหลังน่ะพี่นิ้ว

    ไม่มีอะไรหรอก แพ้เลข เห็นแล้วง่วง Z z z

  16. PAT Says:

    โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าสมการในสมองของคนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถหาคำตอบของสมการที่ทำให้กราฟของสมการเชิงเส้นนี้ตัดกันได้ เพราะอย่างน้อยคำตอบนั้นจะทำให้สมการทั้งสองเป็นจริง และบอกเราได้ว่าแม้ความคิดเห็นจะต่างกัน แต่ก็ยังมีสักมุมนึงที่เราเห็นร่วมกันได้ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม…
    ปล. ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็น คุณนิ้วกลม รักษาสุขภาพด้วยนะคะ


  17. ข้าน้อยตกเลขตลอดกาลขอรับ แต่ที่พี่เอ๋เหล่ามาก็เข้าใจไม่ยากเกินไปนะ…(น่าจะไปเป็นครูติวสอบเอนท์) และข้าน้อยเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าติดลบก็ยังดีกว่าเป็นศูนย์นะ…

  18. spermy Says:

    กว่าจะตะกายกำแพงได้ต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์(กว่าจะอ่านจบ) พี่นิ้วคงตะกายได้เร็วกว่ามั้ง ถ้าไม่ติดพุง
    บางทีคนไม่ฉลาดอาจมีโลกอยู่แค่ในกำแพงเท่านั้นและมองไม่เห็นข้างนอก หรือ อาจไม่ทราบเลยว่ามีโลกอยู่ข้างนอก แต่ถ้าเค้า(หรือเรา)กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะปีนข้ามไป เค้า(เรา)อาจไม่เป็นคนที่ ไม่ฉลาดก็ได้ (เข้าใจยากมั้ยเนี่ย)🙂

  19. อ้อย Says:

    ฮ๋าๆๆๆลุงเดซิเบล เพิ่งเห็นๆๆแอบมาเม้นให้นิ้วกลมซะงั้นฮ๋าๆ

  20. อ้วนดำ Says:

    จะผิดไหมเนี่ยถ้าจะบอกว่ายังไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร

    เราว่าสมการสมองไม่เป็น ขึ้นกับ a หรือน้ำหนักความจริงตัวเดียวแน่ๆ เพราะสมองของมนุษย์ล้ำเลิศและซับซ้อนกว่านั้น มันต้องมีตัวแปรอื่นๆ แต่เรายังนึกสมการไม่ออกเพราะก็ไม่เก่งคณิตศาสตร์เหมือนกัน

    อย่างเช่น สมมติว่า อ้วนให้น้ำหนักความจริงที่มีต่อนิ้วกลมเป็น +3 และวันนี้เราไปอ่านเรื่องก่อนๆบางเรื่องที่นิ้วกลมเขียนสักสามเรื่องและเรื่องนี้อีกหนึ่งเรื่อง มันก็จะต้องเป็นเส้นตรง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นก็จะต้องปลาบปลื้มและคล้อยตามทุกๆเรื่อง ไม่ว่าข้อมูลที่ใส่มาจะเป็นอย่างไร ยิ่งใส่ข้อมูลมากคืออ่านเรื่องของนิ้วกลมมากความปลื้มยิ่งเพิ่มมากเป็นเส้นชัน

    แต่ในความจริงมันไม่ใช่ ทุกคนก็คงเหมือนกัน เมื่ออ่านเรื่องของนิ้วกลมบางเรื่องก็เห็นด้วย บางเรื่องก็มีความคิดเห็นแตกต่างออกไป ขึ้นกับหลายๆอย่างเช่นประสบการณ์ ความรู้เดิม ข้อมูลเดิมที่เคย input , memory , processing ความคาดหวัง ฯลฯ เช่น ถ้านิ้วกลมมาบอกว่าเราน่ารักเราให้ y=10x ยกกำลัง2 แต่ถ้านิ้วกลมบอกว่าเราแก่เราจะให้ y= x/o คือหาค่าไม่ได้ ตัวอย่างประมาณเนี้ย

  21. อ้วนดำ Says:

    แก้คำผิดค่ะ

    “เราว่าสมการสมองไม่เป็น ขึ้นกับ a หรือน้ำหนักความจริงตัวเดียวแน่ๆ ”

    เป็น

    “เราว่าสมการสมองไม่ขึ้นกับ a หรือน้ำหนักความจริงตัวเดียวแน่ๆ”

  22. pattararanee Says:

    โห คุณนิ้วกลมวางยาเหรอคะ???
    ใครที่เข้าใจเรื่องตัวเลข (ที่ไม่ใช่หวย) ก็เม้นท์กันไว้ซะฉะฉาน ราวรายงานหน้าชั้นเรียนให้คุณครูเอ๋กับเพื่อนในชั้นฟัง
    นักเรียนที่แพ้เลขอยู่เป็นนิจ ก็แอบหลับซะงั้น เช่นน้องหมีเป็นต้น ^^”

  23. pattararanee Says:

    ว่าแต่พี่แขกไปไหนคะ มาเม้นท์หัวข้อนี้นิดเดียวเอง
    หรือว่า แพ้เลข เหมียนกัลลลล!!!!

  24. แขก Says:

    “เราไม่สามารถสื่อสารกับคนที่ไม่อยากรู้ได้”

    ตอนแรกที่อ่านก็ไม่ค่อยจะเชื่อนะ
    แต่ตอนเย็นเพิ่งเจอมาสดๆร้อนๆ ในเรื่องของการงานพื้นฐานอาชีพ
    คงไม่ใช่ ‘กำแพงคนโง่’ แต่เป็น ‘กำแพงที่แตกต่าง’
    ‘สิ่งที่เคยปฎิบัติมาช้านาน’ หากประสานงากับ ‘การเปลี่ยนแปลง’
    แม้จะรับสาร แต่ก็มีกำแพงที่แตกต่างขวางกั้นอยู่แล้ว การสื่อสารก็จะไร้ผล 😦

    แต่อย่างที่ท่านนิ้วมีความเห็นไว้ท้ายสุด
    ‘ทำความเข้าใจ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย’
    ตอนนี้ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจมุมมอง ‘สิ่งที่เคยปฎิบัติมาช้านาน’
    แต่ก็จะค่อยๆแซะกำแพงทีละเล็กละน้อย พอให้เป็น ‘รู’
    จะได้ปล่อย ‘การเปลี่ยนแปลง’ มุดเข้าไปได้ 🙂

    ปล.ไม่พูดถึงสมการเชิงเส้นนะ เฮามึนตึ้บ!

  25. แขก Says:

    อืมม… เอี้ยง แพ้เลขมั่กๆ เรียนทีไรแพ้ทู้กที
    ตอนแรกว่าจะหนีออกนอกชั้นเรียนไปแล้ว
    แต่ขอแจมหน่อยก็ดี ฮ่า ฮ่า

  26. pattararanee Says:

    และแล้ว ท่านอาจารย์ปู่แขก ก็ต้องใช้วรยุทธ์ นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว…
    เราเขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะพันครั้ง!!!
    โย่ๆๆๆ ‘จารย์แขกสู้ๆๆๆ!!!!!

    แม้ว่าหลายคนจะแพ้เลข แต่พวกเราก็ยังเข้ามาสู้ เห็นมั้ย คุณครูเอ๋ ^^”

  27. แขก Says:

    ดูหนังจีนมากปาย!

  28. jummdcu Says:

    สมการบางอย่างก็ทำเอาเราคิ้วขมวดได้
    และอะไรอะไรที่ราบๆเรียบๆ ก็เช่นกันจ้า


  29. เอางี้นะ…ผมว่าบทความนี้นะ คนไม่ค่อยรู้เรื่องแต่อยากคุยเรื่องเลข
    มีนักเขียนคนนึง(ที่เคยได้ซีไรต์)เคยเขียนงานประเภทที่มีตัวเลขเกี่ยวข้อง…คิดเลขผิดไปหกพันล้าน แล้วเอางานมาลงในนิตยสารด้วย ผมเคยเตือนไปครั้ง ถ้าไม่รู้แจ้งก็อย่าเขียน
    พอดีเค้าเชื่อนะ…ต่อมาก็เลิกเลย
    ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์และฟิสิกข์มาก่อน…ผมว่านิ้วกลมเอาเรื่องง่ายๆ ที่เข้าใจจริงมาเขียนให้เข้าใจง่ายๆดีกว่านะ
    หัวข้อนี้…จุดบกพร่องเยอะมาก บอกตรงๆ


  30. ผมอยู่ที่ฟินแลนด์โดนอาจารย์ที่ปรึกษาบังคับให้เรียนเลขด้วยอ๊ะ เมื่อเทอมที่แล้วสอบเลขสมการเกือบตก มาเทอมนี้เจอตรีโกณ ไม่อยากจะพูดว่าตั้งควักตังค์ในกระเป๋า19ยูโรไปซื้อเครื่องคิดเลขเครื่องใหม่(ค่าขนมจากท่านพ่อสุด งก…) เครื่องคิดเลขมีฟังก์ชั่นคิดสมการเลขยกกำลังเสร็จสรรพ หาค่าตรีโกณไม่ต้องใช้กระดาษทดแต่ขอโทษ…ใช้ไม่ค่อยเป็นT_T (เข้าข่ายนิสัยคนไทยที่พี่เอ๋เอามาแฉเมื่อวานหรือเปล่าเนี่ย)

  31. อ้วนดำ Says:

    พูดถึงเรื่องคณิตศาสตร์ เมื่อก่อนตอนเรียนชั้นมัธยมก็หลงคิดว่าข้านี่เก่งคณิตศาสตร์คนหนึ่งล่ะ ได้เกรด 4 เกือบตลอด

    แต่พอเข้ามหาลัยปีหนึ่งต้องเรียนแคลคูลัส มีเรื่องพาราโบลา กับตรีโกณ นี่ล่ะ โง่กับตัวเลขไปเลย ฟิสิกข์ก็แย่ แถมเทอม 2 เจอวิชาสถิติอีกยิ่งกระจ่างว่าเรากับตัวเลขนี่ไปกันไม่ได้เลย

    โชคดีที่บังคับเรียนแค่ปีเดียว และโชคดีที่เลือกเรียนคณะนี้จึงโดนเรียนแค่ปีเดียว ถ้าไปเรียกคณะวิทยาศาสตร์ หรือวิศวะ หรือบัญชี คงไม่รุ่งแน่เลย

    ปัจจุบันก็ยังไม่ถูกกับตัวเลข เพราะนับเลขได้ไม่ถึงเจ็ดหลักซักที มีเงินเก็บเกินหกหลักเป็นต้องมีอันให้ต้องใช้ให้ตัวเลขในสมุดบัญชีมันน้อยๆลงมาทุกกกที

  32. นิ้วกลม Says:

    ขอบคุณทุกความเห็นครับผม.😀

  33. SkySeries Says:

    เอ๋ .. ทำไมไม่เคยได้ยิน/เห็นหนังสือชื่อนี้เลยล่ะ
    น่าอ่านชะมัดเลย
    เราพลาดไปแล้วรึนี่!

  34. pattararanee Says:

    ขอบคุณที่เปิดห้องเล็กๆ ห้องนี้อีกครั้ง
    สารกระตุ้นสมอง กำลังทำงานแล้วจ้า…
    ว่าแต่ในห้องฟลาเนอร์ ไม่เปิดอีกเหรองับบบบ
    ^^”

  35. paradorny Says:

    อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

    รอชมผลงานพี่สิบเด ดีกว่าครับ🙂

  36. Cae Pediem Says:

    กำแพงคนตามออกมาแล้วน้า ลองดูๆ ใกล้ตัวเรามากเลยทีเดียว


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: