ปราชญ์เต็มโต๊ะอาหาร

สิงหาคม 6, 2007

อาหารกลางวันมื้อธรรมดา ร้านเล็กๆ เผ็ดๆ มีนิกกี้ ซูซี่ เนี่ยลั่ง นั่งร่วมโต๊ะ
เราคุยกันเรื่อง “ชื่อ” ของแต่ละคน แล้วก็เริ่มไล่เลยไปถึงนักปราชญ์ของจีน
เมื่อซูซี่เริ่มต้นประโยคที่ว่า “ฉันแซ่เดียวกับซุนจื่อเชียวนะ”
ซุนจื่อ ที่ว่าก็คือ ซุนวู เจ้าของตำราพิชัยสงครามอันโด่งดังนั่นเอง
แล้วเราก็เริ่มคุยกันถึงสารพัด “จื่อ”

เหลาจื่อ, ขงจื่อ, จวงจื่อ, ซุนจื่อ, ม้อจื่อ
น้องๆ เล่าให้ฟังว่า คนจีนส่วนใหญ่ไม่มีศาสนา คือถ้าถามว่านับถือศาสนาอะไร
ก็จะส่ายหัวไปตามๆ กัน แต่ทุกคนจะได้รับการศึกษาปวงปรัชญาจีนโบราณ
จากหลายสำนักตั้งแต่สมัยอยู่ในโรงเรียน แล้วก็เลือกกรี๊ดนักปราชญ์กันเอง

นิกกี้กับเนี่ยลั่ง เด็กต่างจังหวัดสองคน (คนหนึ่งมาจากทางเหนือ
อีกคนมาจากฉงชิง) บอกว่า เขาชอบ จวงจื่อ ทั้งคู่เล่าถึงจวงจื่อ
ด้วยแววตาคลับคล้ายคลับคลากับเด็กแนวบ้านเรากำลังเล่าเรื่องของพี่ป๊อด

นิกกี้ผู้ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญาทั้งจากฟากตะวันออกและตะวันตก
บอกว่า ปรัชญาของจวงจื่อกับเหลาจื่อนั้นคล้ายกัน เพราะจวงจื่อรับมรดก
ความคิดมาจากเหลาจื่ออีกทอดหนึ่ง (เหลาจื่อ เจ้าของปรัชญาเต๋านั่นเอง)
ปรัชญาของจวงจื่อเน้นให้ถ่อมตน มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตตามวิถี
ของธรรมชาติ ไม่ทะเยอทยาน สงบ และผ่อนคลาย

เมื่อผมหันมามองทางเนี่ยลั่ง ก็พยักหน้าหงึกๆ เนี่ยลั่งเป็นคนง่ายมาก
อะไรก็ได้ สบายๆ นิ่งๆ ไม่อยากมีอยากได้อะไร ซึ่งดูแล้วขัดกับบุคลิก
ของนักโฆษณาเหลือเกิน ผมชอบเขา ดูเป็นตัวของตัวเองดี

นิกกี้เองนั้นแม้จะใช้ชีวิตอยู่ในมหานครใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ที่รวดเร็วฉึบฉับ
แต่เขาก็ดูจะชอบชีวิตเงียบๆ ง่ายๆ สงบๆ มากกว่า
แถมยังชอบบ่นถึงความคิดของหญิงสาวเซี่ยงไฮ้ที่ให้ความสำคัญกับเงิน
ให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ เขาบอกกับผมเหมือนที่เพื่อนคนไทยเคยบอก
“ผู้หญิงเซี่ยงไฮ้ที่เป็นแฟนคุณอยู่ สามารถเดินมาบอกคุณว่า
บ๊ายบาย ฉันไปแต่งงานก่อนนะ เจอผู้ชายคนนั้นแล้ว”
เมื่อคุณถามเธอว่า “รู้จักกันมานานหรือยัง?” เธออาจจะตอบคุณ
หน้าตาเฉยว่า “เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่เขาพร้อม มีเงินที่จะแต่ง ไปล่ะ”

แต่เท่าที่รู้จักหญิงสาวชาวเซี่ยงไฮ้ พวกเธอก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นไปซะหมด

นิกกี้เล่าเรื่องสั้นๆ ที่จวงจื่อเขียนไว้ในคัมภีร์ เรื่องต้นไม้ใหญ่
ต้นไม้ต้นนั้นมีอายุนับพันปี ขนาดใหญ่จนต้องใช้หลายคนโอบ
ชายคนหนึ่งถามต้นไม้ว่า “เหตุใดเจ้าจึงอยู่รอดมาได้นานขนาดนี้”
ต้นไม้ตอบว่า “เพราะข้าไม่เคยอยากมีอยากได้อะไร
ไม่สู้รบแย่งชิงกับใคร ดำเนินชีวิตตามธรรมชาติ”
(จริงๆ คมกว่านี้ แต่จำไม่ได้)

บอกกับนิกกี้กับเนี่ยลั่งไปว่า กำลังอ่านคัมภีร์เต้าเต๋อจิง
เขาก็บอกว่า ความรู้สึกน่าจะคล้ายกันกับการอ่านคำสอนของจวงจื่อ
อ่านแล้วรู้สึกสงบ ใจเย็น อยากนอน ไม่อยากแข่งขันกับใคร
ผมก็พยักหน้าว่า ใช่ อ่านแล้วสบายใจดี

นึกมานึกไป นิกกี้กับเนี่ยลั่งก็ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่เขาชอบ
หรืออาจใช้คำว่า “เชื่อ” ก็ว่าได้ เลยนึกถึงประโยคที่มีใครคนหนึ่งเคยบอก
“ชีวิตเป็นสิ่งสะท้อนความเชื่อ” อืม ก็จริงนะ

ผมถามถึง “ขงจื่อ” หนุ่มสาวทั้งโต๊ะส่ายหัวว่าไม่ชอบ
ผมแปลกใจ เพราะเคยได้ยินว่าคำสอนของขงจื่อเป็นรากวัฒนธรรมจีน
ทั้งหมดช่วยกันให้เหตุผลว่า ปรัชญาของขงจื่อเต็มไปด้วยกฏ
ข้อห้ามโน่นนี่เต็มไปหมด เต็มไปด้วยการตัดสินผิด-ถูก
ไอ้นั่นก็ทำไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ควรทำ ฟังแล้วก็คิดได้ว่าคงยากที่จะโดนใจหนุ่มสาว

นิกกี้บอกว่า ผู้ปกครองสมัยก่อนชอบให้ประชาชนเชื่อคำสอนของขงจื่อ
เพราะจะได้ปกครองง่าย ให้คนอยู่ในกฏระเบียบ จารีตประเพณี
และสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้น ฝึกให้คนยอมรับข้อห้ามต่างๆ ไม่กล้าหือ

แถมยังบอกอีกว่า ช่วงของปรัชญาเต๋านั้นบ้านเมืองเต็มไปด้วยสงคราม
การสู้รบ คนจึงใฝ่หาสันติ และความสงบสุข จึงเกิดความคิดแบบนั้นขึ้นมา

ผมบอกกับพวกเขาว่า น่าสนใจดีที่ได้เรียนรู้ปรัชญาจากปราชญ์หลายท่าน
และก็ได้เลือกเชื่อ เลือกปรับใช้กันเองตามแต่ความชอบความเชื่อของแต่ละคน
ผมออกจะชอบการเรียนปรัชญา เพราะมันเป็นแก่นของความคิด
ไม่ใช่เปลือกหรือพิธีกรรมประเพณี เหมือนเวลาที่นักเรียนไทยเรียนวิชา
พุทธศาสนา ที่ต้องมานั่งท่องวันประสูติ, ตรัสรู้, ปรินิพพาน มานั่งเรียนวิธีกราบ
เบญจางคประดิษฐ์ และเรียนอะไรต่อมิอะไรที่หนักไปทางท่องจำข้อมูล
เรื่องเล่าในตำนานและพิธีกรรมมากกว่าคำสอนหรือปรัชญาพุทธ

แถมการได้เรียนปรัชญาหลายๆ แบบ ก็ช่วยให้แต่ละคนนำมาขยุมรวมกัน
ในหัวตัวเองได้ ไม่ใช่รู้แคบๆ แค่แบบเดียวและเห็นว่าศาสนาอื่นเป็นอื่น
ศาสนาประจำชาติของฉันดีที่สุด เป็นคำตอบให้กับทุกปัญหา
เหมือนที่พระหลายท่านชอบอวดอ้างสรรพคุณราวกับศาสนาพุทธเป็นยาวิเศษ

ปรัชญาพุทธเป็นของดี แต่เวลาได้ยินว่า “ดีกว่า” ปรัชญาหรือศาสนาอื่น
ก็ดูเหมือนท่านพี่จะเหมาเอาเองไปหน่อย

ยิ่งวันก็ยิ่งเชื่อว่า
ไม่มีปรัชญาหรือความเชื่อใดที่จะตอบทุกคำถามในชีวิตได้ครอบคลุม
รู้ไว้เยอะก็พลิกแพลงใช้ได้ตามสถานการณ์ หรือใครจะเชื่อแบบไหน
ก็แล้วแต่เขา แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้ผ่านการกลั่นกรองมาก่อน
ไม่ใช่เชื่อว่าดีเพราะครูบอกมา

บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องมีศาสนาก็ได้ เพียงแค่มีความเชื่อบางอย่างไว้เป็น
แนวทางในการดำเนินชีวิต ตอบตัวเองได้ และให้คำตอบบางอย่างได้
ในสถานการณ์ที่ต้องการ

บางวันอาจพึ่งพาจวงจื่อ บางวันอาจพึ่งพาซุนจื่อ บางวันก็อาจพึ่งพาขงจื่อ
ในต่างสถานะ ต่างเหตุการณ์ เราย่อมต้องการคำตอบที่ต่างไป
และบางครั้งเราอาจจะพบคำตอบนั้นเองโดยไม่ต้องฟังผ่านปากใครเลยก็เป็นได้

เมื่อผมบอกว่า “จีนนี่ดีนะ มีปราชญ์หลายคน หลายสำนักให้เรียนรู้ คนจีนยัง
สนใจปรัชญาพวกนี้อยู่เยอะใช่ไหม?” นิกกี้รีบส่ายหัว “น้อยยิ่งกว่าน้อย
คนสนใจปรัชญาน้อยมาก ทุกวันนี้คนจีนสนใจหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจ
การค้าขาย กลยุทธ์ทางการตลาด”

“ซุนวู ไง” ผมบอก
นิกกี้บอกว่า “ใช่ นี่เป็นปราชญ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ คนยังสนใจอ่าน
เพราะมันเป็นกลยุทธ์การศึกสงคราม ธุรกิจคือสนามรบ มันคือสงคราม”

ฝ่ายซูซี่บอกว่า “ถึงแม้จะไม่ได้อ่านหนังสือคำสอนของปราชญ์เหล่านั้น
หลังจากที่เรียนจบจากโรงเรียนแล้ว แต่คำสอนพวกนั้นก็ยังอยู่ในชีวิตประจำวัน
ในปากญาติผู้ใหญ่ และพ่อแม่ ยังได้ยินได้ฟังอยู่เรื่อยๆ”

ซูซี่ สาวเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด เธอชอบ “ซุนจื่อ” มากที่สุด
ในบรรดาปราชญ์จีนทั้งหมด เพราะเธอเห็นว่าคำสอนของซุนจื่อเป็นประโยชน์
และไปกันได้กับชีวิตทุกวันนี้

ผัดผักบุ้งมาเสิร์ฟแล้ว เราคีบผักบุ้งจากจานเดียวกันมาใส่ชามตัวเอง
แล้วก็ตักเข้าปากตามสไตล์ของแต่ละคน ปากใครปากมัน
แล้วก็คุยกันต่ออย่างสนุก

13 Responses to “ปราชญ์เต็มโต๊ะอาหาร”

  1. Caramel Says:

    ที่บ้านนับถือศาสนาพุทธชัดเจนมากไปวัดบ่อยกว่าศาลเจ้า แต่ป๊าก็มักเอาคำสอนแบบเต๋ามาเล่ามาสอนยกตัวอย่างอะไรให้ฟังตลอด ไม่รู้คนจีนในเมืองไทยบ้านอื่นยังเป็นแบบนี้มั้ย

  2. ไอฝน Says:

    อึ่ม…อ่านแล้วอยากร่วมโต๊ะอาหารด้วยจัง!😉

  3. beam Says:

    ทั้งๆที่คำสอบของเหล่าปราชญ์ ศาสนา จะชี้ไปทางที่สงบ

    แต่เอาเข้าจริง

    เราก็วิ่งหากิเลส วัตถุ และสิ่งลวงตา

  4. dorkygirl Says:

    แต่ของเรา ดาราเต็มโต๊ะเลย..หึหึ
    ไม่ได้หมายความว่าดารามานั่งกินด้วยนะ
    แต่เม้าเรื่องพวกเค้าเต็มไปหมด

  5. FreeDoM L.o.V.ER Says:

    เรามองความเชื่อทุกสายบนโลกเหมือนอาหารชั้นเลิศที่อยู่บนโต๊ะจีน
    ทุกจาน ถูกคัดสรรวัตถุดิบ รสชาติ อร่อย และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

  6. dreamakersay Says:

    ไปหามาอ่านเข้าหัวบ้างดีกว่า

  7. สิ Says:

    เพียงแค่มีความเชื่อบางอย่างไว้เป็น
    แนวทางในการดำเนินชีวิต ตอบตัวเองได้ และให้คำตอบบางอย่างได้
    ในสถานการณ์ที่ต้องการ

    ชอบประโยคนี้อะพี่เอ๋

    เราไม่ควรยึดติดอยู่กับอะไรมากมาย แค่เลือกที่จะนำสิ่งที่ดีของแต่ละอย่างที่เหมาะกับตัวเองมาใช้ก็พอ =]

  8. pattararanee Says:

    เราชอบเข้ามาบ้านนี้
    เพราะได้ข้อมูล เยอะ และ เป็นประโยชน์
    สามารถ นำ มา ปรับ ใช้ ให้ เหมาะ กับ ตัว เรา เอง ได้ ด้วย

  9. NuuModz Says:

    พูดเรื่องความเชื่อกะเรื่องศาสนาขึ้นมา
    ทำไมตอนเด็กๆเห็นในหลักสูตรเขียนว่า
    วิชาบังคับเลือก พระพุทธศาสนา ส—
    เหมือนไม่ได้ให้เลือก แต่บังคับยังไงก้อไม่รู้
    ไม่ได้จะลบหลู่อะไร แต่มีความรู้สึกว่า
    เราน่าจะมีโอกาสได้เลือกในสิ่งที่เราต้องการ

    อยากมีความรู้สึก”เลือกกรี๊ดนักปราชญ์เนเอง”มั่งง่ะ – –

  10. jummdcu Says:

    “ในต่างสถานะ ต่างเหตุการณ์ เราย่อมต้องการคำตอบที่ต่างไป”

    อันนี้เห็นด้วยจ้ะ…
    บางครั้งเหตุการณ์เดียวกัน แค่ต่างคนก็ต่างคำตอบ
    ทำในสิ่งที่เชื่อ และเชื่อในสิ่งที่ทำ
    ขอแค่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง+ดีงาม ก็น่าจะเพียงพอแล้ว (มั้ง)


  11. อยากนั่งร่วมโต๊ะกับเหล่าปราชญ์บ้างจัง

    อ่านแล้วหนุกดีจัง

    “เหมาะ”
    คำๆนี้มีความวิเศษอยู่ในตัว
    เพราะมันมีความเป็นflixibilityในการเชื่อมของระหว่างหนึ่งสิ่งเป็นต้นไป

  12. pattararanee Says:

    เจ้าหญิงฯ ช่างล้ำลึก
    ขอคารวะ หนึ่ง จอก เจ้าค่ะ

    ^_^

  13. jummdcu Says:

    นั่นดิ…
    “เหมาะ” อย่างที่เจ้าหญิงฯ ว่าไว้จริงๆ
    เหมาะเจาะ เหมาะสม ฯลฯ😀
    มอบความเหมาะ ให้กับคน/สิ่ง ที่เหมาะกัน นะจ๊ะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: