เหตุ+ผล+คน+จีน

สิงหาคม 22, 2007

หลังจากเสร็จจากงานนอกสถานที่
ผมกับเนี่ยลั่งก็เดินดุ่มๆ กุมมือกัน ใต้อร่ามเรืองของแสงไฟ
ไล่มาจากถนนส่านซีกระทั่งถึงถนนหนานจิงตะวันตก

เนี่ยลั่งถามถึงหนังสือ ว่าพิมพ์ออกมากี่เล่มแล้ว
เป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไรบ้าง เราคุยกันด้วยภาษาจีนปนอังกฤษ
จีนของผมอ่อนแอ อังกฤษของเนี่ยลั่งปวกเปียก
เราก็เลยน้ำลายเปียกหน้ากันทั้งคู่ นอกจากนั้นก็เมื่อยมืออีกต่างหาก
แต่ก็แอบดีใจที่ฟังจีนได้มากขึ้นพอควร แม้จะยังพูดติดๆ ขัดๆ
พูดคำนึกคำ นึกทีนึงก็นานเกือบนาที แล้วก็เพิ่งนึกออกว่า
คำนี้ไม่มีในคลังสมองนี่หว่า!

แต่ลองถ้าอยากคุยกันแล้ว ภาษาไม่ใช่อุปสรรคหรอก
เหมือนถ้าเจอ จางจื้อยี่ ตอนนี้ก็คุยรู้เรื่อง

เนี่ยลั่งไม่ได้สวยขนาดนั้น แต่ก็น่ารักพอกัน
เนี่ยลั่งเป็นชายมาจากฉงชิง เรียบๆ ง่ายๆ ไม่ทะเยอทยาน
พูดจาสุภาพอ่อนโยน แต่ก็มีความรู้เยอะพอดู

เนี่ยลั่งบอกกับผมว่า “โหย เขียนหนังสือเยอะขนาดนี้
ก็รวยล้นเลยดิ” ผมแอบมองแววตานึกในใจว่า
นี่มันกะให้กูเลี้ยงข้าวมื้อนี้ใช่ไหม? แล้วบอกออกไปว่า
“ไม่เลย คนเขียนหนังสือในเมืองไทยได้เงินน้อยจะตายไป
ตลาดหนังสือเล็กมาก และคนอ่านก็น้อยจะแย่”
เนี่ยลั่งทำหน้าไม่เชื่อ เหมือนยังเสียดายข้าวเย็นฟรีอยู่
“จริงเหรอ นักเขียนที่จีนเนี่ย รวยๆ กันทุกคน
ของเอ๋พิมพ์กี่เล่ม?” ผมตอบจำนวนไป “สามพัน-สี่พัน”
“ก็โอเคนะ ไม่น้อยหรอก” ผมบอกกับเนี่ยลั่งไปว่า
“ขายหนังสือในไทยน่ะ ขายได้พันเล่มก็เก่งแล้ว”
เขาหัวเราะ แล้วบอกว่า “ที่จีนเนี่ย คนชอบอ่านหนังสือ
และก็คนเยอะมาก หนังสือขายดีนี่พิมพ์กันทีห้าล้านเล่ม”
(!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)
(ขอเว้นตกใจ (มาก) หนึ่งบรรทัด)
แล้วเราก็เดินข้ามถนน

“เอ๋รู้จัก อี้จงเทียน ไหม?” ผมนึกในใจ-ใครวะ? แล้วส่ายหัว
“อี้จงเทียนเป็นนักทำรายการโทรทัศน์ของ cctv ทำสารคดีเกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์ และเขาเขียนหนังสือด้วย เขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน
ราชวงศ์ต่างๆ หลายๆ ยุคสมัย สนุกมาก ตลกด้วย คนชอบอ่านกัน
ขายดีมากๆ เลย” ผมพยักหน้าหงึกๆ ในใจก็นึกอยากอ่าน
“คนสมัยนี้ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ ก็เลยอยากรู้ คนรุ่นเราๆ นี่รู้น้อยมาก
สมัยพ่อแม่ รุ่นลุงป้า รู้เยอะมาก ลุงเรานี่รู้เยอะมาก เพราะแต่ก่อนไม่มีทีวี
ไม่มีดีวีดี ไม่มีเพลย์สเตชั่น งานก็ไม่หนักเหมือนทุกวันนี้ มีเวลาว่าง
พวกเขาก็อ่านหนังสือกัน” ผมว่าเนี่ยลั่งชอบเชื่อมโยงเหตุผลโน่นนี่
เวลาคุยด้วยก็เลยสนุก เพราะเขาชอบหันมาถามว่า “คุณรู้ไหมว่าทำไม?”

“มีอีกคนชื่อ หยู่ตาน เขียนเกี่ยวกับจวงจื่อ คนนี้ก็อยู่ cctv เหมือนกัน
หนังสือเกี่ยวกับจวงจื่อก็ขายดีมาก คนยุคนี้ต้องการจวงจื่อ
ยุคนี้ผู้คนเหน็ดเหนื่อยกับการแย่งชิง จวงจื่อก็เลยฮ็อต” เขาเว้นจังหวะหายใจ
“คำสอนของจวงจื่อโดยพื้นฐานง่ายๆ เลยก็คือ คนเราไม่ควรเอาอะไร
ไม่ควรอยากได้อยากมีอะไรเลย สละทุกอย่าง” ผมถาม “นายชอบใช่ไหม?”
เขายิ้ม พยักหน้า อย่างอิ่มเอมในรสคำสอน “งั้นเอาเงินมาให้เรา”
เนี่ยลั่งหัวเราะ “ชอบน่ะชอบ แต่ปฏิบัติยาก” เขาคงนึกในใจ-แหมกู
เกือบพลาดให้ไอ้ตี๋ไทยนี่แล้วไหมล่ะ จากที่จะให้มันเลี้ยงข้าว
กลายเป็นมันมาไถเงินเราแทน ฮึ่ย!

ผมชวนคุยต่อถึงคัมภีร์เต้อเต๋อจิง “ขายดีไหม?” เขาตอบ “ไม่เลย
ขายไม่ดี เต้าเต๋อจิงเข้าใจยากกว่า” ผมถามต่อ “แล้วขงจื่อล่ะ?”
เนี่ยลั่งบอกว่า “ขงจื่ออยู่ในตัวทุกคนอยู่แล้ว มันแฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน
ไม่ต้องซื้อมาอ่าน ขงจื่อสอนเรื่องสิ่งที่คนควรทำ-ไม่ควรทำ ต่างจาก
จวงจื่ที่สอนในสิ่งที่คนทุกวันนี้ลืมไป และโหยหา ก็เลยขายดีกว่า
แต่แฟนขงจื่อน่าจะเยอะที่สุดในประเทศจีนนะ”

“หนี่เสี่ยงชือเสินเมอ?” (คุณอยากกินอะไร?)
คนจีนชอบถามด้วยคำถามนี้เสมอ แล้วผมก็มักจะอ้ำอึ้งไม่มีคำตอบ
“อะไรก็ได้” ผมตอบแบบนี้ทุกที เคยถามเพื่อนคนหนึ่งว่า
“เป็นนาย นายจะตอบว่าอะไร?” เขาบอกว่า “ก็ฉงชิงไช่, กว่างตงไช่,
ซั่งไห่ไช่, ตงเป่ยไช่, ซื่อชวนไช่, หยูนหนานไช่, รื่อเปิ่นไช่, ฯลฯ”
อ้อ เขาต้องตอบกันแบบนี้นี่เอง แต่วันนี้ผมก็ยังตอบเหมือนเดิม
“อะไรก็ได้”

เนี่ยลั่งพาเดินเข้าร้าน “ตงเป่ยไช่”
“ตง” คือ ตะวันออก
“เป่ย” คือ เหนือ
“ไช่” คือ อาหาร
“ตงเป่ยไช่” ก็คือ อาหารอีสานคลาสสิคดีๆ นี่เอง

“อาหารที่เรากำลังจะกินกันนี่ชื่อตลกมาก
“ซ่าจู” แปลว่า ฆ่าหมู เป็นอาหารพิเศษของตงเป่ย
เพราะใช้วิธี “ตุ้น” คือใช้ไฟเบาๆ แต่ต้มนาน”
ผมว่ามันคล้าย “ตุ๋น” ในภาษาบ้านเรา บางทีอาจ
มีที่มาจากบ้านเขา-เดาเอา

“เอ๋รู้จักตงเป่ยไหม?” แหมท้าทายกันแบบนี้ก็เริ่มวาดแผนที่
กันเลยดีกว่า ผมเอานิ้วลากเส้นบนโต๊ะ ผิวมันของโต๊ะ
ถูกขีดเป็นรอยด้านรูปแผนที่จีน ว่าแล้วผมก็จิ้ม “ตงเป่ย”
ให้เนี่ยลั่งดู “เก่งมาก” เขาชม ไอ้บ้า! นี่มันคำพื้นฐาน
อยู่มาหกเดือน จำ ตง-หนาน-ซี-เป่ย ไม่ได้นี่ก็แย่แล้ว

ว่าแล้วเนี่ยลั่งก็เริ่มเล่าให้ฟังว่า ตงเป่ยมีจังหวัดอะไรบ้าง
เห็นว่าอยู่ใกล้รัสเซีย พื้นที่โล่งกว้างเยอะ แต่คนน้อย
หนาวจัด คนชอบดื่มแอลกอฮอล์แก้หนาว คนตงเป่ย
ดื่มเก่งมาก “ตู๊ตู๊ไง คนตงเป่ย” น้องสาวร่างเล็กคนหนึ่งที่เพิ่ง
ไปนั่งเล่นเกมดื่มเบียร์ด้วยกัน ดื่มเอาดื่มเอาไม่ยักกะเมาเสียที
ที่แท้ก็มีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง “แต่ตู๊ตู๊ดูไม่เหมือนคนตงเป่ยเลย
คนตงเป่ยต้องตัวใหญ่ แข็งแรงมาก” ผมถาม “ทำไมล่ะ?”
เขาตอบ “เพราะแถวนั้นสัตว์ร้ายเยอะ ต้องต่อสู้ ชีวิตแถวนั้นไม่ง่าย”
เนี่ยลั่งมีเหตุผลให้กับทุกเรื่องเสมอ

เนี่ยลั่งตักซุปในชาม “ซ่าจูตุ้นไช่” ใส่ปาก แล้วบอกว่า
“อาหารเมนูเดียวกัน ที่ปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้ ไม่เหมือนกัน
ขนาดไม่เท่ากัน ปักกิ่งใส่ของเยอะ ที่นี่ให้น้อย”
ผมถาม “จริงเหรอ ทำไมล่ะ?” เขาตอบ “คนเหนือใจใหญ่
คนใต้ใจเล็ก” ผมถามต่อราวกับวิญญาณสุทธิชัย หยุ่นเข้าร่าง
“เหรอขรับ ช่วยชี้ชัดหน่อยได้ไหมขรับ ว่าเพราะอะไร
คนใต้จึงใจเล็กขรับ” เนี่ยลั่งหันหน้าหากล้องแล้วตอบว่า
“แต่ก่อนพื้นที่ส่วนใต้ของจีนเป็นพื้นที่ของคนรวย
ตอนนี้ก็ยังเป็นพื้นที่ของคนรวย คนรวยจะสนใจเงินเป็นอันดับแรก
อะไรที่นำมาซึ่งเงินสำคัญที่สุด” ซดซุปแล้วพูดต่อ
“คนเหนือพูดจาตรงไปตรงมามากกว่า คนใต้จะซับซ้อน
ใส่หน้ากากมากกว่า” ผมซดซุปบ้าง อร่อยดีทีเดียว ถามต่อ
“เหรอ แล้วคนฉงชิงล่ะ เป็นไง?” ก่อนที่จะตอบผล
เนี่ยลั่งลากไปที่เหตุก่อนเลย “ฉงชิงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขา
ผู้คนต้องปีนป่าย เดินทางลำบากมาก คนฉงชิงเลยกลายเป็น
คนที่ชอบความเร็ว ทำอะไรเร็ว เร่งรีบ เพราะเวลามีน้อย
ต้องใช้สอยไปกับการเดินเขา” ผมหัวเราะ “เฮ้ย พูดจริง” เขาบอก

ฉงชิงมีสองชื่อ “เมืองภูเขา กับ เมืองแม่น้ำ” เพราะมีแม่น้ำเยอะเหมือนกัน
ผมบอกกับเขาว่า “งั้นนายก็คงเป็นคนแม่น้ำมากกว่าคนภูเขา”
ดูเขาไหลไปเรื่อยๆ อย่างกับมีดีเอ็นเอของจวงจื่อ

เราคุยไปถึงซินเจียง, ทิเบต, ฮาร์บิน, ซีอาน แต่ละสถานที่ก็น่าสนใจทั้งนั้น
เวลาคุยกับคนจีนจะจับได้ถึงความภูมิใจในความใหญ่และหลากหลาย
ของประเทศของเขา เอาเข้าจริง จีนมีครบเกือบทุกอย่าง ทะเลทราย,
ภูเขาสวย, เทือกเขาหิมะ, น้ำตกยักษ์, ชายหาด, แม่น้ำ, ทะเลสาบ
คนจีนมักจะบอกว่า เที่ยวจีนให้ทั่วก็เห็นครบทุกภูมิประเทศแล้ว

ผมบอกกับเนี่ยลั่งว่า ผมรู้สึกว่าคนจีนมีความรู้เยอะดี เวลาคุยกัน
มักจะลากโยงไปโน่นนี่ และพูดถึงประเทศตัวเองอย่างรู้ลึก
เขาบอกกับผมว่า “มันก็ไม่เสมอไปหรอก” ผมนึกถึงนิกกี้
“นิกกี้นี่ก็ความรู้เยอะมาก” เนี่ยลั่งบอก “ใช่ นิกกี้นี่ช่ำชองเรื่องภาษา”
(แหม สมเป็นก๊อปปี้ไรเตอร์) “แต่ตอนเรียนมหาลัยดันเล่นเยอะไป
ความรู้ก็เลยตกลงไป รู้ไหม ชีวิตช่วงมหาลัยที่นี่คือช่วงเวลาแห่งความสนุก”
ผมทำตาโต “เล่นกันอย่างเดียวเลยล่ะ เพราะชีวิตสมัยมัธยมโหดมาก
ต้องพยายามตะเกียกตะกายแย่งชิงเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ พอสอบเสร็จกัน
เริ่มเรียนในมหาลัยแล้วก็เล่นกันเต็มที่ อาจารย์มักจะบอกกับพวกเราว่า
เล่นกันไปเถอะ เรื่องอนาคตเอาไว้ค่อยคิดทีหลัง”

การตะเกียกตะกายเพื่อแย่งชิงที่นั่งในมหาวิทยาลัยมีชื่อของจีนนั้น
ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเอ็นทรานซ์ของบ้านเราเลย บางที ฟังดูจะ
โหดร้ายยิ่งกว่าด้วยซ้ำ พ่อแม่ให้ความสำคัญและกดดันลูกราวกับ
มันคือศาลไคฟงที่ตัดสินพิพากษาอนาคตเด็ก

จวงจื่อบอกว่า มนุษย์ไม่ควรอยากได้อะไร
แต่มนุษย์ก็มักจะอยากได้อะไรเสมอ
นอกจากอยากได้ ยังอยากมี อยากครอบครอง

“เอ๋ลองไปเดินที่ถนนฉางเล่อดูสิ มีร้านหนังสือฝรั่งอยู่ร้านหนึ่ง
น่าจะมีหนังสือของจวงจื่อ”
“อืม เอาไว้จะลองไปเดินดู อยากได้มาเก็บไว้สักเล่ม”

25 Responses to “เหตุ+ผล+คน+จีน”

  1. สิ Says:

    ยาวมากท่านพี่

  2. roundfinger Says:

    มันมือไปหน่อยแฮะ หุหุ : )

  3. สิ Says:

    “งั้นเอาเงินมาให้สิ!!!”

    ตะกี้ตอนอาบน้ำนั่งนึกเล่นๆ ว่า

    สิ่งแวดล้อม+สังคมมีส่วนเปลี่ยนแปลงคนเราได้มากน้อยขนาดไหน

    แล้วมาอ่านบลอคพี่เอ๋ ทำให้คิดได้ว่า มันคงจะจริงที่สภาพแวดล้อมหล่อหลอมนิสัยของคนเรา

    =]

  4. สิ Says:

    อ่อ พี่เอ๋ มีคำถามนิดหน่อย เดี๋ยวสิไปหย่อนเข้าเมลล์พี่เอ๋นะ

  5. roundfinger Says:

    ภูมิประเทศยังหล่อหลอมนิสัยคนเลยนิ
    แต่เรายังไม่กลายเป็นคนทางใต้ของจีนนะสิ
    ยังเป็นตี๋กรุงเทพฯ มั่วๆ บ้าๆ ชะชะช่า หม่ำเท่งโหน่ง เหมือนเดิม
    คนไทยบ้านเราก็น่าจะใจใหญ่นิ หรือว่าไง?
    : )


  6. จวงจื่อบอกว่า มนุษย์ไม่ควรอยากได้อะไร
    แต่มนุษย์ก็มักจะอยากได้อะไรเสมอ
    นอกจากอยากได้ ยังอยากมี อยากครอบครอง..

    เห็นด้วย…
    อ่านแล้วหนุกหนาน ชอบจังการสนทนากันแบบนี้
    ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แถมยังมีแอบคิดในใจให้ ฮา กร้ากกกกก อีก.อิอิ

  7. undercurrent Says:

    ไม่ใช่แค่ใจใหญ่นะ คนไทยอ่ะ หน้าก็หย่ายยยยยยย เหมือนัน อิอิ😛

  8. Caramel Says:

    คุณนิ้วไม่คิดจะพิมพ์หนังสือตัวเองฉบับภาษาจีนไปขายมั่งหรอ เผื่อจะขายได้หลายล้านเล่ม

    ใช่!คนไทยหน้าใหญ่ใจโต แต่พวกหน้าใหญ่ใจแคบก็มีให้เห็นเยอะ

    เอ่อ…เมื่อกี้อ่านของอันก่อนนี้ไปไม่นานแล้วลืมปิด กำลังจะปิดตกใจมาก…ทำไมอันใหม่มาเร็วจังแถมยาวมาก ๆ

  9. Vingt-Neuf Says:

    เดี๋ยวไมโครโฟนสิคับพี่
    รับรอง ครั้งเดียว……….รวย!

    5555

  10. แขก Says:

    1
    “คนเราไม่ควรเอาอะไร
    ไม่ควรอยากได้อยากมีอะไรเลย สละทุกอย่าง”
    ถ้าคำสอนของจวงจื่อฮิตมากกว่านี้ก็คงจะดีนะ
    น้ำจะได้ไม่ท่วมโลก ฮ่าฮ่า ลากไปเกี่ยวซะไกล

    2
    อยากคุยกับเนี่ยลั่งมั่งอ่ะ
    เรามักไม่ค่อยได้คุยเรื่องวัฒนธรรมกับคนไทย
    แต่กับคนต่างชาติ โม้กันซะมันส์

    3
    พรุ่งนี้ไปหา “ตงเป่ยไช่” กินดีกว่า
    ปลาร้าไม่ได้เข้าเส้นเลือดมาหลายวันแล้ว

    4
    ท่านนิ้ว พิมพ์ภาษาจีนเมื่อไหร่ ฝากซื้อด้วยนะ
    อยาก ล่าย ว้าย คอก คอง
    อ้ายหย๋า! ผิก หลัก จวงจื่อ

  11. roundfinger Says:

    ฮ่าฮ่า ไม่ได้เห็นพี่แขกพิมพ์ยาวๆ ตั้งนานละ
    ถ้าผมได้พิมพ์ภาษาจีนครบห้าล้านเล่มเมื่อไหร่ จะแบ่งให้พี่เล่มนึงครับ
    ไม่ต้องซื้อหรอกครับพี่ แฮ่ ผมใจดีใช่มั้ยล่า… : )

  12. แขก Says:

    ใจดีหรือหน้าใหญ่ครับท่าน ฮ่าฮ่า เต็มใจรับของฟรีเป็นอย่างยิ่ง : )

  13. beambongga Says:

    ถูกใส่หัวมาแต่เด็ก กิเลสเป็นสิ่งไม่ดี

    ความโลภทำให้เป็นทุกข์

    แต่ไหงช่วงนี้กลับมีแต่ความอยาก

    บางคนก็ว่ามีกิเลสก็ดี มันทำให้พัฒนาตนเอง

    โอ้ย สับสนเจ้าค่ะ

    ps.ตกลงมื้อนี้ใครจ่าย

  14. แขก Says:

    อ้าว…ลืมดู ต้องรอถึงห้าล้านเล่มเลยเหรอเนี่ย
    เหมือนพวกที่บอกว่าถ้าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งแล้วจะซื้อ…ให้เลย
    เนี่ย…พวกนี้พวกกะล่อน ฮ่าฮ่า : )

  15. ต้อม Says:

    คนเรามักมีเหตุผลมารองรับกับการกระทำเสมอ
    ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกต้องนักก็ตาม

  16. อู Says:

    นี่ขนาดคุยกันแบบภาษาไม่แข็งแรงนะเนี่ย
    ถ้าพูดกันปร๋อ คงพิมพ์ขายได้เลย

    สนุกดี ได้ความรู้ด้วย
    เอาอีก เอาอีก

  17. echaba Says:

    แอ๊ด..

    เห้ย!
    “อาหารที่เรากำลังจะกินกันนี่ชื่อตลกมาก
    “ซ่าจู” แปลว่า ฆ่าหมู
    ถ้า “ซ่าจู” ใช้วิธี “ตุ้น” คือใช้ไฟเบาๆ แต่ต้มนาน
    ผมว่ามันคล้าย “ตุ๋น” ในภาษาบ้านเรา”

    หรือ บางที..

    “ซ่าจู” แปลว่า ฆ่าหมู
    ถ้า “ซ่าจู” ใช้วิธี “ต้มหมูทั้งเป็น” (o_O)` ด้วยไฟเบาๆ ต้มนาน
    echaba ว่ามันคล้าย “ทรมาน” ในภาษาบ้านเรานี่เอง
    “อาหารที่นิ้วกลมกำลังจะกินกันนี่โหดร้ายมั่กมั่ก”

    ฮ่ะ ฮ่า มะวาน ป๊อกกี้ วันนี้ หมูตุ๋น ..เอิ้ก!..เหินนนเป่า

    กริ๊ก..

  18. เติ้ล Says:

    หิวข้าววววววว

    ป.ล. 5 ล้านเล่ม … เอ่อ น่าจะมีปรากฎการณ์แบบนี้ในเมืองไทยบ้างนะ
    นักเขียนจะได้รวย ๆ มีเงินเลี้ยงแฟนหนังสือ (และแฟนบล็อก) เป็นกอบเป็นกำ
    หุหุ

  19. เอ Says:

    ภูมิศาสตร์และสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อคนเสมอ เอเชื่ออย่างนั้น จะมากจะน้อยนี่ก็เป็นอีกเรื่องนึง อย่างคนไทยเนี่ยติดจะสบาย อะไรหยวนๆได้ก็หยวนๆไป ส่วนนึงอาจเป็นเพราะบ้านเมืองเราอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ด้วยภูมิประเทศ และภูมิอากาศ(ที่ไม่มีหน้าหนาว) ก็เหมาะกับการปลูกพีช ไม่ขัดสนด้านอาหารการกิน เราเลยรู้สึกว่าไม่ต้องไปแก่งแย่งชิงดีกับใครเท่าไหร่ในการที่จะอยู่รอด ไม่ต้องกักเก็บอาหารอะไรไว้ยามหน้าหนาวที่เพาะปลูกไม่ได้อย่างหลายๆประเทศ ไม่ได้แพ้สงคราม หรือแผ่นดินไหวบ่อยๆเหมือนญี่ปุ่นที่เค้ารู้สึกว่าต้องสร้างประเทศใหม่ ต้องดิ้นรน คิดค้นตึกที่ต้านแผ่นดินไหว ไหนๆพูดถึงญี่ปุ่น (อีกแล้ว อย่าเพิ่งเอียนซะก่อนนะคะ) เคยสงสัยถามเพื่อนญี่ปุ่นว่าทำไมคนญี่ปุ่นชอบออนเซ็น ไม่อายเหรอที่ต้องแก้ผ้า อาบน้ำรวม เหตุผลที่ญี่ปุ่นมีการอาบน้ำรวมขึ้นมานั้นพอรู้ เพราะสมัยก่อนมีไม่ทุกบ้านที่จะมีห้องอาบน้ำ จึงเกิดเป็นห้องอาบน้ำสาธารณะขึ้นมา และคนญี่ปุ่นผูกพันกับธรรมชาติเลยชอบที่จะได้อาบน้ำในบรรยากาศเปิดโล่ง ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด แล้วแน่นอนมันประหยัดด้วย อาบด้วยกันหลายๆคนนี่ล่ะ ไม่เปลืองน้ำ อีกเหตุผลหนึ่งคือ การได้ใช้เวลาอาบน้ำในการพูดเปิดอกกัน คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเวลาร่างกายสบาย ปลดเปลื้องจากเสื้อผ้าแล้ว คนเราจะเปิดเผยตัวตนได้ง่ายขึ้น เวลาพูดคุยกันระหว่างอยู่ในบ่ออาบน้ำด้วยกัน ถึงแม้จะไม่อยากคุย ก็ต้องคุยเพราะจะหลบหน้า เดินหนีไปไหนก็ลำบาก

    อีกเรื่องที่สงสัยเวลาไปบ้านคนญี่ปุ่นคือรองเท้าใส่ในบ้านเนี่ยจะมีเตรียมไว้เยอะมาก รองเท้าในห้องน้ำก็มีเฉพาะเลย พอจะเข้าใจได้ว่าเพื่อความสะอาดเลยต้องมีรองเท้าในห้องน้ำแยกไว้เฉพาะ ไม่เอารองเท้าที่ใส่ห้องอื่นๆไปใส่ในห้องน้ำ อีกเหตุผลที่แฝงอยู่เรื่องการเปลี่ยนรองเท้าในแต่ละห้อง มีเพื่อนญี่ปุ่นคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเป็นวิธีคิดที่จะทำให้รู้สึกว่าบ้านไม่แคบอย่างที่คิด คือการเปลี่ยนรองเท้าบ่อยๆเวลาไปห้องโน้นห้องนี้ ทำให้คนมาบ้านรู้สึกว่าบ้านดูซับซ้อน เหมือนจะดูไม่แคบน่ะค่ะ อันนี้จริงไม่จริงแล้วแต่ใครจะคิดเอานะคะ


  20. เอ สงสัยจังค่ะ
    ที่ว่า best seller ทีละ 5 ล้านเล่มเนี่ย เป็นเพราะเมืองจีนมีประชากรเยอะด้วยหรือเปล่า (เลยมีส่วนทำให้มีอัตราคนอ่านหนังสือเยอะเป็นสัดส่วนสูงตามไปด้วย)
    อืมๆๆๆ

  21. Faii Says:

    ซื้อมาฝากและแปลให้ฟังด้วยนะค่ะ
    เหอๆๆๆ

  22. jummdcu Says:

    ยาวดี..มีสาระ (อีกแล้ว)😀

  23. nine9 Says:

    เป็น นาย นายจะกินอะไร

    ว้าตอยยากจังเลยพี่เอ๋

    อะไรก็ได้เหมือนกัน

    ยาวมากกกก….

  24. แป้ง Says:

    ไหนว่าวันละสั้นๆ เปลี่ยนดีกว่านะคะ เป็นวันละยาวๆ
    แต่ไม่ใช่ไม่ชอบน้า อ่านเพลินดีค่ะ อ่านแล้วรู้สึก
    อิจฉาจำเก่งจัง ถ้าเป็ฯแป้ง สมองปลาทองน้อยๆ
    คงเก็บรายละเอียดไม่ได้เยอะขนาดนี้ ^O^

  25. แป้ง Says:

    แป้งว่าแป้งเบลออีกแล้วอ้ะ ไอ้คำว่าวันละสั้นๆเนี่ย
    ขอโต้ดก๊าบบบบบบ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: