หน้าแตกต่าง

สิงหาคม 25, 2007

นั่งทานอาหารไทยในร้านที่มีนางกวักยักษ์ตั้งไว้หน้าร้าน
เอลวิส, เสี่ยวเฉียน และผม เอร็ดอร่อยกันในร้านอาหารไทย
ที่ฟังชื่อแล้วชวนให้หัวเราะออกมา — “ร้านมาบุญครอง”

เอลวิสพูดว่า “เด็กเจเนอเรชั่นนี้แปลกดี สามารถหมกตัวอยู่ในห้องทั้งวัน
ไม่ออกไปเจอใคร เล่นเกมออนไลน์ เปิดเว็บ คุยเอ็ม ก็อยู่ได้แล้ว
แถมยังไม่เหงาอีกด้วย” ผมหันไปถามเสี่ยวเฉียนว่าเป็นจริงอย่างที่
เอลวิสบอกไหม เสี่ยวเฉียนพยักหน้าหงึกๆ ผมถามว่า “ไม่เหงาเหรอ”
เธอตอบ “จะเหงาอะไร เพื่อนมากมายในเกม ในเอ็ม และอินเตอร์เน็ต
ก็มีอะไรให้ดูมากมายเต็มไปหมด”

ผมหันไปคุยกับเอลวิสว่า “ดูท่านายไม่ค่อยติดอินเตอร์เน็ต”
เอลวิสตอบ “เราเกลียดคอมพิวเตอร์” เสี่ยวเฉียนรีบแย้ง
“โหย เชยมาก ไม่รู้หรือว่าในอินเตอร์เน็ตมีอะไรให้เล่นให้ดูให้ฟัง
เยอะแยะมากมาย เปิดไปเรื่อยๆ ก็เจอไม่รู้จบ”
ผมถาม “เวลากลับบ้านที่เปิดเน็ตทันทีเลยไหม?”
เสี่ยวเฉียนบอก “ทันทีที่ถึงบ้าน ก็ต้องวิ่งไปเปิดคอมฯ ก่อนเลย”
ผมบอก “อืม เราก็ไม่ต่างกัน”

เอลวิสลุกไปคุยโทรศัพท์ เรานินทากันลับหลัง
“เอลวิสนี่เชยมากๆ ไม่ค่อยรู้จักเว็บไซต์อะไรเล้ย หนังสือก็ไม่ยอมอ่าน
ไม่ค่อยรู้จักหนังสือ” ผมแย้ง “เฮ้ย เขาอ่านหนังสือเยอะจะตาย”
เสี่ยวเฉียนเถียง “หนังสือจีนนี่ถามไปกี่เล่มกี่เล่มก็ไม่รู้จัก”
ผมถาม “เธออ่านเยอะนักหรือไง” เธอยิ้ม “ไม่เยอะหรอก
แต่ก็เยอะกว่าเอลวิส” ผมหัวเราะ “ตอนอยู่ไทย เราอ่านเยอะพอสมควร”
เธอถาม “แล้วมาอยู่นี่ไปหาหนังสือไทยจากไหน อ้อ แต่ก็อ่านได้จาก
เว็บไซต์ใช่ไหม” ผมทำหน้างง “เว็บไซต์อะไร” เธอตอบ
“อ้าว ก็บีบีเอสไง” ผมงงหนัก “โอ้ย เชยจริงๆ ไม่รู้จักบีบีเอสเหรอ”
ได้เวลาถาม “บีบีเอส คืออะไร”

“บีบีเอส คือ เว็บไซต์ที่เป็นกระดานกลางให้คนเอาข้อเขียนของตัวเองมาแปะ
ไม่ว่าจะเป็นบทความ ความเรียง นวนิยาย ฯลฯ แล้วก็ให้คนเข้ามาอ่านได้
หากมีคนติดตามในจำนวนมาก บีบีเอสก็จะพิมพ์ออกมาจำหน่ายเป็นเล่ม
หากแปะแล้วไม่มีคนสนใจอ่านเท่าไร ก็อาจถูกลบทิ้งไป”

“ของฝรั่ง หรือ ของจีน” ผมถาม
“ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าอาจจะเป็นอินเตอร์เนชันนัล” เธอตอบ
(ใครรู้จริงฝากบอกกันด้วยครับ)

“มีคนเข้าไปอ่านเยอะเลย มีเว็บไซต์ทำนองนี้เยอะ
แปะเพลง แปะคลิป แปะประกาศหาคนไปเที่ยวด้วยกัน มากมาย”
“แล้วตอนหนังสือพิมพ์ออกมาแล้ว ยังเข้ามาอ่านได้ไหม”
“ตอนหนังสือพิมพ์เสร็จ เว็บไซต์จะลบทิ้งชั่วคราว
และเมื่อผ่านไปหกเดือน ก็จะนำมาแปะใหม่อีกครั้ง”

“บีบีเอสพิมพ์หนังสือออกมาหลายเล่มเลย” เธอว่างั้น
“แล้วนี่ตามอ่านเอาจากคอมฯ เหรอ”
“ก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะพริ้นท์ออกมาอ่าน”
แล้วเอลวิสก็กลับมาแจมพอดี เสี่ยวเฉียนรีบฟ้องความเชย
ของผมให้เอลวิสฟัง “เอ๋นี่เชยมากเลยนะ ไม่รู้จักบีบีเอส”
เอลวิสทำหน้าเหมือนได้ยินคำว่า “ปาล๋ำกั๋มโป๊ะ” คือไม่เคยมี
คำนี้อยู่ในสมอง แล้วก็เอ่ยปากถามหน้านิ่ง “เอ่อ บีบีเอส
คืออะไรเหรอ?” เสี่ยวเฉียนแทบจะล้มหงายเอาหัวฟาดพื้น
ร้านมาบุญครอง คงอนาถเต็มทีกับไอ้แก่สองคนนี้

“คิดว่าในอนาคตคนจะอ่านหนังสือจากคอมฯ หรือหน้าจอไหม?”
เอลวิสพยักหน้า “ชัวร์” เสี่ยวเฉียนส่ายหัว “ไม่มีทาง ทุกวันนี้
ก็ยังต้องพริ้นท์ออกมาอ่าน อ่านในจอนานๆ ไม่ไหว ปวดตา
และมีคนตั้งเยอะที่ไม่ชอบการอ่านจากหน้าจอ” ผมแย้ง
“ก็เพราะพวกเรายังเป็นคนในยุคเก่าน่ะสิ เกิดมากับกระดาษ
ยังไม่ชินกับพวกจอเรืองแสงทั้งหลาย ขนาดเราเกิดมาในยุคระหว่าง
กระดาษกับจอ ช่วงนี้เรายังชินและชอบการอ่านจากหน้าจอเลย
เราเชื่อว่าในอนาคต ข้อมูลที่เป็นกระดาษจะน้อยลง”

ตั้งแต่อพยพมาอยู่ไกลบ้าน ผมอ่านเรื่องต่างๆ จากเว็บไซต์มากขึ้น
ผมอ่านมติชนสุดสัปดาห์จากเว็บไซด์ด้วยความเพลิดเพลินใจ
และอ่านเร็วกว่าตอนที่อ่านในหน้านิตยสาร จะหงุดหงิดบ้างก็แค่
คอลัมน์ของคุณนิวัติ กองเพียร ที่ต้องรอโหลดรูป และบางทีก็โหลดไม่ได้!

เคยคุยกับพี่ๆ ที่เขียนหนังสือบางคนว่า อินเตอร์เน็ตทำให้พฤติกรรม
ในการอ่าน-การเขียนเปลี่ยนไป การเขียนอีเมล บล็อก และบันทึก
ในอินเตอร์เน็ต นำมาซึ่งการเคาะบรรทัดแบบเน็ตๆ คือ เคาะบ่อย
บรรทัดละสั้นๆ ย่อหน้าถี่ๆ (ที่กำลังอ่านกันอยู่นี้ก็มีบุคลิกแบบนั้น)
ซึ่งหลายคนที่ชื่นชอบหนังสือและวิธีการเขียนแบบเก่าจะหงุดหงิด
ผมอ่านเจออยู่บ้างเหมือนกันว่า มีบางคนไม่อ่านหนังสือของนิ้วกลม
เพราะรำคาญที่ชอบย่อหน้าบ่อย ซึ่งนั่นก็เป็นรสนิยมของใครของมัน
คงห้ามกันมิได้

นอกจากนี้ ด้วยความที่เรายังไม่ชินกับการจ้องจอมอนิเตอร์นานๆ
และเทคโนโลยีก็ยังไม่พัฒนาไปถึงขนาดที่จะทำให้หน้าจอนวลผ่อง
ราวกับกำลังจ้องกระดาษ เราจึงให้เวลากับการอ่านในเน็ตสั้นกว่า
การอ่านจากกระดาษ (นี่ก็เขียนยาวเกินความอดทนของสายตาแล้ว)

นั่นทำให้คนเขียนเองก็เขียนอะไรสั้นลง ข่าวในอินเตอร์เน็ต
จะตัดตอนและย่อความมาเฉพาะใจความสำคัญเท่านั้น
สำหรับการอ่านอย่างฉับไว ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่งมันก็เป็นอันตราย
และดูไม่รอบคอบ ไม่รอบด้าน เพราะไอ้ที่ว่าสำคัญนั้น
มันเป็น “สำคัญ” ของคนผลิตสื่อ เป็น “สำคัญ” ที่เขาเลือกมาให้เราอ่าน

ประกอบกับพฤติกรรมของคนเองก็สมาธิสั้นมากขึ้น
ความสนใจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนโลกเปลี่ยนเนื้อหา
ทำได้ง่ายๆ แค่ “คลิก” ก็เข้าไปอยู่ในโลกอีกใบหนึ่งแล้ว
จากเครียดก็เปลี่ยนเป็นสนุก จากบันเทิงเปลี่ยนเป็นกีฬา สารพัด
บางคนก็เปิดหน้าต่างอ่านสลับกันไปมาสิบหน้าต่างก็มี

อีกอย่างที่เป็นเรื่องสนุกสำหรับการอ่านบนเรื่องต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต
คือเมื่อเราอ่านไปเจออะไรสักอย่าง และอยากทำความรู้จักมันมากขึ้น
เราสามารถ “เสิร์ช” หรือคลิกลิงก์เชื่อมโยงเข้าไปในเรื่องนั้นๆ
และเรื่องนั้นๆ ก็มักจะพาไปสู่เรื่องโน้นๆ โน่นๆ นี่ๆ ไม่รู้จบ

ตอนที่เขียนหัวข้อ “หั่นเวลา” ผมแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า
มีน้องหลายคนเลิกดูทีวี และใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวผมเมื่อสิบปีก่อน (โอย นานจัง) นึกภาพไม่ออก
จำได้ว่าตอนนั้น หลังจากเตะบอลกับเพื่อนกลับมา ก็อาบน้ำอาบท่า
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาคนที่เรากำลังตามจีบ และกำลังรอแห้ว
จากเธอ คุยกันทางโทรศัพท์ คุยเสร็จก็วิ่งไปดูทีวี แล้วก็นอน
หนังสือหนังหาตอนนั้นยังไม่เคยคิดจะอ่านสักกะติ๊ด

เด็กยุคนี้ กลับบ้านมา อาบน้ำอาบท่า เปิดคอมฯ เข้าเน็ต
เล่นเกมออนไลน์ คุยเอ็ม เล่นแคมฟร็อก อ่านบล็อก เขียนไดฯ
อ่านข่าว หาข้อมูล ฟังเพลง โหลดภาพ อ่านเรื่องดาราเกาหลี ฯลฯ
ในเน็ตมีอะไรให้เที่ยวท่องมากกว่าทีวี เพราะเราเป็นคนกำหนด
เส้นทางเองว่าวันนี้จะไปไหน

โลกทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยความหลากหลาย ผมยังจินตนาการไม่ออก
ว่าถึงรุ่นลูกของเพื่อนผม (ขอยืมมันหน่อย ผมไม่ค่อยอยากมีเป็นของตัวเอง)
โลกของเราจะหลากหลายขนาดไหน และจะปนเปจนความแตกต่าง
จะพร่าเลือนไปได้ถึงเพียงไหน ยากเหลือเกินที่จะเกิดพี่เบิร์ด
หรือไมเคิล แจ๊กสัน คนใหม่ขึ้นในโลกยุคนี้ ยากที่จะสร้าง “กระแสหลัก”
เพราะโลกถูกซอยย่อยลงไปตามรสนิยมและความชอบของแต่ละคน
แต่ละกลุ่มที่ชอบอะไรคล้ายกันก็จับกลุ่มก้อนของตัวเอง
ยากที่จะสร้างกระแสให้คนแห่ไปชอบเหมือนๆ กันทั้งหมด เพราะทางเลือก
มันมีมากขึ้นมาก และเข้าถึงได้ง่ายเหลือเกิน

ที่ว่าพร่าเลือน ก็เพราะอินเตอร์เน็ตเชื่อมโลกเข้าด้วยกันอย่างง่ายดาย
ความเป็นตัวตน หรือลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศแต่ละพื้นที่
ถูกส่งต่อ แลกเปลี่ยน และผสมผสาน ในอัตราเร็วเท่าๆ กับ
ความไวของโมเด็ม สิ่งที่เกิดขึ้นที่อังกฤษ วันพรุ่งนี้จีนก็เห็น
และก็จุดประกายให้ทำอะไรสักอย่างส่งต่อไปที่ไทย ไทยก็ทำขึ้นใหม่
และอาจย้อนกลับไปที่อังกฤษ และย้อนไปย้อนมาไม่รู้จบ

โลกจึงกลายเป็น “ยำ” ชามใหญ่
ที่ไม่รู้ว่าจะ “เละ” หรือ “อร่อย”
แต่ดูแนวโน้มแล้วมันกำลังจะก้าวไปทางนั้น

โลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายอาจส่งผลร้ายและดี
สำหรับคนที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรก็จะมีพื้นที่ ขอบเขต
ที่ควบคุมได้ และใช้ความหลากหลายมาบันเทิงและ
สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง แต่สำหรับคนที่ยังเคว้ง
อาจนำมาซึ่งความสับสน อันโน้นก็ดีอันนี้ก็ชอบ เพราะ
ในเมื่อไม่มีกระแสหลัก ก็ยากที่จะตัดสินจากตัวเองว่า
อะไรดี-ไม่ดี อะไรเท่-ไม่เท่ เมื่อเคว้งก็จะไม่แน่ใจ
และยิ่งเห็นเยอะก็ยิ่งชวนให้สับสนและปวดขมับ

สำหรับคนที่มีทางเส้นหลัก ความหลากหลายก็เหมือน
ดอกไม้ข้างทาง เอาไว้ดูเล่น เย็นๆ ใจ ไม่เก็บใส่ตะกร้าก็ได้
แต่สำหรับคนที่ยังอยู่ในระหว่างการเลือกเส้นทาง
ความหลากหลายเหมือนทางแยกจำนวนนับพัน
ไม่รู้จะก้าวเดินไปในทางไหนดี จะลองทางไหนก่อนดีหว่า

แต่สุดท้ายแล้ว คนเราก็มักจะหามุมเล็กๆ ในโลกใบกว้าง
แล้วซุกตัวเข้าไปในมุมที่อบอุ่นและปลอดภัย
มุมเล็กๆ ที่เรารู้จักมันดีที่สุด

โลกกว้างก็จริง แต่ใครบอกล่ะว่า เราจะต้องเห็น ต้องรู้จักมันทั้งหมด

เคยคุยกับพี่บอกอท่านหนึ่ง เธอบอกกับผมว่า
“เดี๋ยวนี้ ขอบฟ้าของพี่แคบเหลือเกิน”
ตามมาด้วยคำขยายความว่า “ทุกวันนี้ รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร
และต้องการอะไร ไม่ได้อยากออกไปเห็นโลก ออกไปทำความรู้จัก
กับสิ่งโน้นสิ่งนี้อะไรให้มากมาย อยู่ในพื้นที่ของตัวเองก็มีความสุขแล้ว”

อินเตอร์เน็ตขยายขอบฟ้าให้กว้างออกไปมากนัก
ในขณะเดียวกันก็หดพื้นที่โลกจากที่เคยไกลให้ใกล้กันเข้ามา
ตามธรรมชาติและวันวัยของมนุษย์ เรามักอยากเห็นโลกให้มาก
ในวัยหนุ่มวัยสาว เก็บข้อมูลมากมายมากอง
แล้วค่อยๆ ร่อนตะแกรงซี่ถี่จนเหลือเฉพาะ “เม็ด” ที่เราสนใจจริงๆ

เราคงไม่มีเวลาให้กับทุกสิ่งบนโลก
“รู้บางอย่างในทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่งในบางอย่าง”
ใครสักคนเคยพูดไว้ และผมจดมันใส่สมุดบันทึก

ถึงวันนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่น่ารู้หนึ่งอย่างในหลายๆ อย่างนั้น
คือสิ่งที่ใกล้ตัวของเราที่สุด — ตัวเอง

ไม่ว่าโลกจะกว้างขนาดไหน จะสับสน วกวน หลากหลาย
จนอยากเดินไปเหมาเซียงเพียวอิ๊วมาราดขมับซักสามโหล
แต่ลองถ้าเรารู้ว่า เราชอบอะไรเพราะอะไร และไม่ชอบอะไร
เพราะอะไร เราต่างก็มีทางไป และมีเหตุผลให้ตัวเอง

เอลวิสเกลียดอินเตอร์เน็ต
เสี่ยวเฉียนเล่นเน็ตทั้งวัน ไม่ต้องออกจากบ้าน
ผมเล่นบ้าง ออกจากบ้านบ้าง
พี่บอกอบอกว่าขอบฟ้าแคบ
ผมบอกพี่แกไปว่า ผมกำลังรู้สึกว่ามันกว้างมาก
เอลวิสเชื่อว่าวันหนึ่งจะไม่มีกระดาษ
ผมเชื่อว่า อาจจะมี แต่จะน้อยลงมาก
เสี่ยวเฉียนเชื่อว่า ไม่มีทางเป็นไปได้

โลกของบางคนกำลังขยายตัว
โลกของบางคนกำลังหดตัวลง
ขอบฟ้าของบางคนกว้างใหญ่
ขอบฟ้าของบางคนแคบลง แต่ปลอดภัย

สิ่งหนึ่งที่เป็นเหตุผลให้ผมชอบอินเตอร์เน็ต
เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางให้ผมได้รู้จัก
และทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลกที่แตกต่าง
ไม่เหมือนในทีวีที่มีแต่ดารา คนมีหน้ามีตาและมีเงิน

ในไดอารี่ ในบล็อก ในเอ็มเอสเอ็น
เต็มไปด้วยผู้คนที่เปลี่ยวเหงา อ่อนแอ ขี้แพ้ ขี้โมโห
ขี้บ่น ขี้แย เข้มแข็ง แรงเยอะ จริงจัง และตลก
และอื่นๆ อีกมาก เวลาเข้าไปแอบอ่านก็จะได้เห็น
หรือกระทั่งการเหลือบไปอ่าน “คำห้อยเอ็ม” ก็สัมผัสได้

นอกจากนั้นเรายังได้เห็นความชอบความเชื่อ
และรสนิยมที่แตกต่างในจำนวนนับไม่ถ้วน
ทีวีอาจมีหนึ่งร้อยช่อง แต่เว็บไซต์ ไดอารี่และบล็อก
มีจำนวนนับล้าน เราจึงได้เห็นแฟชั่นใหม่ๆ
คลิปแปลกๆ เพลงที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ความเห็นที่แหวกแนว
โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคัดมากรองมาตัดสินใจแทน

ในความหลากหลายอันชวนให้มึนนั้น
เอาเข้าจริงมันเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้
เพื่อเปิดใจออกกว้างๆ แล้วทำความเข้าใจเพื่อน
ที่หายใจด้วยกันอยู่บนโลก ยังมีความคิดเห็นอีกมากที่แตกต่าง
ยังมีคนอีกมากที่ชอบอะไรไม่เหมือนเรา

จริงอยู่ ท้องฟ้า ต้นไม้ ใบหญ้า นอกหน้าต่าง Windows xp
ก็สวยงามดีตามธรรมชาติ แต่ธรรมชาติในอินเตอร์เน็ต
ก็เป็นความจริงอีกข้อไม่ต่างกัน ธรรมชาติแท้ๆ ของชีวิต
ชีวิตที่เต็มไปด้วยความหลากหลายไม่รู้จบ
ได้หลบเข้ามามองธรรมชาติแบบนี้บ้าง ก็สวยงามไปอีกแบบ

27 Responses to “หน้าแตกต่าง”

  1. jummdcu Says:

    ไม่แน่ใจว่าที่เม้นท์ไปก่อนหน้านี้ขึ้นให้รึเปล่า
    ก็แค่จะบอกว่า ก่อนนี้ตัวเองไม่ค่อยต่างจากเอลวิสซะเท่าไร
    แต่พอมีสิ่งที่เราสนใจ เราก็พยายามตามหา
    หลังตามหา เราก็ได้เจอ “สิ่งที่น่าสนใจ”
    และก็เจอเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น

    โลกอินเตอร์เน็ต กับ โลกกลมๆใบนี้ ก็คงจะมีทั้งเรื่องดีดี และไม่ดี
    ขึ้นกับวิจารณญาณของเรา ว่าจะเลือกสิ่งไหนให้กับตัวเอง
    สำหรับตัวเอง โลกของอินเตอร์เน็ตก็มีแง่งามหลายเรื่อง
    คือได้ความรู้เพิ่ม ได้เพื่อนใหม่ๆ(คนละวงการ) ได้มีกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นมาอีกรูปแบบนึง ฯลฯ
    ถือว่าเป็นความสุขที่ได้จาก “หน้าแตกต่าง”😀

    ** ชอบเพลงวันนี้ “Imagine” นึกถึงตอนนึงในโตเกียวไม่มีขาเลยล่ะ **

  2. jummdcu Says:

    แต่ตอนนี้กะลังงงๆว่า
    หัวข้อเรื่องวันนี้มันเด้งขึ้นมาซ้ำๆกัน 2 หรือ 3 หัวข้อกันแน่
    แต่ที่แน่ๆคือ ในที่สุดก็เม้นท์สำเร็จซะที ^^

  3. dorkygirl Says:

    ยาวววววววววววววววววววววววววววว
    มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

  4. ลี Says:

    ยาวเหมือนกาน ครับ

  5. echaba Says:

    แอ๊ด..

    ง่า..อ่านแล้วเหมือนเวลานั่งฟังเพื่อนเล่าปัญหาทุกข์ใจให้ฟังเลย มันดูจริงจังแล้วก็ต่างจากคนที่เราเคยรู้จักอ่ะ
    echaba ชอบคำพูดที่ว่า “ไม่รู้หรอกว่ามันหมายความว่าอะไร แต่จะเข้าใจมันอย่างนี้”
    (ดันเข้าใจมันอย่างนี้จริงๆซะด้วยสิ)

    เรื่องเครียดๆ
    ฉาก : ไม่รุ!
    ตัวละคร : ไม่ชี้!

    วันหนึ่งซึ่งจำไม่ได้ว่าวันไหน บังเอิญไปได้ยิน(อย่างตั้งใจ) ว่าป้า A กับ ป้า B กำลังนั่งคุยเรื่องปัญหาชีวิต(ของคนอื่น)กันอย่างคร่ำเคร่ง ขอตัดมาเฉพาะตอนใกล้จบ..
    ป้า A : เฮ้อ.ทำอะไรกันไม่รู้จักคิด
    ป้า B : อืม..นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนแล้วด้วย
    ป้า A : มันเครียดมากเลยนะ
    echaba : จะสิ้นเดือนก็ดีดิป้า เงินใกล้ออก จะเครียดกันไปทำไม(อ่าวเผลอเจือกไปร่วมสนทนาซะงั้น)
    พี่ C ผู้เดินฝ่าเข้ามากลางวง : นั่นดิ จะเครียดกันไปทำไม เนอะ!

    พี่ C แกหันมาเนอะกับ echaba echaba พยักหน้ารับแล้วเหลือบไปมองของในมือพี่ C แกแค่เดินผ่านเข้ามาป่วนจริงๆเพราะไม่ได้หยุดคุยด้วย

    echaba : พี่ C ซื้อยาคูลย์ไปทำไมเยอะแยะอ่ะ ขอกินขวดได้ป่ะ!

    พี่ C ยกถุงขึ้นมากระชับอย่างแน่นหนาแล้วหันมาบอก

    พี่ C : จะกินก็เอามา10บาท!
    echaba : โหยพี่ ไหนบอกไม่เครียด ตอบมาซะเครียดเชียว
    พี่ C : ก็ไม่เครียดไง ฮ่าๆ (แล้วเดินจากไปพร้อมกับยาคูลย์)

    echaba ยังคงมองตามหลังพี่ C ไป เหมือนมีอะไรยังติดค้างเหมือนยังไม่ได้สะสางเรื่องบางอย่าง
    “เครียดละสิ เค้าไม่ให้กินของเค้าน่ะ”
    เสียงป้า A หรือไม่ก็ป้า B แว่วเข้ามา พร้อมกับหลังของพี่ C ที่เลี้ยวหายไป

    echaba : อ๋อ..อย่างนี้นี่เอง

    จบเอย.. ^^

    กริ๊ก..

  6. echaba Says:

    แอ๊ด..

    ก็echabaมันยังไม่ถึงวัยเข้าใจนี่นะ กิ้วๆ!!!

    กริ๊ก..

  7. moonwrite Says:

    เข้ามาอ่านนานมากมายแล้ว
    ไม่กล้าเมนต์…

    วันนี้อ่านแล้ว…รู้สึก…
    ขอบคุณ .. กับความคิดดีดี

  8. roundfinger Says:

    ฮ่าฮ่า ยาวจริงๆ ครับ
    ตอนเขียนเสร็จยังตกใจเองเลย ฮ่าฮ่า

    สวัสดี moonwrite ครับ : )

  9. Caramel Says:

    ตามหลักสังคมวิทยาที่เรียนมา โลกาภิวัตน์สร้างอัตลักษณ์ของมนุษย์ บางครั้งอินเตอร์เนตก็บอกถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ หรือสังคมที่เสมือนจริงก็เป็นได้

    ป.ล.ไม่ยักรู้ว่าคุณนิ้วเป็นแฟนคอลัมน์ของลุงนิวัติ กองเพียร เกจินู้ด 555

  10. roundfinger Says:

    เพิ่งได้อ่าน “คัมภีร์เต้าเต๋อจิง ฉบับประยุกต์ใช้” ของ อ.จ้าวเมี่ยวกว่อ
    มีเนื้อหาบางส่วนน่าสนใจและดูเข้ากันกับหัวข้อนี้ครับ

    การพัฒนาของเทคนิคไมโครคอมพิวเตอร์นำพา “กำลังสติปัญญาทางสมองของมนุษย์ได้พัฒนาขายถึงขั้นที่ไม่อาจจินตนาการได้”

    ปีที่โคลัมบัสเดินทางถึงแผ่นดินใหม่ทวีปอเมริกา พระราชินีแห่งสเปนกว่าจะทราบข่าวก็เป็นเวลาที่ผ่านพ้นไปแล้วครึ่งปี ประธานาธิบดีลินคอร์นแห่งสหรัฐอเมริกาถูกลอบสังหาร 5 วันให้หลัง ข่าวจึงแพร่ไปถึงลอนดอน แต่ว่าปลายทศวรรษที่ 6 ของศตวรรษที่ 20 จรวด “อพอลโลที่ 11” ส่งมนุษย์อวกาศเหยียบดวงจันทร์ หลัง 1.3 วินาทีชาวโลกก็ทราบข่าวกันถ้วนทั่ว นักการเมืองท่านหนึ่งในทวีปยุโรปกล่าวว่า “เครือข่ายโทรเลข เครือข่ายการสื่อสาร และอินเตอร์เน็ตทุกวันนี้มีความสำคัญเช่นเดียวกับชุมทางรถไฟ ชุมทางรถยนต์ และที่ไหลบรรจบของคูคลองในอดีต”

    ผมนึกภาพ อินเตอร์เน็ตเป็น “คลอง” แล้วเห็นว่าน่ารักดี
    อ้าว แล้วนั่นป้ากับลุงเอาอะไรมาขายล่ะเนี่ย?
    : )

  11. undercurrent Says:

    เป็นคนนึงที่ไม่ค่อยชอบอ่านตัวหนังสือจากหน้าจอคอม อ่านนานๆแล้วปวดตาอ่ะ ส่วนใหญ่ก็จะเหมือน คุณ เสี่ยวเฉียน อ่ะ คือถ้ามีบทความยาวๆ ที่สนใจก็จะ print ออกมาอ่าน มันให้ความรู้สึกสบายตากว่าเยอะอ่ะ อีกอย่างก็เป็นคนนึงที่ยังติดนิสัยชอบขึดเขียน หรือ เขียนโน๊ต หรือไฮไลท์ลงบนกระดาษที่อ่าน


  12. คุณนิ้วขยันมากครับ อึ้งอีกแล้ว


  13. “แต่สุดท้ายแล้ว คนเราก็มักจะหามุมเล็กๆ ในโลกใบกว้าง
    แล้วซุกตัวเข้าไปในมุมที่อบอุ่นและปลอดภัย
    มุมเล็กๆ ที่เรารู้จักมันดีที่สุด”
    —–คำกลมวันนี้————————————

    อ่านเรื่องราวของคุณเอ๋ ทุกครั้งสิ่งที่สังเกตุเห็น และรู้สึกมักจะมีคำสวยๆ
    ทุกครั้งไป ชอบจริงๆคำพวกนี้ สักวันไอฝนขออนุญาติรวบรวมเก็บไว้
    ใน space ของตัวเองหน่อยนะ เพราะมันไพเราะจริงๆ ขออนุญาติแล้วนะ

    เพลงเพราะจริงๆคุณเอ๋…ฮ่าฮ่า


  14. รู้จักเครือข่ายอินเตอร์เน็ตครั้งแรกจากโปรแกรมสนทนาผ่านภาษาหน้าตาไม่เกี่ยวอย่างโปรแกรมPIRCH ยอมรับว่าตอนนั้นติดงอมแงมทีเดียว มันก็น่าอยู่หรอกนะครับ คุยกันไปโดยที่ไม่เห็นหน้า ไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร เป็นหญิงหรือชายอย่างที่บอกจริงหรือเปล่า รู้แค่ว่าคู่สนทนาคนนี้ดูดีไปหมด แต่ก็ไม่ใช่แค่เขาหรือเธอที่ดูดี…ผมก็ดูดีไม่แพ้กัน 55+

    ถึงแม้ว่าปัจจุบันผมกับโลกออนไลน์คุ้นเคยกันแล้ว ได้รับรู้ว่าโลกอีกใบนี้มีสิ่งที่น่าสนใจและน่าค้นหาเยอะเต็มไปหมด แต่สุดท้าย จุดประสงค์ของการได้มาท่องอยู่ในโลกอีกใบนี้ของผมก็น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกันกับเมื่อครั้งผมติดโปรแกรมPIRCHนั่นแหละ…คือหาเพื่อนคุย ต่างกันแค่เพื่อนคุยในครั้งนี้เป็นตัวหนังสือเท่านั้นเองครับ

  15. momint Says:

    โลกมันกลมอย่างน้ิวจริงๆ

    ปีก่อน มีรุ่นน้องมาเล่าให้ฟังเรื่องการลุยแบบโตเกียวไม่มีขา ฟังๆแต่ไม่ได้คิดจะหามาอ่าน

    ต้นปีนี้ มีคนพูดให้ฟังถึงหนังสือเล่มนี้อีกหลายคนจนไปหามาอ่าน
    อ่านจบ เมลล์ไปทักทายน้ิวกลมตามประสาคนชอบผลงาน

    กลางปี เพิ่งมารู้ว่า น้ิวกลมเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะเดียวกันกับสามีเพื่อนผม

    สองเดือนที่แล้ว ยังได้หา สมองไหวในฮ่องกง และนิยายเล่มแรก (นึกชื่อตอนนี้ไม่ออก) ของนิ้วกลมมาอ่านอีก

    สองวันก่อน มีรุ่นน้องมาแจกการ์ดแต่งงาน แล้วจะย้ายไปอยู่ฮ่องกง เลยเล่าให้ฟังว่าน่าจะเขียนหนังสือแบบนิ้วกลมนะ กลับได้คำตอบมาว่า น้ิวกลมเป็นเพื่อนมัธยมปลายของแฟนรุ่นน้องคนนี้ แถมเล่าให้ฟังถึงกิตติศัพท์และผลงานในสายอาชีพที่ทำให้ได้โยกย้ายไปอยู่แดนไกล

    วันนี้ เลยขอแวะมาทักทายกันอีกครั้งนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักทั้งผลงาน และรู้จักเพื่อนๆรอบข้างน้ิวกลมน่ะ ว่างๆก็แวะมาทักทายกันได้ในลวดลายตัวอักษรนะครับ / Mr-Mint

  16. ปอนด์ Says:

    มันก็คงมีข้อดี-ข้อเสีย อยู่แล้วล่ะเนอะ เพราะแม้แต่คนก็ยังมีด้านมืด-ด้านสว่าง
    แต่พูดในแง่ดี อย่างน้อยมันก็ทำให้โลกเปิดกว้างขึ้นอย่างที่ว่าจริงๆ
    เราชอบตรงที่ว่า มันเป็นทางที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูล หรือ ความรู้ได้อย่างเท่าๆ กันได้ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก(ที่มีโทรศัพท์ ฯลฯ)

  17. a4eroom Says:

    ผมก็คงเป็นเด็กสมัยนี่ เพราะต้องเปิดคอมทุกวัน วันไหนไม่มีเน็ตจะตายให้ได้ ยอมรับว่าติดเอ็ม แต่ก็อยากจะหนีไปให้พ้นๆมันเหมือนกัน เพราะไม่ได้มีไรดีกว่าความเป็นจริงเลยสักนิดเดียว เหมือนอาจารย์ผมบอก เหยียบหญ้า บ้างก็ได้นะ รู้จักไปทำอย่างอื่นนอกเนี้อจากหน้าคอมเนี้ย เหอะๆ

  18. Lively-mind Says:

    ^__^ สวัสดีค่ะ วันนี้เข้ามาอ่านเป็นวันเเรกล่ะ
    อ่านเเล้วชอบนะคะ เพราะความคิดมันไหลตาม
    ไปพร้อมกับสิ่งที่ได้อ่าน อ่านเเล้วมองเห็นภาพคน
    3 คนนั่งคุยกันอยู่ (เเม้จะนึกหน้าไม่ออกก็ตาม) …

    เคยได้ยินชื่อพี่นิ้วกลมมานานเเล้ว
    (ขออนุญาตเรียกเเบบหนิทหนม) เเต่ยังไม่เคยได้อ่าน
    ผลงานเป็นเล่มจริงๆ ซักกะที วันนี้เข้ามาอ่านบล็อคพี่ดู
    สนุกดีล่ะค่ะ … ไม่เห็นน่ารำคาญเลยที่เว้นย่อหน้าบ่อย
    ก็เเค่สไตล์การเขียนของเเต่ละคนไม่เหมือนกัน ขืนเขียน
    เหมือนกันหมด ก็ไม่มีความเเตกต่างสิคะ
    บางครั้งถ้าอ่านหนังสือที่เป็นเเนวหรือลักษณะ
    การเขียนเดิมๆ อ่านเเล้วก็น่าเบื่อ เเต่ถ้าหันไปอ่านอะไร
    หลายๆ เเบบ ของคนหลายคนๆ ก็จะได้อะไรหลายๆ อย่าง
    กลับมา … เพิ่งจะรู้ตัวว่า เป็นคนชอบอ่านก็ตอนเรียนม.ปลาย
    อะค่ะ เลยเห็นว่างานเขียนมันเป็นอะไรที่มากกว่าเพื่อนไปเเล้ว

    …. เเล้วจะกลับมาติดตามอ่านงานเขียนของพี่ต่อนะคะ

  19. เติ้ล Says:

    มี Internet นี่เติ้ลว่าดี
    แต่ถ้าอนาคตไม่มี … Internet ก็ไม่ใช่สิ่งที่ขาดแล้วตายนินินิ

    ป.ล. อ่านประตูไปไหนก็ได้ใน around แล้วนินินิ …🙂 ชอบชอบ

  20. roundfinger Says:

    สวัสดีคุณมิสเตอร์มิ้นท์ครับ เอ คนเหล่านั้นชื่ออะไรบ้างครับเนี่ย
    เผื่อผมจะได้รำลึกความหลังที่เคยร่วมสร้างวีรกรรมร่วมกันมาออก ฮ่าฮ่า

    สวัสดี Lively-mind ครับ

    เติ้ล > ยินดีที่ชอบ : )


  21. ยาวดีจริงครับ (หรือผมเป็นเด็กสมาธิสั้น)

    แต่เขียนได้ดี น่าอ่าน และ กลมกล่อมเหมือนเคย

    ป.ล ผมถูกบล็อคไม่ให้เข้า wordpress สองวัน ยังไม่รู้เลยครับว่าเพราะอะไร

  22. แขก Says:

    แม้ตอนนี้จะใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตมากมายจนเป็นกิจวัตร
    แต่ก็ยังคงชอบบรรยากาศของการอ่านหนังสือ(กระดาษ)
    เสาร์อาทิตย์ยังอยากไปตะลอนๆข้างนอกบ้าน
    ยังอยากเป็นคนเดินทางในโลกแห่งความเป็นจริง
    พอๆกับการท่องโลกในหน้าต่าง Windows xp

    สมมติว่าพระเจ้ากำลังโกรธมนุษย์อย่างเราๆ
    ที่คิดโน่นคิดนี่มากมายเกินตัว เกินกว่าที่พระเจ้ามอบไว้ให้
    แล้วยื่นคำขาด ให้เลือกเพียงหนึ่งเดียว
    โลกใบเก่าไร้เน็ต กับโลกใบใหม่ แบบ Metrix
    ก็คงสวนพระเจ้าไปอย่างรวดเร็ว
    “เอาทั้งสองอย่างไม่ได้หรือไง…(ครับ)”

  23. mondaymelody Says:

    คำห้อยเอ็มวันนี้
    “รู้บางอย่างในทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่งในบางอย่าง”

  24. snowflake Says:

    ถ้าวันไหนไฟดับทั้งโลกจะทำไงละเนี่ย ????

  25. แขก Says:

    snowflake Says:
    ถ้าวันไหนไฟดับทั้งโลกจะทำไงละเนี่ย ????

    ผมว่าโลกคงมีพื้นที่เพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ
    เพราะแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค คงถูกตัดขาดมากกว่านี้
    (ไม่นับเรื่องการจราจลที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆครับ)

  26. pattararanee Says:

    และแล้ว อินเตอร์เน็ตก็ให้กำเนิด…

    blogazine

    http://finejourneyblogazine.wordpress.com/

  27. กาพย์ Says:

    กาพย์ออกจะชอบที่พี่เอ๋ย่อหน้าบ่อยๆ
    เพราะกาพย์เองก็ชอบพิมพ์ขึ้นย่อหน้าบ่อยเหมือนกัน
    ทำให้อ่านง่ายดีออก
    แถมรู้สึกว่า “โฮ่ย อ่านแป๊บเดียวก็จบไปหนึ่งย่อหน้าแล้วววว!!”

    ส่วน Internet นี่ต้องขอบคุณคนที่คิดขึ้นมาจริงๆ
    นึกภาพไม่ออกเลยว่าชีวิตเราขาดมันจะเป็นไง
    แม่กาพย์ติดเนตมากกว่ากาพย์ซะอีก
    เรียกว่า “แม่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้!” เลยทีเดียว =)


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: