ลอนดอนสวยด้วยมือใคร?

กันยายน 10, 2007

(บันทึกของเมื่อวานที่สลบไปก่อนที่จะได้เขียน)

หลงรักลอนดอนเสียแล้ว
ฟังดูใจง่าย แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่จะหลงรัก
ไอ้การที่จะรักใคร เอ้ย รักที่ไหนสักที่นี่มันห้ามกันไม่ได้
ยิ่งเป็นสถานที่ พอรักแล้วก็เลิกรักยากเสียด้วย
และบางที ความรักต่อสถานที่ก็คล้ายกันกับความรักที่มีต่อผู้คน
มันเป็นเรื่องของจังหวะและเวลา
รวมไปถึงบางสิ่งที่บังเอิญเราสองเชื่อมโยงถึงกัน

ได้มีโอกาสมาเยือนและทำความรู้จักลอนดอนครั้งแรก
ในช่วงที่อากาศดี ดีมาก ดีเลย ดีมากๆ ดีจังเลย วู้ฮู่!!!
อากาศรอบตัวกำลังเย็นสบาย ลมพัดเอื่อยๆ แดดจ้า ฟ้าใส
ไม่มีฝนสักหยด ไม่มีความชื้นสักหย่อม ไม่มีความร้อนสักหยุ่ม
(พอดีไม่รู้จะหา “หน่วย” อะไรมาให้ “ความร้อน” ดี)
อากาศช่วงนี้จึงน่าเดินเล่นเหลือเกิน

ถ้าเจอกันช่วงอื่น อย่างช่วงที่ร้อนเหนอะ
ฝนเฉอะแฉะ ก็อาจไม่หลงรักง่ายดายอย่างนี้

พออากาศดี อะไรก็ดีไปหมด
ผู้คนออกมาทำกิจกรรมนู่นนี่ มีอะไรให้ดู ให้สนุกเยอะแยะ

เหมือนที่เคยประทับใจซิดนีย์
ตอนที่ได้ผ่านไปในช่วงอากาศดีแค่ไม่กี่วัน
ได้เห็นการใช้ชีวิตของผู้คนที่นั่นแล้วรู้สึกถึง “คุณภาพ”
เคยชอบปารีสมากๆ เพราะบรรยากาศริมแม่น้ำแซนต์
อาคารเก่า, ลูฟว์, หอไอเฟล ประกอบเข้าด้วยกันนั้นช่างโรแมนติก
ไม่แปลกใจว่าทำไมศิลปินทั้งหลายจึงได้แรงบันดาลใจ
เมื่อได้มาอยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ แล้วไหนจะพิพิธภัณฑ์ดีๆ
อย่าง ด็อกเซ่ย์, ปิกัสโซ่, โรแดง, เซ็นเตอร์ ปอมปิดู,
Palais de Tokyo แถมด้วยย่านน่ารักอย่างมงมาร์ตอีก
แม้ไม่ประทับใจนิวยอร์กเท่าไหร่ แต่ก็ชอบในความหลากหลาย
ความอิสระของผู้คนที่ทำนู่นนี่ ดูเป็นเมืองที่มีพลังล้นเหลือ
แถมพิพิธภัณฑ์ทั้งดีทั้งใหญ่อย่าง The Met และ MoMA
รวมไปถึงแกลเลอรี่อีกมากมาย ก็น่าไปเดินเล่นในวันเสาร์-อาทิตย์

แต่-แค่ได้เห็นลอนดอนมาสอง-สามวัน กลับรู้สึกว่า
มหานครแห่งนี้ดูเหมือนจะรวมทุกอย่างที่ว่ามาเข้าไว้ด้วยกัน
และไม่คิดว่า ครั้งเดียวจะเพียงพอสำหรับผู้มาเยือน

ลอนดอนมี “สิ่งที่น่าสนใจ” เยอะเหลือเกิน

เมื่อวานยามเช้าไปเดินเล่นที่ตลาด Portobello
ใกล้ๆ Notting Hill บรรยากาศน่ารักน่าเอ็นดู
มีของเก่าอังกฤษๆ และไม่อังกฤษออกมาวางขาย
เสื้อยืดถูกๆ แค่ตัวละสิบปอนด์เท่านั้น (เจ็ดร้อย!)
(ยังทำใจกับราคาไม่ค่อยได้) ซื้อขนมปังหุ้มไส้กรอกและเบคอน
ยัดใส่ปาก เคี้ยวงั่มๆ เดินดูตลาดต่อ มีแผ่นเสียงมือสองวางขาย
มีคนมานั่งเล่นดนตรี แม่ค้าพ่อขายตั้งผักผลไม้เรียงราย
ของที่ระลึกเล็กๆ ของจุกจิก ของแต่งบ้าน บ้านเรือน อาคาร
ดูน่ารักและสวยงามไปหมด

สิ่งหนึ่งที่ชอบมาก คือ “ตัวหนังสือ”
ตัวหนังสือ (Typography) ที่นี่สวยเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นป้ายต่างๆ ตามถนนหนทางของราชการ
ป้ายของร้านค้า ชื่อร้าน กระทั่งป้ายราคา ป้ายลดราคา
โปสเตอร์ โฆษณา ชื่อถนน ป้ายคำเตือน ป้ายซ่อมถนน
ทำไมมันถึง “ดีไซน์” ได้สวยงามกันไปหมด
ไม่ใช่แค่การเลือกใช้ฟอนท์อย่างเหมาะสมเท่านั้น
แต่จังหวะจะโคนและสีสันที่เลือกมาประกอบกันนั้น
บอกกับผู้คนที่พบเห็นว่า ได้ผ่านการคิดและจัดวางมาเป็นอย่างดี
ระยะห่างระหว่างบรรทัด (leading)
ระยะระหว่างตัวหนังสือ (kerning) ขนาด ความหนา
ความสั้นยาวของ “หาง” และการเว้น “พื้นที่ว่าง” ในป้าย
สามารถบรรจุลงในหนังสือดีไซน์ได้แทบทุกป้าย

ไม่ใช่ความสวยงามแบบวิริศมาหราหรืออยากเท่
แต่มันเรียบง่าย ธรรมดา อ่านง่าย และสะอาด
นั่นต่างหากที่ทำให้มัน “สวย”

เพื่อนบอกกับผมว่า
“ตัวหนังสือ” ในลอนดอนน่าจะสวยที่สุดในโลกแล้ว
และเป็นเมืองที่วิชาชีพกราฟิกดีไซน์แข็งแรงมาก
ผู้คนให้ความสำคัญกับการออกแบบกราฟิก
เรียกได้ว่าเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่นี่
เข้าผับไป ยื่นนามบัตรให้สาว สาวกรี๊ด ทำนองนั้น

เพื่อนยังบอกอีกว่า อาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ที่นี่น่าจะได้เงินเดือนสูง
และได้รับการนับหน้าถือตามากกว่าคนทำโฆษณา
เพราะผู้คนเห็นว่า “กราฟิก” นั้นอยู่นานกว่า อย่างโลโก้ของสินค้าต่างๆ
หรือป้ายต่างๆ และแน่นอน บรรดา Environmental Graphics
ทั้งหลาย

เพื่อนเล่าต่ออีกนิดว่า
เคยได้ยินมาว่า ป้ายต่างๆ ตามถนนหนทางที่นี่
ใช้กราฟิกดีไซเนอร์มือดีเป็นคนออกแบบ
ฟังแล้วก็คิดถึงบ้านเรา อยากเห็นป้ายสวยๆ บ้าง
แต่คิดอีกทีก็ดีเหมือนกัน เละๆ แบบนั้น
พอรวมๆ กันก็สวยไปอีกแบบ
สวยแบบกรุงเทพฯ สวยแบบเละๆ

ไหนจะตึกอีกล่ะ
อาคารสมัยใหม่ที่นี่ดูดีทุกหลัง
เหมือนกำลังเดินอยู่ในหนังสือรวมอาคารสวย
ที่วางขายอยู่บนชั้นหนังสือรวมงานออกแบบสถาปัตยกรรม
ในเอเชียบุ๊ก หรือคิโนะคูนิยะ
ของสวยๆ นี่พอมากองรวมกัน ยังไงมันก็ยากที่จะน่าเกลียด

ระหว่างเดินไปก็คิดไป
อาชีพ “นักออกแบบ” นี่มีผลอย่างมากต่อ “ชีวิต”
เพราะเป็นผู้สร้าง “วัตถุแวดล้อมชีวิต” ของผู้คน
หากไม่ใส่ใจ คิดอยากทำอะไรก็ทำ สุ่มสี่สุ่มห้า
ทำแค่เอาให้เสร็จๆ จบๆ ไป ได้เงินไปกินข้าวขาหมู
กูก็พอใจแล้ว ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นทำแบบนั้น
บ้านเมืองก็เละยิ่งกว่าโจ๊กเน่า ซึ่งพอเอามาเทรวมกัน
ก็จะได้โจ๊กเน่าหม้อใหญ่ เหมือนกองขยะกองหนึ่ง

สิ่งเล็กๆ ไม่เคยอยู่แยกขาดจากสิ่งอื่น
ทุกอย่างเมื่อเกิดขึ้นมาบนโลก ในเมือง ในชีวิต
ล้วนกระทบและสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ชีวิตอื่นเสมอ
หากไม่ใส่ใจ รับรองได้ว่าเละ

ผมยังไม่เห็นย่านเละเทะของลอนดอน
และเชื่อว่าต้องมี แต่เท่าที่เห็นย่านดีย่านงาม
ก็ทำให้ได้คิดว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยน้ำมือ
ของคนคนเดียว แต่เกิดขึ้นจากความร่วมมือ
และศรัทธาในความสำคัญของวิชาชีพตัวเอง
ที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ให้เกียรติวิชาชีพตัวเอง
และตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด

เมื่อตัวหนังสือเล็กๆ และตึกหลังใหญ่ๆ
ค่อยๆ ประกอบเข้าด้วยกัน เหมือนจิ๊กซอว์หมื่นๆ ชิ้น
มันก็จะกลายเป็นภาพใหญ่ที่สวยงามในทุกรายละเอียด

และก็เป็นทุกคนนั่นเองที่สร้างเมืองที่น่าอยู่น่าดูน่าเดิน

สิ่งที่เป็นจริงอีกอย่างคือ
เมืองมีผลต่อความคิดและบุคลิกของผู้คน
คนที่เกิดและเติบโตขึ้นในเมืองที่สวยงาม
ย่อมง่ายเหลือเกินที่จะซึมซับเอา “เซ้นท์” ของความงาม
เข้าไปในสมอง กระทั่งกลายเป็นความเคยชิน
กระทั่งกลายเป็นนิสัย และชีวิตประจำวัน

คนสร้างเมือง เมืองก็สร้างคน
ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบ แลกเปลี่ยน และส่งผลถึงกันสลับไปมา

ผมเดินไปคิดไป
และก็ได้เข้าใจกับตัวเองว่า
จริงๆ แล้วที่เราต่อสู้รบรากับลูกค้าในห้องประชุม
เวลาที่จะทำโฆษณาสักชิ้น ให้ออกมาสวยงามที่สุดนั้น
เราทำเพื่ออะไร จริงๆ แล้วไม่ใช่เพื่อสนองตัณหา
หรือตอบความชอบของตัวเองเท่านั้นหรอก

เพราะโฆษณาที่เรากำลังถกกันแทบเป็นแทบตาย
ว่าจะเติมตัวหนังสือใส่ลงไปให้รกๆ ใช้สีที่มันเละเทะ
ไม่ว่าจะเป็นบิลลอร์ดขนาดใหญ่ หรือ โปสเตอร์ขนาดเล็ก
สุดท้ายแล้วมันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่เราอาศัย

และถ้าเราไม่ทำมันให้สวยงาม
ก็เท่ากับว่า เราเพิ่มขยะเข้าไปในเมืองอีกหนึ่งชิ้น
แทนที่จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสวย.

20 Responses to “ลอนดอนสวยด้วยมือใคร?”


  1. สิ่งเล็กๆ ไม่เคยอยู่แยกขาดจากสิ่งอื่น

    สิ่งเล็กๆ อาจรวมกันเป็นสิ่งใหญ่ บางที่อาจใหญ่จนน่าอัศจรรย์
    (เหมือนอะราวไงเย้ๆๆ เกี่ยวกันไหมคะ)

  2. แขก Says:

    บรรยายซะจนทำให้อยากไป(มากกว่าเดิม)
    นึกไม่ออกว่าเมื่อไหร่กรุงเทพฯจะมี “เซ้นท์” แบบลอนดอน
    เอาแค่ในออฟฟิศตอนนี้ก็เละเป็นโจ๊กมานานแล้ว(จุ๊จุ๊)
    อะไรที่มันกลายเป็นความเคยชิน มันก็เปลี่ยนแปลงยาก
    (เออ…ห้องเราก็รกมานานแล้วเหมือนกันนี่หว่า ฮ่าฮ่า)

    ระหว่างลอนดอนกับปารีส ท่านนิ้วชอบเมืองไหนมากกว่า
    (ในฐานะที่สัมผัสมาแล้วทั้งสองเมือง)
    ใครบางคนเคยบอกว่า กรุงเทพฯมีอารมณ์คล้ายๆปารีส ไม่รู้จริงมั้ย?

  3. beambongga Says:

    ToT

    อยากไปเห็นจางงงงงงง

    สิ่งที่ได้วันนี้

    เราต้องรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง

    ทำมันให้ดีที่สุด ไม่ใช่สักแต่ทำส่งๆไป

    ฮึ่ม!

  4. อู Says:

    หลงรักเข้าซะแล้วววว
    อิอิ


  5. ถูกที่สุดดดดดดดดดดด

    ที่คุณเอ๋ บรรยายมาเกี่ยวกับ ‘นักออกแบบ’ ถ้านักออกแบบไม่ใส่ใจก็เท่ากับว่าว่าเราเพิ่มขยะเข้าไปในเมืองอีกหนึ่งชิ้นแทนที่จะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสวย..

    ดูแลสุขภาพในยามอากาศดีนะท่าน.

  6. undercurrent Says:

    “ได้มีโอกาสมาเยือนและทำความรู้จักลอนดอนครั้งแรก
    ในช่วงที่อากาศดี ดีมาก ดีเลย ดีมากๆ ดีจังเลย วู้ฮู่!!!”

    สงสัยจะหลงรัก london เข้าเต็มเปาซะแล้ว คุณนิ้ว อิอิ

  7. นิรนาม Says:

    ตาร้อนผ่าวๆ ^^


  8. ไปอยู่ได้ไม่กี่วัน
    จาก หลุนตุ๊น กลายเป็น ลอนดอน เสียแล้ว :]

  9. pattararanee Says:

    อิฐ จ้า อิฐฉา!!!

    ถ้าขอพรวิเศษได้ 1 ข้อ คุณจะขออะไร
    “ขอให้มีคนจ้างให้ไปท่องเที่ยวรอบโลก ^O^”

  10. jummdcu Says:

    เพิ่มยอด…เมืองที่อยากไป ให้อีกแล้วนะ น้องชาย
    เวลาคนเรามองโลกในแง่ดี อะไรอะไรรอบข้าง ก็คงจะดีตามไปด้วย
    ว่ามั้ย😉

  11. rn. Says:

    สัมผัส –> รัก

  12. bluewings Says:

    นั่นซิ นะค่ะ ลอนดอนสวยด้วยมือใคร?
    นั่นอาจเพราะสิ่งแวดล้อมที่นั่นสร้างสภาวะความเป็นคนช่างออกแบบให้ดูได้ ในแบบของพวกเขาและยังดูดี ได้ในสายตาของคนที่ไปเยือน เพื่อให้คนผ่านทางอย่างเราๆเก็บความจำที่ดีของมันมาด้วยเพื่อจะอยากกลับไปเยือนอีกไงค่ะ งั้นถ้าสิ่งแวดล้อมสร้างคนได้ถึงเพียงนั่น เราก็ควรจะสร้างมันให้ได้ใช่มั่ยค่ะ ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดจะได้มีแต่สิ่งแวดล้อมดีๆๆจนเมืองเราอาจจะน่าดู น่าหลงรักมากๆๆๆขึ้นมาบ้าง { อยากไปเห็นลอนดอนแบบนี้จังค่ะ} รู้สึกว่าความน่ารักของหลุนตุ๊นจะทำให้พี่นิ้วกลมหลงรักตั้งแต่กำลังจะเดินทางไปเลยใช่มั้ยค่ะ แล้วพอเข้าไปใกล้ก็ยิ่งรักมากขึ้นแน่เลย 555++

    Good Luck~~นะค่ะ

    ****************************
    ( อยากเห็นภาพจังค่ะ ถ่ายภาพมาฝากได้มั้ยค่ะ)

  13. snowflake Says:

    เมื่อวานเพิ่งนั่งคุยกันกับเพื่อนเรื่องจำนวนปีของแต่ละคณะที่เรียนๆกันอยู่ บนโต๊ะยาว ร้านน้ำเต้าหู้ อยู่ๆเพื่อนก็พูดขึ้นมาว่า คณะสถาปัตย์ที่ อังกฤษนั้น เรียนตั้งเจ็ดปี หุหุ จิงหรือเปล่าค่ะ……. (ใครรู้บ้างช่วยบอกที)

  14. Modz(มด) Says:

    อิจฉา…

    อิจฉา…

    ถ่ายรูปมาแปะไว้ด้วยนะคะ😀

    รักลอนดอนเข้าให้แล้วทั่นพี่ 55

  15. cher3155 Says:

    ” Welcome to England ” ยินดีต้อนรับสู่อังกฤษค่ะ…
    อาจจะช้าไปสักนิด ช่วงนี้ไม่ได้อัพเดทสักเท่าไหร่ เผลอแป๊บเดียว
    จขบ. แวะมาถึงที่นี่ จากที่แว๊บๆย้อนไปอ่าน
    คิดว่ายังคงต้องท่องสูตรคูณแม่ 7 (เจ็ดสิบบาทไทย / ปอนด์) ไว้ให้มั่น??

    มาจังหวะดีเชียวค่ะ อากาศกำลังดี ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวให้เหนื่อย🙂
    ข้อดีคงเป็นที่มาปุ๊บก้ออ่านป้าย ถนน ร้านรวง ไม่ต้อง งง หรือส่งภาษามือให้เมื่อยเหมือนบ้านเมืองอื่น ถึงแม้หลงทาง ไม่เป็นปัญหาค่ะให้ตรงไปที่ตำรวจหล่อ
    มาดเท่ (เค้ายินดีช่วยอยู่แล้ว …ก้องานเค้านี่นา)
    ส่วนตัวแล้ว ลอนดอน มีความเป็น Metropolitan อยู่มากๆ คือมาถึงแล้ว
    จะไม่รู้สึกว่าแปลกแยก (คนชาติต่างๆ รวมๆกันจะเยอะกว่าคนอังกฤษ)

    ย่านต่างๆ ก็จะรักษาความเก๋ แปลก แตกต่างกันไป นี่เองคงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูด
    ผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ

    เที่ยวให้สนุกนะคะ🙂

    เชอรี่

  16. se7enspheres Says:

    ผมว่าที่เมืองเขาสวยกว่ากทม.ของเรา
    ก็เพราะการมีการเมืองที่มั่นคงและคุณภาพมากกว่าของเราครับ
    กฎหมายคือกฎหมาย
    การที่จะพัฒนาเมืองแบบนั้นได้ต้องมีการวางผังเมืองที่เป็นระบบ
    กฎการสร้างอาคาร ป้าย ต่างๆ ต้องมีการบังคับใช้ที่เข้มงวด
    ไม่ใช่ว่าจะก่อสร้างอะไรเอาง่ายๆไว้ก่อน
    ไม่คำนึงว่าทัศนียภาพ ความชีวิตเป็นอยู่เป็นยังไง
    เช่น BTS <–มีประโยชน์ครับแต่ทำให้สุขุมวิทเสื่อมโทรมมาก
    นักการเมืองมัวแต่พยายามจะโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองให้ได้มากที่สุด
    ถ้าสร้างใต้ดินเดี๋ยวไม่เหลือเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
    อีกอย่างที่เมืองของเรามันยังดูแลแย่แบบนี้
    เพราะมัวแต่เอาความสบายเป็นที่ตั้ง
    คิดได้ไงครับผู้ว่า กทม. คนปัจจุบัน
    “สวยแบบเละๆ”
    กทม. ไม่มีวันเป็นอย่าง london หรือ paris
    ได้แน่ภายในช่วงอายุรุ่นของผม

  17. anukpn Says:

    เคยมีคนบอกว่าลอนดอนในวันนี้ คือ ลอนดอนที่วางผังหลังไฟใหม่ใหญ่นะ เหมือนปารีสในวันนี้ที่เป็นปารีสที่ก่อตัวสมัยนโปเลียนที่สาม

  18. oattoto ^^ Says:

    ^^ กลับมาแล้วเหรอค่ะ…

    มาไวจัง…เที่ยวสนุก หลงรักลอนดอนไปเลยน๊า…อิอิ

    ชอบตลาด Portobello มากๆๆเหมือนกันค่ะ บรรยากาศดีเน๊าะ..
    นี่ถ้าคุณนิ้วกลมได้อยู่ต่ออีกสักเดือนจะหลงรัก และหวาดกลัวมากขึ้นคะ
    อ่า..งงละจิ๊…หลงรักที่เมืองมีสีสัน มีอะไรใหม่ๆให้เราได้ลองไปเที่ยวดูนะคะ
    และก็น่าหวาดกลัวด้วย เพราะด้านมืดของที่นี่ก็มีเยอะเช่นกัน…อิอิ

  19. oattoto ^^ Says:

    อีกนิดค่ะ..การวางผังเมือง และการออกแบบเมือง (Urban design &Urban planning) รวมทั้งสถาปัตยกรรม (Architecture)
    มีผลทำให้เมืองมีมุมน่ากลัว และมุมที่สวยงามได้เหมือนกันนะคะ
    รวมทั้งกิจกรรมของผู้คนที่เกิดขึ้นในที่นั่นๆก็มีผลด้วยค่ะ

    แล้วจะมาตามอ่านต่อนะค่ะ…อิอิ

  20. roundfinger Says:

    พี่แขกครับ > ผมชอบทั้งสองเมืองนะครับ (เท่าที่เห็นแบบผิวๆ)
    แต่ถ้าเลือก “อยู่” อยากอยู่ลอนดอน เพราะทุกคนพูดอังกฤษ
    แม้บรรยากาศริมแม่น้ำจะไม่สวยเท่าปารีส แต่อาคารบ้านเรือนเก่าๆ
    ก็สวยไม่แพ้กัน และอย่างที่บอกครับ ตัวหนังสือสวยเหลือเกิน

    ผมว่าเทียบกันตัวต่อตัว ปารีสสวยกว่า
    แต่ลอนดอนดู “ใหม่” ปนเก่าดีเหมือนกัน
    และที่สำคัญ ลอนดอนมีฟุตบอล มีเพลง มีวงเล่นตามผับ
    เรื่องพิพิธภัณฑ์ดีๆ คงมีเยอะเหมือนกัน
    อ้อ แล้วก็ดูเหมือนว่าลอนดอนจะมีผู้คนปะปนมากกว่า
    ซึ่งก็น่าสนใจดีครับ (แหม พูดอย่างกับจะมาอยู่จริงๆ)

    คุณ se7enspheres ครับ
    ผมว่าเมืองก็สะท้อนคนที่อยู่ในเมืองนั้น และก็หล่อหลอมคนในเมืองขึ้นมา
    พี่ไทยเรา “อะไรก็ได้” ไม่ค่อยชอบระบบระเบียบ
    อะไรเละๆ เทะๆ ก็อยู่กันได้ ซึ่งจะว่าไปผมว่าพวกเราก็ “ง่าย” กันดี
    (แต่ที่ต้องระวังนิดคือบางทีก็ “มักง่าย” ไปหน่อย)
    และความเละนั้นบางทีก็มีความหมายคล้ายคำว่า “อิสระ”
    และนั่นเองแหละที่ทำให้คนทำงานอาชีพสร้างสรรค์ของเมืองไทย
    คิดอะไร “หลุด” และ “เละ” อย่างที่ฝรั่งงงว่ามันคิดได้ไง
    ก็เพราะเราอาศัยอยู่ในเมืองที่ “อะไรก็ได้” แบบนั้น
    “อะไรก็เป็นไปได้” ทั้งนั้น และเราก็มองมันเป็นเรื่องตลกไปได้หมด
    นี่แหละหนอพี่ไทย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: