ช่วยเขียนบล็อกให้หน่อยดิ

กันยายน 13, 2007

วันนี้ขี้เกียจเขียนของจริง
จริงๆ มีเรื่องเขียนเยอะมาก
แต่เจ็บคอ เลยไม่ค่อยอยากพูด (ฮ่าฮ่า)

และก็คิดอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้ตอนคอเจ็บ
ปกติ คนเข้ามาอ่านบล็อก
มักจะเตรียมใจเข้ามาอ่านเรื่องของเจ้าของบล็อก
วันนี้ลองแลกกันดูบ้างไหม?

ลองเปิดพื้นที่ในห้องรับแขกห้องนี้ให้เพื่อนบ้าน
เขียนเรื่องที่อยากเขียนลงในบล็อกของตัวเองในวันนี้
ลงในบล็อกนี้แทน สั้นก็ได้ ยาวก็ดี บ่นก็ได้ เศร้าก็เชิญ
เหงาก็ไม่ว่ากัน สนุกยิ่งมันเข้าไปใหญ่ หรือเขียนแล้ว
เข้าใจอยู่คนเดียวก็เป็นสิทธิของท่าน!

เจ้าของบ้านจะได้อ่านบ้าง
นั่งอ่านตัวหนังสือเจ้าของบ้านมามากเกินไปละ
เดี๋ยวจะเบื่อหน่ายกันไปซะก่อน

มีหลายๆ ลายมือ หลายๆ เรื่องราวในนี้น่าสนุกดี
ถึงทีเจ้าของบ้านจะได้นั่งอ่านบ้างล่ะ

หากไม่เหนื่อยหรือวุ่นกับงานและการเรียนมากเกินไป
ถ้าหลงเข้ามาวันนี้ ลองนึกและบอกกันหน่อยว่า
ถ้าวันนี้คุณจะเขียนบล็อก คุณจะเขียนเรื่องอะไร?
และเขียนถึงมันยังไง?

อ้อ อย่าลืมตั้ง “หัวเรื่อง”
แล้วค่อยตามด้วย “เนื้อเรื่อง” ตามขนบนะครับ
จะได้ครบสูตร

นั่งผึ่งพุงรออ่านแล้ว (ฮ่าฮ่า)

51 Responses to “ช่วยเขียนบล็อกให้หน่อยดิ”

  1. กระต่าย Says:

    โป๋ง

    มีอยู่วันหนึ่ง นั่งเล่นอยู่ในห้องอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาเล่าเรื่องคนชื่อโป๋งให้ฟัง
    เรื่องมันมีอยู่ว่า

    โป๋งเป็นนักศึกษา AR รุ่นที่ 7 ของ ม.ข. (นั่นหมายความว่า เขาได้เรียนจบไปแล้วอ่ะดิ) …

    ตอนปี 1 กีฬาน้องใหม่
    โป๋งลงแข่งขันว่ายน้ำ ..ซึ่งตอนนั้นเพื่อนลงชื่อไปด้วย (ด้วยความคึกคะนอง) แต่เพื่อนไม่มีสปิริตเลยไม่ไปแข่งในวันแข่ง
    ดังนั้น ด้วยสปิริตของโป๋ง เลยอาสาลงแข่งขันแทนเพื่อน ทั้งๆ ที่โป๋งได้สูญเสียพลังงานกับการแข่งในรอบที่แล้วเพียงไม่กี่นาที

    โป๋งขึ้นแท่นเตรียมกระโดด … กรรมการยังไม่ทันลั่นปืน…
    ไม่รู้เสียงปืนจากไหน แว่วเข้ามาในหูโป๋ง … โป๋งกระโดดจากแท่นด้วยพลังอันมหาศาล
    สปริงตัวไกลจากแท่นเริ่ม…
    จ้วง…แหวกว่ายน้ำด้วยพละกำลังที่เปี่ยมล้น เหมือนจะไม่มีทางหมดสิ้น

    … กรรมการริมสนามช่วยกันเป่านกหวีด เพื่อบอกว่ามีการ ฟาว เกิดขึ้น…
    ….โอวววว…. เสียงนกหวีด มันช่วยกระตุ้น แรง จ้วง ของโป้งซะเหลือเกิน….
    …จนกรรมการต้องดึงเชือกเพื่อขวางนักกีฬาให้หยุดว่ายต่อไป…
    “เอ๊ะ !! นี่มันเชือกอะไรมาขวางอยู่ในสระน้ำนี้ได้นะ” โป๋งสะดุดกับเชือกแล้วฉุกคิด

    “ฮ่าๆๆๆๆ แค่เชือกเส้นเดียว จะมาขวางชัยชนะของข้าไม่ได้หรอก”

    ว่าแล้ว โป๋งก็ยกเชือกนั้นออก แล้ว จ้วงว่ายต่อ จนถึงเส้นชัย….

    สุดท้ายก็ต้องมาเริ่มขึ้นแท่นแข่งใหม่…
    ..และแล้ว โป๋งก็พ่ายแพ้จากความอ่อนล้าเมื่อครู่..

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า….
    “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น แต่เราไม่เห็น เราก็นึกออกว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง”

    ปล. เพื่อนที่เล่าให้ฟังก็เป็นรุ่นน้องที่คณะนั้นนั่นล่ะ
    55+

  2. pawana1104 Says:

    ถ้าจะเขียนก็คงไม่พ้นเรื่องความรัก ที่แสนจะเป็นเรื่องชั่วคราวและฟุ่มเฟือย!

    หัดแต่งกลอนเปล่าอยู่
    เพราะชอบที่พี่ตุล อพาร์ทเมนท์คุณป้าทำอยู่
    เอามาให้อ่านตอนผึ่งพุง

    เราลืมไปแล้วหรือว่าการใช้ชีวิตพื้น ๆ เป็นอย่างไร

    รักให้พอดี ไม่คาดหวังว่าต้องมากหรือน้อย ต้องยาวหรือสั้น

    แค่ทำทุกอย่างให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

    ชีวิตที่มีไว้ให้ใช้ เรียนรู้และเท่าทันมัน..แค่นั้นเอง

    ความรักของมนุษย์เปรียบเสมือนดอกไม้

    หากรักษาให้อยู่ในระดับตูมได้นานแค่ไหนยิ่งดี

    เพราะดอกไม้จะเบ่งบานเต็มที่อยู่เพียงชั่วขณะ

    ก่อนที่จะเหี่ยวแห้งและร่วงโรยไปอย่างไม่อาจหวนคืน

  3. roundfinger Says:

    ภาวนา > แนะนำให้ฉีดฟอร์เมอลีน อาจจะช่วยได้!

    กระต่าย > เรื่องของโป๋ง สนุกดี อ่านแล้วนึกถึง “ว้าวุ่น”

    ฮี่ฮี่ บล็อกวันนี้สนุกดีครับ สนุกกว่าเจ้าของบ้านเขียนตั้งเยอะ
    : )

  4. Qingqing Says:

    กระเป๋ารถไฟฟ้า

    เมื่อวันก่อนตอนขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าน อยู่ดีๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้ามีกระเป๋ารถไฟฟ้า เหมือนกระเป๋ารถเมล์ จะดีไหมนะ ไม่ได้มาทำหน้าที่เก็บตั๋วหรอก แต่เอาไว้จัดระเบียบคนยืน ไม่รู้ดิ บางคนยืนเกะกะ กินพื้นที่คนอื่น ทำให้พื้นที่การใช้งานลดลง บางทีเห็นแล้วอยากบอกว่า ยืนให้มันดีๆ หน่อยจะได้ไหม เห็นใจคนอื่นที่ไม่มีที่จะยืนบ้าง ถ้าแค่เขยิบมายืนตรงๆ ก็จะมีพื้นที่เพิ่มให้คนอื่นได้ยืนตามแนวที่ควรจะเป็น

    อ้อ.. กับอีกพวก พวกที่ชอบเอาหลังและก้นพิงเสา.. แทนที่คนอื่นจะจับเสาได้ ไม่ต้องจับห่วงให้เมื่อย ก็ดันไม่มีที่ให้จับ เพราะคนพวกนี้ (หรือพ่อเขาบริจาคเงินสร้างเสา??)

    ถ้าเราเป็นเจ้าหน้าที่บนสถานี นอกจากจะบอกให้ทุกคนยืนหลังเส้นเหลือง และ เมื่อเข้าไปในขบวนแล้วกรุณาเดินเข้าด้านใน อีกประโยคจะบอกว่า “กรุณาอย่าเอาหลังพิงเสา”😛

  5. roundfinger Says:

    “กรุณายืนหลังเส้นเหลือง และอย่าเอาก้นพิงเสา”
    แล้วอย่าลืมเตือนเค้าด้วยนะว่า
    “อย่าเอาหลังพิงเส้นเหลือง และอย่าเอาหลังไปพิงก้นคนอื่น
    และ…ถึงแม้ไม่มีเสาให้จับ ก็อย่าไปจับก้นคนอื่นเข้านะครับคุณผู้โดยสาร”

    ชอบกระเป๋ารถไฟฟ้านะ เราว่าน่ารักดี
    แต่ไหนๆ จะมีทั้งที ก็เดินเก็บเงินไปเลย
    เราชอบให้คนจ่ายเงินกับคน มันดูคนๆ ดี
    มีโบกี้ละคนไปเลยดีไหม? : )

  6. roundfinger Says:

    เอ…หรือเราจะประยุกต์ ไก่ย่าง โอเลี้ยง ข้าวกล่อง จากรถไฟไทย
    มาขายกันบนรถไฟฟ้า ให้ได้บรรยากาศ “รถไฟ” มากขึ้นไปด้วยเลย
    โอย…หิว : )


  7. โ ล ก ที่ ต่ า ง ..

    บางครั้ง…มิตรภาพมันก็วิเศษจนหาคำบรรยายไม่ได้เหมือนกัน

    สิ่งหนึ่ง..ที่ยังติดค้างอยู่ในใจ และในบางความคิดก็มักจะแวะเวียนมา ทำให้เราอมยิ้มได้อะไรที่ทำให้เราเป็นเช่นนี้..

    บางที..ไม่ต้องพูดคุย ไม่ต้องมองตา ไม่ต้องเห็นน่า ก็ทำให้เราอมยิ้มได้

    บางที..มิตรภาพก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจกันดี แต่การที่รู้จักกัน ผ่านสื่ออะไร
    สักอย่าง ตัวหนังสือเหรอ จดหมายเหรอ โปสการ์ดเหรอ หรือ เสียงเพลง
    สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องอธิบายกันมาก ก็เข้าใจได้ดีเสมอ

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่า เราต้องการอะไร จาตรงนี้

    วันหนึ่งที่ทำงาน ระหว่างที่ทำงาน ในจอคอม…ทักทายกันหน่อย..

    ภายในวันนั้นเรารู้จักกัน ผ่านตัวหนังสือที่บันจงเขียนด้วยถ้อยความที่ระมัดระวัง
    และสุภาพของทั้งสองฝ่าย มันอาจจะไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงนัก แต่มันก็โดนสอน
    และปลูกฝังตั้งแต่เด็กว่านี่คือมรรยาท สำหรับคนที่พึ่งรู้จักกัน…
    แต่สิ่งที่ทำได้คือเป็นเราให้มากที่สุด..จริงจริงแล้วมันอยู่ในสันดานที่ดีรึเปล่าอิอิ

    คำสนทนาเป็นไปอย่างสุภาพและสนุก เรียนรู้ภาษาใหม่ใหม่ที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกันน่าสนใจเลยทีเดียว..สำหรับเรา

    ถ้อยคำสุภาพทักทายกัน ไม่มากนักสำหรับที่พึ่งรู้จักกัน พอดี พอดี
    สำหรับมิตรภาพคำว่าเพื่อนใหม่

    และในทุกทุกวันก็ทักทายกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในสิ่งที่ไม่เคยรู้และเรียนรู้
    ความรู้ใหม่ แนวความคิด เส้นทาง แนวเพลงและเสียงเพลง

    คำทักทาย สนทนา แบบเบาสบายมากขึ้นกว่าวันแรกแรก สิ่งที่ไม่ชัดเจน ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย เรื่อย แต่ก็ยังไม่ชัดเจนนัก แต่นั่นแหละ เราก็อยากคงความไม่ชัดเจนนี้ไว้เพื่อเป็นช่องว่างระหว่างมิตรภาพ เอาไว้ เพราะอะไรก็ไม่อาจตอบได้ แต่รู้สึกว่าแปลกใหม่ และน่าค้นหาอยู่เรื่อยไป ต่างหาก

    หรือที่เค้าเรียกกันว่า เว้นที่ว่างระหว่างกันรึเปล่า เราไม่อาจเข้าใจ แต่เราคิดว่านี่แหละคือความพอดี

    บางที…คำพูดอาจไม่จำเป็น……คำขอบคุณ ทักทาย ติเตือน และปรอบโยน ผ่านตัวหนังสือ ที่ใครบางคน กลั่นมาจากความคิดที่ผ่านขบวนการสมอง และสั่งการโดยใช้ปลายนิ้วมือเขียน หรือพิมพ์ ออกมาเป็นตัวอักษร เหล่านี้ มันก็มีค่ามากมายพออยู่แล้ว คำพูดกล่าวอาจไม่จำเป็น

    บางที…การได้แลกเปลี่ยนทัศนคติ หรือแนวความคิด ก็เหมือนการได้แลกเปลี่ยนโลกใหม่ที่เราไม่เคยได้รับรู้ มันอาจจะแตกต่างจากเส้นทางเดิมที่เราเคยสัมผัสอยู่ทุกวัน มันเปลี่ยนแปลงความจำเจ ที่เคยทำทุกวัน

    มันอาจเป็นเส้นทางลัดที่เราเคยเดิน หรือมันอาจเป็นเส้นทางที่ยาวไกลกว่าเดิมแต่เราก็พร้อมที่จะเรียนรู้สองข้าง ทางเสมอ เพราะ โลกของใครบางคนมันมักจะแวะเวียนมาทำให้เรายิ้มได้เสมอ จริงจริง

    แต่ก่อนบทความนี้จะเกิด โลกของใครบางคนมันแวะเวียนเข้ามาทักเราอย่างจัง!จริงจริง แล้วเราก็นั่งอมยิ้ม

    มันทำให้สุขใจ จากนั้นไม่รอช้า ทั้งความคิด ปลายนิ้วมือ และเสียงเพลง i will kill again..ก็เป็นใจ
    ขอบคุณโลกใบเล็กใบน้อย ที่มักแวะเวียนมาให้เราอมยิ้มเสมอ ขอบคุณจริงจริง…….ifon 03.51 น.
    ——————————————————————–

    *เป็นบันทึกบาง วันใน spaces ของเรา เพราะเดือนนี้งะ เหมือน เดือน’อเวจี’เลย!
    งานมันคอยมาเผาก้น อยู่ไม่เว้นแต่ละวันเลย!

    เห็นมั้ยบอกให้รักษาสุขภาพ ในยามอากาศดีไง ไหงเจ็บคอซะงั้น
    แถมยังขี้เกียจอีกนิ มายหวายยยยเรย.

  8. เอ Says:

    ถึงคราวพาปะป๊าเที่ยว

    ตั้งแต่เด็กแล้วที่ปะป๊ามักพาเอไปเที่ยวไหนต่อไหน ใกล้บ้างไกลบ้างตามโอกาส
    จนบ่มเพาะเป็นนิสัยของเด็กหญิงตัวน้อย (ในวันนั้น) ให้กลายเป็นคนชอบเที่ยวไปโดยปริยาย ด้วยความเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน ปะป๊ามะม๊าเลยยังชอบเห็นว่าเป็นเด็กอยู่เรื่อยทั้งๆที่ก็ยี่สิบจะปลายๆอยู่แล้ว เวลาไปเที่ยวไหนอยากไปผจญภัยเองบ้างท่านก็มองว่าจะไหวเหรอ โดยเฉพาะเมืองนอก (ความอยากนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับการจุดประกายจากการอ่านหนังสือของ “นิ้วกลม”) จึงไม่แปลกที่เวลาส่งไปเรียนแวนคูเวอร์หลังเรียนจบท่านก็ยังอุตส่าห์ส่งไปอยู่กับแฟมิลี่ อดอยู่เองอีก จนวันหนึ่งความรู้สึกโหยหาการไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองที่เมืองนอกก็ถึงขีดสุด เลยไปคุยกับท่านว่าขอไปเรียนที่ญี่ปุ่นเถอะนะ ท่านก็ออกอาการเหวอ ยิ่งเป็นห่วงหนักเมื่อเป็นญี่ปุ่น ประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษแล้วลูกจะไหวเหรอ สุดท้ายได้บทสรุปว่าต้องพิสูจน์ตัวเองโดยการพาปะป๊าเที่ยวญี่ปุ่นเอง แต่นี่เป็นครั้งแรกท่านเลยใจดีหน่อยให้เริ่มต้นโดยไปกับทัวร์ก่อน 7 วัน แล้วอยู่ต่อเองอีก 4 วัน ตรง 4วันนี่แหละที่ต้อง วางแผนทุกอย่างอะไรเองหมด โอว…น่าตื่นเต้น เอาเลยเริ่มลงมือ

    ขั้นแรกหา” จุดหมาย” ก่อนว่าจะพาปะป๊าเที่ยวเมืองไหนของญี่ปุ่นดี การเลือกครั้งนี้เอาความอยากส่วนตัวไว้ก่อนโดยแท้ ฮ่า ฮ่า เลยเลือกเกาะเหนือสุดอย่างฮอกไกโด ความอยากที่ว่านี้คืออยากไปเมืองฟุราโน่ เห็นภาพวิวดอกไม้นานาชนิดเป็นแถบสีรุ้งแล้วอยากไปมาก แล้วช่วงเดือนกรกฎานี่แหละที่เหมาะกับการไปเยียนทุ่งลาเวนเดอร์ที่สุด อีกอย่างฮอกไกโดขึ้นชื่อเรื่องอาหาร ปูยักษ์ เมลอน เรียกว่าเอาของกินเข้าล่อ ฮ่า ฮ่า อีกเหตุผลสำคัญเช็คแล้วว่าการเที่ยวเองที่ฮอกไกโด ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่สุดอย่างซับโปโรก็ไม่ยุ่งยากเกินไป รถไฟไม่เยอะพันกันเป็นใยแมงมุมแบบโตเกียว น่าจะไหวตอนต้องอยู่ต่อเที่ยวเอง เอาวะ ฮอกไกโดนี่แหละ

    เอ่อ เกรงว่าจะยาว เดี๋ยวขอไปเรียบเรียงซักหน่อยก่อนนะคะ

  9. roundfinger Says:

    ไอฝน > เขียนซะซึ้งเชียว

    เอ > ยาวได้ครับ ตามใจท่านผู้เขียนเลย ฮ่าฮ่า

  10. แพร. Says:

    (bold)ชื่อเรื่องing(bold)

    นานนาาาาาาาาาาาาาาาาาานครั้งทีจะได้แวะมา รู้สึก กับอะไรก็ไม่รู้ในบล๊อกนี้
    (คือมัน..ไงดีล่ะ เบ็ดเตล็ดครบรสทำนองนั้น)

    กะมาหาข้อมูลบางอย่างในบล็อก ไม่ทันหาเจอทีก็โดนเกมส์เขียนบล็อกเข้าให้
    ไอเราก็กลัวจะเสียน้ำใจ
    จะอ้างว่าขี้เกียจเดี๋ยวเจ้าของบล็อกเค้าจะหาว่าเลียนแบบ
    แก้ปัญหาแบบ win-win โดยไปสำเนาข้อความจากบล็อกตัวเองมาละกันเนอะ

    ประเด็นหนึ่ง
    ระหว่างนั่งอยู่ในรถตู้สาธารณะที่วิ่งไป วิ่งไป กระโดดสายตาไปสำรวจคุ้ยเขี่ยว่าคนขับรถตู้คันนี้เขาวางอะไรไว้ด้านหน้ารถบ้าง
    มีแบงค์พันรูปพระสงฆ์รูปหนึ่งแปะอยู่บนเพดาน มีป้ายคำว่าจตุจักร-ปากเกร็ดติดระบบไฟฟ้าให้สว่างในยามคืนได้
    ฉันไล่สายตาไปทางขวา แทบจะตกสำรวจไปเพราะตำแหน่งมันไม่เด่น รูปสติ๊กเกอร์เชยเชย(เสียแล้วสำหรับปัจจุบัน)2รูปติดอยู่บนเพดานเหนือหัวคนขับ คนในรูปเป็นเด็กน้อยสามคนยิ้มรื่นๆทำนองว่ายิ้มไปงั้นๆแหละ ก็มันเป็นpatternที่ทำกัน(เอ่อ นี่อาจเป็นการตีความไปเองของเราก็ได้นะเนี่ย เด็กเค้าอาจจะอยากยิ้มจริงๆ)

    ฉันอยากร้องไห้ขึ้นมา
    บทจะสะเทือนใจก็ด้วยสิ่งที่ผ่านหูผ่านตาชั่ววูบไหวเท่านี้เอง

    ในโลกของการดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง โลกทุนนิยมที่เงินใหญ่คับปลิ้น คนขับรถนั้นตัวเล็กนิดเดียว โลกของคนขับรถก็อยู่แค่กับเส้นทางเดิมเดิม ถึงจตุจักรก็ขับไปปากเกร็ด ถึงปากเกร็ดก็กลับมาจตุจักร ขับวนมาแล้วก็วนไปจะเบื่อจะเอียนก็ต้องขับต่อไป และ ไม่มีใครมาใส่ใจว่าคนขับกำลังทำอะไร…ก็กำลังขับรถไง…นั่นไง เราใส่ใจแค่สิ่งที่คนขับทำแล้วมีผลกับตัวเราเท่านั้นเอง สักเข็มวินาทีหนึ่งเราก็ไม่เคยแบ่งไปคิดถึงคนขับว่าเอ้…เขาแบ่งเวรขับกันยังไง เขาได้พักกันตอนไหน ขับตอนกลางคืนเหงามั้ย..แม้จะนั่งรถร่วมกันเป็นชั่วโมงเราก็ไม่รู้สึกแปลกหน้ากับเขาน้อยลงเลย
    แต่ในโลกของชีวิตที่เรียกว่าครอบครัว ความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่เสมอ
    เสมอทั้งในแง่สม่ำเสมอและในแง่เสมอกัน
    ฉันชอบความรักก็ตรงนี้แหละ ไม่มีอะไรมาจำกัดได้ จะเศรษฐีหรือยาจก จะล้นหรือจะขาด ความรักก็ไม่เคยตกอยู่ใต้เงื่อนไขใดๆ
    ความรักที่ยิ่งใหญ่จึงเกิดขึ้นได้อย่างอิสระ

    อีกประเด็น(หลังจากเพิ่งซึ้งนิ่งๆกับรูปสติ๊กเกอร์ที่คาดว่าเป็นลูกของคนขับรถไป)
    มีคำกล่าวชาหูที่ว่า รักแท้แพ้ระยะทาง
    แต่สำหรับเรา ระยะทางทำให้ตระหนักถึงรักแท้…ที่มีมาตลอด
    ที่คิดแบบนี้ก็ไม่ใช่ไรหรอก มาจากการห่างครอบครัวของเราเองแหละ
    นี้หละมั้งที่เค้าว่าอยู่ใกล้ไม่เห็น อยู่ไกลถึงจะเห็น
    อยู่ใกล้เห็นแต่สิ่งไม่ดี อยู่ไกลกลับโหยหาแต่สิ่งดีๆที่เค้ามี
    พออยู่ไกลแล้วรู้สึกรักและสำนึกพ่อแม่มากเลย…รักแท้หนอเป็นเช่นนี้
    (สองเรื่องนี้รวมพลังกันแล้วทวีความอยากร้องไห้ขึ้นไปอีก T_T)

    แล้วก็เลยมาเอ๊ะว่า รักแท้แพ้ระยะทาง???
    รักแท้มันจะแพ้ระยะทางได้ไง ถ้างั้นมันก็ไม่ใช่รักแท้สิ
    ดูขัดแย้งกันเอง
    แต่ประโยคขัดแย้งแบบนี้มักใช้สื่อความได้ดี
    เพราะที่จริงประโยคอาจต้องการสื่อว่ารักที่เพียงระยะทางก็ถูกพรากไปนั้นไม่ใช่รักแท้
    แต่รักที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าคงกระพันจากระยะทางก็บอกนัยบางอย่างให้ตัวผู้รักเองเช่นกัน

    พอแระๆ พูดมากเดี๋ยวบล็อกเขินเอา

  11. pattosan Says:

    วันธรรมดา

    วันนี้ผมตื่นมาแต่เช้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติเอามากๆ เพราะเวลาเช้าของผมส่วนใหญ่จะเป็นเวลาบ่ายของคนอื่น เดินงัวเงียลงมาสั่งให้พี่หลังบ้านทำข้าวไข่เจียวให้กิน
    ตอนนั่งกินก็คุยกับอาม่าไปด้วย แกก็พาลถามผมทุกทีว่าเมื่อไรจะได้ฤกษ์แต่งงาน
    ผมก็บอกแกไปทุกทีว่ามันจะไปแต่งได้ยังไง แฟนเป็นตัวเป็นตนยังไม่รู้จะไปหาที่ไหน
    อาม่าก็ตอบกลับมาทุกทีว่า ” อั๊วะไม่เชื่อหรอก ลื้อเอาแฟนไปซ่อนเอาไว้ที่ไหน
    เอามาให้ดูเร็วๆหน่อย อยากเห็นหลาน ”
    มีบางครั้งที่แกเคยขู่ผมด้วยว่าถ้าผมแต่งเมื่อไร แกจะให้เงินผมแสนนึง
    เพราะฉะนั้นถ้าผมแต่งครบสิบครั้งก็ได้หนึ่งล้านบาทถ้วน
    ใครสนใจจะเป็นหุ้นส่วนมั๊ยครับ?

    แล้วผมก็เดินมาเปิดคอมเพื่อเข้าบล๊อก
    ผมไม่ได้เขียนอะไรลงในบล๊อกมานานเกือบเดือนครึ่งแล้ว
    เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ส่วนมากก็เป็นความขี้เกียจที่พอกพูนมหาศาล
    ช่วงนี้ผมเข้าไปอ่านของชาวบ้านอย่างเดียว
    ก็เพิ่งมาเจอหัวข้อนี้นี่ละ
    เป็นครั้งแรกในรอบเดือนครึ่งที่ได้เขียนอะไรในบล๊อก ถึงแม้จะไม่ใช่ของตัวเอง

    ภัทร

  12. หนึ่งฤทัยใจกล้า Says:

    หนึ่งความรัก…ที่ไม่อาจรับไหว และ หนึ่งหัวใจ…ที่ให้ไปแต่ไม่ได้อะไรกลับมา

    “เขา” คนที่ รักฉันมากกว่า กับ “เธอ” คนที่ ฉันรักมากไป ฉันควรจะรักใครดี???

    เขา…โทรหาฉันทุกวัน…แต่…ทำไมฉันยังเหงาอยู่นะ
    เธอ…โทรหาฉันเมื่อไม่รู้จะโทรหาใคร…แต่…ทุกครั้งที่เราคุยกัน ฉันอิ่มเอมหัวใจจัง
    เขา…อยากไปไหนต่อไหนกับฉัน…แต่…ฉันว่า บางทีเดินคนเดียวคงดีกว่า
    เธอ…จะไปไหนกับฉันเมื่อไม่รู้จะไปกับใคร…แต่…ฉันอยากไปไหนต่อไหนกับเธอจัง
    เขา…รู้สึกเองได้ทุกครั้งที่ฉันไม่สบายกายหรือใจ…แต่…ฉันว่า เออน่า! ไม่เป็นไรเดี๋ยวมันก็หายเอง
    เธอ…ที่ฉันต้องคอยบอกว่า ฉันน่ะป่วยกายและปวดใจอยู่นะ…แต่…แค่เธอบอกว่า”หายเร็วๆนะ”ก็พอแล้วล่ะ
    เขา…อยากรู้ว่าฉันคิดอะไรยังไง…แต่…ฉันจะคิดยังไง นั่นมันเรื่องของฉันนี่
    เธอ…ไม่รู้ก็ได้ว่าฉันจะคิดอะไร…แต่…ฉันอยากรู้จัง ว่าอะไรที่เธอคิดน่ะ มีฉันอยู่ในนั้นบ้างมั๊ยนะ
    เขา…คนที่คอยเอาใจใส่ฉัน…แต่…เค้าคงลืมคิดไป ว่า ฉันต้องการมันรึเปล่า
    เธอ…ที่ฉันคอยเอาใจไปใส่ไว้…แต่…ฉันเองก็ลืมไป ว่า มากเกินไปมันไม่ดี
    เขา…คือ คุณค่า ที่ฉันมี…แต่…ไม่เคยมองเห็น
    เธอ…คือ คนที่มีฉัน…แต่…ไม่เคยเห็น คุณค่า

    คำถามที่ว่า ฉันควรจะรักใครดี? เป็นคำถามที่ตัวหนังสือต่อๆมาคงบอกอยู่แล้วว่า คำว่า รัก ของฉัน ได้มอบให้กับใครไป หากแต่คำถามนั้น สมองฉันมันคงอยากจะถามหัวใจมันเองซะมากกว่า ว่า “เฮ้ย แกจะเลือกสูบฉีดชีวิตต่อไปกับใครดีกว่ากัน”

    เอ ใครกันนะ ที่ฉันอยากอยู่กับเค้าในคืนพิเศษต่างๆ และแม้แต่วันธรรมดาๆ ก็คงเป็น คืนพิเศษ ได้ ถ้าฉันมีใครคนนั้นอยู่
    ใครกันนะ! “เขา” หรือ “เธอ”

    และเพราะสมองคงไม่ได้ถูกสร้างมาให้จัดการกับปัญหาต่างๆเสมอไป หรืออาจจะจำเพาะกับปัญหานี้
    “รักคนที่เค้ารักเรา กับ รักคนที่เรารักเค้า”

    สำหรับฉัน ฉันลองวางสมองผ่อนหัวใจ แล้วคิดดู…
    ใช่! เป็นความจริงที่ฉันรักเธอ และมิอาจรักเค้า
    แต่ฉันว่า “เขา” หรือ “เธอ” ต่างก็ไม่ใช่คนพิเศษ ในวันพิเศษไหนๆของฉันหรอก…
    เพราะในวันนั้น ถ้าฉันอยู่กับ เขา ความรักจากเขา ก็คงมาก มาก และคงมากจนเกินไปสำหรับฉัน
    และถ้าฉันอยู่กับ เธอ ความรักจากฉัน ก็คงมีค่าน้อยเกินไปสำหรับเธอ หรืออันที่จริงแล้วมันหา(คุณ)ค่าไม่ได้ต่างหาก

    ความน่าเศร้าไม่ได้อยู่ที่ การไม่รู้จะเลือกใครหรอกนะ…
    แต่แค่ “ความรัก” ไม่ควรเป็นตัวเลือก
    เมื่อ “ความรัก” ถูกทำให้เป็นตัวเลือก มันจะทิ้งความเศร้าไว้ที่ใครซักคน…
    ไม่ว่าจะเป็น “เขา” หรือ “เธอ” และ “ฉัน”

    เขา…ที่รักฉัน…แต่เพราะ…ฉันรักเธอ
    เธอ…ที่ฉันรัก…แต่เพราะ…ฉันไม่ใช่คนที่เธอรัก

    การจะ ดำรงรัก อยู่กับคนที่ เขารักเรา หรือคนที่ เรารักเขา มันไม่มีอยู่จริงหรอก
    ถ้าเทียบกับ “เรารักกัน” น่ะ

    แต่ก็…
    ขอบคุณ “เขา” นะ ที่ทำให้ฉันรู้สึกดีที่ “โดนรัก”
    ขอบคุณ “เธอ” ด้วยนะ ที่ทำให้ฉันมีความสุขที่ “ได้รัก”
    ขอบคุณน๊า…ถ้ามันมากพอ

    รักกันเท่า 1 ดวงใจ…หนึ่งฤทัยเอง

  13. echaba Says:

    แอ๊ด..

    โอ๊ะ! หากินง่ายนะเฮีย..
    อ่ะ อันนี้เป็นblogของechabaวันนี้เลย..T.T

    ******************
    ความผิดหวังกับเวลา

    วันนี้มีเรื่องให้คิด คิดไปก็ไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าตัวเองทำถูกหรือผิด ยังคงค้างคาใจ
    คำตอบอยู่ที่ไหน อยู่ที่เรา หรืออยู่ที่ใคร

    เมื่อวานมีเพื่อนสนิทที่ขาดการติดต่อกันไปเป็นเวลานานโทรมา
    ก่อนหน้านั้น ที่เราคุยกันครั้งสุดท้าย มันกำลังมีปัญหา..

    “มึงอยู่ไหน กูไปหามึงที่บ้าน พี่มึงบอกว่ามึงออกไปทำงานอีกแล้ว ไหนว่าจะกลับมาอยู่บ้านวะ”
    “อือ ก็กลับไปอยู่ได้พักนึง ความสบายมันน่าเบื่อ กูก็เลยออกมาทำงานอีก”
    “โอ้โห..มึงนี่..ลิเกโคตร”
    “เออ แล้วมึงอยู่ไหน”
    “อยู่บ้าน กูเพิ่งกลับมาจากชลบุรีเมื่อวาน”
    “อืม”
    “กูหน่ะ โทรหามึงไม่เคยติดเลย เปลี่ยนเบอร์หรือไง”
    “ตอนนี้มึงก็โทรมาเบอร์เดิม ไม่ใช่หรือไง”
    “ก็เออหน่ะสิ แต่ว่าก่อนหน้านี้กูโทรหามึงเท่าไหร่ ก็ไม่เคยติดเลย เนี่ย วันนี้ถึงได้โทรติด”
    “ไม่มีบุญมากกว่า”
    “งั้นไหนๆวันนี้ก็มีบุญแล้ว มึงหางานให้กูทำหน่อยสิ”
    “อ้าว แล้วที่ทำงานเก่าล่ะ?”
    “กูออกมาตั้งนานแล้ว”
    “ตกลงมีปัญหาอะไรกัน ตอนนั้นกูก็ติดต่อมึงไม่ได้เหมือนกันนั่นแหล่ะ”
    “…” (นิ่งไปแสดงว่าไม่อยากให้รู้)
    “แล้วแฟนมึงล่ะ?”
    “เค้าก็อยู่ส่วนเค้า..” (เสียงแผ่วเบาไม่อยากจะพูดอะไรมากไปกว่านี้)
    “..อ๋อ” (..อย่างแผ่วเบาเช่นกัน)
    “ว่าไงล่ะ ตกลงมีงานอะไรให้กูทำบ้าง กูไปสมัครมาหลายที่แล้ว เค้าก็ยังไม่ตอบกลับมาซักที่เลย”
    “อือ ตำแหน่งมี แต่ไม่แน่ใจว่าเค้าต้องการจะรับคนใหม่หรือเปล่า ยังไงพรุ่งนี้จะลองคุยกับหัวหน้าดู”
    “ช่วยหน่อยนะ กูไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว ไม่อยากเกาะแม่กินว่ะ เกรงใจ”
    “ไม่รับปากว่าได้ แต่จะออกปากถามให้”
    “เออ”

    เรายังถามถึงสารทุกข์สุขดิบกันสักพัก ก็ไม่นานเกินจนเลี่ยนไป
    เพื่อนวางสายแล้ว มันคงสบายใจขึ้นบ้าง ที่อย่างน้อยก็มีคนที่พอจะช่วยมันได้อยู่
    ส่วน echaba ได้แต่ยืนนิ่งมองโทรศัพท์ (ไม่รู้เหมือนกันว่ายืนมองมันนานอย่างนั้นได้อย่างไร)
    ตั้งแต่เอ่ยถึงเรื่องงาน ตลอดมาจนถึงกดปุ่มวางสาย echaba มั่นใจอยู่เรื่องนึง
    แล้วมันก็เป็นจริง หลังจากได้ฟังถ้อยคำของหัวหน้าในวันต่อมา
    เธอตอบกลับมาเพียงว่า…

    “ไว้เราค่อยมาทบทวนเรื่องนี้กันใหม่นะ”

    ใยต้องมาทบทวน echaba เข้าใจเธอดี การเพิ่มโหลดตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องจำเป็น
    แต่การต้องบอกเพื่อนเป็นสิ่งที่จำเป็น.. แล้ววิธีล่ะ จะทำอย่างไร…
    เรานัดว่าจะโทรหากันประมาณเที่ยง แต่นี่ก็เลยเวลามานานแล้ว
    บ่ายโมงครึ่ง echaba ยังไม่ได้โทรหาเพื่อน

    การรับรู้ความผิดหวังเร็วๆมันจะดีหรือเปล่า..
    ถ้าปล่อยให้รอนานๆ มันคงจะทรมานนะ แต่ระหว่างนั้น ก็ยังสามารถมีความหวังอยู่ได้ใช่มั๊ย..
    แล้วถ้าเกิดมันโทรมาล่ะ ถ้ามันรีบวิ่งกระโจนหาความผิดหวัง เข้ามาในตอนนี้ echaba จะทำอย่างไร..
    ควรแกล้งโยนโทรศัพท์ตัวเองทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งหรือเปล่า ไกลๆหน่อย..
    ปิดเครื่องก็คงจะไม่ดี ถ้างั้นก็ปิดเสียง อย่างนี้…จะดีมั๊ย
    คิดไปคิดมา ใครกันแน่ที่กำลังทรมานและเริ่มจะแบกรับความผิดหวังนั้นไว้
    ความทุกข์ ของใครก็ของมัน จากเมื่อวานที่กูกลายเป็นความหวัง วันนี้กูกลายเป็นความทุกข์ไปซะแล้ว

    หลังจากนั้น echaba ก็ง่วนอยู่กับงาน วันนี้งานเยอะชิบ แม้ว่าบางเวลาจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
    เอามือวางลงบนปุ่มเขียว…แต่สัญญาณก็ไม่ได้ถูกส่งออกไปตามช่องทางคลื่น โทรศัพท์ถูกวางลงที่เดิม..
    15.55 น. เสียงโทรศัพท์ของ echaba ดังขึ้น…
    เหล่มองดูเบอร์นิดๆ ยืนบิดไปบิดมาอยู่นาน ถอนหายใจอยู่หลายทีก่อนที่จะ..เอาวะ หนีความจริงไปก็ไม่พ้นหรอก

    ปิ๊บ!

    “เออ..”
    “ว่าไงวะ”

    “…”
    “…”

    “กูคุยให้แล้ว”
    “…”

    “เค้าไม่ได้บอกว่าไม่รับ”
    “อือ”

    “วันนี้งานยุ่งมาก กูเลยไม่อยากกวนเค้า..”
    “อือ”

    “เค้าบอกว่าเอาไว้วันหลังค่อยคุยกันอีกที”
    “อือ”

    “…”
    “…”

    “มึงไม่เป็นไรนะ”
    เพื่อนตอบกลับมา เสียงเรียบ “ไม่เป็นไร กูเข้าใจ”

    “…”
    “…”

    “แล้ว..”
    “เออ กูไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ก่อนนะ ไว้กูโทรไปหาใหม่”

    “อือ”
    “…”

    echaba เอาหูแนบโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น ไม่วางสาย เราทั้งคู่เงียบอยู่อย่างนั้น ไม่วางสาย
    เรายังอยากจะได้ยินเสียงพูด แต่เราจะพูดเรื่องอะไรล่ะ

    ปิ๊บ!
    เป็น echaba ที่ตัดสินใจกดปุ่ม
    คำตอบไม่ได้อยู่ที่ใคร แต่อยู่ที่ความรู้สึก ที่ติดอยู่กับตัวเรา
    ความหวังมีไว้ให้เห็น ความจริงมีไว้ให้สัมผัส
    ที่ไม่บอกไปตั้งแต่เมื่อวาน ที่ยังคงโกหกมันอยู่ ที่ทำให้มันมีความหวังอยู่อย่างนี้
    เพราะ echaba เชื่อในคำว่า “อาจจะ” อาจจะไม่ใช่สิ่งที่หมายถึงว่าแน่นอน
    แต่ก็เชื่อว่ามันอาจจะ อาจจะ..อาจจะ..อาจจะก็ได้

    ทำไมวะ เรื่องแค่นี้เอง..เสียใจว่ะ!

    *************
    แง…เพื่อนกูรักมึงว่ะ

    กริ๊ก…

  14. เอ Says:

    ฝันที่เป็นจริง

    ปัง ปัง “สุโกย” “คิเรอิ” นึกว่าฝันไปเลยหยิกตัวเองซะหน่อย เออ..เจ็บแฮะ
    นี่เรามานั่งอยู่ท่ามกลางคนญี่ปุ่นนับร้อยๆ ซึ่งผู้หญิงซะเกินครึ่งสดใส น่ารักในชุดยูกาตะ ใช่แล้วนี่แหละบรรยากาศฤดูร้อนของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ไม่นึกฝันว่าฝันเล็กๆอย่างการไปเที่ยวงานวัดญี่ปุ่นหรือที่ชาวแดนซากุระเรียกว่า “มัตซุริ” นั่นจะเป็นจริงขึ้นมาเพราะมันเป็นงานที่แต่ละพื้นที่จัดในวันไม่เหมือนกัน ส่วนมากคนในพื้นที่ถึงจะรู้กำหนดการงานที่ว่านี้ แล้วนักท่องเที่ยวอย่างเราคงยากจะคาดเดาว่าจะจัดวันไหน แล้วจะโชคดีตรงกับช่วงที่เราไปเยียนรึเปล่า แต่โชคก็เข้าข้างเราสุดๆ หลังจากสามชม.กว่าๆที่นั่งอยู่ในรถไฟจากซับโปโร เราและปะป๊าก็มาถึงอีกเมืองที่เป็นจุดหมายของการเดินทางเองครั้งนี้เมืองทางตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด เมืองฮาโกะดาเตะ ข่าวดีที่บอกผ่านพนักงานต้อนรับที่โรงแรมที่พักคือ “คืนนี้จะมีจุดดอกไม้ไฟ” โชคดีที่พอฟังออก ได้ยินคำว่า “ฮานาบิ (ดอกไม้ไฟ)” เราก็ตาโตหันไปบอกปะป๊าเลยว่านี่แหละโปรแกรมของค่ำนี้

    เคยเห็นแต่ในซีรีย์ญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อนที่พระเอก นางเอกมักพากันไปเที่ยวงานมัตซุริ โดยนางเอกก็ใส่ชุดยูกาตะ ถือพัด อีกมือนึงถือแตงโม ผลไม้ซึ่งคนญี่ปุ่นมักเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ของหน้าร้อน อีกมือถือถุงปลาทองที่พระเอกช้อนมาให้จากซุ้มช้อนปลาทองโดยกระบวยกระดาษ วันนี้ได้มาเห็นเองกับตาแล้ว ขาดซะก็แค่เราไม่ได้เตรียมชุดยูกาตะไปเท่านั้นเอง ไม่งั้นก็ครบสูตรเลย เดินเล่นตามซุ้มเกมส์ ช้อนปลา(ไม่ได้ซักตัว) ซื้อปลาหมึกย่างของขึ้นชื่อของเมืองมาทานเพื่อรอดูพลุ ตอนนั้นในใจแอบคิดว่าอยากเห็นคนไทยใส่ชุดไทยๆไปเดินเที่ยวงานวัดบ้าง มันคงเป็นภาพที่น่าดูอยู่ไม่น้อย การนั่งดูพลุตลอดหนึ่งชม.คงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกนัก สิ่งที่ทำให้รู้สึกพิเศษขึ้นมาคือบรรยากาศแบบญี่ปุ่นแท้ๆโดยรอบ โดยเฉพาะเจ้าชุดยูกาตะเนี่ยประทับใจจริงๆ เป็นการเห็นคนใส่ชุดยูกาตะจำนวนมากที่สุดในชีวิต ได้แต่แอบหวังไว้ว่าวันหนึ่งเราคงมีโอกาส(อีกครั้ง) ที่ได้มาร่วมงานมัตซุริพร้อมใส่ชุดยูกาตะ (น่าน…ได้คืบจะเอาศอก) ขากลับจะกลับโดยนั่งรถรางเหมือนเดิม รออยู่นานไม่เห็นมาเลยถามคนแถวนั้น เอาแล้วไงเพราะว่ามีงาน มีขบวนแห่รอบเมือง รถรางเลยหยุดบริการชั่วคราว ต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์แทน คุณป้าก็น่ารักมาก เห็นว่าเราเป็นคนต่างชาติ ภาษาญี่ปุ่นก็ยังไม่ค่อยแข็งแรงคงกลัวเราหลง แกเลยพาจูงไปที่ป้ายรถเมล์ พร้อมรอส่งเราขึ้นรถเมล์ คอยโบกมือบ๊ายบายให้อีกต่างหาก (ได้เรียนรู้หลังจากถามทางคนญี่ปุ่นมาหลากหลายคน หลากหลายอายุ ถามคนมีอายุหน่อยจะดีกว่า จะช่วยเราเต็มที่มากกว่าถามนักเรียน) ฝันเล็กๆนี้คงเป็นจริงไม่ได้ถ้าไม่ได้ออกมาเที่ยวเอง คงไม่มีทัวร์ที่ไหนจัดไปงานมัตซุริ และคงไม่มีโอกาสได้เห็นน้ำใจของคนญี่ปุ่นที่หยิบยื่นให้เวลาหลงทาง จริงอยู่เวลาเที่ยวเองนั้นลำบากกว่า เดินมากกว่า เหนื่อยกว่าเที่ยวกับทัวร์หลายเท่า แต่เวลาที่หายไปจากการหลงทางไม่ได้สูญเปล่า กำลังที่หายไปจากการบุกบ่าไปให้ถึงที่หมายก็ได้รับกลับคืนมาเวลาไปยืน ณ จุดหมาย รู้สึกได้ถึงความภูมิใจลึกๆ “เออ…เราก็มาถึงนี่ได้เองนี่นา” เดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้ว่าการพิสูจน์ตัวเองในครั้งนี้จะผ่านรึเปล่า ฝัน (อีกฝัน) จะเป็นจริงได้(อีก)รึเปล่า ใช่…เดี๋ยวก็รู้

    ขอบคุณ “นิ้วกลม” ที่ถือว่าเป็นผู้ที่จุดประกายความอยากนี้ขึ้นมา
    อยากไปญี่ปุ่นมั๊ย……… อยาก
    ไปญี่ปุ่นมั๊ย……..ไปแล้ว และจะไปอีก
    ใช่ความ “อยาก” อย่างเดียวไม่พอ
    เพราะญี่ปุ่นไม่มีขาไง เราเลยต้องไปหาเค้า
    รอก่อนนะญี่ปุ่น แล้วเจอกันอีก

  15. star Says:

    ดากานดา

    ได้รับจดหมายจากแกแล้ว ยับเยินเชียวแหละ
    ตอนนี้ก็ชั้นไม่ต่างไปจากนกปีกหักซักเท่าไหร่หรอก
    อยากบินแต่ก็ไปได้ไม่ไกล เหนื่อย!
    บินสูงไปก็กลัวตกลงมาตายซะก่อน
    ฝนเริ่มตกลงมาอีกแล้ว ฟ้าเป็นสีเทาอย่างนี้มาหลายวัน
    ทำเอาชั้นยังเศร้าไม่หายซักที
    ไม่ได้’ติสต์แดกอย่างที่แกชอบว่าชั้นบ่อยๆนะโว้ย
    ลองแกมาเป็นชั้นตอนนี้แกก็คงมีสภาพไม่ต่างกันซักเท่าไหร่หรอกน่า

    เออ…แกเป็นยังไงบ้าง หวังว่าแกคงจะสบายดีนะ
    ใกล้หน้าหนาวเข้ามาทุกที อยากไปเยี่ยมแกที่เชียงใหม่สักครั้ง
    เชียงใหม่คงสวยเหมือนเดิมใช่ไหม
    มีหลายเรื่องที่อยากจะเล่าให้แกฟัง
    แต่ตอนนี้ลืมไปหมดแล้ว แต่เรื่องบางเรื่องชั้นยังลืมไม่ได้สักที
    เนี่ยแหละคนเรา น้ำเน่าอย่างกะละครหลังข่าว
    อ้อ..แกคงไม่ได้ติดละครเหมือนสาวๆที่นี่หรอกใช่ไหม
    ตัวชั้นเอง อย่าว่าแต่ละครเลย ข่าวสารบ้านเมืองไปถึงไหนยังรู้ไม่ค่อยถ้วนถี่

    อืม…ไม่แน่..ปลายสัปดาห์นี้อาจจะต้องไปถ่ายรูปแถวๆเชียงราย
    หากมีเวลาเหลือ อาจเลาะเทือกเขาไปทักทายแกก็เป็นได้
    พาชั้นไปเลี้ยงข้าวด้วยนะ ที่กาดต้นพะยอมก็ได้
    อะไรก็กินได้หมดแหละ ขอให้แกเลี้ยงก็พอ ฮ่าๆๆๆ

    บอกอเรียกอีกละ… ไปก่อนนะแก
    ว่างๆคงได้คุยกัน ไปละ

    คิดถึงแกเหมือนเดิม
    ไข่ย้อย
    —————————

    เอาข้อความของตัวเองมาลงให้ซะเลย
    พี่เอ๋…คิดถึงนะ
    กลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่เนี่ย

    สตาร์

  16. star Says:

    ปล.หนังสือ ฮ่องกงกับนวนิยายมีมือ ยังไม่มีลายเซ็นเลย
    นี่ได้ข่าวว่าอะเดย์จะออกใหม่อีก
    งานหนังสือไม่มีพี่เหงาแย่เลย อิอิ

  17. roundfinger Says:

    ดีใจจัง และขอบคุณเพื่อนบ้านทุกคนมากๆ ครับ
    ที่เขียนบล็อกให้อ่าน สนุกเกินคาดครับ
    ก็เลยคิดว่า จะเว้นบล็อกไว้ให้เขียนกันอีกสักวัน
    เผื่อมีคนเพิ่งหลงเข้ามาอีก ชอบอ่านครับ สนุกดี : )

    ตามธรรมชาติของบล็อก ย่อมมีการ “เม้นท์” ตามหลังคนเขียนได้
    จึงขอ “เม้นท์” บ้าง หลังจากที่โดน “เม้นท์” มานานละ
    และขอชักชวนเพื่อนบ้าน “เม้นท์” สิ่งที่คนอื่นเขียนกันด้วยเสียเลย

    แพร. > ฉันว่านะแก ยังไงรักของพ่อแม่ก็ไม่แพ้ระยะทางอยู่แล้ว
    แต่รักอื่นห่างมากก็น่ากลัว เพราะระหว่างห่างกัน เราไปแอบมีพ่อแม่ใหม่ไม่ได้
    และพ่อแม่ก็ไม่ได้มีโอกาสไปเดินหาลูกคนใหม่ แต่กับความสัมพันธ์ชนิด “แฟน”
    มันมีโอกาสที่คนอื่นจะ “เสียบ” ได้ไง ต่อให้ใจแข็งในช่วงแรกๆ
    แต่ถ้าห่างกันนานไป ใจจะอ่อนจนมี “รู” ให้คนอื่นมา “เสียบ” ฉันว่างั้นนะแก
    แรกๆ อาจจะเสียบเพื่อแก้เหงา แต่ระยะยาวรูสำหรับคนเก่าอาจจะถูกอุดจนลืม
    เฮ้อ นี่ฉันกำลังพูดถึงคนหรือปลั๊กไฟกันเนี่ย?

    แต่ฉันชอบที่แกเขียนเกี่ยวกับคนขับรถตู้ว่ะ ชอบที่แกบอกว่า
    “เราใส่ใจแค่สิ่งที่คนขับทำแล้วมีผลกับตัวเราเท่านั้นเอง”
    เพราะดูแกใส่ใจเขามากกว่านั้น เอ…หรือแกยังไม่มีคนให้ใส่ใจ
    ฮ่าฮ่า ฉันล้อเล่นนะ แค่อยากให้แกหัวเราะ : )

    ภัทร > เฮ้ย ขอ “หุ้น” ด้วยคน จะหาวิกมาปลอมตัวเป็น “เจ้าสาว”
    แล้วขอแบ่งสักครึ่งแสนก็แล้วกัน ดีใจที่เห็นนายกลับมาเขียนบล็อกอีก
    (แม้จะไม่ใช่ของตัวเอง) ชอบหัวข้อที่ตั้ง “วันธรรมดา” แต่ก็ยังมี
    สิ่งน่าสนใจให้เขียน ปล. แต่งเมื่อไหร่บอกกันด้วยเน้อ!

    หนึ่งฤทัย > เรากำลังฟังเพลงของ P.O.P. อยู่อะ เห็นพี่นภแกร้องว่า
    “เวลาจะเป็นคำตอบ เวลาจะเป็นคนบอก เวลาจะบอกกับเธอและฉันเอง”
    ฟังด้วยกันมะ (ฮ่าฮ่า)

    echaba > มีเพื่อนดีว่ะ คอยช่วยเหลือ และให้กำลังใจ
    ยังไงก็ขอให้กำลังใจอีกหนึ่งแรงนะ อ้อ เปิดโทรศัพท์ด้วยดิ
    จะโทรไปให้กำลังใจ โทรไม่ได้เลย แล้วถ้าไอที่ที่ไปสมัครๆ ไว้
    เขาโทรมา จะโทรติดไหมเนี่ย?

    เอ > ฉันว่าจะหยิบ “โตเกียวไม่มีขา” มาอ่านอีกรอบเหมือนกัน
    เพิ่งคุยกับเพื่อนว่าอยากไปโตเกียวอีก จริงๆ แล้วฉันอยากพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง
    ไปถึง ฉันจะได้ถามสารทุกข์สุกดิบกับเคงโหงะและจุงโกะ แถมจะได้นั่งถก
    ปรัชญาชีวิตกับคุณพ่อโอโตซังแล้วฟังมุกฮาๆ จากปากคุณแม่โอกาซังอีก
    พูดแล้วก็อยากไป

    star > ไข่ย้อย แกเขียนจดหมาย (หรือบล็อกหว่า?) น่ารักดีว่ะ
    นี่ถ้าแกหล่อเหมือนไข่ย้อยในหนัง ฉันคงหลงรักไปแล้ว
    เออ แต่ก็ลืมไป จริงๆ แกก็หน้าตาดี ออกจะตี๋ปนฝรั่ง แต่ที่ต้องระวัง
    คือ “พุง” ของแกที่ยื่นออกมาแข่งกับฉันตลอดเวลา เจอกันครั้งหน้า
    คงได้มายืนวัดพุงกันอีก ได้อ่านคำว่า “เลาะเทือกเขา” ที่เชียงราย
    ไปทักทายดากานดาแล้วอิจฉาแกว่ะ บรรยากาศคงดีมากๆ เลยสินะ
    ได้เห็นคำว่า “บอกอ” เฮ้ย! นี่แกทำงานเกี่ยวกับหนังสือแล้วเหรอ?
    น่าสนุกดีนะ แกคงเพลินกับการเขียนมาก เอ…หรือแกเป็นช่างภาพ
    เห็นแกพูดถึงเรื่องการถ่ายรูป แต่จะเขียนบล็อกยาวๆ ในที่ทำงาน
    ก็ระวัง “บอกอ” หน่อยก็แล้วกัน “บอกอ” ของแกใจดีไหมอะ?
    ว่างๆ นินทา “บอกอ” ให้ฟังในบล็อกบ้างดิ เออ งานหนังสือตุลานี้
    แกจะไปช่วยตะโกนขายในบู้ทอะเดย์อีกไหม? ถ้าไป แกเจอฉันแน่
    แล้วไปช่วย “ดันยอด” กันอีกนะ โดยเฉพาะหนังสือของพี่เอ๋น่ะ
    ส่วนเรื่องลายเซ็น ฉันว่าพี่เอ๋คงอยากเซ็นให้แกจนมือสั่น รายนั้น
    เขาชอบเซ็นนี่ (ฮุ๊ย แอบนินทา อย่าเอ็ดไปนะแก) เขาคงดีใจที่แก
    อ่านหนังสือของเขาทุกเล่มเลย แกสบายดีนะ “เลาะเทือกเขา”
    ดีๆ ล่ะ ระวังตกเขา คิดถึงแกเช่นกัน (ตอนที่เห็นคำว่า star) : )

  18. ivorysky Says:

    -Harpsicord-

    Sonate K118 ของ Scarlatti

    เสียงอันเป็นเอกลักษณ์พาฉันเข้าไปยืนอยู่บนถนนหินบล็อคเปียกๆในปารีส
    หรือบางทีฉันอาจกำลังล่องเรือลัดเลาะไปตามคลองในเวนิส
    ไม่แน่ ความจริงแล้วฉันกำลังเดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางป่าสนในเยอรมันก็เป็นได้

    เคยดูหนังเรื่อง Everything Is Illuminated
    เพลงประกอบฉากที่ใช้ Harpsicord และ Violin เป็นตัวเด่น
    ไม่มีอะไรจะ “European” ไปมากกว่านี้แล้ว

    แปลก น่าทึ่ง และ น่าสนใจ
    เอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดผ่านทางการสั่นสะเทือนของมวลสาร

    ดูสิว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับฉัน

    ล่องลอยไปตามทำนองที่สอดคล้องกับจังหวะ

    ฉันจะอยู่ได้อย่างไรหากโลกนี้ไร้ซึ่งเสียงดนตรี

  19. pattararanee Says:

    อีโคโทน ของพื้นที่กลางอากาศ

    จุดที่ 4 “รอยต่อแห่งความอุดมหรืออีโคโทน (Eco-tone)” เมื่อเดินมาถึงจุดนี้คุณจะรู้สึกได้ว่าสภาพป่าด้านหน้ามีสภาพแตกต่างกับป่าเต็งรังที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เราเรียกบริเวณนี้ที่เป็นแนวเชื่อมต่อของป่าสองชนิดว่า “รอยต่อของป่า” หรือ “อีโคโทน” (Eco-tone) อันเป็นสภาพที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ บริเวณนี้สามารถพบชนิดของสิ่งมีชีวิตได้หลากหลายกว่าปกติ เราจะพบต้นเต็ง รกฟ้า ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ป่าเต็งรังขึ้นผสมอยู่กับพันธุ์ไม้เบญจพรรณ เช่น ไผ่หนาม ต้นสวอง ต้นตะแบก เมื่อพืชที่เป็นอาหารมีความหลากหลายมากขึ้น สัตว์ป่าซึ่งกินอาหารแตกต่างกันก็จะพบได้มากชนิดตามไปด้วย
    นี่เป็นข้อความส่วนหนึ่งใน ‘สนทนากับอธิบด’ี จาก เวบของกรมอุทยานแห่งชาติ

    ตามนัยที่บอกไว้ในข้อความข้างบนนั้น ฉันขอสรุปเอาเองว่า สรรพสิ่งล้วนพึ่งพาซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

    รอยต่อของป่า หรือ รอยต่อแห่งความอุดม หรือ อีโคโทน (Eco-tone) เป็นส่วนสร้างเสริมให้ ‘สังคมป่า’ สมบูรณ์ขึ้น

    ecotone จาก Wikipedia บอกไว้ว่า..

    An ecotone is a transition area between two adjacent ecological communities (ecosystems). It may appear on the ground as a gradual blending of the two communities across a broad area, or it may manifest itself as a sharp boundary line.

    ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า บล็อกจะเป็นอีโคโทนของพื้นที่กลางเวหา อาจไร้ที่มาทั้งคนอ่านและคนเขียน แต่เห็นร่องรอยได้ตามตัวอักษรซึ่งจารไว้กลางอากาศ

    เห็นท่าจะจริงดังนั้น เพราะว่า…

    ‘รอยต่อของป่า’ (บล็อก) เป็นสภาพที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ

    บริเวณนี้ (บล็อก) สามารถพบชนิดของสิ่งมีชีิวิตได้หลากหลายกว่าปกติ (เจ้าของบล็อกและคนอ่าน) เราจะพบ

    ต้นเต็ง ‘รกฟ้า’ (เช่น นิ้วกลม, pattosan, tuleedin, กระท่อมยามพลบ, ตินกานต์, ดาริกามณี, grappa, tomwork, etc.) ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ป่าเต็งรังขึ้นผสมอยู่กับพันธุ์ไม้เบญจพรรณ เช่น

    ไผ่หนาม (เช่น พื้นที่พิเศษ, นายมาแล็ง, สิ, หัวใจมีตีน, วิช, smobook, ลอยด์มาร์, etc.)

    ต้นสวอง (เช่น h_2_o, ชายกลาง, karet, ฤดูฝน, เจ้าหญิงเพี้ยน, เด็กชายผู้ไม่เตะบอลตอนกลางวัน, beambongga, Chris, Journal of Thoughts, odigimon, molly, etc.)

    ต้นตะแบก (เช่น นายหมูตุ้ย, khun_aut, J U M, แ ข ก, sukanlaya, suki media, เสียงนกเสียงกา, etc.)

    เท่าที่เห็นเป็นเพียงตัวอย่างบล็อกเท่านั้นเอง

    พื้นที่กลางเวหาจะเป็นอีโคโทนที่สมบูรณ์ดี ได้หรือไม่

    ก็คงขึ้นอยู่กับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ พึงดูแลซึ่งกันและกัน คนเขียนและคนอ่านที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสลับหน้าที่กันตลอดเวลา อยู่ในระบบนิเวศนี้

    ‘บล็อก : พื้นที่ในอากาศ’

    ที่ต้องการทั้งคนอ่านและคนเขียน เพื่อช่วยเติมเต็มกำลังใจซึ่งกันและกัน

    *วันนี้ไปทำงานข้างนอกมา เหนื่อยอ่ะ!!!
    ก็เลยไปก๊อปปี้ เอาของที่เขียนไว้เมื่อวานนี้ มาแปะค่ะ

    http://www.pattararanee.wordpress.com

    ขอบคุณเจ้าของบ้านมากๆ นะคะ ^^”

  20. khun_aut Says:

    สำหรับผมขอเขียนเรื่องสั้นแล้วกัน

    กริ๊งงงงงงง

    “ฮะโหล”
    “…”
    “ฮะโหล หวัดดีคับ”
    “…”
    “ฮะโหล ได้ยินผมมั้ยคับ”
    “…”

    ตึดๆ ~~~ตู๊ดดดดดดด

    ……….

    : )

  21. beambongga Says:

    อ่านมาถึงตรงนี้ เหนื่อยกันมั้ยคะ ง่วงกันหรือยัง

    เอาละค่ะ พักเบรคสักหน่อย ปรับอารมณ์นิดนึง

    วันนี้เจ้าของบ้านเค้ายกบ้านให้เราแล้วค่ะ แย้วววว

    ดังนั้นตอนนี้ บีมก็ถือเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้แล้ว 555

    เมื่อกี้แอบเห็นโค้กกระป๋องอยู่ในตู้เย็น หยิบเอากันตามสบายนะ

    บีมก็เพิ่งกินป๊อกกี้ชุบเกล็ดอัลมอนไปสองกล่อง ตามด้วยชาเขียวอีกขวดนึง เห็นมันยัดในตู้เลยช่วยจัดการซะ

    ห้องน้ำก็อยู่ช้ายมือตรงไป ทิชชูหมดก็อยู่ในตู้หน้าห้องน้ำนั่นแหละ

    เชิญพักผ่อนกันตามสบาย ประเดี๋ยวมานั่งโซฟานุ่มๆตัวนี้กันค่ะ

    บีมจะเตรียมซีดีเพลงไว้เปิดรอนะคะ

    .

    .

    .

    หัวเรื่อง: บทเพลงจากความฝัน

    หมวด :เพ้อ

    .

    .

    เพลงนี้คาดเอาเองว่าผู้แต่งเพิ่งหลุดมาจากความฝัน เพียงได้เห็นเนื้อร้องครั้งแรกรู้สึกชอบขึ้นมาทันใด

    เป็นครั้งแรกที่รู้สึกชอบเนื้อร้องก่อนทำนองเพลง ทุกทีต้องชอบพร้อมกัน

    ทุกคนคงเคยฝันใช่ไหม แน่นอนล่ะ ใครไม่เคยบ้าง แล้วในนั้นฝันเห็นอะไร

    ใครเคยฝันถึงคนแปลกหน้ารึเปล่า

    เคยตกหลุมรักกับคนแปลกหน้าในฝันบ้างไหม คนแปลกหน้าในดินแดนที่ไม่รู้จัก

    หลังจากได้อ่านเนื้อเพลงนี้แล้ว สมองก็สั่งการในทันใด

    ร่างภาพให้ปรากฏเด่นชัด ราวกับเป็นความฝันของตนเอง

    ยังไม่เพียงเท่านั้น มือยังคงจับปากการ่างมันออกมาให้เป็นกลอน

    .

    .

    เพลงลอยมาเหมือนมนต์สะกด / เข้าสู่ภวังค์หลับไหล / เพลงโอบกอดรอบกาย

    ดำดิ่งลึกสู่ห้วงแห่งนิทรา / ปรารถนา / ไปยังดินแดนแสนไกล

    ณที่แห่งนั้น / ฉันเห็นเงาจันทร์ / ฉันเห็นเงาเธอ

    แสงสลัวอันมืดมิด / ฉันเห็นเพียงเธอผู้เป็นนิรันดร์ / สายตาสบประสาน

    เสียงเพลงลอยขับขาน / ท่ามกลาง / แสงแห่งดวงจันทร์

    เราสองมองตากัน / เธอไม่รู้จักฉัน / ฉันไม่รู้จักเธอ

    ณที่แห่งนั้น / ที่ที่่เราไม่เคยพบเจอ / ที่ที่เราฝันไป

    แสงจันทร์สาดส่งล่องลอย / ปล่อยอารมณ์คล้อย / เราโอบกอดกัน

    ดำดิ่งลึกลงไปในตาคู่นั้น / ความรักสองเรา / เกิดขึ้นยามฝันไป

    ปล่อยใจไปในความฝัน / เราทั้งสองจุมพิตกัน / สุดแสนเนิ่นนาน

    ฉันไม่อยากแม้จะหลับตา / เพราะรู้ว่า / เธอนั้นจะพลันหายไป

    กาลเวลาหมุนผ่านรอบกาย / ไม่มีความหมาย / สองเรานิรันดร์

    บทเพลงเดิมคลอประสาน /ท่วงทำนองเบิกบาน / เราไม่อาจเข้าใจ

    จะได้พบกันอีกเมื่อใด / หากเป็นเพียงฝัน / ฉันก็อาจเพียงหลับตา

    ส่งสายตาบอกร่ำรา / จุมพิตอันแสนหวาน / รอยนั้นไม่จางไป

    หากมีเวทมนต์อันใด / หยุดกาลนี้ได้ / ได้โปรดจงเอ่ยนาม

    .

    .

    .

    PS. ให้ตายเถอะ ของจริงเค้าขลังกว่าเยอะ!!! กลอนมั่วไรเนี่ย

    มาฟังเพลงของจริงกันเถอะ

    .

    .

    .

    เพลง ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ

    เวอร์ชันของแท้ดั้งเดิม โดยอาพาร์ตเม้นคุณป้า

    (หลายคนร้องอ๋อกันเลยทีเดียว ใช่ค่ะ เป็นเพลงประกอบหนังเรื่องสายลับจับบ้านเล็ก

    หากฟังแบบผ่านๆ อาจยังไม่อินพอ คราวนี้ลองมาอ่านเนื้อกันดุ)

    .

    .

    .

    นั่งคนเดียวแล้วมองกระจก ที่สะท้องแสงจันร์วันเพ็ญ

    โดดเดี่ยวกับความเหงา อยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น

    ฟังเพลงเดิมๆที่เรารู้จัก แต่ไม่รู้ความหมายของมัน

    หากฉัน จะหลับตาลงสักครั้ง และพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์

    ***หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน

    ปฏิทินไม่บอกคืนและวัน ดังที่ฉันไม่เคยต้องการ***

    **แต่อยากให้เธอได้พบกันฉัน เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน

    จูบเพื่อล่ำลาในความสัมพันธ์ ก่อนที่ฉันจะปล่อยเธอหายไป (โดยไม่รู้จักเธอ)

    ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ทุกๆครั้งที่ฉันตื่นนอน

    กับบทกวีไม่มีความหมาย ฉันงมงายสวดมนต์ขอพร

    หากจะมีโอกาสอีกหน จะร่ายมนต์กับสายน้ำจันทร์

    เพื่อจะได้หลับตาลงสักครั้ง เพื่อพบกับเธอผู้เป็นนิรันดร์…

    .

    .

    .

    .

    .

    ฟังเพลงนี้

    เวอร์ชันอาพาร์ตเม้นคุณป้า ได้ที่ http://www.ijigg.com/songs/V2AGCBEP0

    เวอร์ชันเคลอรี่บลาๆ กับเอนโดฟิน http://www.ijigg.com/songs/V2GF444PA0

    .

    .

    .

    หากในคืนนี้ เธอได้นอนหลับฝัน ขอให้นิทรานั้น เป็นนิทราฝันดี

    .

    .

    .

    .

    โหมตปรับอารมณ์

    เอาละค่ะ ก่อนจะอ่านของเจ้าของบ้านคนต่อไป

    ปรับอารมณ์กันอีกครั้งนะคะ

    ป๊อกกี้ธรรมดายังเหลือค่ะ ลองหาๆดู

    แล้วพบกันใหม่…ในบ้านข้าพเจ้าเองนะคะ

    สวัสดี

  22. นักเดินทางใต้แสงดาว Says:

    เชียร์ช่วยชาติ

    ฉันไม่ชอบกีฬา เพราะเล่นกีฬาไม่เก่งหรือไม่อยากเล่นก็ไม่รู้แต่ด้วยอาชีพ ความบังเอิญ โชคชะตา เวรกรรมหรืออะไรก็ได้ มันทำให้ฉันได้มายุ่งเกี่ยวกับกีฬา

    แถมไม่ใช่กีฬาคนธรรมดาด้วยนะ เป็นกีฬาคนพิการ จากเดิมที่เราต้องทำรายการทีวีเกี่ยวกับคนพิการเพื่อกระตุ้นให้คนพิการอื่นๆออกมาสู้ ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตารวมไปถึงอยากกระตุ้นให้สังคมช่วยเหลือและให้โอกาสกับคนพิการด้วย

    แต่ตอนนี้เราไม่ได้ทำรายการทีวีเกี่ยวกับคนพิการแล้วแต่เปลี่ยนมาเป็นหนังสือเกี่ยวกับกีฬาคนพิการแทน ฉันไม่ได้จบวารสารฯถึงแม้จะชอบอ่านชอบเขียนก็เถอะ แถมมาด้วยการเป็นคนไม่ชอบเล่น ไม่ได้ชอบดูกีฬาใดๆเป็นพิเศษ การถูกจับพลัดจับพลูมาทำงานนี้ เป็นเรื่องที่อยากสารภาพหรือบอกใครๆว่าไม่อยากทำเลย

    ฉันเคยบอกนายว่าจะไม่ทำงานนี้ ด้วยเหตุผลทางใจที่เรื้อรังมาพอสมควร ฉันไม่อยากเข้าไปอีก ฉันกลัว แต่ก็ไม่เคยบอกใคร จนวันที่นายให้น้องใหม่มาทำ แล้วผ่านไปวันแล้ววันเล่าน้องก็ถูกตามงาน แถมโดนเจ้านายตำหนิว่า งานไม่เปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้นเลย วันนี้ต้องนำงานไปเสนออยู่แล้ว

    เท่านั้นล่ะด้วยความที่เราก็เคยเป็นเด็กใหม่รู้เลยการถูกกดดันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อจิตใจ ฉันเลยถามน้องว่า “ไหน พี่ดูให้” จากนั้นเจ้านายก็มานั่งดูฉันแก้งานพร้อมกับช่วยกันคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรในงานนั้นบ้าง พอทุกอย่างโอเค เจ้านายก็บอกว่า “กลับไปเอาสูทที่ห้องแล้วไปประชุมด้วยกัน”

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้หนังสือเล่มนี้รวบรวมเรื่องราวได้พอสมควร มีถ่ายปก มีสัมภาษณ์ อะไรๆสำหรับฉันดูใหม่ไปหมด แม้แต่ MP 3 ที่สามารถฟังเพลงและบันทึกข้อความเสียงได้ในเวลาเดียวกันฉันก็เพิ่งจะได้สวัสดีค่ะ เป็นครั้งแรก

    บอกใครก็มีแต่คนหาว่าเว่อร์น่ะที่ฉันกับเทคโนโลยีไม่เคยเข้าใจกันได้เลย แม้พยายามจะคุยกันอย่างประนีประนอม เมื่อได้เครื่องมาใหม่ฉันนั่งทดลองใช้เครื่องอัดทั้งคืนเพื่อจะสามารถใช้เครื่องได้คล่องในตอนเช้า วันที่ต้องไปสัมภาษณ์วันแรก

    แล้วก็โดนดีจนได้ วันแรกก็ได้เรื่องเลย ด้วยความที่ปลอก MP 3 มันแน่น เวลาดึงดูจะเสียภาพพจน์อันดี(ที่ว่าตัวเองควรมีอะนะ) ต่อหน้าคนที่เราสัมภาษณ์ จึงปิดปลอกไว้แค่อยู่ คือไม่สนิท

    ที่นี้เดินไปเดินมาปลอกมันก็หาย วันแรกก็หายแล้วอะ คิดดูสิ เจ้านายรู้เข้าก็บอกว่า “มันก็สมกันกับเอ็งแล้วนี่ ของไม่สมประกอบ” คือเป็นการให้กำลังใจอย่างหนึ่งนะฉันคิดว่า) คืออะไรที่อยู่ในมือฉัน ไม่พัง ก็ใช้การไม่ได้ แต่เจ้านายก็ไม่ได้ว่า กลับบอกว่า มันเหมาะสมกับฉันดี MP 3 ไม่มีสมประกอบ ถ้าใครเป็นเจ้านายคน ลูกน้องคุณทำงานให้ตายก็เพราะประโยคซื้อใจประโยคนี้ล่ะ(กับคนอื่นก็ไม่รู้เหมือนกันนะ)

    หลังเสร็จงานวันนั้นฉันก็ไม่กล้าห้อยเจ้า MP3 ไม่มีปลอกตัวนี้ไปไหน จะเอามาให้ก็ต่อเมื่ออยู่ในที่ทำงานหรือในห้องพัก ด้วยอายว่า “มันไม่สมประกอบ ใครเห็นคงหัวเราะ”

    จนหลังจากได้สัมภาษณ์นักกีฬาคนพิการมาเรื่อยจนวันนี้ วันที่ฉันเพิ่งกลับจากสนามยิงธนูที่กกท. ฉันรู้สึกตื้นตันใจ ที่ตัวเองโชคดีและเป็นเกียรติกับชีวิตนะที่มีโอกาส ได้สัมภาษณ์นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย

    ฉันไม่เคยเป็นคนพิการ ฉันไม่รู้ว่าเค้าอยู่กันอย่างไร ฉันไม่อยากเห็นคนพิการเพราะสงสารและเวทนาแต่ช่วยให้เค้ามีตามีขาเหมือนเดิมไม่ได้นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดมานานหลายปี ความคิดที่น่าสมเพชเหลือเกิน (ตอนนี้กลับไปคิด คิดได้ไงวะ)

    แต่ครั้งนี้ ฉันก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้หรอก แต่ฉันจะพยายามเผยแพร่สิ่งที่เค้าส่งผ่านฉันไปถึงคนอ่านคนอื่นๆซึ่งเป็นคนปกติและคนพิการด้วยกันเองให้รู้สึกดีและมีกำลังใจกับชีวิตทุกวัน

    สิ่งที่นักกีฬาตอบฉันเมื่อฉันถามว่า
    “คิดว่าความพิการเป็นปัญหาหรืออุปสรรคในชีวิตไหม”

    เค้าตอบฉันว่า “ไม่เคยคิดนะ ไม่เห็นมันจะเป็นปัญหาอะไรเลย แค่อาจลำบากนิดหน่อยตรงที่ขึ้นบันได้เองไม่ได้ต้องมีทางลาด มันก็แค่ความลำบากไม่ใช่ความพิการไม่ใช่ปัญหาของชีวิต”

    “โห ” ได้แต่ร้องโห ในใจจริงๆ ดูสิการมองโลก ดูสิการมองปัญหาของคนที่เราคิดว่าขาด ดูสิการใช้ชีวิตในโลกที่ใครแสวงหาความสมบูรณ์ ดูคนพิการสอนฉัน

    ปัญหาที่แบกมาก่อนสัมภาษณ์ ถ้ามองเห็นได้ มันคงออกมากองหน้าเกลียดน่ากลัวอยู่แทบเท้าฉันกับนักกีฬานั่นแหละ ฉันไม่คิดว่านักกีฬาจะตอบแบบนี้ ฉันเอาตัวเองมาเป็นมาตรฐานหรือเปล่านะว่า เค้าต้องตอบว่า “อืม ก็มีปัญหาแต่ว่าเราก็ต้องสู้สิเพราะร่างกายเราเป็นอย่างนี้แล้วเราต้องผลักชีวิตเราสร้างจุดเด่นขึ้นมา” ฉันคิดแทนเค้า ฉันคิดแบบคนใจพิการ

    ยิ่งมองตา เห็นสีหน้า เวลาพูดถึงการเป็นนักกีฬาทีมชาติ เส้นทางชีวิตจากความไม่สมบูรณ์ ขาดนิดเกินหน่อย ให้มาสมบูรณ์ ยิ่งธนูได้แม่น ยกน้ำหนักได้มาก ชู้ตบาสได้ลง ตีเทนนิสได้แต้มต่อ ใช้ความขาดมาสร้างความสามารถที่สมบูรณ์

    กว่าจะคัดตัวผ่านมาเป็นนักกีฬาทีมชาติ กว่าจะได้ทุนได้งบไปคัดตัวที่ต่างประเทศ เพื่อการแข่งขันแมตซ์ใหญ่ๆ กว่าจะมีวันแห่งความสำเร็จ ฉันว่าดวงตาทุกคู่เคยเป็นเส้นทางของน้ำตาทั้งนั้น

    แต่น้ำตาไม่ได้ทำให้ความพยายามของเค้าน้อยลงนี่ ไม่เหมือนฉัน ที่น้ำตาบั่นทอนกำลังใจอยู่เสมอ แต่พวกเค้า น้ำตาคือตัวกระตุ้นให้ไปหาความสำเร็จให้เร็วที่สุด

    ฉันเลยได้ข้อสรุปสำหรับตัวเองว่า เค้าก็แค่พิการทางกายแต่ใจครบ 32 ประการ หัวใจแต่ละห้องฉีดแต่คำว่าสู้ ไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อถอย ผิดกับฉันมีร่างกายครบถ้วนแต่แอบท้อแท้ ท้อถอยและอยากล้มเลิกสิ่งที่ทำมาก็หลายครั้ง

    ฉันจึงดีใจและรู้สึกดี รวมถึงเป็นเกียรติกับชีวิตที่ได้รู้จักกับพวกเค้า ถ้าวันนั้นไม่หลวมตัวไปช่วยน้องก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้ แม้ว่างานของฉันจะเพิ่มขึ้นแต่ประสบการณ์ชีวิตและข้อคิดดีๆที่ได้จากนักกีฬาก็เป็นประสบการณ์ให้เรามากตามไปด้วย

    บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนขาขาด แขนขาด ตาบอดแต่ทุกคนหัวใจครบ 32 ฉันกล้ายืนยัน

    และที่สำคัญสุดฉันกล้าที่จะห้อย MP 3 ไม่สมประกอบของฉันไปไหนต่อไหน เพราะในนั้นมีคำพูด คำสัมภาษณ์และกำลังใจที่คนพิการจะฝากถึงใครๆผ่านฉัน

    ฉันทำงานกับคนพิการที่ไม่อายในความพิการของร่างกายตัวเอง ร่างกายที่ทำให้พวกเค้าทุกคนประสบความสำเร็จมาจนวันนี้ แล้วฉันจะอายทำไมกับการมีอุปกรณ์พิการปลอก(ที่จะทำให้ฉันได้บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาออกมา ฉันจะอายทำไม อันนี้ถามตัวเองนะ)

    ฉันก็อยากบอกทุกคนที่ท้อๆ แบบเบื่อชีวิต หรือคิดว่าชีวิตเราทำไมมันแย่อย่างนี้วะ คือ แค่เรามีร่างกายครบ 32 เราก็โชคดีแล้วล่ะ ฝึกสิบครั้งก็ได้สิบความเชี่ยวชาญ ไม่ใช่มีร่างกายไม่ครบ 32 แถมฝึกสิบครั้งเพื่อให้ได้ความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างนักกีฬาคนพิการ

    เขียนมาถึงตรงนี้แล้วอยากขอบคุณนักกีฬาทุกท่านที่แบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิตที่ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเป็นแบบนั้นแล้วจะคิดได้ไหม ทำให้รู้ว่าหัวใจเรายังอ่อนประสบการณ์ หัวใจเรายังต้องการการฝึกซ้อมที่เข้มข้นและเข้มแข็ง และวิธีหนึ่งที่เป็นทางลัดให้ได้ประสบการณ์เร็วที่สุดก็คือ การพูดคุยกับคนมีประสบการณ์โดยที่เราไม่ต้องไปพิการจริงๆ

    ขอบคุณนิ้วกลมที่แหม เปิดโอกาสและอยากอ่านงานของคนธรรมดาของพวกเราที่ชอบและชื่นชมผลงานของคุณ ดีใจนะเนี่ย

    ถ้าเป็นไปได้ฉันขอเชิญชวนทุกคนที่ได้อ่านช่วยส่งแรงเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยในเอเชียนเกมส์และนักกีฬาคนพิการในอาเซียนพาราเกมส์ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ในปลายปีนี้และต้นปีหน้าด้วยค่ะ

    อย่างน้อยไม่ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติ ได้เชียร์เพื่อชาติบ้างก็เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง(เนอะว่าไหม ?)

  23. นุ่น Says:

    ที่แคบ

    ฉัน เดินหน้าถอยหลังไม่ได้

    หาย ไปทีละคนสองคน

    ใจ อยากสู้แต่ท้อ

    ไม่ ไล่ออกไม่ไป

    ออก ไม่ออกจนกว่าจะเชิญ

    😀😀

  24. popcutesweet Says:

    เรื่องของหลายวันก่อน (และเมื่อวาน แล้วต่อต่อไปเป็นนิตย์)

    หลายวันก่อน…
    พี่ที่ออฟฟิศเดินมาบอกว่า
    คุณxxx บอกมาว่า สิ้นปีนี้จะสึนามิจะมาถึงกรุงเทพฯ!
    คำพูดน่าเชื่อถือ…
    ความกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กระโดดหมับหัวใจดวงน้อย (แต่ไขมันเยอะ)
    “นี่ชั้นยังไม่เคยดูคอนเสิร์ตของนักร้องเกาหลีที่ชอบเลยนะ!!”
    อ่าวว…
    ไม่ใช่ครอบครัว
    ไม่ใช่เพื่อน
    ไม่ใช่ใครทั้งนั้น
    แต่เป็นคอนเสิร์ตของนักร้องที่ชอบ!
    ทำไมความคิดของฉันบิดเบี้ยวไปได้ขนาดนี้?

    เมื่อวาน…
    เกิดแผ่นดินไหว 8.2 ริกเตอร์ (ตามข่าว CNN)
    ชาวบ้านหนีขึ้นเขากันจ้าละหวั่น
    ไม่จริงอ่ะ.. ไหนบอกปลายปีไง
    ถ้ามาตอนนี้จริง จะหนีไปไหนทัน?

    ความคิดเริ่มเปลี่ยนไป
    จากคอนเสิร์ต.. กลายเป็นความว่างเปล่า
    คำถามที่ไม่เคยตอบตัวเองได้เสียที
    ถ้ามีชีวิตอยู่แค่อีก 10 ปี..
    ถ้ามีชีวิตอยู่แค่อีก 5 ปี..
    ถ้ามีชีวิตอยู่แค่ถึงสิ้นปี..
    ถ้ามีชีวิตอยู่แค่ถึงพรุ่งนี้..
    สิ่งใดที่ไม่ได้ทำ แล้วจะเสียใจมากที่สุด?
    เรื่องแค่นี้… ทำไมถึงคิดไม่ออกนะ
    เฮ้อ…

  25. oattoto ^^ Says:

    ^^ หัวเรือ ..เอ๊ย..หัวเรื่อง “ประทับใจ”

    ประทับใจหลายเรื่องเลยที่เค้าเขียนๆกันมาค่ะ…
    อ่านกันเพลินเลยนะคะ…อิอิ

    สรุป…แล้วตอนนี้คุณนิ้วกลมมีไฟเขียนละยัง..หายเปื่อยไวๆน๊า

    (ขอขี้เกียจเขียนด้วยคน)

  26. khun_aut Says:

    แถม แคนโต้ อีกอัน …

    วันนี้ขี้เกียจเขียน
    ช่วยเขียนบล๊อกให้หน่อยดิ
    … สมใจ

    : )

  27. monster teach Says:

    เรื่องมันเกิด … ตอนเปิดเทอม

    เย้… บ่ายสามโมงซะที
    ได้เวลา… อนุบาลเลิกเรียนแล้ว

    หลังจากที่เหนื่อยกะเจ้าทะโมน
    ยี่สิบกว่าชีวิต…มาทั้งวัน
    ชั้นจะได้พัก…แล้ว

    วันนี้จะต้อง เล่าวีรกรรม
    ให้พ่อแม่…ฟัง…ทีละคน

    น้องเอ๋ค่ะ ( ชื่อน้องเอ๋ แต๊ๆๆๆ เน้อ)
    คุณพ่อมารับแล้วค่ะ

    คุณพ่อน้องเอ๋ค่ะ
    วันนี้ลูกชายคุณพ่อน่ารักมากค่ะ…
    ทำงานก็เรียบร้อย…
    พูดจาก็เพราะ…ไม่รังแกเพื่อน
    แถมกินข้าวหมดจาน อีก
    เก่งมากเลยน่ะค่ะ คุณพ่อ ( ทำหน้าตาด้วยความจริงใจขนาดเน้อ )

    น้องเอ๋มาสิลูก คุณพ่อมาแล้ว
    ทำไมยังนั่งอยู่ล่ะค่ะ

    เออ… ครูครับ
    เออ… คือ… ผม
    ขอโทษน่ะครับ…
    คือผม … พ่อ น้อง อาร์ม ครับ

    แป่ว…เพล้ง…

    ( ศัลยกรรมตี้ใหนดี )


  28. ไม่รู้เหมือนกันว่าการเป็นนักจัดรายการที่ดีควรจะทำยังไง
    ระหว่าง จัดตามแนวทางของเรา แล้วคนฟังยอมรับ และสร้างกลุ่มคนฟังของเราขึ้นมาได้ กับ
    จัดตามแนวทางของคนฟังในแต่ละช่วงเวลาที่เราจัด พูดง่ายๆว่าต้องสามารถจัดได้ทุกแนว
    เพื่อให้สามารถเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรให้คนที่เราฟังเราอยู่ส่วนใหญ่ติดตามเราไปเรื่อยๆ

    อย่างหลังดูจะง่ายกว่า น่าจะถูกใจคนส่วนมากมากกว่าอย่างแรก ฟังดูเหมือนจะเก่ง
    แต่สะเปะสะปะ(เขียนถูกป่าวหว่า)ชะมัด

    กำลังหาแนวของตัวเองอยู่ในการจัดรายการ
    อย่างแรก ลองมาแล้ว ถูกใจคนจัดเป็นอย่างมาก ถูกใจคนฟังด้วยแต่เป็นกลุ่มน้อย
    แต่ไม่ถูกใจอีกหลายๆคนจากที่ได้ฟังมา โดยเฉพาะ….(ไม่ขอเอ่ยนาม)
    ลูบหลังก่อน-รายการเราโอเคแล้ว แต่แถมท้ายด้วยการตบหัวป้าบ-แต่มันดันอยู่ผิดที่ผิดเวลา ชมหรือด่าตรูฟะเนี่ย!

    เฮ้อ…ลองดูกันต่อไป ไม่เสียหาย เพราะไฟยังไม่หมด

    ไหนๆคุณนิ้วกลมอุตส่าห์ อู้ เอ้ย ให้โอกาสแล้วก็ขอลองถามคนแถวๆนี้หน่อยครับ
    ว่าเวลาคุณๆฟังวิทยุกัน รายการวิทยุที่คุณชอบฟังเป็นอย่างไร
    ขอยืมพื้นที่ติ๊ดนึงนะคร้าบคุณนิ้วกลม :]

  29. Caramel Says:

    “วิทยานิพนธ์เรื่องความรัก”

    วันนี้เพิ่งได้คุยกับเพื่อนสนิทคนนึงถึงเรื่องความรัก แต่ไม่ได้คุยในมุมธรรมดาเพ้อฝัน หรือพร่ำบ่นถึงคนรักตามประสาของคนกำลัง in Love หรือกำลังโศกาในเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ แต่เป็นการพูดคุยเรื่องความรักกันระหว่างคนที่ไม่มีความรัก 2 คน อย่าเข้าใจผิดว่าเรากับเพื่อนกำลังปรับทุกข์กันเรื่องของใครสักคนที่ขาดหายไปในชีวิต แต่เป็นการคุยกันเรื่องความรักในเชิงวิชาการ

    สาเหตุมาจากเพื่อนกำลังเรียนป.โท สาขาจิตวิทยา กำลังค้นหาหัวข้อที่จะทำวิทยานิพนธ์ ในช่วงแรกเรากับเพื่อนก็คุยเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่คิดว่าน่าจะทำ Thesis คุยไปคุยมาเราก็เลยแนะเพื่อนเล่น ๆ ว่า ทำเรื่อง”ความรัก”ดิเป็นไง เรียนจิตวิทยา มันก็น่าจะเกี่ยวกันนะ เพราะความรักก็เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก และเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตามทฤษฎีจิตวิทยา (ของMaslow) พูดไปพูดมาเพื่อนชักจะสนใจ แต่ถ้าจะทำเป็นวิทยานิพนธ์ทั้งทีจะทำเรื่องความรักหวานแหววกุ๊กกิ๊กก็คงไม่ได้อะไร ก็เลยมาคุยกันถึงเรื่องทัศนคติที่มีต่อเรื่องความรัก และวิธีคิดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติให้เป็นด้านบวกหลังจากผิดหวังเรื่องความรัก

    เราเล่าให้เพื่อนฟังว่าได้ Idea มาจากพี่คนนึงที่เคยถามเรากับเพื่อน(อีกคน) ว่าในชีวิตคิดว่าเคยเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องไหนแล้วทำให้รู้สึกว่าตัวเองรู้สึกพัฒนาไปทางที่ดีขึ้นบ้าง เรากับเพื่อนตอบเหมือนกันว่า “ความรัก” เพราะน้อยคนนักที่มีความรักแล้วไม่คาดหวังว่ามันจะดี เมื่อไม่ได้เป็นอย่างที่ต้องการก็ผิดหวัง เรากับเพื่อนก็เคยผิดหวังในเรื่องนี้เหมือนกัน (เมื่อนานมาแล้ว) แต่วิธีคิดที่นำมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในเรื่องนี้คนละแบบกัน

    สำหรับเราใช้เวลาไม่นานในการตัดใจ เพราะเราใช้วิธีการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคู่กรณีไปในทางลบ พูดง่าย ๆ ว่าพยายามมองแต่ข้อเสีย ๆ ทั้งหลายแหล่ ชนิดที่ว่าถ้าจะให้กลับมาคบกันอีกก็ไม่เอาแล้ว ให้กำลังใจตัวเองว่าหาคนใหม่ที่ดีกว่านี้เหอะ (คิดเล่น ๆ ว่าเลิกก็ดีจะได้มีแฟนใหม่ที่หล่อกว่า รวยกว่า นิสัยดีกว่า 555) อันนี้คือช่วงแรกคือพยายามคิดอะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกดีที่สุด แต่อยู่ไปเรื่อย ๆ ทำให้เริ่มคิดอะไรได้มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีทัศนคติต่อความรักในด้านลบ แต่ก็คิดและรู้สึกได้(อย่างซื้อสัตย์กับตัวเองที่สุด) ว่า การไม่มีความรัก(จากคนอื่น)ก็ไม่ถือว่ามีสิ่งใดที่ขาดหายและต้องการส่วนเติมเต็มในชีวิต เพราะเราก็มีความสุขได้ด้วยการเติมเต็มความรักให้กับตัวเอง

    ในขณะที่เพื่อนของเราใช้เวลาในการตัดใจนานกว่าเรา เพราะเพื่อนเรายังยึดติดอยู่แต่ในมุมดี ๆ ของคนรัก แต่เพื่อนเราเปลี่ยนทัศนคติได้จากการดูหนังเรื่องนึง(จำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร) เพื่อนบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตายจากคนที่เรารัก ทำให้เพื่อนพยายามคิดว่าคนรักของเค้าได้ตายจากเค้าไปแล้ว ทำให้เค้าต้องยอมรับความจริง และใช้ชีวิตโดยปราศจากคนรักได้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งวิธีนี้ได้ผลเพื่อนหายทุกข์กับเรื่องนี้ กลับมาเป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม และยังคงมีทัศนคติด้านที่ดีต่อความรัก ไม่ได้ปิดกั้น แต่ไม่ไขว่คว้า เธอยังให้โอกาสตัวเองในเรื่องความรักเสมอ (แต่ในตอนนี้โอกาสนั้นยังมาไม่ถึงเธอ)

    และเรายังได้เล่าถึงความรักของเพื่อนอีกคนนึง(ที่เพื่อนของเราไม่รู้จัก และไม่ระบุนาม) ว่า หลังจากที่ผิดหวังจากความรัก (มานาน) เพื่อนเราคนนี้ก็ยังขังตัวเองไว้กับอดีต ปิดกั้นทุกอย่าง และมีทัศนคติด้านลบกับความรักอย่างรุนแรง ถ้าใครถามถึงหรือคุยเรื่องนี้(ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับเธอ)ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเธอไม่สามารถที่จะทนรับฟังเรื่องเกี่ยวกับความรักได้เลย และทำให้เธอเศร้าไปอีกหลายวัน

    เพื่อนเราฟังแล้วบอกว่า ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจทีเดียว จะเอาไปคุยกับอ.ที่ปรึกษาว่าจะทำเรื่องนี้เป็นวิทยานิพนธ์ดีมั้ย เพราะเรื่องความรัก เป็นเสี้ยวหนึ่งของอารมณ์ ความรู้สึกที่มีซ่อนอยู่ในมนุษย์ทุกคน (ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราเจอบนรถไฟฟ้า หรือในที่อื่น ๆ ที่มาตามลำพังกำลังมีความรัก หรือกำลังอกหัก) และแต่ละคนต่างก็มีทัศนคติและวิธีการรับมือกับเรื่องนี้แตกต่างกัน เช่น

    บางคนคิดว่าตัวเองขาดความรักไม่ได้ เมื่อคนรักเก่าจากไปต้องแสวงหาคนใหม่ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    บางคนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไร้สาระ (เพราะหาแฟนไม่ได้!)

    บางคนตายเพราะเรื่องความรัก

    ฯลฯ

    วิทยานิพนธ์ของเพื่อนในเรื่อง ความรัก จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นชิ้นเป็นอันหรือไม่ ยังไม่รู้ รู้แต่ว่าวันนี้เรากับเพื่อนได้ข้อสรุปว่าคนเราจะสุขหรือทุกข์ไม่เพียงแค่เรื่องของความรัก แต่ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ไม่ใช่เป็นเพราะคนอื่น แต่เป็นเพราะทัศนคติของเราเองมากกว่าที่เรามีต่อในเรื่องต่าง ๆ ที่ต้องพบเจออย่างไร บางครั้งแค่เปลี่ยนทัศนคติที่มีในเรื่องเดียวกัน เพียงแค่นิดเดียวก็ทำให้ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้!

    ป.ล.กำลังง่วง ๆ งง ๆ อาจทำให้พิมพ์ไรไปแล้วอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่เข้าใจ มีน้ำมากกว่าเนื้อ จับใจความไม่ได้ ก็ขออภัย แต่พอดีวันนี้คุยเรื่องนี้พอดี ก็เลยเขียนเรื่องนี้ดีกว่า เพราะนึกเรื่องอื่นไม่ออก

  30. snowflake Says:

    ………..ถ้า อยาก ตื่น สาย ใน วัน ที่ ต้อง เรียน เรา ควร จะ ทำ ไง ดี……….
    ……………………เพื่อนๆ คิด ว่า ยัง ไง กัน…………………………….
    ……………………… ตื่น สาย เลย ดี มั้ย………………………………
    ………………….. เรา จึง ตื่น สาย ใน วัน นั้น………………………….
    …………………….. ปรากฏ ว่า………………………………………..
    ………………………..ว่า………………………………………………
    ………………….. โดด เรียน งัย………………………………………
    ………………….ไม่ มี ทาง เลือก แล้ว…………………………………
    ………………….สัตว์ โลก ย่อม เป็น ไป ตาม กรรม…………………….
    ……………………..เว ลา ผ่าน ไป……………………………………..
    …………………..ผล กรรม ตาม สนอง…………………………………
    ……………………..ฮือ ฮือ ฮือ………………………………………..
    …………………..คะแนน ตก มีน ……………………………………..
    ……………………..สติ แตก………………………………………….
    ……………………… เข้า นอน ดึก…………………………………….
    ……………………..รุ่ง ขึ้น ก็ เป็น อีก วัน ที่ นอน ………………………
    …………………………” ตื่น สาย”…………………………………….
    จบ

  31. เอ Says:

    อยากบอกว่าตอนอ่านที่พี่เอ๋ตอบคอมเม้นท์ของเอแล้วมันจั๊กกะจี้อ่ะ เวลาพี่ใช้สรรพนามว่า “ฉัน” อ่ะ ฮ่า ฮ่า อ่ะขอตอบคอมเม้นท์ของพี่เอ๋ว่า….
    ญี่ปุ่นมันไม่ได้มีดีแค่โตเกียวนะคะพี่เอ๋ เห็นพี่บอกว่าอยากไปโตเกียวอีก
    เออยากให้พี่ลองไปเมืองอื่นๆบ้าง(แต่ความจริงพี่อาจจะเคยไปมามากกว่าโตเกียว
    แล้วก็ได้ เอก็ไม่ทราบ) เมืองที่เอชอบและประทับใจที่สุดหนีไม่พ้น”เกียวโต”
    อ่ะค่ะ ถ้าพี่ยังไม่เคยไป เชียร์สุดๆเลยค่ะ ส่วนภาษาญี่ปุ่นเอว่าพี่แค่ซื้อคู่มือนักท่องเที่ยวไปแล้วเปิดอ่านตามไปเลยเวลาถามทางอะไรอย่างนี้ก็น่าจะโอเคนะคะ เพราะถ้าไป “excuse me” ใส่คนญี่ปุ่นปั๊บ โอกาสที่เค้าจะเดินหนีก็มีมากกว่าเราพูดญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงไม่ยากเหมือนจีน แต่ไวยากรณ์เค้าสุดยอด ใครว่าภาษาอังกฤษยากเอชอบแนะนำให้ไปเรียนญี่ปุ่นดู อาจคิดว่าภาษาอังกฤษง่ายไปเลย ถ้าพี่เอ๋เรียนจีนแล้ว ไปญี่ปุ่นคงอ่านคันจิออกหลายตัว น่าจะเที่ยวได้อย่างสบายขึ้นค่ะ

    ขอแจมกับคุณ Caramel หน่อยนะคะ เราเพิ่งผ่านพ้นการทำวิทยานิพนธ์มาหมาดๆ เล่นเอาเครียดไปเป็นปีเลยกว่าจะผ่าน เรื่องความรักเนี่ยน่าสนใจค่ะ แต่คงต้องหาหัวข้อที่แคบลงมาหน่อย (อย่างที่คุณ Caramel เน้นว่าจะคิด จะทำอย่างไรเวลาผิดหวังเรื่องความรัก) ไม่งั้นลำพังเรื่องความรักเนี่ยคงทำออกมาได้เป็นพันๆหน้าเลย อืม…เราเองก็เพิ่งจะผืดหวังกับความรักมา ตอนนี้ก็ยังทำใจอยู่ เคยพยายามคิดแบบคุณ Caramel นะคะ คิดในแง่ลบเนี่ย แต่ไม่เป็นผลอ่ะค่ะ หลอกตัวเองไม่ได้เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าด้านดีเค้ามีอยู่เยอะ แล้วเราคงมีความสุขกันมากเกินไปตอนรักกัน พอวันนึงอะไรมันเปลี่ยนไปมันก็เลยเจ็บหนัก อีกเรื่องที่อยากรู้ อยากทำสำรวจคือมีเปอร์เซ้นต์มากน้อยแค่ไหนที่คนเราเลิกกันไปแล้ว ยังกลับมาเป็นเพื่อนกันได้ ไม่ใช่แบบกลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปน่ะค่ะ

  32. roundfinger Says:

    ivorysky > …เคลิ้ม…

    พี่เอี้ยง > ขอบคุณที่แบ่งปันความรู้ครับ
    ว่าแต่ ประเภทของพืชพรรณในป่า (บล็อก) ที่พี่เอี้ยงแบ่งนั้น
    มีหลักเกณฑ์เช่นใดหนอ?

    khun_aut > ฮัลโหลๆ…อ้าว วางไปซะแล้ว

    นักเดินทางใต้แสงดาว > ขอบคุณที่เอาเรื่องนี้มาแบ่งกันครับ
    ส่งใจไปเชียร์พี่ๆ น้องๆ นักกีฬาด้วยอีกแรงหนึ่งครับ

    นุ่น > อืม…

    popcutesweet > อ่านแล้วนึกถึงเพลง “ออกมาผ่อนคลาย”
    ของสี่เต่าเธอ ที่ร้องว่า “ออกมาคลายลีลาเร่าร้อน ก่อนโลกาจะพังพินาศ…”

    oattoto ^^ > ประทับใจที่หลายคนเขียนเช่นกันครับ

    khun_aut >
    บล็อก
    เขียน
    ตัวเอง

    monster teach > ไม่ผิดนะครับที่พูดไปไม่ผิดครับ
    น้องเอ๋เป็นเด็กดีจริงๆ ครับ อันนั้นไม่ผิดเลย ฮ่าฮ่า

    นายหมูตุ้ย > จัดอยู่ที่ไหนครับ จะฟังได้ที่ไหน บอกกันหน่อยสิครับ
    ถามผม ผมชอบฟังรายการที่ดีเจจัดรายการแบบที่ตัวเองอยากจัด
    แนวเพลงของตัวเอง มีวิธีการจัด การเลือกเพลง เลือกเรื่องพูด
    และวิธีการพูด มุกตลกของตัวเอง ไม่สนใจคนฟังมากนัก
    แต่พอดีว่าเราใจตรงกัน ชอบคล้ายกัน ก็เลยชอบฟังพี่ดีเจเปิดเพลงเท่านั้นเอง

    Caramel > หัวข้อวิทยานิพนธ์น่าสนใจดีจังครับ
    งี้ต้องออกไปทำสำรวจ ทดลอง และวิจัย ด้วยตัวเองเพื่อหาข้อมูล
    รึเปล่าครับเนี่ย?

    snowflake > เคยมีคนบอกเราว่า “มีน” เป็นสิ่งสมมุติ
    มันเกิดขึ้นจากฝีมือของคนขี้เปรียบเทียบคนหนึ่งเท่านั้น
    ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงไหม?

    เอ > ปกติอยู่กับเพื่อผู้ชายเราก็ใช้สรรพนามแทนตัวว่า “ฉัน” ตลอดนะ
    บางทีก็ “ชั้น” บางครั้งก็ “เดี๊ยน” ฟังบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวก็ชินไปเองนิ
    แน่นอนญี่ปุ่นไม่ได้มีแค่โตเกียวอยู่แล้วจ้า แต่ถ้าให้เลือกไปอีก
    ก็ยังอยากไปโตเกียวอีก แน่นอนว่าถ้ามีโอกาสได้ไปเมืองอื่นด้วยก็คงดี
    ส่วนเรื่องอ่านภาษาจีนและญี่ปุ่น เราคงไม่รอดเป็นแน่ ฮ่าฮ่า

    ขอบคุณทุกคนที่เขียนบล็อกให้อ่านนะครับ สนุกมากเลยครับ
    เปิดห้องรับแขกให้เขียนเล่นๆ อีกหนึ่งวันครับ เรียนเชิญ : )

  33. pattararanee Says:

    By: pattararanee on September 12th, 2007
    at 2:24 pm
    @ http://www.pattararanee.wordpress.com
    ไม่มีอะไรหรอก
    วิธีการจัดแยกกรุ๊ป คำนึงถึง ชื่อต้นไม้ และลักษณะำพิเศษบางประการของแต่ละบล็อก เท่านั้นเองค่ะ
    ^_^

    ——————

    นั่นเป็นข้อความที่ได้ตอบ น้องต้อม กับ คุณ jummdcu ไว้ ณ พื้นที่กลางอากาศของข้าพเจ้า เจ้าค่ะทั่นนิ้วฯ

    วันนี้ได้อ่านเรื่องที่หลายๆ คนมาช่วยกันเีขียนไว้แล้วรู้สึกดีค่ะ
    เหมือนที่นี่เป็น อีโคโทนที่สมบูรณ์ดี จ้า
    😉

  34. echaba Says:

    แอ๊ด..

    ตอนนี้อยู่ที่ กสท.
    ปิดเว็บประมูลแล้วเปิดนิ้วกลม ฮ่าๆๆๆ
    ขอเม้นท์จั๊กกะหน่อย..หุหุ
    ว่าแต่เฮียเข้าใจไรผิดไปป่าวเนี่ย เค้าไมได้ตกงานน๊า..(T.T)
    นอกจากพูดไม่รู้เรื่องแล้ว แม้แต่เขียนก็ยัง…เออ ให้มันได้งี้เส่ะ!
    (- -“)

    กริ๊ก…

  35. beambongga Says:

    พี่เอ๋

    ไหงของบีมไม่ขึ้นง่ะ

    T^T

  36. littleidea Says:

    วันนี้บรรยากาศน่านอนมากๆๆ
    ฝนตกแต่เช้า
    เจ้านายไม่อยู่ พวกเราเหล่าลูกจ้าง
    ก็เลยทำการยึดห้องครัวเจ้านายผัดม่าม่ากินกัน ฮ่าๆๆๆ
    อาย่อยจัง ฮุฮุ


  37. ผมจัดรายการที่คลื่นวิทยุชุมชนครับ เป็นคลื่นเล็กๆ แต่คนฟังเยอะเหมือนกัน (ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ)
    คนฟังเยอะก็ดีอย่าง ทำให้ผมสามารถเปิดเพลงหรือเลือกเรื่องอะไรก็ได้มานำเสนอ
    เพราะก็จะมีกลุ่มๆนึงที่อยากฟังเพลงที่เราเปิดและเรื่องที่เราพูด…มันเป็นการจัดที่มีความสุขจริงๆนะครับ คุณนิ้วกลมน่าจะเข้าใจอารมณ์นี้ดีเนอะ
    แต่คลื่นตามต่างจังหวัดก็จะมีประเพณี(ขนาดนั้นเลย)ที่ว่า โทรมาขอเพลงให้น้องคนโน้น จากพี่คนนี้ ประมาณนั้น
    และส่วนใหญ่ที่โทรมาจะขอแต่เพลงซ้ำๆเดิมๆที่เปิดแทบจะทุกช่วงเวลา และกลุ่มนี้ดันเป็นกลุ่มใหญ่เสียด้วย
    เลยเป็นเหตุให้เพลงที่ผมเปิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพลง”ฟัง”ที่ไม่ค่อยจะได้ฟังกันเท่าไหร่
    กลายเป็นยาขมสำหรับคนฟังกลุ่มนี้ และกลายเป็นนักจัดรายการใจร้ายประจำสถานีไปซะงั้น
    แต่ผมก็ยังเลือกที่จะรักษากลุ่มคนฟังกลุ่มเดิมของผมไว้อยู่ และกำลังพยายามที่จะหาจุดร่วมที่พอดีสำหรับกลุ่มคนฟังกลุ่มหลังด้วย คลำทางอยู่ครับ

    อย่างที่บอกครับ ไฟยังไม่หมดง่ายๆหรอก :]

  38. Caramel Says:

    คุณนิ้ว…วิทยานิพนธ์ของเพื่อนเห็นมันบอกว่าถ้าอ.ที่ปรึกษา O.k.มันก็คงออกแบบระเบียบวิธีวิจัย(ขั้นตอนการเก็บข้อมูล)มาในรูปแบบของการสำรวจ แล้วนำมาสุ่มหรือคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง และค่อยเอากลุ่มตัวอย่างมาทำสนทนากลุ่มหรือสัมภาษณ์เจาะลึกรายบุคคลอีกทีค่ะ

    คุณเอ…วิทยานิพนธ์ในอากาศ(แค่คิดไว้เฉย ๆ แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง) เรื่องความรัก อันนี้เป็นของเพื่อนที่เรียนสาขาจิตวิทยาค่ะ ส่วนของเราเองเรียนคนละสาขากับเพื่อน(เราเรียนสาขาสังคมวิทยา กำลังจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องผู้บริโภคกับอาหารเพื่อสุขภาพ (ในมุมมองของนักสังคมวิทยา)ค่ะ(.-_-.’)) ถ้าเพื่อนจะทำจริง ๆ มันก็คงทำในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติจากการผิดหวังเรื่องความรักค่ะ เห็นมันบอกว่าจะทำเป็นเชิงคุณภาพ คงไม่ได้ทำแบบสอบถามวิเคราะห์ประเมินผลเป็นตัวเลขค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าเพื่อนจะทำเป็นแบบสอบถามขั้นต้นมั้ย แล้วหนึ่งในข้อคำถามจะมีเรื่องเกี่ยวกับการเลิกกับแฟนแล้วกลับมาเพื่อนกันได้หรือไม่ อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ ค่ะ ต้องอยู่ที่เพื่อนและอ.ที่ปรึกษาของเพื่อนค่ะว่าจะเอายังไง…คุณเอคะคุณไม่ต้องหลอกตัวเองให้มองเค้าในแง่ลบหรอกค่ะ (เพราะเรื่องของเราในตอนนั้นมันมีเรื่องที่ไม่ดีให้จำมากกว่าเรื่องที่ดีค่ะ มันเลยเอื้อต่อการให้นึกแต่ในแง่ลบค่ะ พอเลิกกันก็เลยกลับมาเป็นเพื่อนกันไม่ได้) สำหรับคุณแค่ค่อย ๆ ยอมรับความจริงก็พอแล้วค่ะ ว่าเวลานี้สถานการณ์ระหว่างคุณกับเค้ามันเป็นอย่างไรดีกว่า คุณอาจจะลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่าในตอนที่คุณกำลังเสียใจมากมาย แต่ที่เค้ากำลังมีความสุขอยู่รึเปล่า ในกรณีที่เค้ากำลังมีความสุขในขณะที่คุณกำลังทุกข์ คุณก็ลองคิดดูนะคะว่ามันยุติธรรมแล้วหรอที่เราต้องมาทุกข์อยู่คนเดียว (แค่ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นก็พอ ไม่ต้องไปทำอะไรให้เค้ามาทุกข์ด้วย) ส่วนเรื่องที่จะกลับมาเป็นเพื่อนกันได้หรือไม่ จริง ๆ คุณไม่ต้องสนใจหรอกค่ะว่ามีจำนวนคนที่เลิกกันแล้วกลับมาเป็นเพื่อนกันได้หรือไม่มากน้อยแค่ไหน มันอยู่ที่ตัวคุณเองต่างหากว่าคุณพร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับเค้าหรือไม่ และเค้าพร้อมที่จะเป็นเพื่อนกับคุณมั้ย แล้วคุณจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ว่าหากเป็นเพื่อนกับเค้าแล้ววันนึงเค้ามีใครคนใหม่ (ยกตัวอย่างในกรณีของเพื่อนคนที่คิดว่าแฟนได้ตายจากไปแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเค้าสามารถยอมรับความจริงได้ และเข้มแข็งขึ้นเค้าก็กลับมาเป็นเพื่อนกับแฟนเก่าได้ค่ะ เค้าสามารถไปเที่ยวร่วมกลุ่มใหญ่กับเพื่อน ๆ ที่มีแฟนเก่าพาแฟนใหม่ไปด้วยได้โดยไม่คิดอะไร และสามารถพูดคุยกันได้อย่างปกติค่ะ) ขอโทษนะคะ ที่บังอาจแนะนำ แค่อยากแชร์ประสบการณ์ให้คุณเอรู้สึกดีขึ้นก็เท่านั้นเองค่ะ..จะสุขหรือทุกข์อยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่จะแย่ไปตลอดหรอกค่ะ สู้ ๆ นะคะ

    ป.ล.ขอโทษนะคะคุณนิ้วที่แอบใช้พื้นที่ในบล็อกของคุณนิ้วตอบคุณเอซะยืดยาว

  39. ตัวเล็ก Says:

    เอ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเนอะ ที่เปิดบล้อกให้เขียน นานๆพี่นิ้วจะเปิดโอกาสสักที
    ไม่รู้ถ้าเขียนไปจะได้สาระเปล่านะ ลองอ่านดูแล้วกันค่ะ

    เมื่อวันก่อนไปเดินถนนฝั่งผู่ตงที่เซี่ยงไฮ้ตอนกลางคืน มีของขายมากมาย แบบ
    แบกะดินอ่า กว่าจะซื้อสักชิ้นก็ต้องมีการต่อของกันก่อน ไม่งั้นไม่สนุก(ไม่รู้เคยเป็นยังงี้ป่าว) แต่ตัวเล็กชอบต่อของคุยของกับแม่ค้า สนุกดีนะ คราวนี้อาจเพราะกลางคืน คนไม่ค่อยเยอะ ก็คุยทั้งกับแม่ค้า ลูกค้าคนอื่น(แบบไม่โดนด่าที่ถามมาก)
    โดยส่วนตัวคิดว่า การซื้อของแบบนี้ก็มีส่วนดี ลูกค้าแม่ค้าใกล้ชิดกัน สนิทกันดี สินค้าจับต้องได้ แบบอยากได้ให้มั้ยเท่าไหร่ เราต่อรองกันได้ ไม่เหมือนห้างหรือร้านค้า ที่มักมีกระจกกั้น ต่อไม่ได้ ภาษาการพูดก็แตกต่างกันมากมาย แบบแรกชาวบ้านติดดินดี ให้ความรู้สึกกันเอง(หรือเพราะตัวเองเป็นพวกชาวบ้านๆก็ไม่รู้สิ 555)
    คงเหมือนบ้านเรา ที่ตลาดสด (บ้านตัวเล็กเรียก โก้งโค้งล่ะ ตรงตัวมะ)ยังคงมีอยู่
    แม้ห้างร้านค้าใหญ่ๆ จะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดก็ตาม ไปตลาดสดแล้วรู้สึก ..มีเอกลักษณ์ในตัวมันเอง ไม่ต้องแต่งแต้ม…คงเหมือนสาวน้อยหน้าใสสักคนเนอะ
    อิอิ

  40. เหงา Says:

    วันนี้ เป็นอีกวันที่เขยิบเข้าใกล้วันที่เพื่อนรักที่สุดจะเดินทางไปต่างประเทศ
    รู้สึก เหงา อย่างบอกไม่ถูก แล้วความรู้สึกเหงา ก็ทำให้ความรู้สึกไม่มั่นคง รู้สึกมากกับสิ่งที่ไม่เคยรู้สึก อะไรที่เคยล้อเล่นได้ กลับรู้สึกโมโห งอน ต่อมน้ำตาที่เคยอยู๋ลึกมาก ๆ กลับตื้นจนงงกับตัวเอง หลายอารมณ์ปนเป อยากหาทางแก้ไข แต่ทำยังไงก็ยังหาทางออกไม่ได้

    ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

  41. มอล* Says:

    จำกันได้ไหม เจ้าของบลอก?🙂

    มาแปะโป้งก่อน เพราะเราก็ขี้เกียจเขียน เยี่ยงเธอ แฮ่มม

  42. Caramel Says:

    มีอีกเรื่องที่อยากเขียนสำหรับวันนี้

    “โชคชะตาหรือบังเอิญ”

    เมื่อ 2 ปีก่อน เราเคยพบเจอคน ๆ หนึ่ง ที่ทำงานพิเศษในช่วงปิดเทอมที่ร้านใกล้ ๆ กัน ได้เห็นหน้าค่าตากันประมาณ 10 วัน ตอนที่เห็นครั้งแรกเรารู้สึกได้ว่าถูกชะตากับคนนี้จัง ไม่รู้ทำไม ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วถ้าดูเผิน ๆ เค้าก็หน้าตาดี แต่ถ้าดูดี ๆ ก็ไม่ได้หล่ออะไรมาก แต่ไม่รู้ทำไมถึงติดตาเรานัก เวลาผ่านไปจนหมดงาน 10 วัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เคยได้ทัก ไม่เคยได้คุยกัน เราก็ไม่เคยยิ้มให้ ได้แค่เห็นกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เรียนที่ไหน มีเพื่อนบอกว่ามีผู้หญิงแถวนั้นชอบเค้าเยอะ มีคนเข้าไปถามชื่อขอเบอร์ด้วย แต่นั่นไม่ใช่วิสัยที่เราจะทำเช่นนั้น เราไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดว่าต่อไปคงไม่มีโอกาสเจอกันอีก

    แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบปีเห็นจะได้ พอเราเรียนจบ มาเรียนต่อปริญญาโท (ที่ต่างสถาบัน) และแล้วเราก็ได้เจอบุคคลนั้นอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน เค้าไม่ได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเรา แต่เค้าเป็นน้องป.ตรีที่คณะ (แต่น่าจะบรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ใช่ผู้เยาว์
    !)โอกาสเห็นกันก็บ่อยขึ้น เจอกันโดยบังเอิญก็บ่อยครั้งมาก ๆ เป็นอย่างงี้เป็นปีจนกระทั่งเราจะเรียนจบป.โทอีกในไม่ช้า แต่เรากับเค้าก็ยังเป็นเพียงแค่บุคคลที่เห็นหน้ากันบ่อย ๆ ไม่เคยยิ้ม หรือไม่เคยทักทาย ไม่เคยพูดคุยกันเหมือนเดิม บางครั้งก็ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อยเหมือนกัน จริง ๆ เราเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับเค้าไปไกล (เพราะเราเองไม่เคยมีรสนิยมรักและกินเด็ก) แต่เราแค่รู้สึกบอกไม่ถูกว่าทำไมเราถูกชะตากับคนนี้จัง ก็แค่นั้น บางทีเค้าอาจจะเคยเป็นเพื่อนหรือน้องชายเราในชาติก่อนก็เป็นได้ อันนี้เราไม่อาจทราบได้ ก็ได้แต่คาดเดาเอาเองเล่น ๆ

    เพื่อนเราที่รู้เรื่องยังบอกเลยว่าอุตส่าห์มาเจอกันครั้งที่สองแล้วยังไม่เคยได้ทักหรือคุยกัน ถ้าสมมติได้เจอกันอีกในครั้งที่ 3 แล้วไม่ได้คุยอีก กว่าจะได้คุยกันก็คงตอนที่เจอกันอีกครั้งที่ 4 ในชาติหน้าล่ะมั้ง

    ถ้าจะมองว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญก็คงได้ แต่บางทีคิดไปคิดมาก็รู้สึกแปลกดีเหมือนกัน ว่าทำไมเราถังรู้สึกว่าถูกชะตากับคนนี้ทั้งทีมีคนอื่นอีกตั้งเยอะ แล้วยังมาได้เจอกันอีกเป็นครั้งที่ 2 หรือว่าจะเพราะ………………………………………….

    เป็นน้องที่พลัดพรากกันในตอนเด็กสมัยสงครามนั่นเอง (เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว)

    ป.ล.ถึงคุณภัทร ไม่ใช่อาม่าคุณคนเดียวหรอกที่ชอบถามประโยคเช่นนั้น ถึงอาม่าของเราจะไม่ได้บอกว่าจะให้ตังค์ แต่บอกว่าถ้าแต่งงานจะยกเครื่องประดับพวกเพชรพลอยทองหยองให้ แต่ชาตินี้เราคงต้องซื้อใส่เอง!

  43. beambongga Says:

    คุณนักเดินทางใต้แสงดาว >>
    ชอบคำว่า”ใจพิการ”
    มันจี้ใจดำดี สงสัยเรากำลังคิดแบบใจพิการอยู่จิงๆด้วยสิ

    นายหมูตุ้ย>>
    อยากเป็นดีเจบ้างจังค่ะ
    เพื่อนบีมคนนึงก็จัดอยู่เหมือนกัน จะไปขอแจมด้วยสักวัน
    คิดเล่นๆว่า ถ้าจะจัดราการเนี่ยอยากจะจัดแบบไหน ไม่ได้สนใจคนฟังเท่าไหร่ค่ะ
    เอาฮาลูกเดียว ขอวันนึง มาป่วนแล้วจากไป แหะๆ คืออยากจะบอกว่า จัดแบบที่เป็นตัวเองตัวเองชอบ ดีที่สุดค่ะ ps. เพลงฟังของfridayก็เป็นหนึ่งในรายการที่อยากเปิดในรายการตัวเองค่ะ

    Caramel >>>
    น่าสนใจมากค่ะ บอกเพื่อนไปเลยนะคะว่า
    ทำเลยๆ หนับหนุนๆ ชอบอะไรที่จับเอานามธรรมให้มันเป็นวิชาการ
    เวลาเกิดขึ้นมาจริงๆ จะได้รู้อาการตัวเอง แบบอ๋อมันเป็นอย่างนี้นี่เอง
    อาจทำให้รู้สึกดีขึ้นก็ได้

  44. สิ Says:

    อ่าว โกงนิท่าน แต่ขอมาเราก็จัดไป

    ใส่ใจ/สนใจ

    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้สึกว่า2คำนี้มีความหมายที่ต่างกัน
    เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสถามคนที่ประสบความสำเร็จในการเรียน
    “ที่พี่ทำวิชานั้นได้ดีเพราะสนใจใช่มั้ย” ก็ได้คำตอบมาว่าใช่
    แต่บางครั้ง การที่จะทำตัวและทำใจให้สนใจในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ
    ก็เป็นเรื่องที่ยากและหนักเกินไป..

    เมื่อวาน ขณะที่นั่งอ่านหนังสือชีวะอยู่ พ่อเดินเข้ามา
    “สนใจชีวะแล้วทำไมถึงอยากเรียนสถาปัตย์?” พ่อถาม
    “ไม่ได้สนใจ” เราตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดเลยแม้แต่นิดเดียว
    สักพักก็เริ่มหันมาถามตัวเอง ไม่ได้สนใจ แล้วอ่านทำไมวะ?
    บางวิชา สนใจ ชอบด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่อ่าน
    เลยรู้สึกว่า ที่ทำไป เป็นเพราะความใส่ใจมากกว่า ..

    สนใจ ใส่ใจ กลับมาดูอีกที 2คำนี้คงต่างกันจริงๆ

    สนใจ คงจะหมายถึงมีความชอบเป็นแรงผลักดันเล็กๆ ให้เลือกที่จะทำมัน
    ใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นด้วยความรู้สึกชอบและอยากทำหรือไม่ เราเลือกทำมัน
    เพราะบางส่วนลึกๆบอกให้เรารู้ว่าต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นด้วยหน้าที่หรืออะไรก็ตาม

    แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งจะสำเร็จได้ดี
    ก็คงจะต้องมีทั้งความสนใจ+ใส่ใจ
    หากมีแต่ความสนใจ แต่ไม่ใส่ใจที่จะทำ ผลคงออกมาได้ไม่ดี
    หากมีแต่ความใส่ใจ ไม่มีความสนใจ ก็เหมือนเราถูกบีบบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่รัก

    ทั้ง2อย่างนี้คงต้องควบคู่กับ อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม

    อู้อัพบลอคตัวเองมาหลายอาทิตย์ แต่มาช่วยพี่เอ๋เขียนบลอค 55

  45. สิ Says:

    คุณpattosan ไม่สนใจมาชวนเจ้าของบลอคเป็นหุ้นส่วนเหรอคะ? 555+

    พี่เอ๋ เว้นให้เขียนอีกสักวันได้ แต่อย่าถือโอกาสเว้นนานหละ 55

    พี่เอี้ยง ทำไมสิถึงเป็นไผ่หนามอะ?

    คุณbeambongga กินป๊อกกี้อัลมอนไม่แบ่งกันเลย 55
    ชอบเวอชั่นอพาตเม้นคุณป้าอะ เพลงเค้าแฝงอะไรให้คิดดีจัง : D

    คุณpopcutesweet นั่นสิคะ ถ้าเป็นช่วงเวลาสุดท้ายจริงๆ จะทำอะไรดีหละ

    คุณmonster teach เป็นครูอนุบาลเหรอคะ เหนื่อยพอดูเลย
    ยังจำได้ ตอนเด็กๆสิอยู่อนุบาลซน(ชิบหาย)มากๆเลย

    คุณsnowflake ไปนอนหลับตากแอร์ในห้องเรียนดีกว่า สิทำบ่อยค่ะ
    จะได้ไม่ต้องเปิดแอร์ที่บ้าน แอร์ตัวเดียวนอนกันหลายคนประหยัดไฟค่ะ 55

    “เอ > ปกติอยู่กับเพื่อผู้ชายเราก็ใช้สรรพนามแทนตัวว่า “ฉัน” ตลอดนะ
    บางทีก็ “ชั้น” บางครั้งก็ “เดี๊ยน” ฟังบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวก็ชินไปเองนิ” จริงเหรอพี่เอ๋?

  46. uffy Says:

    ท็อปไฟว์

    เพิ่งมีโอกาสดูหนังเรื่อง High Fidelity แล้วไอ้เจ้าพระเอกมักจะชอบจัด 5 อันดับตั้งแต่ผู้หญิงของตัวเอง ไปจนถึงเพลงในดวงใจ ทำให้นึกสนุกอยากขึ้นมาจัดอันดับต่าง ๆ ของตัวเองบ้าง เริ่มจาก blog ในดวงใจก่อนเลยละกัน

  47. นุ่น Says:

    ถึงน้องสิค่ะ

    พี่สนใจและอยากเรียนถาปัดมาก

    แต่ตอนนี้เรียนชีวะ มันเหมือนมี สองสิ่งที่แตกต่างอยู่ด้วยกัน

    ถึงยังไงตอนนี้พี่ก็ยังชอบถาปัดอยู่ พยายามทำสองสิ่งที่ชอบด้วยกัน

    ไม่รู้จะเหมือนกับที่น้องสิเขียนมารึเปล่า

    ขอให้น้องสิได้ทำในสิ่งที่สนใจและใส่ใจไปด้วยกันนะคะ

    ป.ล. ขอโทษนะพี่เอ๋ขอยืมบล็อกพี่คุยแค่อยากคุยกับน้องเค้าหนะ

  48. สิ Says:

    เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์? 555+

    ขอให้ได้ทำในสิ่งที่รัก+สนใจ และก็ใส่ใจลงไปกับมันให้เต็มที่เช่นกันนะคะ

    =]


  49. ผมว่าคนที่ได้ใส่ใจในสิ่งที่ตัวเองสนใจเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
    แต่มันก็ไม่ทุกคนหรอกที่จะกลายเป็นคนที่มีความสุขได้ขนาดนั้น
    บางครั้ง หน้าที่+ความรับผิดชอบ 2คำนี้มันก็ทำให้สิ่งที่เราสนใจถูกลดความสำคัญลง
    แต่เมื่อใดก็ตามที่”โอกาส”ในการทำสิ่งที่เรา”สนใจ”มาถึงตัว
    ก็อย่าลืมคว้ามาลองทำสักตั้ง เพราะบางที สิ่งที่เรา”คิดว่า”เราสนใจ
    จริงๆแล้วมันเหมาะที่เราจะแค่”สนใจ”หรือจะกระโจนลงไปทุ่มให้ทั้งตัว
    ลองดูนะครับ-สิ
    :]

  50. ช่อแก้ว (คนกันเอง มาช้า แต่มาตั้งนานแล้ว) Says:

    มีคนเคยบอกว่า คนอ่านหนังสือมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียน
    แก้วว่าความเป็นไปไม่ได้มากขึ้นแล้วนะเนี่ย

  51. อุ๋ม Says:

    เรื่องเล่าจากเพื่อนสาว

    กริ๊งงงง~

    พิว: ฮาโหล…ฮาโหล

    ตู้ดด ตู้ดด ตู้ดดดดด

    กริ๊งงงง

    พิว: ฮาโหล…ฮาโหล

    ตู้ดด ตู้ดด ตู้ดดด

    พินแกล้งน้องโทรแล้ววางโทรแล้ววาง
    อยู่ปามานสิบรอบเห็นจาได้
    จนพิวทนไม่ไหว

    แม่งใครวะโทรมาอยู่ได้โทรมาหาพ่อมันรึไง
    โทรแล้วก้อวางคอยดูนะถ้ามานโทมาอีก
    ขอแช่งแมร่งให้พ่อแม่มันตาย

    พิน: อย่าไปแช่งเค้าเลยนะพิว ปล่อยเค้าไปเหอะ –“


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: