Archive for เมษายน, 2008

คิดแล้วขำ

เมษายน 30, 2008

เดินผ่านร้านขายน้ำส้ม
มีสามขนาดให้เลือกดื่ม
ใหญ่-กลาง-เล็ก ปกติคงเป็นแบบนั้น
แต่ร้านนี้เขาเบื่อชื่อเรียกขนาดแบบเดิมๆ
จึงเพิ่มเติมอย่างสร้างสรรค์
แถมยังชวนขันไปด้วย

ชอบใจ จึงยกกล้องขึ้นมา
เอ่ยปากบอกพี่เขาไปว่า
“ขอถ่ายรูปหน่อยนะครับ”
เขายิ้ม เราก็ยิ้ม
เขาคงภูมิใจในผลงาน
เราแอบอ่านจากแววตา

ความคิดสร้างสรรค์บางทีก็มีไว้ให้อีกคนหนึ่งยิ้ม
กระติกใส่น้ำส้มใบนี้อาจทำให้คนยิ้มได้วันละหลายคน
เดินถนนอยู่ดีๆ มีความคิดขำๆ มาขวางอยู่ตรงหน้า
น่าชื่นใจไม่น้อยไปกว่าน้ำส้ม
ถ้ามีเวลาอ่าน เหมือนที่พี่เขามีเวลาคิด
ไม่คิดก็ไม่ขำ แต่เพราะพี่เขาคิด เราเลยได้ขำ
พี่ช่วยทำให้วันร้อนๆ เย็นขึ้นตั้งหลายวินาที
เพราะกระติกของพี่ ไม่ได้มีแค่น้ำส้ม

Photobucket

Advertisements

ประกาศก้อง

เมษายน 30, 2008

พี่ก้อง-ทรงกลด ฝากมาประกาศน่ะครับ ฮี่ฮี่

9 เรื่องควรรู้ ของผู้ที่จะนั่งรถไฟไปดาวหางกับถั่วงอกครับ
1. ชาวกรุงเทพฯ เจอกันเวลา 18.00 ที่หัวลำโพงที่หน้าห้องซื้อตั๋วล่วงหน้า (ด้านขวาของห้องซื้อตั๋วปกติ) ถ้าไม่เจอกันสักที เราจะโทรหา
2. ผู้ที่จะตามไปสมทบที่เชียงใหม่ เจอกันที่สถานีรถไฟก่อน 9.30 น. ตรงวงเวียนเล็กๆ ด้านหน้า ถ้าไม่เจอกัน เราก็จะโทรหา
3. สภาพอากาศตอนนี้ ที่เชียงดาวฝนตกบ่อยๆ กลางคืนอากาศเย็นชุ่มฉ่ำ
4. ตอนปลูกป่ามีโอกาสเปียกและเละ กลัวลื่นใส่รองเท้าผ้าใบ กลัวเลอะใส่รองเท้าแตะ
5. ถ้ามีถุงพลาสติกติดตัวไว้สำหรับใส่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ หรือกล้องถ่ายรูป ตอนฝนตกจะดีมาก
6. เอากระติกน้ำหรือขวดน้ำติดตัวกันไปด้วยนะ สำหรับอาหารเที่ยงวันปลูกป่า
7. อุปกรณ์กันยุงยังจำเป็นเสมอ ตอนนี้ช่วงหัวค่ำมียุงบ้าง แต่ดึกๆ ไม่ค่อยมี
8. ปากกา ทริปนี้มีอะไรให้ทุกคนได้จับปากกาเขียนเยอะมาก
9. ของสำหรับใส่ไทม์แคปซูล ชิ้นเล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะ เพราะเราต้องใส่ทั้ง 50ชิ้นลงในกล่องใบเดียวกัน เดี๋ยวจะใส่ไม่พอ

แล้วเจอกันนะครับ!

ทุกคนชอบใครบางคน

เมษายน 29, 2008

เชยมากครับ
ผมไม่เคยไป ‘หอศิลป์ บ้าน จิม ทอมป์สัน’ (Jim Thomson Art Center) กับเขาเลยสักครั้ง ได้ข่าวว่ากำลังจัดงาน “ต้มยำปลาดิบ” วันนี้ก็เลยแวะไปชิม หม้อไม่ใหญ่ แต่อร่อยดีเชียวครับ

ทั้งที่อยู่กลางเมือง กระเถิบมาจากมาบุญครองไม่เท่าไหร่ แต่พอเข้าไปแล้วเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่ง มันสงบเงียบดีจริง บรรยากาศเรือนไทยก็ชวนให้รู้สึกสบาย (ในความสบายก็มีความหรูสอดตัวอยู่ในนั้นเหมือนกัน) แต่นิทรรศการที่ด้อมไปดูมา เขาให้ดูฟรี ไม่เสียตังค์สักบาทสักเยน

“ต้มยำปลาดิบ” แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นการเทรวมอาหารจานเด็ดของสองประเทศใส่ในหม้อเดียว เสียดายที่วันนี้ไม่ได้พกกล้องติดตัวไป ไม่งั้นคงได้ถ่ายรูปมาแบ่งกันดูเล่น งานที่แสดงไว้ก็ชวนชมทุกชิ้น แอนิเมชั่นที่ขยับพร้อมกับคนดู (ต้องใส่เสื้อที่เตรียมไว้ให้จึงจะมองเห็น) ของพี่ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร กับคุณวชิราภรณ์ ลิมวิภูวัฒน์ ก็สนุกดี หนังสั้นๆ ของคุณอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็มีเสน่ห์ กิโมโนที่ทอจากด้ายมัดหมี่ก็งามหยด แต่ที่ชอบที่สุดคืองานของ สึโยชิ โอซาว่า

ในโถงใหญ่แห่งนั้นมีกองฟูกหุ้มผ้าลายสวยซ้อนกันขึ้นไปหลายชั้นเป็นภูเขาที่น่ารักเอาการ ฝาผนังฝั่งตรงกันข้าม มีรูปวาดลายเส้นของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ติดไว้เต็มผนัง ผมหยิบซองๆ หนึ่งขึ้นมา ในนั้นมีกระดาษขนาดโปสการ์ดสองแผ่น แผ่นหนึ่งมีรูปวาดอยู่แล้ว อีกแผ่นหนึ่งว่างเปล่า ตัวหนังสือสีส้มสดใสด้านหลังเขียนไว้ว่า ‘Everyone likes someone as you like someone.’ — Tsuyoshi Ozawa

เจ้าของลายเส้นไร้เดียงสา (แต่อาร์ตเหลือล้ำ) ในซองที่ผมหยิบขึ้นมาคือ น้อง Jenna อายุห้าขวบ มุมกระดาษเขียนมา Queensland Art Gallery ผมเดาเอาว่ามันน่าจะมาจากที่นั่น ไกลเหมือนกันนะเนี่ย ขณะที่กำลังงงก็ลองพลิกหน้าซองขึ้นมาดู เขาเขียนหน้าซองเอาไว้แบบนี้ครับ

“ทุกคนชอบใครบางคน เหมือนที่เธอชอบใครบางคน”
ภาพวาดภายในซองนี้ วาดโดยใครบางคนในอีกประเทศหนึ่ง เป็นภาพของคนพิเศษของพวกเขาเหล่านั้นและเป็นของที่ระลึกสำหรับเธอ
1. วาดภาพใบหน้าคนพิเศษของเธอลงบนไปรษณียบัตรเปล่าภายในซอง
2. นำภาพที่เธอวาดเสร็จแล้ว ไปหย่อนลงกล่องรับจดหมายใบใดใบหนึ่ง
วันหนึ่งภาพของเธออาจเป็นของที่ระลึกสำหรับใครบางคนในอีกประเทศหนึ่งเช่นกัน

แค่อ่านก็ยิ้มแล้ว แต่ความสนุกไม่หมดแค่นั้น เมื่อวาดเสร็จ เรายังต้องปีนขึ้นไปหย่อนไปรษณียบัตรกันถึงยอดเขา แถมภูเขาลูกนี้ก็น่านอนหลับตรงนั้นเสียจริง นุ่ม เย็น สบาย

ผมเก็บรูปวาดของน้องเจนนากลับบ้านมา (ว่างๆ จะนำมาแปะโชว์ครับ) แล้วหย่อนรูปคนพิเศษของผมลงไปในกล่อง ไม่รู้เหมือนกันว่าวันหน้ามันจะเดินทางไปอยู่ในมือของใคร ประเทศไหน หยิบรูปวาดผู้หญิงปากแดงหัวยุ่งๆ ของน้องเจนนาขึ้นมาดูอีกรอบ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เธอผู้นี้เป็นใคร

รู้อย่างเดียวว่า เธอไม่ใช่คนธรรมดา เพราะมีคนแอบชอบเธออยู่ตั้งหนึ่งคน

มีท่อไม่มีท้อ

เมษายน 28, 2008

ปากซอยเล็กๆ ที่สีลมถูก “ขุด” เพื่อวางท่อเป็นบ่อลึก เดินลำบาก
เรียกได้ว่าแทบจะเดินเข้าไปในซอยไม่ได้
ร้านอาหารของป้าแกอยู่ในซอย ลูกค้าเดินเข้าซอยไม่ได้ จะขายยังไง
หารู้ไม่ นั่นคือจุดขายที่ดี
ใครก็รู้ว่าที่สีลมคนเยอะจะตายไป (หนาแน่นที่สุดใน กทม. ไหมนะ)
ตอนกลางวันทุกร้านจะเต็มไปด้วยคน
ป้าแกออกมายืนตะโกนอยู่เหนือหัวของพนักงานขุดท่อ ว่า
“ข้าวแกงอร่อยๆ ในซอย โต๊ะว่าง ไม่ต้องรอ สั่งปุ๊บได้ปั๊บเลยค่ะ”

ปาสคาล

เมษายน 28, 2008

ปาสคาล เป็นชาวฝรั่งเศส ฉลาดเลขกับดวงดาว
มีชีวิตราว ค.ศ. 1623-1662
ว่ากันว่าเขามีชีวิตที่อมโรค
ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเขาไม่คายมันออกมา
อมไว้เยอะ เลยตายไว จากโลกไปตอนสามสิบเก้า
ข้อมูลยังบอกอีกว่า ผ่านชีวิตหลากหลาย
ก่อนตายคงคุ้มแล้ว เพราะลือว่าแกฟุ้งเฟ้อ
แล้วไฉนจึงกลับใจ มิได้ระบุไว้ในเล่ม
รู้แต่ แกใช้ชีวิตบั้นปลายเขียนหนังสือที่ถือกันว่าคลาสสิก
ภาษาสลวยความคิดลึกซึ้ง ซึ่งผมไม่เคยอ่าน
เป็นความคำนึงสั้นๆ เรียบเรียงเป็นหมวดหมู่
เป็นข้อคิดก่อนนอน บ้างทำให้หลับสบาย
บ้างก็ชวนกระวนกระวายใจ
เห็นบอกว่า ฝรั่งมักมีวางไว้ที่หัวเตียง

“มนุษย์ยิ่งใหญ่ตรงที่รู้ว่าเขาน่าสมเพชเพียงใด”

“คนเราชอบปิดบัง โกหก และปากว่าตาขยิบทั้งกับตัวเองและกับคนอื่น”

“หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก”

จากตัวอย่างที่ยกมา ไม่แน่ใจว่าอ่านแล้วจะหลับสบายหรือฝันร้ายกันแน่
แต่ชอบไอเดียหนังสือหัวเตียง มีคำดีๆ ไว้อ่านสักสองสามประโยค
อาจไม่จำเป็นต้องใช้ปาสคาลหรือภาษาซี
แทนที่จะอ่าน ลองเปลี่ยนเป็นเขียนแทน สะสมไว้ทุกวัน ก่อนนอน
พอแก่ตัว เขียนไม่ไหว ค่อยเอามาย้อนอ่าน คงสำราญใจ

“Pense’es” คือชื่อหนังสือเล่มนั้น

วันนี้ลองกันสักหนึ่งประโยคไหม ประโยคอะไรจะทำให้หลับสนิท

“โลกหมุนด้วยความคิด เมื่อหยุดความคิด โลกก็หยุดหมุน”

ชวนพี่น้องมาชุลมุนคนละประโยค ก่อนเอาหัวโขกหมอน

“นอนแล้วอย่าลืมตื่น!”

ความสำเร็จของการเกิดมา

เมษายน 27, 2008

ยิ้มให้บ่อยที่สุด หมายถึงยิ้มให้ตัวเอง และให้คนอื่น
ตื่นเช้าๆ นอนดึกสักหน่อย จะได้มีเวลาดูโลกมากๆ
เห็นโลกให้มากที่สุด นั่นหมายถึงเดินเล่นดูโลกเยอะๆ
ไม่ต้องกินทุกสิ่งที่อร่อย แต่น่าจะอร่อยกับทุกสิ่งที่กิน
ไม่ต้องรักทุกคน ไม่ต้องทำให้ทุกคนรัก แค่มีบางคนที่รักกันจริงๆ
หายใจในจังหวะที่พอดี ไม่ถี่ ไม่เนือยจนเกินไป
ได้อยู่กับครอบครัว ปล่อยมุกให้เขาฮา และฮามุกของเขา
สะสมปัญญา ไม่ใช่เพราะอยากฉลาด แต่จะได้ไม่ทุกข์
เข้าใจโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน เข้าใจมันอย่างที่มันเป็น
ในโลกมีคน เข้าใจโลกหมายถึงเข้าใจผู้คนด้วย
โกรธให้น้อย ชีวิตสั้น โกรธกันมันเสียเวลา
ดื่มน้ำให้มาก นั่นหมายถึงน้ำทุกประเภท
บางวันโค้กก็อร่อย บางวันก็โออิชิ บางวันก็ชาอู่หลง
เกิดมาตั้งนาน จะดื่มน้ำอย่างเดียวมันเศร้าไปหน่อย
แต่ไม่น่าดื่มอะไรซ้ำๆ กันนานๆ เดี๋ยวจะหวานหรือจืดเกิน
แต่น้ำไม่ใช่คน คนไม่ได้มีไว้ดื่ม และคนหนึ่งคนก็มีหลายรสชาติ
คบคนจำนวนมาก หากดูแลใส่ใจเขาได้
หากไม่ไหว น้อยไว้อาจจะดีกว่า
หาความตื่นเต้นใหม่ๆ ให้ชีวิตบ่อยๆ จะได้รู้สึกอยากหายใจต่อไป
ไม่ทิ้งขยะไว้บนโลก โลกมีขยะเยอะแล้ว
สร้างสรรค์อะไรทิ้งไว้บ้าง มุมหนึ่งคือจะได้ภูมิใจ
อีกมุมคือ ความหมายของการเกิดมา
ฟังเพลงเพราะๆ ไม่ด่าเพลงที่ตัวเองคิดว่าไม่เพราะ
เพราะอาจมีคนอื่นเขาชอบเพลงนั้นก็ได้
เอาปากมาร้องเพลงที่เราชอบ ดีกว่าเอาปากไปด่าเพลงที่ไม่ชอบ
อ่านหนังสือให้เยอะที่สุด หนังสือดีๆ อ่านทั้งชีวิตก็ไม่หมด
ถ้าใช้เวลากับเรื่องไร้สาระน้อย จะมีเวลาให้เรื่องมีสาระเยอะ
แต่เรื่องมีสาระมีมาก เวลาเท่าไหร่ก็ไม่พอ
“สาระ” ของแต่ละคนต่างกัน
เรื่องไร้สาระของบางคนอาจเป็นเรื่องมีสาระของบางคน
มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านก่อนตาย
ถ้าตายแล้วไม่ได้อ่านก็วางมันไว้บนโลกนี่แหละ
ถ้าชาติหน้ามีจริงจะกลับมาอ่าน ถ้าไม่มีก็ดีแล้ว
คุยกับคนต่อหน้ามากกว่าผ่านอินเตอร์เน็ต
เวลาจ้องตากันนี่มันดีนะ
หลับให้สบาย วางความคิดไว้ข้างเตียง
เกิดมาทั้งทีควรหลับฝันดีทุกคืน (หรือไม่ก็ไม่ต้องฝัน)
หากมีคนที่เราอยากให้เขาฝันดี น่าจะบอกเขาบ่อยๆ
มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดจะบันดาลให้มันเป็นจริงหรอก
แต่เขาจะได้รู้สึกดีตั้งแต่ก่อนฝันแล้ว
เวลาหลับเราต้องการความสงบ เวลาตื่นต่างหากที่เราอยากยิ้ม
เกิดมาทั้งทีน่าจะได้ทดลองทำในสิ่งที่อยากทำ
รู้ได้ไงว่าจะได้เกิดมาลองอีกหน โทรไปถามพระพรหมแล้วหรือ
ความสำเร็จ คือการได้ลงมือทำ
ความผิดพลาดคือ อยากแล้วไม่ลอง
ผิดคือครู ไม่ผิดจะเรียนรู้จากใคร
เวลาผ่านไปทุกวัน โอกาสก็ยิ่งน้อยลง
เคารพคนแก่ที่น่าเคารพ เช่นเดียวกับเคารพเด็กที่น่าเคารพ
วันหนึ่งเราจะแก่เหมือนเขา ศึกษาจากความแก่ ดูแลความชรา
เลือกดูทีวีที่ “น่าดู” ใครก็รู้ว่า “น่าดู” คืออะไร
ของใครก็ของมัน
ไปทะเลบ้าง ทะเลมันกว้าง ใหญ่ ช่วยขยายใจได้
ไปภูเขาบ้าง ภูเขามันสูง ตระหง่าน อยู่นานกว่าคน
ขำ-เวลาที่อยากขำ ไม่ต้องอั้นทำเก๊กว่า-ไม่เห็นขำตรงไหน
ชม-เวลาเจออะไรที่ชอบ เก็บเอาไว้ ตายไปไม่ได้บอก
ชื่นชม-สิ่งที่อยากชื่นชม
หากมัวเอาเวลาไปตั้งแง่ จะเหลือเวลาที่ไหนให้ชื่นชม
ความสำเร็จอาจเหมือนก้อนอิฐ ที่ต้องก่อร่างทีละก้อน
เพื่อเห็นผลสำเร็จในปั้นปลาย หากไม่ก่อวันนี้จะมีตึกไหม
หรืออาจเหมือนลมหายใจที่ไหลวนปนอยู่ในชีวิตทุกวินาที
แทนที่จะสำเร็จตอนอายุสี่สิบ ห้าสิบ หกสิบ หรือเจ็ดสิบ
ทำไมเราไม่สำเร็จมัน ณ วินาทีนี้เลย
คนเราอาจประสบความสำเร็จได้ในทุกวินาที
แต่เราจะประสบความสำเร็จได้
คงต้องตอบตัวเองก่อนว่า
นิยามของความสำเร็จของเราคืออะไร
เมื่อตอบได้ และทำมันสำเร็จ
นั่นอาจนับได้ว่า เกิดมา เราประสบความสำเร็จแล้ว

*แรงบันดาลใจจาก Ralph Waldo Emerson
(จะนำมาแปะในวันถัดไปครับ)

แผลมีสี

เมษายน 26, 2008

จะนึกถึง “พลาสเตอร์ปิดแผล” กันทีก็ต้องรอมีดบาด ใครจะบ้านั่งนึกหน้าพลาสเตอร์ราวกับละเมอหาหญิงอันเป็นที่รัก (หรือชายอันเป็นที่หลงใหล) อยู่ทุกเวลานาที ผมหันหน้ามาสนใจพลาสเตอร์ยาเมื่อได้ไปอ่านเจอตัวหนังสือที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพลาสเตอร์ปิดแผลในหนังสือ Jerome Becomes a Genius ของ Eran Katz ตัวละครในหนังสือเล่าว่าเขาไปอ่านเจอข้อความในนิตยสารไทม์เมื่อนานมาแล้ว ข้อเขียนนั้นตั้งข้อสังเกตว่า โลกมีพลาสเตอร์ปิดแผลมาเป็นเวลาเจ็ดสิบปี แต่พลาสเตอร์ปิดแผลทุกชนิดผลิตออกมาเป็น “สีเนื้อ” ที่เป็นสีครีมเหมือนกันทั้งหมดเป็นเวลาถึงหกสิบปี และตลอดหกสิบปีนั้นทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาปิดแผลกันด้วยพลาสเตอร์สีเนื้อ “มาตรฐาน” นั้นกันอย่างไม่โต้แย้งอะไร

แหม มันช่างโดนใจคนผิวดำคมขำอย่างผม ผมทนใช้พลาสเตอร์ “สีผิวฝรั่ง” มาตั้งนานโดยไม่เคยตั้งคำถามสักแอะ ทั้งที่เมื่อแปะลงไปบนผิวหนังมันก็ด่างขึ้นมาเป็นแผ่น ไม่แนบเนียนผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวเหมือนเวลาฝรั่งเขาใช้กัน

เป็นเรื่องเล็กที่มีความคิดเบื้องหลังที่ใหญ่กว่านั้น

นั่นเป็นลักษณะของโลกในยุคหนึ่ง ซึ่งบางส่วนก็ยังคงต่อเนื่องมาจนถึงโลกยุคนี้ คือความคิดความเชื่อที่ว่า “ฝรั่งคือมาตรฐานโลก” ก็เหมือนกับเวลาที่เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าโถปัสสาวะของโรมแรมบางแห่งแล้วชายชาวไทยบางคนต้องยืนเขย่งขา เพราะเขาใช้ “มาตรฐานความสูงของฝรั่ง” มาเป็น “มาตรฐานสากล”

มันสากลตรงไหน?

พลาสเตอร์แผ่นเล็กๆ ยังชวนให้คิดขยายออกไปอีกไกล ถึง “มาตรฐาน” ทั้งหลายที่ฝรั่งเขาว่ากันว่าดี ผิวขาว, ประชาธิปไตย, ISO, ฯลฯ บางทีมันก็น่าตั้งคำถามดูเหมือนกันว่า เรากำลังก้มหน้าก้มตายอมรับมาตรฐานเหล่านั้นโดยไม่ตั้งคำถาม เหมือนที่ยอมใช้พลาสเตอร์ยาด่างๆ ที่ต่างจากสีผิวของเราอยู่หรือเปล่า

โลกเปลี่ยนยุคสมัยมาสู่ช่วงเวลาที่มนุษย์เห็นหน้าค่าตาและได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันมากขึ้น ฝรั่งก็เริ่มรู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นมาตรฐานโลก และคำว่า “ฝรั่ง” ไม่ได้เท่ากับคำว่า “สากล” โลกยังมีมนุษย์ผิวสีอื่น มีความเชื่อความชอบและค่านิยมที่ต่างไป น่าจะเป็นเรื่องดีที่เราจะได้แลกเปลี่ยนกันไปมา ไม่ใช่การเข้าไปปรับเปลี่ยนประเทศชาติอื่นและบังคับให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของตนเอง

แหม ขนาด นาตาลี แฟนของพี่ภราดร เขายังยกมือไหว้เลย!

ว่ากันว่า ทุกวันนี้มีพลาสเตอร์หลายสีมากขึ้น กระทั่งมีสีของคนผิวดำให้คนดำได้เลือกใช้ ผมยังไม่เคยเห็น แต่ได้ยินแล้วก็คิดว่าน่ารักดี เวลามีแผลก็ปิดแผลได้อย่างสวยงามไม่มีรอยด่างของ “สีผิวมาตรฐาน” ให้รำคาญใจ

ผมลองไปสืบประวัติพลาสเตอร์ยามาจาก บล็อกแห่งนี้

เห็นเขาเล่าว่า เหตุเกิดที่บริษัท จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ผลิตผ้าก๊อซและเทปกาว มีพนักงานชาย (Earle Dickson) ที่เพิ่งแต่งงานกับ Josephine หญิงสาวที่ถูกมีดบาดบ่อย ด้วยความที่ขี้เกียจทำแผล เขาจึงเอาเทปกาวของบริษัทตัวเองมาตัดเป็นแถบสั้นๆ แล้วเอาผ้าก๊อซวางไว้ตรงกลาง มีแผลปุ๊บก็แปะได้ปั๊บ ทันใจ เมื่อบริษัทของเขารู้เข้าจึงนำไปผลิตเป็นพลาสเตอร์ยามาให้เราใช้กันจนถึงทุกวันนี้

ลองคิดดูสิครับว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อินเดีย หรือ แอฟริกา ทุกวันนี้เราจะใช้พลาสเตอร์ยาสีอะไร

เมื่อมองไป ผมว่าเราก็จะเห็นว่าโลกใบนี้ยังมีแผลอีกมาก หลายแผลที่ดูเหมือนจะได้รับการเยียวยารักษา แต่หากมองดีๆ มันเป็นการครอบงำด้วยสีผิวมาตรฐานต่างหาก

(อย่างการไล่ที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นั้นมานานหลายสิบปี เพื่อสร้างเขื่อนปั่นไฟให้คนเมืองใช้กัน นั่นก็เป็นการตัดสินปัญหาด้วยการใช้ “สีมาตรฐาน” เช่นกัน จึงดูเหมือนว่า “สีมาตรฐาน” จะเป็น “สีของคนที่มีอำนาจ” มากกว่า)

นอกจากพลาสเตอร์ปิดแผลแล้ว อย่างอื่นก็มี “สี” เหมือนกัน

ครั้งหนึ่งกับ “นิ้วแบนด์”

เมษายน 23, 2008

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม (ตรงไหน) กับสองเพลงแรกที่เราร่วมกันปลุกปั้น คือ เพลงทฤษฎีสีชมพู กับ วันแห่งความรัก ที่แปะอยู่ข้างหลังหนังสือ The soundtracks of my love ฉบับพิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ซึ่งป่านนี้คงเดินทางไปถึงรูหูหลายรูไปแล้วเรียบร้อย บางช่วงเวลามันคงไหลเข้าไปอาศัยอยู่ในซอกสมองสักพัก และอาจจะค่อยๆ เลือนหายไปคล้ายๆ กับการระเหยของยาล้างเล็บ แต่แค่นั้นก็ดีจะตายไปแล้ว ได้มีคนฟังเพลงของเราก็ดีใจจะแย่

จากวันนั้นถึงวันนี้ หนังสือ The soundtracks of my love หรือ เพลงรักประกอบชีวิต ก็ได้คลอดออกมาเป็นเวลาสองเดือนโดยประมาณ หากเป็นสุนัขก็เริ่มส่งเสียงโวยวาย กระดึ๊บๆ วิ่งเล่นได้บ้างแล้ว แม้แสตมป์กับผมไม่ใช่สุนัข แต่ก็อยากวิ่งเล่นเช่นกัน ผมเองก็อยากฟังแสตมป์ร้องเพลงทฤษฎีสีชมพูสดๆ กับหูดูสักครั้ง หลังจากนั่งฟังจากไฟล์เอ็มพีสามที่ส่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปมาอยู่หลายหนจนติดหูแกะไม่ออกมาจนถึงทุกวันนี้

ผมกับแตมคุยกันไปมาก็ฟุ้งกันว่าน่าจะมาทำอะไรเกี่ยวกับดนตรีๆ อย่างนี้ด้วยกันอีก แต่ก่อนที่จะมีผลงานเราน่าจะมีชื่อวงกันก่อน วันนั้นในเอ็มเอสเอ็น แตมทักผมมา แล้วบอกว่า “พี่ ได้ชื่อวงแล้ว” ผมถามกลับไป “ชื่ออะไร” เขาตอบ “นิ้วแบนด์” ผมฟังแล้วขำกลิ้ง หากคุณผู้อ่านไม่ขำน่าจะเพราะใช้วิธี “อ่าน” ไม่ใช่ “ฟัง” เพราะเวลาฟังมันไม่มี “ด.เด็ก การันต์” มันจึงเป็นเสียงนี้ “นิ้วแบน” ซึ่งหมายความว่ามันไม่กลมอีกต่อไป ฟังแล้วฮาดี ผมถามกลับไปว่า “พูดจริง-พูดเล่น” เผื่อว่าจริงๆ แล้วแตมจะอยากได้ชื่อเท่ๆ แต่แตมตอบมาว่า “เฮ้ย พูดจริงดิพี่”

วินาทีนั้น “นิ้วแบนด์” จึงถือกำเนิดขึ้นมา โดยยังไม่มีผลงานแต่อย่างใด
(แต่หากจะนับถอยหลังกลับไป เราก็มีตุนไว้สองเพลงแล้น)

หนังสือก็ออกมาเนิ่นนาน ผู้อ่านก็พูดคุยกับเราอย่างเป็นมิตร ก็เลยคิดกันว่า พวกเราน่าจะมานั่งฟังเพลงในหนังสือเล่มนั้นด้วยกันดูสักครั้ง แสตมป์จะร้อง เล่นและพูดคุยไปมากับผม และให้พี่พ้องน้องเพื่อนผู้อ่านร่วมคุยกันเพลินๆ ใจ หรือจะร่วมร้องคลอเคลียนัวเนียไปด้วยกันก็น่าจะยิ่งสนุก บรรยากาศคงเป็น “นาโนคอนเสิร์ต” (คือโคตรเล็กยิ่งกว่า มินิคอนเสิร์ต) แบบง่ายๆ สบายๆ ก็เลยมาชวนไปนั่งเล่นเย็นๆ กาย ฟังดนตรี คุยกันเรื่องหนังสือ และเรื่องโน้นเรื่องนี้ด้วยกันครับ

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว หรือยังไม่ได้อ่าน ก็น่าจะสนุกไปด้วยกันได้ อยากให้มาครับ

วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม ที่กำลังจะถึงนี้ หากใครว่างก็เชิญที่ร้าน “ประตูสีฟ้า” ณ เอกมัย ซ.10 งานเริ่มบ่ายสองโมงนะครับ มาร่วมกันจารึกประวัติศาสตร์การเปิดตัววงดนตรีตาหยีวงใหม่ หากพลาดก็ระวังต้องเสียใจ เพราะ “ครั้ง (ที่) หนึ่ง” นั้นมีแค่ครั้งเดียว (ส่วนครั้งที่สองก็ยังไม่รู้จะมีไหม เพื่อความปลอดภัยมาครั้งนี้จะดีกว่า)

ว่างๆ ก็มานั่งฟังเพลงด้วยกันครับ

Photobucket

ผลถั่วงอกฯ ออกแล้น!

เมษายน 21, 2008

พวกเรา ทรงกลด นิ้วกลม และทรงศีล ได้อ่านใบสมัครของทุกคนครบถ้วนแล้วครับ จากนั้นพวกเราแต่ละคนก็เลือกกันโดยใช้เกณฑ์ของใครของมัน ซึ่งจะว่าไปก็ทั้งมีเหตุผลและไม่ค่อยมีเหตุผล ผู้ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ก็คือ คนที่ได้คะแนนจากเราครบทั้งสามคน จะบอกว่าเป็นคนที่เราทั้งสามคนรู้สึกถูกชะตาที่สุดก็ว่าได้

สรุปว่า เราคัดมาได้ทั้งหมด 41 คน รวมพวกเราและญาติมิตรอีกนิดหน่อย เป็น 50 คนพอดี สำหรับผู้ที่ผ่านเข้ารอบมาได้ หลังจากที่อ่านข้อความนี้จบแล้ว รบกวนอีเมลกลับมาคอนเฟิร์มโดยด่วนนะครับ ผู้โชคดีทั้ง 41 คนที่จะได้เป็นผู้อ่านรุ่น 3 ของเรามีดังนี้

1. บดินทร์ เทพรัตน์
2. ป้าเอี้ยง
3. วิชชุตา วัจนะรัตน์
4. รวีวรรณ (rawee_one@hotmail.com)
5. ภัททิรา เกษมศิริ
6. จินตนา เทียมวัน
7. กมลวรรณ แซ่อึ้ง
8. ยิ้ม (hiyim@hotmail.com)
9. พุทธพร ศรีณรงค์
10. ศศกร ล้อมสมบูรณ์
11. นันทนัช อรุโณทยานันท์
12. จิตร
13. ชัยภัทร ชุณหรัศมิ์
14. ภูมิ น้ำวล
15. วรณ มงคลการุณย์
16. ณัฐวรรธน์ วิรัชกุล
17. เบญจวรรณ แก้วสว่าง
18. อุษณีย์ ปุณโณปกรณ์
19. ปิยากร ลักษณะจันทร์
20. อังคณา เทียมทัน
21. ชลพรรณ จันดาวงษ์
22. ภัสชนก (เบลล์)
23. กนกฉัฐ อาทรวรางกูร
24. จิรัญญา ศรีเสวก
25. อัญชณา เหมือนคิด
26. ภูธิชา วีรพัฒนกุล
27. บีมบองก้า
28. ขวัญชนก ธนาภิกรกุล
29. นานา ตรรกวาทการ
30. สุดารัตน์ ยโลดม
31. สุดาทิพย์ แสงปัญหา
32. จิรัชญา สมคำเพ็ชร
33. ฑิฆัมพร เสสุคนธ์
34. กฤติการ ชัยกล้าหาญ
35. ศุภิสรา บัณฑุวนิช
36. ขวัญ (bio_classic@hotmail.com)
37. ศยามล รมพิพัฒน์
38. แอน (panida218@gmail.com)
39. พิมพ์นารา มีฤทธิ์
40. ฮิม
41. ด.โดม

รายละเอียดการเดินทาง
• เราจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ที่สถานีหัวลำโพง เวลา 19.35 ถึงเชียงใหม่เวลา 09.45 ด้วยรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 13 เป็นรถไฟชั้นที่ 2 ตู้ปรับอากาศ เบาะนั่ง
• เจอกันเวลา 18.00 น. เพื่อไม่ให้ทริปนี้ตื่นเต้นจนเกินไป เราอยากให้ทุกคนมาถึงก่อนเวลา 18.30 น.
• พิกัดที่จะนัดเจอกันอย่างแน่นอน ขอไปสำรวจก่อนนะแล้วจะแจ้งให้ทราบทางเว็บไซต์
• ขากลับ เราจะเดินทางจากเชียงใหม่เวลา 17.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 07.00 น. เดินทางด้วยรถไฟด่วนพิเศษ ชั้นที่ 2 ตู้ปรับอากาศ เบาะนั่งและนอน
• จากประสบการณ์แล้ว ขากลับไม่น่าจะถึงภายใน 7 โมงแน่นอน
• ถ้าอยากเดินทางไปเชียงใหม่เอง สามารถทำได้ ไปเจอกันที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ภายในเวลา 09.45 น. เราจะนั่งรถสองแถวไปเชียงดาวด้วยกัน
• ถ้าอยากเดินทางกลับเอง ก็สามารถทำได้เช่นกัน
• สำหรับคนที่จำเป็นต้องทำงานในเช้าวันอังคารที่ 6 พ.ค. สามารถกลับตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์ที่ 4 พ.ค.ได้ หรือ จะกลับเย็นวันที่ 5 พ.ค. ด้วยรถบัสก็ได้ การเดินทางจากเชียงดาวกลับมาตัวเมืองเชียงใหม่ค่อนข้างสะดวกทีเดียว
• ค่าใช้จ่ายของทริปนี้ทั้งหมดสำหรับคนที่เดินทางไปและกลับด้วยกัน เบ็ดเสร็จคนละ 2,500 บาท จ่ายที่หัวลำโพงวันไปเลยครับ พวกเราออกค่ารถไฟกันไปก่อนเจ็ดหมื่นกว่าบาท ถ้าคอนเฟิร์มว่าไปก็หวังว่าจะได้เจอกันนะครับ
• สำหรับคนที่เดินทางไปเอง แต่กลับด้วยกัน คนละ 1,890 บาท
• สำหรับคนที่เดินทางไปด้วยกัน แต่กลับเอง คนละ1,660 บาท
• สำหรับคนที่เดินทางไปและกลับเอง คนละ 1,050 บาท
• ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เราอยากให้ไปและกลับพร้อมๆ กันครับ

การเตรียมตัว
• อุปกรณ์กันยุงสูตรที่ชะงัดที่สุด
• ชุดสำหรับปลูกป่า ถ้าไม่อยากให้ขาโดนต้นไม้ใบหญ้าขูดขีด ก็เตรียมกางเกงขายาวไป แต่ถ้ากลัวกางเกงเปื้อนโคลนก็เตรียมขาสั้น ถ้ากลัวลื่นก็ใส่รองเท้าผ้าใบ ถ้ากลัวเลอะก็ใส่รองเท้าแตะ
• อุปกรณ์กันแดด หรือ กันฝน ตามถนัด
• สิ่งของที่จะนำไปฝังลงไทม์แคปซูล ควรเป็นของที่เล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ เพราะเราต้องใส่ของ 50 ชิ้นในลังใบเดียวกัน ถ้าเอาของชิ้นใหญ่มา อาจเกิดปัญหาของล้นลังได้
• ปากกา ทริปนี้เรามีเหตุให้ได้ขีดเขียนอยู่บ่อยๆ ควรมีปากกาประจำตัว

คอนเฟิร์ม
• สำหรับผู้ที่ผ่านเข้ารอบทุกคน ช่วยอีเมล์คอนเฟิร์มกับคุณปอนด์ที่ bunsom_a@hotmail.com อย่างด่วนที่สุดด้วยครับ
• สิ่งที่ต้องแจ้งกับคุณปอนด์ก็คือ คุณจะเดินทางไปและกลับอย่างไร ไปด้วยกันหรือไปเอง
• ถ้าไม่อีเมลกลับมา คุณปอนด์จะโทรไปหา เพราะเราจำเป็นต้องได้คำตอบภายในวันที่ 22 เม.ย. เพื่อซื้อตั๋วรถไฟ

ถั่วงอกนั่งรถไฟไปดาวหาง

เมษายน 14, 2008

จากที่เคยแง้มไว้เรื่องชวนกันไปปลูกต้นไม้ วันนี้นำรายละเอียดมาแปะครับ ทั้งหมดนี้นำมาจากเว็บไซต์ “เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา” ของพี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน (www.lonelytrees.net) เข้าไปเยี่ยมชมกันแบบเต็มๆ ได้ที่นั่นนะครับ : )

สำหรับผู้อ่านที่ตามติดกันมานานกว่า 2 ปี คงทราบดีว่า ทรงกลด นิ้วกลม และทรงศีล มีประเพณีปฏิบัติน่ารักน่าชังอยู่อย่างหนึ่งก็คือ การจัดงาน ‘เปิดตัวผู้อ่าน’ ซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ครั้ง ที่มาที่ไปของงานนี้ก็คือ พวกเราชาวนักเขียนมักมีโอกาสขึ้นเวทีเนื่องในวาระเปิดตัวหนังสืออยู่บ่อยๆ แขกเหรื่อที่มาในงาน ก็มักจะเป็นสื่อมวลชน และผู้คนที่บังเอิญผ่านไปมา เราเลยคิดกันว่า น่าจะดี ถ้าเรามีงานเล็กๆ ที่ชวนผู้อ่านของเรา มาพูดคุยถึงหนังสือเล่มใหม่ให้ได้รับทราบก่อนใครๆ

และอีกเหตุผลก็คือ เราอยากเห็นหน้าค่าตาและทำความรู้จักผู้อ่านของเราบ้าง นั่นเลยเป็นที่มาของงาน ‘เปิดตัวผู้อ่าน’ ครับ

สองหนแรกนั้นเราจัดกันในห้องหับเล็กๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่คราวนี้เราเราคิดการใหญ่ไปกว่านั้น นั่นก็คือเราจะชวนผู้อ่าน ‘รุ่นสาม’ ของเราเดินทางไกลไปถึงเชียงใหม่

ที่มาที่ไปก็คือ ในยุคที่ใครๆ ต่างร่วมใจกันเยียวยาโลก สามนักเขียนตาดำๆ ก็อยากลงมือทำอะไรบ้าง สิ่งเล็กๆ ที่เราพอจะทำได้ก็คือ ชวนผู้อ่านของเราไปปลูกป่าเพื่อชำระบาปจากการโค่นต้นไม้มาทำหนังสือ

พอเหมาะพอเจาะกับที่ได้เจอพี่นิคม พุทธา นักปลูกป่ามือดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย พี่เขามีโครงการปลูกป่าอยู่ที่แถวๆ ดอยหลวงเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่พอดี และเขาก็ยินดีมากๆ หากเราจะไปช่วย และที่บังเอิญไปกว่านั้นก็คือ สำนักงานโครงการปลูกป่าของพี่นิคมนั้นใช้รั้วเดียวกับโรงละครมะขามป้อม สาขาเชียงดาว

เมื่อตอนงานเปิดตัวผู้อ่านรอบสอง เราก็ใช้สถานที่ของโรงละครมะขามป้อมสาขาสะพานควาย ตอนนั้นทีมงานโปรยคำชวนไว้ว่า
อยากให้เราไปเยี่ยมโรงละครที่เชียงดาวซึ่งเขาเอากิจกรรมละครเข้าไปพัฒนาเด็กๆ ที่สำคัญ ร่ำลือกันมาหนาหูเหลือเกินว่า บรรยากาศของโรงละครมะขามป้อมที่นี่สวยสะเด็ด เราก็เลยไม่ลังเลที่จะเลือกที่นี่

ยิ่งพอได้ไปสำรวจพื้นที่มายิ่งมั่นใจครับ เพราะมันโคตรสวยเลย

เราตั้งใจว่าทริปนี้จะเป็นทริปสบายๆ มีโปรแกรมจางๆ ไม่ให้เหงาจนเกินไป ขืนมีโปรแกรมละเอียดยิบแบบนาทีต่อนาทีจะดูเป็นกรุ๊ปทัวร์ซะเปล่าๆ

สำหรับชาวกรุงเทพฯ เราตั้งใจว่าจะเดินทางร่วมกันโดยรถไฟชั้น 3 ครับ ออกจากหัวลำโพงเวลา 19.20 ของวันศุกร์ที่ 2 พ.ค. 51 แต่ถ้าใครไม่สะดวก อยากเดินทางด้วยวิธีอื่น ก็ไปเจอกันที่เชียงใหม่เลยก็ได้ รถไฟของเราจะถึงเชียงใหม่ในเวลา 07.40
จากนั้นก็นั่งสองแถวต่อไปยังโรงละครมะขามป้อม ที่อ.เชียงดาว และเราจะนั่งรถไฟกลับจากเชียงใหม่เย็นๆ วันจันทร์ที่ 5 พ.ค. 51 กลับมาถึงกรุงเทพฯ ภายใน 7 โมงเช้าของวันที่ 6 พ.ค.

เพื่อความตื่นเต้นของชีวิต ขออนุญาตไม่เล่าโปรแกรมโดยละเอียดนะครับ เอาเป็นว่า 3 วันในเชียงใหม่ เราจะได้เจอประมาณนี้แหละครับ

กิจกรรมหลักที่เราจะทำ
• เราจะปลูกป่ากัน
• แต่ลืมภาพการปลูกป่าที่เราคุ้นชินไปได้เลย เพราะเราจะปลูกเฉพาะกล้วยป่า จำนวน 1,000 ต้น
• เหตุผลก็คือ กล้วยป่าเป็นไม้เบิกนำ ที่ช่วยปรับพื้นที่ให้ไม้ใหญ่อื่นๆ ขึ้นได้ง่ายขึ้น
• แถมตัวมันเองยังเป็นอาหารของสัตว์มากมาย ต้นผล ทั้งต้น (ได้ข่าวว่าอีเห็นชอบมาก)
• ไม่ต้องกลัวครับ ปลูกป่าไม่ยากหรอก เรื่องกล้วยๆ
• เราจะปลูกในพื้นที่ของหมู่บ้านปางแดงใน ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวปะหล่อง
• ชาวปะหล่องเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมของตัวเองไว้ได้อย่างเข้มข้น
• เราจะปลูกร่วมกับชาวบ้าน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก คุยกันไปปลูกกันไป ประหนึ่งรายการทุ่งแสงตะวัน
• แล้วก็จะได้เยี่ยมเยียนดูวิถีชีวิตที่เราไม่คุ้นตาในหมู่บ้านด้วย
• หากใครอยากลองหัดทอผ้าก็ยังได้
• สุดท้าย เราจะปลูกต้นไม้ใหญ่ 1 ต้นร่วมกัน
• และพวกเราทุกคนจะฝังของ 1 ชิ้นและข้อความ 1 ข้อความรวมกันไว้ใน ‘แคปซูลเวลา’ ของพวกเรา
• อีก 10 ปีข้างหน้า พวกเราจะกลับมาขุดขึ้นมาดูกัน

กิจกรรมรอง
• กิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแสนสนุก
• กิจกรรมจี๊ดใจเพียบ
• กิจกรรมคัดสรร ทรงกลด สอนดูดาว
• ส่วนนิ้วกลม กับ ทรงศีล กำลังเตรียมการอยู่ว่าจะทำอะไรดี

คนที่เราจะได้เจอ
• พี่นิคม พุทธา นักปลูกป่าที่ใครได้คุยด้วยรับรองว่า แรงบันดาลใจในการดูแลโลกจะล้นปรี่
• ชาวมะขามป้อม คณะละครที่มุ่งมั่นในการนำเอาศาสตร์ของละครมาใช้พัฒนาชุมชน
• ชาวปะหล่อง กลุ่มชนเผ่าเล็กๆ ชาวไทย ที่ดีใจมากเมื่อรู้ว่าจะมีคนเมืองมาช่วยพวกเขาดูแลป่า
• และผู้ร่วมเดินทางทุกคน ที่เราเดาว่าเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียวกันแน่นอน

ที่ที่เราจะไป
• เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของโรงละครมะขามป้อม ซึ่งตั้งอยู่กลางนา ถัดจากนาเป็นบึงเล็กๆ และภูเขา ตอนกลางคืนก็นอนฟังเสียงกบร้องระงม ตื่นมาถ้าไม่โชคร้ายจนเกินไปก็น่าจะได้เห็นภาพหมอกล้อเล่นกับดอยหลวงเชียงดาว

ที่ที่เราจะนอน
• เป็นส่วนที่เรียกว่าเกสต์เฮ้าส์ของมะขามป้อม นอนรวมกันห้องละ 10 คน มีอยู่ 3 ห้อง ส่วนนี้สำหรับผู้หญิงครับ
• ส่วนผู้ชายก็มานอนรวมกันที่โรงละคร
• มีหมอน ผ้าห่ม และมุ้ง ให้ครับ
• ห้องน้ำ+สุขาในโซนของผู้หญิง มีอยู่ 6 ห้อง สะอาดสะอ้าน ถึงขนาดมีเครื่องทำน้ำอุ่น
• โซนผู้ชายมีห้องน้ำอีก 4 ห้อง

อาหารที่เราจะได้กิน
• อาหารท้องถิ่นง่ายๆ แต่มีเสน่ห์
• ไม่ขนาดกินอยู่อย่างราชา แต่ว่าก็ไม่ถึงขั้นยาจก

เรื่องที่เราควรจะรู้
• ทริปนี้สมบุกสมบันพอควร
• อาจถูกรบกวนด้วยยุงได้ (โอกาสสูงด้วย)
• ที่นี่ไม่ค่อยจะมีสัญญาณโทรศัพท์ และไม่มีเครื่องปรับอากาศ

วิธีการสมัคร
• ทริปนี้เรารับ 30 คน
• เราจะคัดคนโดยการดูจากคำตอบในจดหมายสมัคร
• ผู้สมัครต้องเขียนแนะนำตัวเอง (ขอเบอร์โทรติดต่อด้วยนะ) และเหตุผลที่อยากร่วมทริปนี้ ภายใน 1 หน้า A4 ขนาดตัวหนังสือ 14 p.t.
• ส่งมาที่ zcongklod@yahoo.co.uk, roundfinger2547@yahoo.com และ yoopeeup@hotmail.com (ส่งทั้ง 3 อีเมลเลยนะครับ)
• หมดเขตส่งวันที่ 18 เม.ย. 51
• ประกาศผลวันที่ 24 เม.ย. 51 ทาง http://www.lonelytrees.net, https://roundfinger.wordpress.com และ http://songsin.exteen.com
• สนนราคาค่าเดินทางครั้งนี้คือคนละ 2,500 บาทไทย จ่ายตังค์กันวันไปที่หัวลำโพง
• ในกรณีที่ทริปนี้ใช้เงินน้อยกว่าที่เก็บมา เราจะบริจาคเงินที่เหลือสมทบทุนโครงการปลูกป่าของที่นั่นครับ

ไฮไลท์
• การเดินทางคราวนี้ไม่ธรรมดา เพราะว่า ทรงกลด นิ้วกลม และทรงศีลจะช่วยกันเขียนบันทึกการเดินทางคราวนี้ขึ้นมาเป็นหนังสือ 1 เล่ม
• ผู้ร่วมเดินทางในทริปนี้ย่อมปรากฏกายในหนังสือของเรา
• และแน่นอนว่า เราจะชวนทุกคนมามีส่วนร่วมในการก่อร่างสร้างหนังสือเล่มนี้ด้วย
• มันคือบันทึกการเดินทางที่พวกเราทุกคนเป็นเจ้าของครับ พวกเราแค่เป็นคนเล่าเท่านั้นเอง

หวังว่าจะได้ร่วมเดินทางด้วยกันครับ